คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [TWICE] DEATH HOLLER | [minayeon] [TWICE] DEATH HOLLER | [minayeon] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
B E R L I N ❀


AFTER THTALES 
 
BEFORE THLEGEND
 
DEATH HOLLER









THE RESSURECTION STONE
 
- Bring back the Death,Without a Heart -

#DeatHMN



.
.
.
280117

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 ม.ค. 60 / 22:10


เสียงเอะอะโวยวายที่ดังอยู่ในยามค่ำคืนกลับกลายเป็นเรื่องปกติของผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของหมู่บ้านก็อดดริกโฮลโล่ เพราะมันมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อบุตรชายคนโตประจำบ้านกลับมาด้วยสภาพเมามาย นั่นคือสิ่งที่ชารอนรับรู้มันทุกวัน

 
หญิงสาวภายใต้เสื้อที่ทำขึ้นจากผ้ากำมะหยี่คอเหลี่ยมกว้าง และกระโปรงทรงบานบริเวณสะโพกสีดำทั้งชุด ยืนอยู่ละแวกหน้าบ้านที่น้อยนักผู้คนจะเดินผ่านไปมานอกบ้านในฤดูหนาวยามค่ำคืนโดยไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่ชุมนุมผู้วิเศษและชาวบ้านธรรมดาผู้อื่นรู้สึกเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาสีดำยามรัตติกาลจ้องมองไปยังหน้าต่างของบ้านที่อยู่สุดถนนหลังหนึ่งซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะมากกว่าบ้านหลังอื่นๆเนื่องจากเจ้าของมันไม่คิดที่จะใส่ใจ หน้าต่างบานเล็กใกล้กับหลังคาเป็นสิ่งเดียวที่มันถูกเปิดเอาไว้ให้เจ้าของห้องเท่านั้น ซึ่งกำลังมีแสงสีนวลของตะเกียงและเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นอยู่เพียงเล็กน้อยพอให้มองเห็นเงาของคนสองคนที่กำลังมีปากเสียงกันได้



เพล้ง!


 
 ก่อนที่เสียงดังของชายผู้เป็นใหญ่ในบ้านหลังนั้นจะหยุดลงตามด้วยแจกันที่หล่นแตก เงาสีจางๆของคนทั้งสองเหลือเพียงแค่หนึ่งเมื่ออีกคนนั้นถูกทิ้งไว้ให้อยู่ภายในห้องอย่างโดดเดี่ยวเช่นเคย ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆราวกับกาลเวลาที่ถูกย้อนกลับไปเรื่อยๆเป็นเวลาเดือนกว่าทำให้หญิงสาวค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาเป็นควันสีจางตามสภาพอากาศ แล้วจึงขยับตัวจากผนังอิฐที่ตนใช้มันเป็นดั่งที่พักพิงไหล่ชั้นดี เมื่อเห็นว่าเจ้าของเงาเพียงหนึ่งเดียวนั้นนั่งลงด้วยท่าทางอ่อนแรงตามเดิมราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน

 
 
ผนังห้องที่ฉาบด้วยอิฐขาวซึ่งฉายเงาเงาหนึ่งมาสักพักกลับปรากฏเงาของผู้มาใหม่จากที่วางตะเกียงในมุมห้อง แล้วเจ้าของเงานั้นจึงค่อยๆก้าวฝ่าเท้าที่แผ่วเบาเข้ามาย่อตัวลงตรงหน้าของหญิงสาวผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเก่าซึ่งเป็นเครื่องเรือนเพียงไม่กี่อย่างที่ถูกวางเอาไว้ในห้องนอนเล็กๆแห่งนี้ 


 
“ชารอน?”  เสียงหวานเอ่ยถามราวกับประหลาดใจเมื่อรู้สึกถึงการมาของใครบางคนที่เพิ่มเข้ามาอยู่ในห้อง ร่างบางจึงเริ่มใช้หลังมือของตัวเองเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะการโต้เถียงที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ไม่นานให้จางหายไป

 
 
 เจ้าของชื่อก้มหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับแม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นมัน ก่อนจะครอบครองฝ่ามือนั้นเอาไว้และแตะริมฝีปากเบาๆที่ด้านหลังเพื่อทักทายคนตรงหน้าที่รับรู้ถึงการมาถึงของเธอ 


 
“ฉันเองค่ะ” 


 
 “ทำไมวันนี้รีบมาล่ะ” หญิงสาวที่นั่งอยู่กับเก้าอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทั้งๆที่ดวงตาคู่สวยยังคลอไปด้วยม่านน้ำใสจางๆ 

 
“ธุระของฉัน เสร็จเร็วน่ะ” ชารอนเอ่ยด้วยนำ้เสียงเนิบนาบและเลื่อนสายตาไปมองยังทิศทางที่มีเศษแจกันหล่นแตกอยู่บนพื้น เธอยื่นฝ่ามือของตนเองออกไปยังทิศทางที่มันอยู่ ก่อนที่เศษกระเบื้องเหล่านั้น จะค่อยๆกลับไปสู่สภาพเดิมของมันราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน 
 

 “งั้นฉันก็กลายเป็นเจ้าบ้านที่ไม่เตรียมพร้อมเลยสินะ” นายอนพูดขณะที่รอยยิ้มยังไม่จางหาย แต่ประโยคเหล่านั้นก็ยังฟังดูอ่อนเพลียอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
 


ชารอนมองเห็นเจ้าของดวงตาคู่สวยที่เหม่อลอยไม่ได้จับอยู่ตรงใบหน้าของคู่สนทนา หยิบไม้กายสิทธิ์อย่างที่พ่อมดแม่มดคนอื่นมีออกมาจากเอวของตนก่อนจะใช้มันโบกไปในอากาศ ให้คุ้กกี้ที่วางเรียงอยู่บนจานในสภาพที่ไม่น่ากิน ลอยจากโต๊ะตัวเล็กข้างๆกันไปใกล้กับเตาผิงจนกลายเป็นคุ้กกี้ที่ดูน่าอร่อยและสดใหม่ราวกับเพิ่งออกจากเตา เมื่อมันกลับมาอยู่ในสภาพที่น่ากินดังเดิม จานเซรามิคใบนั้นก็ลอยกลับมาวางที่โต๊ะตัวเล็กตรงหน้าอีกครั้งเช่นทุกที

 
ถึงแม้อีกฝ่ายจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่เคยพร่องไปเลยสักครั้งที่เธอมาเยือน แต่ก็ยังอุตส่าห์จะทำมันให้อยู่แบบนี้เสมอ อดไม่ได้ที่ความรู้สึกประหลาดและแปลกใหม่จะเกิดขึ้นภายในร่างกายที่สูญเสียความรู้สึกใดๆไปตั้งแต่จำความไม่ได้แล้ว
 
“อากาศมันเย็น คุณควรจะปิดมันนะ” ชารอนพูดพลางทำท่าจะขยับมือเพื่อใช้เวทย์มนต์ในการปิดมัน
 
“อย่าเลย” หญิงสาวขัดการกระทำนั้น “ฉันชอบมันนะ”
 
 
“ถ้าหากว่าปิดมัน นอกจากเขาจะรู้ว่ามีคนอื่นอยู่กับฉัน ฉันยังรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้สัมผัสโลกภายนอกอีกด้วยนะ”
 
 
ดวงตาคู่คมไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆจ้องมองเจ้าของดวงตาที่แม้จะเปิดอยู่แต่ก็ไม่ได้จับจ้องกับใบหน้าคู่สนทนาเช่นเธอ เพราะความพิการทางสายตาที่พรากภูมิทัศน์และสิ่งที่หญิงสาวคนหนึ่งควรจะได้พบและรู้จักมันเช่นคนอื่นๆ ทำให้แม่มดผู้นี้ไม่มีสิทธิ์รับรู้หรือมองเห็นสิ่งที่ต่างๆที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือแม้กระทั่งใบหน้าของใครเลย 


 
“เรื่องอะไรอีกหรือคะ” 


 
 คำถามเดิมที่ถูกถามออกมาแทบจะเกือบทุกวัน เพราะการปรากฏตัวของชารอนมักจะเกิดขึ้นภายหลังการวิวาทของชายผู้เป็นเสาหลักของบ้านหลังนี้ เธอจึงเป็นเพียงคนคนเดียวที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเล่าได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่ต่างคนก็ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันโดยสิ้นเชิง

 
ริมฝีปากอิ่มเม้มเป็นเส้นตรงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนที่มันจะค่อยๆขยับประโยคคำตอบออกมาให้อีกคนได้ฟังด้วยน้ำเสียงกังวใจ “เขาอารมณ์ร้อนขึ้นทุกวันค่ะ..”
 

“..เหมือนกับลูกโป่งที่ถูกอัดลมเข้าไปเรื่อยๆ มันแย่ลงมากจากหนึ่งเดือนก่อนที่เขาจะเริ่มแสดงอาการ แต่ฉันกับเจนนี่ก็ยังคิดว่าคงเป็นเพราะงานที่เขาทำในกระทรวง ฉันเลยขอร้องให้จุนลองพักงานดูบ้าง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ชอบใจคำแนะนำของฉันเสียเท่าไหร่” ศีรษะที่มีเส้นผมสีดำเข้มถูกมัดเอาไว้ลวกๆก้มลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงผู้เป็นพี่ชายของตน จุนเค เพฟเวอเรลล์ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเสียงเอะอะโวยวายที่เริ่มจะกลายเป็นเรื่องปกติของผู้คนในละแวกนี้ไปโดยง่าย 
 

ชารอนไม่เคลื่อนไหวหรือแสดงความรู้สึกใดๆเมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวถึงบุคคลที่ตนเองได้หมายตา ในที่นี้แปลเป็นความหมายได้ว่าคือเป้าหมายที่เธอกำลังรอคอยเวลาที่จะพาไปยังสถานที่ที่ไม่เคยมีใครเคยไปถึงมาก่อนทั้งที่ยังหายใจได้เลยสักครั้งเดียว


 
“แล้ว วันนี้” ร่างบางตรงหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย “คุณจะพาฉันไปได้หรือยังคะ” 


 
 เช่นเดียวกันกับเจ้าของบ้าน คำถามเดิมๆที่ถูกถามออกมานั้นไม่ได้เกิดจากความคิดของหญิงสาวที่อยากจะหลีกหนีจากพี่ชายของตนเองที่ระบายอารมณ์ใส่ด้วยการทะเลาะกันเกือบทุกวันมาตลอดหนึ่งเดือน แต่เป็นเพราะโรคภัยที่ตัวเองกำลังเผชิญและบุคคลตรงหน้าของตนต่างหาก 
 
“ยังหรอกค่ะ” ชารอนพูด “ยังไม่ถึงเวลาของคุณ” 
 
 “อย่างนั้นหรือคะ” 
 
 
และคำตอบเดิมๆก็ผ่านไป ชารอนรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงมีข้อสงสัยอยู่ภายในอยู่ไม่น้อย กับการที่มานั่งสนทนากับ ‘ความตาย’ ในยามค่ำคืนเกือบทุกวันตลอดเดือนที่ผ่านมาเช่นนี้


 
 เธอไม่ใช่คำนิยามของชาวบ้านที่ถูกขนานนามว่ามักเกิ้ล ไม่ใช่ผู้วิเศษเพราะมีหยดเลือดบริสุทธิ์ที่หลั่งไหลอยู่ในร่าง และก็ไม่ใช่สายเลือดของผู้ยิ่งใหญ่คนใดในประวัติศาสตร์...แต่เธอคือผู้เก็บเกี่ยววิญญาณ ที่ถูกขนานนามขานกล่าวว่าเป็นยมทูต
 

 
ดวงตาคู่สวยที่ไม่มีโอกาสได้เก็บเกี่ยวโลกภายนอก อีกฝ่ายก็รู้ตัวดีว่าตนเองไม่สามารถกลับมามีโอกาสมองเห็นได้เพราะความผิดพลาดของผู้แม่ในฐานะนักปรุงยา งานวิจัยที่ผิดพลาดและทำให้เธอพิการทางสายตาไปตลอดชีวิต ผู้เป็นแม่เสียใจที่ทำให้บุตรสาวคนโตเป็นเช่นนี้จึงค่อยๆปล่อยให้ตัวเองจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่คิดจะพึ่งพาเวทย์มนต์ที่มี ส่วนตัวของหญิงสาวตรงหน้าเองก็ยังต้องต่อสู้กับสุขภาพร่างกายที่ค่อยๆแย่ลงในแต่ละปีเพราะเชื้อร้ายจากการทดลองที่ผิดพลาดในครั้งนั้นที่ค่อยๆเติบโตอยู่ในร่างเช่นเดียวกันกัน


 
 ชารอนรู้ เพราะคนที่นำพาร่างที่ไร้เนื้อกายของอิมมานอฟ เพฟเวอเรลล์ไปยังดินแดนแห่งความตาย จะเป็นใครไปได้นอกจากเธอ
 



แม้จะห่างหายจากผู้คนในบ้านหลังนี้ไปนับตั้งแต่วันนั้น แต่การที่ได้กลับมาอยู่ตรงนี้ ชารอนก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะมีแต่เรื่องไม่น่าสนใจแต่อย่างใด เมื่อนำมันมาเปรียบเทียบระหว่างเด็กสาวที่ได้รับอุบัติเหตุในวันนั้น กับหญิงสาวผู้งดงามแม้จะไร้การมองเห็นในวันนี้ 
 



และเธอก็ยังรับรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับจุนเค เพฟเวอเรลล์อีกด้วย
 

“คุณคงรู้สึกกลัวอยู่ทุกวันสินะ” ชารอนพูด 


 

“ถ้าพูดว่าไม่กลัวเลย ฉันก็คงกลายเป็นคนโกหก” หญิงสาวพูดอย่างนั้น ขณะที่ดวงตาเหม่อลอยจับจ้องไปยังทิศทางอื่น หากแต่รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าก็สื่อออกมาว่าตนกำลังกล่าวมันกับคู่สนทนา “แต่ก็เตรียมใจไว้ทุกครั้งอยู่แล้ว อีกอย่าง..”
 



“…”
 
         
“ชารอนก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าต้องกลัวเลยด้วย”


 
ดวงตาสีดำขลับที่เคยไร้ความรู้สึกใดๆเปล่งประกายระลอกคลื่นขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อได้ยินประโยคนั้น เจ้าของชื่อขยับตัวจากตอนแรกที่ได้แต่ยืนนิ่งก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตู ให้คนที่ไร้การมองเห็นได้เอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกคนที่กำลังเดินผ่านตนเอง


 
“จะไปแล้วหรือคะ” 


 
ถึงจะรู้ว่าบทสนทนาของเธอและหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้จะเกิดขึ้นสั้นๆและก็เป็นเช่นนี้แทบทุกครั้งที่เขามาปรากฏตัว แต่นายอนก็อดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะจากไปด้วยเวลาที่เร็วขึ้นกว่าทุกที 



 
“ยังมีอีกหลายคน ที่เวลาของพวกเขาน้อยกว่าคุณนัก” ชารอนเหลือบมองใบหน้าของร่างบางที่ยังมีสีหน้าประหลาดใจ “ไว้พบกันใหม่” 



 
 
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวพยักหน้าลงเบาๆเพราะเข้าใจในความหมายของเขาแล้ว ร่างเพรียวจึงปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านนอกหน้าประตูบานหนึ่งด้วยการย้ายร่างผ่านพลังในกายของตน ภายในบ้านหลังนี้เองสภาพก็ไม่ต่างอะไรกับข้างนอกนัก มันไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ถูกที่ควรจะเป็นเช่นบ้านของผู้คนในก็อดดริกโฮลโล่ ภายในไม่ค่อยมีแสงไฟเข้าถึงได้มากนัก การตกแต่งที่ดูไม่ใส่ใจและบรรยากาศเยือกเย็นแตกต่างจากภายนอก แต่ถึงอย่างนั้นบริเวณโดยรอบของมันก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของชารอนนัก เมื่อเธอจับจ้องไปยังประตูบานเดิมที่เคยมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าถูกเปิดค้างเอาไว้อยู่เพียงเล็กน้อยตรงหน้า



 
 
“ได้โปรด ได้โปรดพูดกับผมหน่อยเถอะนะ” 



 
 
เสียงทุ้มของชายหนุ่มราวกับอ้อนวอน แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่คล้ายว่าเขาจะหมดแรง ดวงตาของหญิงสาวหน้าประตูแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นสีดำมืดทั้งสองข้าง และมันก็ทำให้เธอมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังบานประตูเก่าๆบานนี้ได้ในสภาพที่ทะลุผ่านไป 


 
 
ถาดอาหารเล็กๆใบหนึ่ง รวมถึงขนมและดอกไม้ถูกวางอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก เหมือนกับว่าบุคคลที่นำมันมาเผลอทำมันร่วงหล่นสู่พื้น ร่างของชายเจ้าของห้องนั้นอยู่ไม่ไกลจากกัน หากแต่เขาไม่ได้ยืนหรือนั่งอยู่อย่างที่ควรจะเป็น เขากลับคุกเข่าอยู่กับพื้น ก้มศีรษะชิดลงกับเนื้อไม้และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับความอดทนที่ค่อยๆห่างไกลออกไป แตกต่างจากคนที่กลับบ้านมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวใส่ผู้เป็นน้องสาวก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


 
 
“ให้ผมทำอะไรก็ได้..แค่พูดกับผม...อันยา” 


 
 
เบื้องหน้าของคำร้องขออ้อนวอนด้วยท่าทางที่ดูน่าสมเพช หญิงสาวผู้หนึ่งในการแต่งตัวคล้ายกันกับเธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ผุพังและดูเหมือนจะไม่มีใครใช้มันมาแรมปี รูปหน้าสวยงามของคนที่ราวกับเพิ่งจะแตกเนื้อสาวสะพรั่งมาได้ไม่นาน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าและเย็นชาเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากพูดด้วย และหากเมื่อเพ่งเล็งมองไปในความมืดที่แสงสว่างมีอยู่น้อยนิด ก็กลับพบว่าการมองเห็นนั้นสามารถมองผ่านร่างที่นั่งอยู่ไปยังผนักพิงหลังได้แทบจะชัดเจน 


 
 
ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาก็คงจะวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว หากแต่ชารอนก็ได้พบเห็นอะไรเช่นนี้มานักต่อนัก และยังเคยเห็นชายหนุ่มอย่างเขาเว้าวอนต่ออดีตคนรักที่ตายจากไปเมื่อปีก่อนมาหลายคนแล้วเช่นเดียวกัน


 
 
ดวงตาสีดำทั้งดวงเคลื่อนไปยังมือด้านซ้าย ชารอนมองทะลุผ่านมือของเจ้าของเนื้อกายนั้นไปและพบกับส่ิงของขนาดที่เล็กกว่าปลายนิ้วโป้ง รูปร่างสามเหลี่ยมและคลื่นพลังบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในดวงตาบ่งบอกว่าสิ่งที่เธอเฝ้าจับตาดูอยู่ตลอดนั้นยังคงสภาพดีอยู่และสามารถทำงานของมันได้ดีเกินคาดแม้จะผ่านมานานนับศตววรษแล้วก็ตาม 

 
 
เพราะผลลัพธ์ของการมีหินชุบวิญญาณในครอบครอง ก็คืออาการที่แปลกประหลาดไปตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนของจุนเค เพฟเวอเรลล์นั่นเอง 



 
 
“อันยา..อันยา..” ดวงตาสีดำทั้งดวงกลับกลายเป็นดวงตาไร้ความรู้สึกเช่นเคย เสียงเรียกและการทุบกับพื้นอย่างอ่อนแรงที่เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนักทำให้ร่างเพรียวพึงพอใจในความคืบหน้าอยู่ไม่น้อย เพราะยิ่งเมื่อชายหนุ่มเข้าใกล้ความไม่เป็นตัวเองมากเท่าไหร่ การที่เธอจะไปจากที่นี่ก็ยิ่งจะเกิดขึ้นในเร็ววัน 


 
 
‘ฉันจะตายแล้วหรือคะ’ 



 
 
เสียงที่ไม่มีทางจะมาจากปากของเจ้าของประโยคได้เพราะระยะห่างที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตที่ใกล้กันเลยสักนิด ความคิดภายในที่เงียบสงัดกลับส่งเสียงของหญิงสาวที่เธอเพิ่งจะจบบทสนทนาไปได้ไม่นานเท่าไหร่ พร้อมกับถือวิสาสะฉายภาพความทรงจำเมื่อแรกพบกับเจ้าตัวโดยที่เธอไม่ได้สั่งการมันเลยแม้แต่น้อย



 
‘คุณบอกว่าตัวเองมาเพื่อพาใครบางคนไปยังดินแดนแห่งความตาย นั่นแปลว่าเวลาของฉันเหลือน้อยลงแล้วใช่ไหม’ 



 
ร่างบางที่เข้าใจว่าตนเองกำลังจะสิ้นอายุขัยในไม่ช้าตั้งแต่ตอนนั้น ไม่มีทีท่าว่าหวาดกลัวหรือหวั่นเกรงใดๆกับคำถามที่ออกมาจากริมฝีปากอิ่มของตนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสร้างความประหลาดใจลึกๆให้แก่ยมทูตที่ทำแผนสังเกตการณ์ของตัวเองผิดพลาดไปเล็กน้อยในคราวนั้นได้เลยทีเดียว


 
‘ชารอนก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกกลัวเลยด้วย’ 

 
 
ภายในร่างกายที่ถูกล้อมรอบไปด้วยความเย็นยะเยือกจากทั้งสภาพอากาศและสิ่งที่เป็น ปรากฏจุดแห่งความอบอุ่นเล็กๆให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชารอนยืนซึมซับมันไปสักพักอย่างลืมตัวก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติ และเดินจากไปจากโถงทางเดินพร้อมกับความรู้สึกเหล่านั้นที่ถูกปัดทิ้งไปด้วยอย่างไม่ใยดีในเวลาต่อมา


 
 
 
 
“คุณเคยมีครอบครัวหรือเปล่าคะ”  หญิงสาวผู้ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องเดิมที่มีเพียงหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้กล่าวขึ้น เรียกให้คนที่กำลังยืนจ้องมองเปลวไฟอุ่นๆภายในเตาผิงและไม่ได้รับหน้าที่ในการเริ่มบทสนทนาให้หันกลับมาตอบคำถามได้


 
 
“อาจจะเคยเมื่อนานแล้ว” ชารอนตอบโดยไม่จำเป็นต้องคิด เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ตนเองสนใจ และการกำเนิดเริ่มต้นของการเป็นยมทูตเป็นอย่างไรก็ไม่เคยมีใครรับรู้ 


 
เพราะเมื่อรู้สึกตัวอีกทีที่อยู่ต่อหน้าจ้าวแห่งยมโลก เธอก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดที่เคยอยู่รอบตัวเองอีกต่อไป


 
“แล้วความรักล่ะ?” 


 
 
คำถามที่คนฟังเองก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมอีกฝ่ายยังสามารถต่อบทสนทนาออกมาได้ เพราะหญิงสาวก็น่าจะคาดเดาออกมาได้แล้วว่าเธอจดจำเรื่องราวของตนเองก่อนหน้านั้นไม่ได้เลยสักอย่าง ชารอนไม่ได้แสดงท่าทีว่าเธอปรามาสเจ้าของคำถามใดๆออกไป แต่ก็เลือกที่จะเงียบเป็นการปฏิเสธเช่นทุกที


 
 
“…” 
 
“งั้น คุณก็เหมือนฉันน่ะสิ” 


 
 
“มีอะไรที่เราเหมือนกันหรือคะ”  เพราะไม่ได้ตั้งใจจะให้อีกฝ่ายเปรียบเธอในระดับเดียวกัน ร่างเพรียวจึงแฝงน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยออกไปในประโยคที่ออกมาจากริมฝีปากด้วย



 
“คุณคิดว่าจะมีใครมาสนใจคนตาบอดแบบฉันกันล่ะคะ”  


 
 
ชารอนลอบถอนหายใจอย่างนึกรำคาญในหัวข้อสนทนาที่ดูเหมือนว่าจะเกินความจำเป็นไปจากวันแรกที่พบกันมากขึ้นทุกๆวัน “ฉันไม่มีตัวตนสำหรับอะไรพรรค์นั้นหรอก” 

 
 
“ใครบอกว่าคุณไม่มีตัวตนกัน” 
 
 
“…"
 
“ฉันพูดกับคุณ รู้สึกถึงตัวตนของคุณ ถึงคุณจะไม่มีหัวใจอยู่แล้ว แต่คุณก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับฉันหรอกนะคะ” 



 
ชารอนนิ่งเงียบ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรู้สึกอะไรบางอย่างกับประโยคเหล่านั้น หรือเป็นเพราะหาคำตอบของมันออกมาไม่ได้กันแน่ เธอเบือนหน้าหนีจากคู่สนทนาที่ยังมีรอยยิ้มเล็กๆ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นเธอ แต่หญิงสาวกลับรู้สึกว่าตนเองถูกกอบกุมโดยดวงตาคู่สวยอย่างอบอุ่นอยู่กลายๆ


 
 
“มนุษย์ทุกคนต้องจบชีวิตลงสักวันหนึ่ง หลังจากนั้น เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้จักกันแล้วล่ะค่ะ” 
 
 
 
“ขอฉันแตะตัวคุณได้ไหม” 



 
 
คำพูดที่อยู่ๆก็โพล่งออกมาราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจกับคำตอบก่อนหน้านี้ของเธอเลยสักนิด ชารอนจึงขยับหัวคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ “ทำไม”


 
 
แต่คำตอบก็ไม่ได้โต้กลับออกมาจากคนที่นึกจะเอ่ยปากอะไรตามใจตัวเอง ดวงตาไร้ความรู้สึกที่ถูกแทนที่ด้วยความฉงนสงสัยมองเห็นหญิงสาวตรงหน้ายื่นมือออกมาด้านหน้าโดยไร้ทิศทางที่ถูกต้องราวกับกำลังคาดเดาว่าคู่สนทนานั้นจะอยู่ตรงไหน


จู่ๆความคิดที่เหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีไม่มั่นคงจนตกจากเก้าอี้ที่แล่นเข้าสู่สมองก็ทำให้ร่างเพรียวตรงเข้าไปสัมผัสมือที่ถูกยื่นออกมาอย่างสะเปะสะปะด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรก็ไม่อาจทราบได้ ชารอนมองปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองอย่างไม่เข้าใจนัก ผิดกับหญิงสาวอีกคนที่ดูจะไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์สั้นๆเมื่อครู่นี้เท่าไหร่



 
 
ปลายนิ้วเรียวของนายอนสัมผัสหลังฝ่ามือของอีกฝ่ายด้วยมือทั้งสองข้าง ใช้นิ้วโป้งกดมันให้เป็นจุดๆอยู่สักพักเหมือนกับจะเก็บเกี่ยวร่างกายของเธอไว้ในจินตนาการ ก่อนที่ฟันกระต่ายด้านหน้าอันโดดเด่นของหญิงสาวจะส่งมาให้พร้อมกับที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครา

 
“คุณต้องเป็นผู้หญิงที่ดูดีมากแน่ๆ ผิวพรรณยังดูดีอยู่เลย ถึงมันจะเย็นไปหน่อยก็เถอะ”  
 
“…" 
 
“อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าคุณไม่ได้หน้าตาเหมือนแม่มดแก่ๆคนหนึ่ง แถมยังใจดีด้วย” 

 
 
ชารอนยืนยันได้ว่าหญิงสาวไม่ได้แม้แต่จะหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมา ไม่ได้สะบัดมันหรือบังคับให้เวทย์มนต์ใดๆได้เข้าสู่ร่างกายของเธอที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่ชารอนกลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ความอบอุ่นที่ไม่แน่ใจนักว่ามันคือผลลัพธ์จากเปลวไฟในเตาผิง..อาจเป็นเพราะว่าอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยรู้จัก


 
 
หรือไม่เธอก็ได้หลงลืมมันไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว








 
 
 
 
“เมื่อไหร่บ้านหลังนั้นจะย้ายออกไปเสียที ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน” 

 
 
“เวทย์มนต์ไม่ช่วยให้พวกเขาหยุดทะเลาะกันเลยหรือไง” 

 
 
“ก็ถ้าการที่เดินถือไม้กายสิทธิ์ไปแล้วเสกคาถา ไซเลนซิโอ้ ใส่หน้าพวกเขาไม่ใช่เรื่องเสียมารยาทล่ะก็นะ” 


 
บทสนทนาของหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งภายในตลาดประจำหมู่บ้านลอยเข้าสู่การรับรู้ของชารอนที่ยืนพิงผนังอิฐของร้านค้าทั่วไป เธอไม่ได้สวมแค่เสื้อกำมะหยี่คอสี่เหลี่ยมสีดำตัวเดิมเช่นทุกวัน แต่ยังมีผ้าคลุมสีน้ำตาลอ่อนที่ยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงเอวลงมาด้วย ความจริงเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันและจะทำลายมันทิ้งเสียก็ได้ด้วยซ้ำ แต่เพราะคนที่นำมันมาให้กับเธอกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังซ้ำยังคาดโทษอีกว่าถ้าหากการมาเยือนคราวหน้าไม่มีมันมาด้วย ก็อย่าหวังว่าเจ้าตัวจะกล่าวอะไรกับเธอสักประโยคพร้อมกับคุ้กกี้หอมๆหนึ่งจานเช่นทุกที 


 
 
ก็อดดริกโฮลโล่นับเป็นหมู่บ้านที่รวบรวมชุมชนผู้วิเศษจำนวนหนึ่งหลบซ่อนเอาไว้ จึงไม่แปลกที่จะมีพ่อมดและแม่มดออกมาจับจ่ายซื้อของและใช้ชีวิตดั่งมักเกิ้ลทั่วไป กฏหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาคุ้มครองไม่ได้มีผลอะไรกับชารอนนัก เพราะเรื่องพรรค์นั้นไม่จำเป็นสำหรับคนที่ก้าวข้ามผ่านดินแดนทั้งสองฝั่งได้อย่างไม่มีอะไรผิดสังเกตเช่นเธอ

 
 
รู้ตัวอีกทีฝ่าเท้าก็ผ่าตัวเธอมาหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังเดิม หิมะสีขาวที่ค่อยๆตกลงมาท่ามกลางท้องฟ้าสีส้ม ทัศนียภาพที่น่ามองถูกกลบด้วยเสียงดังของชายหญิงจากบ้านหลังเดิมสุดถนน แต่คราวนี้มีเสียงของหญิงสาวที่เธอไม่มีโอกาสได้พูดคุยมาก่อนอยู่ในบทสนทนานั้นด้วย 

 
 
“พี่ทำอะไรของพี่น่ะจุน!”  

 
 
“เจนนี่ พี่ไม่เป็นอะไร..” 

 
 
“ออกไปซะ ในขณะที่ฉันยังคงเป็นน้องสาวที่ดีของพี่อยู่” 


 
 
ชารอนเห็นผู้วิเศษสองสามคนเดินออกมาจากบ้านของตน ขยับไม้กายสิทธิ์และพึมพำเบาๆ ก่อนที่คลื่นสีขาวจางๆจะก่อตัวขึ้นเป็นทรงกลมครอบคลุมบ้านของตนเอาไว้ มองปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่าผู้ที่เสกคาถานั้นกำลังหาทางปกปิดเสียงที่ไม่พึงประสงค์ของเพื่อนบ้าน เธอผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อยราวกับหงุดหงิดแต่ก็หาสาเหตุไม่ได้ 


 
 
ก่อนที่พริบตาเดียวที่ชาวบ้านคนหนึ่งจะเดินผ่านหญิงสาวไปแล้วไม่มีใครยืนอยู่ตรงที่จุดนั้นอีก



 
เธอปรากฏตัวภายในห้องของหญิงสาวคนเดิมภายหลังจากนั้นสักพักใหญ่ นายอนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมโดยที่มือข้างซ้ายกำลังกอบกุมข้อมืออีกข้างของตน ฝ่าเท้าที่ไม่ได้ออกคำสั่งเองพาร่างของชารอนไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวตาบอด ย่อตัวลงและจับข้อมือของอีกฝ่ายที่ก่อนหน้านี้ยังคงแน่นิ่งให้เปิดออก ร่องรอยสีม่วงคล้ำรอบข้อมือบางนี้ทำให้เกิดช่องว่างภายในจิตใจที่ไร้ความรู้สึกของเธอขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้



 
“เจ็บไหมคะ” 
 
 
“จุนจะทำร้ายเจนนี่” นายอนกล่าวตอบ ใบหน้าสวยไม่มีวี่แววของความเจ็บปวดอะไร แต่ก็ไม่ได้มีความชอบใจหรือสดใสอยู่ในนั้น “ฉันแค่เข้าไปห้าม..” 

 
 
“ฉันรู้แล้ว” เธอขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ฉันถามคุณว่าเจ็บหรือเปล่า” 

 
 
ขยับมือข้างที่ไม่ได้กอบกุมข้อมือบางอย่างแผ่วเบา ให้ประกายแสงสีเหลืองที่ออกจากฝ่ามือล่องลอยเข้าสู่รอยช้ำ บรรเทาสีม่วงคล้ำบนผิวเนื้ออุ่นตรงหน้าให้ค่อยๆจางลงไปจนหายดี

 
 
“การปกป้องคนอื่น มีแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บตัว คุณเองก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น”  
 
“พวกเขาเป็นพี่น้องของฉัน”  

 
 
น้ำเสียงที่ทำให้ร่างเพรียวต้องเงยศีรษะขึ้นมอง ดวงตาคู่สวยที่ไม่ได้จับจ้องอยู่บนใบหน้าของคู่สนทนาแต่กลับแสดงความหนักแน่นและมั่นคงออกมาทำให้เธอเผลอจับจ้องมองมันพร้อมกับประกายบางอย่างในนั้น ชารอนเปลี่ยนมันให้ว่างเปล่าเช่นเดิมก่อนที่จะปล่อยมือออกจากข้อมือบางที่กลับไปไม่มีร่องรอยตำหนิดังเดิม


 
“งั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก” 

 
 
เธอมองหญิงสาวและกล่าวด้วยท่าทีเย็นชาเพราะหลังจากได้เห็นท่าทีของเจ้าตัว ขยับร่างกายหมายจะลุกขึ้นยืนจากพื้นที่ตรงหน้าของอีกฝ่ายแต่แล้วเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อนก็ถูกร้ังเอาไว้ด้วยปลายนิ้วมือเรียว ชารอนตวัดสายตามองบุคคลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม กำลังจะเอ่ยปากถึงการกระทำที่ไม่ได้รับอนุญาตเช่นนี้ แต่ทว่านายอนก็ขัดประโยคขึ้นมาราวกับกลัวว่าเธอจะพูดอะไร
 
 



 
“ฉันแค่กลัว”



 
 
 
ความหมายตามที่อีกฝ่ายบอกนั้นถูกแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดผ่านน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ริมฝีปากที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่ไร้ความรู้สึกใดๆออกมาจึงถูกปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับศีรษะมนที่วางลงบนไหล่และปลายนิ้วทั้งสองข้างที่คว้าปลายผ้าคลุมไปเป็นสิ่งยึดมั่นอย่างแนบแน่น ทำให้ชารอนแปลกใจที่ร่างกายของตนกำลังกระทำสิ่งที่เธอคิดไว้ในทางตรงกันข้าม



 
“…"

 
 
“..ช่วยอยู่ตรงนี้ สักพักได้ไหมคะ” 


 
 
ชารอนไม่ตอบ เธอไม่ได้ปฏิเสธและผลักไสคนที่ใช้ไหล่ของเธอเป็นที่พักผิง ร่างกายที่ไม่ขยับอยู่หลายวินาทีค่อยๆเลื่อนมือข้างเดิมที่ใช้รักษารอยช้ำสีม่วงวางลงบนเส้นผมสีดำยาวแต่ก็ไม่ได้ขยับมัน ความอบอุ่นจากร่างกายของคนอื่นที่ไม่เคยได้สัมผัสมันกำลังทำให้เธอไม่เป็นตัวเอง มันแปลกใหม่สำหรับร่างกายที่เย็นเฉียบและไร้ความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง ชารอนทั้งชอบและก็เกลียดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกได้ แต่เมื่อคิดว่ามันให้ความรู้สึกที่ไร้พิษภัยภัย เธอจึงได้แต่ศึกษาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เช่นนี้ในใจอย่างเงียบๆ


 
 
“คุณอยากออกไปไหม” 


 
 
เพราะจู่ๆความเงียบที่ไม่เคยมีผลอะไรกับตัวก็ทำให้ชารอนรู้สึกว่าตนต้องเป็นคนทำลายมันเอง นายอนขยับศีรษะอุ่นจากร่างกายของเธอออก ดวงตาคู่สวยฉ่ำไปด้วยน้ำจางๆก่อนจะปล่อยมือออกจากเสื้อคลุมที่ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวออกไป 



 
“..ไปไหนคะ?” 


 
“อิสระ” เธอตอบด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ยังใช้น้ำเสียงเช่นเดิม “ข้างนอกกรงนี่” 

 
 
 
 
“ให้ฉันบินหนีไป แล้วทิ้งเจนนี่กับพี่ชายฉันที่กำลังแย่เอาไว้น่ะเหรอ?” 
 
 
 
ฟังคำตอบที่ดูเหมือนจะทำให้ร่างเพรียวทั้งไปต่อไม่ได้และถอยกลับก็ไม่ดี ชารอนผ่อนลมหายใจออกมาทางสันจมูกโด่งที่มีตำหนิเล็กๆราวกับเริ่มที่จะเหนื่อยหน่ายใจกับเรี่ยวแรงที่ใช้ในการเจรจาให้อีกฝ่ายกระทำตาม


 
“คุณไม่จำเป็นต้องทน คุณก็เป็นแม่มดเหมือนกัน”

 
 
“ฉันทำร้ายเขาไม่ได้” หญิงสาวกล่าวต่อเธอขึ้นแทบจะในทันที “เขาคือคนที่ดูแลฉันกับเจนนี่มา ถ้าหากไม่มีเขา แล้วใครที่จะดูแลน้องสาวของฉันต่อจากนี้ล่ะ” 

 
 
“พึ่งคนที่ใกล้ตายเต็มที มันจะต่างอะไรกับแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้ายกัน” ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ดวงตาสีดำรัตติกาลก็ฉายแววแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีที่กล่าวถึงบุคคลที่สาม แต่แล้วความรู้สึกอุ่นที่สัมผัสลงบนผิวเนื้อแก้มก็ราวกับลบล้างความรู้สึกเหล่านั้นออกไปดั่งเช่นเปลวไฟที่ถูกพัดด้วยสายลมให้ดับลง นายอนสัมผัสใบหน้าของเขาโดยไม่ได้รอขอคำตอบอนุญาต ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความแน่นิ่งและจริงใจ เป็นคำตอบให้เธอรับรู้ถึงความล้มเหลวในการโน้มน้าวทางอ้อมกลายๆในครั้งนี้

 
 
“พี่ชายฉันเสียคนที่เขารักไปเมื่อปีก่อน คุณไม่คิดว่านั่นมันก็เหมือนกับชีวิตของเขาหายไปแล้วครึ่งหนึ่งเหรอคะ” 


 
ในขณะที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกปวดที่ถูกบีบและคลายออกซ้ำๆก็เกิดขึ้นเป็นระยะภายในอก เป็นความรู้สึกใหม่ที่ชารอนพบว่ามันทั้งดีและเลวร้าย ดีในทางที่เธอมีความสุขกับมัน แต่เลวร้ายในทางที่กลับกลายเป็นว่าเธออยากได้มันมากกว่านั้นจนอาจกลายเป็นคนไม่รู้จักพอ

 
 
“ทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง” 

 
 
ความอบอุ่นที่ร่างกายเย็นเฉียบและไร้ความรู้สึกไม่เคยได้สัมผัส ชารอนไม่ผลักไสทั้งยังปิดเปลือกตาและซึมซับปลายนิ้วเรียวที่ไล้ตั้งแต่เนินแก้ม และสันจรดปลายจมูก ก่อนที่มันจะเคลื่อนไปวางอยู่บนไหล่พร้อมกับรอยยิ้มสดใส ราวกับจะบ่งบอกให้อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องกังวลและเดือดร้อนอะไรแทนเธอเลยสักนิดเดียว

 
 
“ขอบคุณที่เป็นห่วงฉันนะคะ”  






 
 
 
 
ไม่มีสิ่งใดที่ยมทูตเคยคาดหวัง

 
แต่ชารอนกลับอยากให้มันเป็นไปดั่งที่อีกฝ่ายได้กล่าวเอาไว้ 

 
 
 
หลังจากวันนั้นผ่านไปราวหนึ่งอาทิตย์ ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าของนายอน เพฟเวอเรลล์ ภายในห้องที่มีเพียงความอบอุ่นจากเตาผิงไฟ สายตาที่เคยไร้ความรู้สึกมักจะจับจ้องไปตามผิวเนื้อที่โผล่พ้นอาภรณ์หรือแม้กระทั่งส่วนที่อีกฝ่ายจงใจจะปิดมัน เพราะมันมักจะมีรอยคล้ำสีม่วงและบาดแผลจากของมีคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไม่น่ามอง แม้เป็นเธอเองที่ห้ามไม่ให้ใช้พลังรักษาบาดแผลเหล่านั้น แต่ชารอนก็พบว่าตัวเองไม่สามารถปล่อยมันเอาไว้ได้อย่างไม่มีเหตุผลอยู่ทุกครา


 
 
 
พอกันที ฉันจะไม่ทนมันอีกต่อไปแล้ว!” 



 
 
ร่างเพรียวภายใต้เสื้อผ้าชุดเดิมยืนอยู่หน้าบ้านสุดถนน ท่ามกลางความเงียบสงัดของหมู่บ้านก็อดดริกโฮลโล่ในยามค่ำคืน ค่ำคืนที่แปลกและแตกต่างไปจากทุกวัน ไม่มีแม้แต่บ้านสักหลังหนึ่งที่จะส่งเสียงหรือมีวี่แววของผู้วิเศษและชาวบ้านคนใดเดินผ่านมา


 
 
สิ่งที่หยุดฝ่าเท้าของชารอนมาได้สักพักใหญ่ไม่ใช่น้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดซึ่งดังออกมาจากตัวบ้านอันมาจากลูกสาวคนเล็กแห่งตระกูลเพฟเวอเรลล์ หากแต่กลับเป็นสัญญาณเตือน หรือควันจางๆสีขาวที่ล้อมรอบบ้านหลังเล็กนี้เอาไว้ มันไม่ใช่แค่เพียงควันที่เกิดจากความหนาวเย็นของฤดูหนาวหรือเวทย์มนต์ใดๆ หากแต่เป็นสิ่งที่ยมทูตเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้กำลังจะมีบุคคลที่จะได้ก้าวข้ามผ่านดินแดนแห่งความตายในไม่ช้า และหน้าที่ของผู้นำวิญญาณอย่างเธอบนดินแดนอันพิศวงแห่งนี้ก็จะได้จบลง


 
 
เวลาของจุนเค เพฟเวอเรลล์มาถึงแล้ว


 
 
“ถ้าพี่ยังพูดถึงผู้หญิงคนนั้นอีก ฉันสาบานเลยว่าสิ่งที่ฉันจะทำต่อไปนี้มันจะไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น” หญิงสาวเจ้าของน้ำเสียงเกรี้ยวกราดคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ชารอนใช้ดวงตาสีดำที่กลืนเป็นสีเดียวกันหมดทั้งสองข้างมองผ่านเข้าไปภายใน เธอจึงมองทะลุผ่านและเห็นภาพของผู้คนและกริยาทั้งหมดในบ้านหลังนั้นด้วยสีเทาจางๆ


 
 
“ทำไม? แกจะทำอะไร” น้ำเสียงของชายหนุ่มเองก็ไม่ได้สงบนิ่งเช่นเดียวกัน ดวงตาของเขาแข็งกร้าว แม้ว่าร่างกายและการยืนของเขาจะดูไม่มั่นคงและอ่อนแออยู่ก็ตาม

 
 
“เซนต์มังโกคงจะเป็นบ้านใหม่ที่น่าอยู่สำหรับพี่ล่ะมั้ง?” หญิงสาวผู้สวมชุดแบบเดียวกันกับพี่สาวของตนซึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะระหว่างคนทั้งสอง ชูมือข้างหนึ่งที่กอบกุมหินสีดำรูปทรงสามเหลี่ยมเอาไว้ด้วยท่าทางข่มขู่คนตรงหน้า “หรือฉันควรจะทิ้งหินเจ้าปัญหานี่ดีล่ะ!?” 


 
“แกบ้าไปแล้วเหรอเจนนี่! นั่นมันของที่ตกทอดมาสู่ตระกูลของเรานะ!” จุนเคคำรามผ่านลอดไรฟัน ดวงตาของเขาดูกระวนกระวายมากกว่าที่ได้ยินว่าน้องสาวแท้ๆของตนมีความคิดที่จะส่งเขาไปยังโรงพยาบาลเซนต์มังโก


 
“แกไม่กล้าทำมันหรอก เอามันคืนมา อย่าให้ฉันต้องชักไม้กายสิทธิ์ใส่แก"

 
 
ใบหน้าของหญิงสาวเหยเกด้วยความนึกสมเพชในคำพูดของคนเป็นพี่ชาย “แค่เพราะหินก้อนนี้? พี่กำลังข่มขู่ฉัน? เหอะ” 

 
 
 
“ถ้ามันทำให้พี่ชายคนเดียวของฉันพร่ำเพ้อถึงคนที่ตายไปแล้วอย่างกับคนเสียสติ ฉันก็ยอมทิ้งมันไปดีกว่า!”

 
 
หลังจากจบประโยคนั้นลงไป หญิงสาวไม่ได้กล่าวแค่คำพูดที่ราวกับเส้นของความอดทนได้ขาดผึง เจนนี่ทิ้งมันลงบนพื้นห้อง หยิบไม้กายสิทธ์ของตนออกมาจากเอวและหมายจะทำลายสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของเธอต้องพังลง “คอนฟริโก--!” 


 
 
“ไม่-ไม่!.. แอคซิโอ!”  

 
คาถาที่ถูกร่ายออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน ทำให้พื้นไม้ของห้องกลายเป็นรูขนาดเท่าฝ่ามือเมื่อชายหนุ่มชี้ปลายไม้กายสิทธิ์ไปยังแจกันใบใหญ่ที่ถูกวางอยู่มุมห้องกระแทกเข้ากับร่างของหญิงสาวทำให้เจ้าตัวเสียสมาธิไปเล็กน้อย แล้วสามารถใช้แจกันใบเดิมพาก้อนหินสีดำให้กลิ้งมาอยู่ที่ปลายเท้าของเขาโดยไม่ถูกทำลายแม้สักนิดได้

 
 
สีหน้าของเจนนี่ในเวลานี้เต็มไปด้วยความโกรธ “จุนเค!! ตื่นสักทีจะได้มั้ย..!” 

 
 
 ปึง!


 
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ต่อว่าหรือกล่าวจบ ร่างของลูกสาวคนเล็กแห่งตระกูลเพฟเวอเรลล์ก็ลอยไปปะทะกับผนังจนกลายเป็นรอยร้าวหลังจากแสงสีแดงออกจากไม้กายสิทธิ์ ส่งผลให้หญิงสาวสลบไปในทันทีอย่างไม่ทันได้มีเวลาตั้งตัว


 
“เจนนี่!” หญิงสาวอีกคนที่อยู่ท่ามกลางการขึ้นเสียงโต้ตอบของพี่น้องทั้งสองลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่มั่นคงนักเพราะเจ้าตัวไม่สามารถมองเห็นทิศทางได้ นายอนคลำฝ่ามือจากพื้นห้องจนไปถึงร่างของน้องสาวตัวเองที่ไม่ได้สติอยู่อย่างนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อตรวจดูว่าลมหายใจของอีกฝ่ายยังไม่จางหายไปไหนจึงหันศีรษะออกมาเพื่อต่อว่าพี่ชายแท้ๆของตน

 
 
“จุน..พี่ชักไม้กายสิทธิ์ใส่คนในครอบครัวอย่างนั้นเหรอ!?” 

 
 
จุนเคปรายตามองน้องสาวคนกลางด้วยแววตาเย็นชา แตกต่างจากความโกรธและความกระวนกระวายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ถึงนายอนจะไม่ได้มองมาที่เขา แต่ในประโยคเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความผิดหวังและความโกรธอยู่ไม่น้อย


 
“ถ้าจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง แกก็จะเป็นรายต่อไป”  

 
 
ชายหนุ่มกล่าวทิ้งไว้และกำลังจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจใยดีหญิงสาวทั้งสองคน ในดวงตาเย็นชานั้นเต็มไปด้วยความกระหายในสิ่งที่ก้อนหินสีดำในมือจะให้กับเขา ดั่งคนที่ถลำลึกลงไปเรื่อยๆในหลุมดำมืดที่ไม่อาจถอนตัวจากกับดักของยมทูตได้อีกในเวลานี้ 


 
 
เอกซ์เปลล์ลิอาร์มัส!”  



 
อารมณ์ของชายหนุ่มถูกสะกัดอีกครั้งเมื่อไม้กายสิทธิ์ในมืออีกข้างถูกปลดกระเด็นออกไปให้ห่างจากตัว จุนเคหันกลับมายังน้องสาวของตนที่ยังคงชี้ปลายไม้กายสิทธิ์มาในทิศทางที่เขายืนอยู่ ดวงตาเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ทั้งคู่คลอไปด้วยน้ำราวกับหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไปอยู่บ้าง

 
 
“ครั้งนี้มันเกินไป” นายอนพูดขึ้น เน้นย้ำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าคราวนี้เธอเองก็จะไม่ยอมนั่งอยู่เฉยๆอีกต่อไป  “มันเกินไปจริงๆแล้วจุน.."

 
 
เสียงขบฟันแน่นดังออกมาจากกรามของชายหนุ่ม จุนเคก้าวฝ่าเท้าหนักๆของตนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย ปัดแขนบางที่แม้จะถอยร่นร่างกายจนชิดผนังแต่ก็ยังไม่คงลดไม้กายสิทธิ์ลงออกอย่างแรงจนมันกระแทกหักเป็นสองท่อนบนพื้นอยู่ไม่ไกล


 


 
 
“นังคนไร้ประโยชน์!” 
 
ผัวะ! 
 

 
 
 
เสียงนั้นเกิดขึ้นเมื่อท่อนขาหนักๆกระแทกลงบนหน้าท้องเรียบของหญิงสาว และมันก็ยังตามมาด้วยครั้งที่สอง..สาม..และสี่..แบบที่เรี่ยวแรงของมันไม่ได้ตกลงไปเลยแม้แต่น้อย 


 
ดวงตาสีดำยังคงไร้ความรู้สึกมาตั้งแต่ต้น หากแต่มือทั้งสองข้างกลับบีบเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา ความรู้สึกของคนมองราวกับถูกกระตุกอยู่ซ้ำๆตามจังหวะสรุเสียงที่ไม่น่ายินดี แต่กระนั้นร่างกายของชารอนก็ไม่ได้ขยับไปไหน ปล่อยให้ความชาที่แล่นเป็นระริ้วไปทั่วร่างเกิดขึ้นอยู่อย่างนั้นจนเสียงทุกอย่างได้หยุดลง

 
 
“สุดท้ายแกก็ไม่ต่างอะไรจากพวกสควิบ เสียชื่อเสียตระกูลหมด!” ดวงตาของชายหนุ่มแข็งกร้าว ริมฝีปากที่กระตุกอยู่มุมปากเป็นระยะนั่นไม่ได้ทำให้เขากลับมาเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เลยสักนิดเดียว “ฉันเหนื่อย และไม่ต้องการที่จะทนรับดูแลน้องสาวที่ไม่ได้เรื่องทั้งสองคนอีกต่อไปแล้ว!!”


 
 
หญิงสาวที่กำลังตัวงออยู่บนพื้น ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่ที่จะขยับหลีกหนีความชั่วร้ายที่กลืนกินสายสัมพันธ์พี่น้องไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มก้มลงไปคว้าไม้กายสิทธ์ของตนคืนมาอย่างไม่เร่งรีบเมื่อแน่ใจอยู่แล้วว่าน้องสาวของตนขยับไปไหนไม่ได้ 


 
 
“จบชีวิตที่น่าสมเพช อย่างเช่นผู้หญิงคนอื่นที่ดูถูกฉันเสียเถอะ” เขายกมันขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ กดปลายไม้ลงสู่ร่างกายของหญิงสาวราวกับเป็นปลายมีดที่พร้อมจะคร่าชีวิตของทุกคนที่ขวางหน้า จุนเคจึงค่อยๆเอื้อนเอ่ยคำพูด ด้วยน้ำเสียงที่เหยียบเย็นและไร้ความปราณีเกินกว่าจะรับฟังมันได้
 
 
 
 
 
ครูซิโอ
 
 
 
 
 
ชารอนปิดเปลือกตาที่สามารถมองทะลุผ่านสิ่งกีดขวางของตนเองลงไป ข่มมันแน่นเมื่อเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานดังออกมาจากตัวบ้านที่อยู่ตรงหน้าของเธอ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่แสงสีเขียวปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว เสียงกรีดร้องเหล่านั้นก็จะดังตามขึ้นมา เธอเคยเห็นความตายมานักต่อนักทั้งจากคาถาและด้วยเหตุการณ์มากมาย แต่มันไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะทำให้ตัวเธอไม่สามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ได้เช่นครั้งนี้ 


 
 
แม้แต่ในตอนนี้ เธอก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานไม่ต่างจากคนที่อยู่ภายในบ้านหลังนั้น 


 
ผู้คนรอบๆหมู่บ้านก็อดดริกโฮลโล่ดูเหมือนจะไม่รับรู้หรือได้ยินเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ราวกับว่าต่างคนต่างพร้อมใจที่จะเผิกเฉยต่อเสียงทะเลาะเบาะแว้งตั้งแต่ต้นด้วยเวทย์มนต์คาถา แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ได้รับผลนั้นด้วย ร่างเพรียวเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งเมื่อเสียงเหล่านั้นได้หยุดลง ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและเลือดเย็น ก่อนที่ร่างที่หยุดนิ่งของตนมาตั้งแต่ต้น จะเริ่มก้าวฝ่าเท้าเข้าไปยังบ้านที่อยู่ตรงหน้าราวกับไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อน
 
 
 
ภายในห้องที่มีแสงสว่างส่องเข้ามาได้เพียงน้อยนิด ไฟจากตะเกียงสีเขียวที่วางอยู่มุมห้องนั้นทำให้บรรยากาศภายในมืดหม่นและโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม เงาดำปรากฏตัวภายในห้องที่ตนเองได้สังเกตการณ์มาตลอด ก้าวฝ่าเท้าที่แผ่วเบาไปหยุดอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ต่อหน้าวิญญาณสีเทาอย่างคนไม่มีสติเช่นทุกวัน และเมื่อชายหนุ่มหันกลับมาเมื่อรู้สึกถึงผู้มาใหม่ เขาก็มีสีหน้าตกใจในทันที 


 
 
“ก แกเป็นใคร?? เข้ามาได้ยังไงกัน?” 

 
 
“ไม่อยากรู้หรือว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมตอบท่าน” ชารอนไม่สนใจคำถาม ไม่สนใจดวงตาที่จ้องเขม็งราวกับจะคาดคั้นคำตอบราวกับคนที่หวาดกลัวไปทั่ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะครอบครองสิ่งที่ทำให้ตนกลายเป็นเจ้านายแห่งยมทูตเอาไว้ในมือ แต่สิ่งนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในร่างกายของเธอลดน้อยลงเลย

 
 
“เพราะท่านคือคนที่ทำลายความสุขของเธอ คือคนที่ทำลายความสงบสุขของเธอ คนที่ทำให้เธอทรมานแม้จะไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้กับท่านสักอย่างเดียว” 


 
“ว..ว่าไงนะ--“

 
 
“ฆ่าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองดูเธอที่ทรมานไม่จบสิ้นในขณะที่ท่านมีความสุขเพราะได้เห็นเธออยู่ตรงหน้า”

 
 
กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมทั้งดวงตาที่ว่างเปล่า หากแต่ภาพในความคิดกลับฉายใบหน้าของเจ้าของรอยยิ้มที่มีให้อยู่เสมอ สีหน้าของชายหนุ่มมีท่าทีไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยินนัก มันขยับไปมาราวกับกำลังโต้เถียงคำพูดของหญิงสาวแปลกหน้าอยู่ในใจ 

 
 
“..ไม่..ฉันไม่ได้ฆ่า...ฉันไม่ได้ฆ่าอันยา”

 
 
ปฏิกิริยาที่เริ่มไม่สมประกอบ จุนเคปล่อยมือออกจากก้อนหินสีดำลงสู่พื้นแล้วยกมันขึ้นทึ้งดึงศีรษะของตน เป็นผลให้ร่างกายสีเทาเจือจางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ผุพังนั้นหายไป ชายหนุ่มทิ้งศีรษะลงกับพื้นอย่างคนหมดหนทาง เขาเริ่มกระแทกหน้าผากกับพื้นห้องหนักๆราวกับจะทำให้บางสิ่งออกมาจากความคิดของเขา ชารอนมองภาพนั้นด้วยหางตาเล็กน้อย ยื่นมือวาดไปในอากาศจนปรากฏเก้าอี้วางเท้าตัวเล็ก พร้อมกับเชือกเส้นใหญ่ที่แขวนรออยู่แล้วเหนือเพดาน


 
 
“ท่านสามารถเลือกหนทางที่จะปลดปล่อยความอึดอัดภายในได้อยู่แล้ว"


 
 
ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นเมื่อสิ่งของเหล่านั้นปรากฏอยู่เบื้องหน้า ด้วยแววตาที่เศร้าหมองและไม่เหลือเค้าของความมีชีวิต เขาค่อยๆยืนขึ้นและเหยียบลงบนที่วางเท้าตัวเล็ก ขยับส่งร่างกายให้ปลายเชือกเส้นใหญ่คล้องเข้าที่คอได้ราวกับหุ่นไม้ และไม่นานหลังจากนั้น ลมหายใจและเปลวไฟแห่งชีวิตก็ถูกดับลงอย่างเต็มใจอีกครั้ง

 
 
“ผู้สืบทอดแห่งตระกูลเพฟเวอเรลล์ผู้มีชื่อ กลับยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีแม้แต่หัวใจ ทำลายได้แม้กระทั่งครอบครัว” หญิงสาวที่เหลืออยู่คนเดียวกล่าวขณะที่มองร่างที่แน่นิ่งและหยุดดิ้นรนในสิ่งที่ตนเองเลือกลงไป ก่อนจะหันหลังกลับ และทิ้งความรู้สึกที่ถูกสุมอยู่ในอกก่อนหน้านี้เอาไว้ด้วย


 

 
 “น่าสมเพชอย่างที่ถูกใครๆตราหน้า” 
 
 

 
ร่างเพรียวก้าวเข้ามาในห้องครัวที่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ปกตินักเนื่องจากการโต้เถียงที่เกิดขึ้นจนบานปลาย ถึงแม้จะไม่มีชาวบ้านคนใดสนใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ชารอนก็รู้ว่าจะต้องมีคนมา ณ ที่แห่งนี้ในไม่ช้า เธอหยุดและย่อตัวลงข้างๆหญิงสาวที่ยังหายใจโรยริน ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอย่างเหม่อลอย บ่งบอกว่าสติและลมหายใจที่มีอยู่นั้นช่างน้อยนิด และทั้งบาดแผลกับความบอบช้ำก็สาหัสเกินไปที่เวทย์มนต์ของเธอจะรักษามันได้ทันเวลา 


 
 
“..ชารอน?”  

 
 
น้ำเสียงแผ่วที่เอ่ยเรียกทำให้ดวงตาที่ว่างเปล่าเต้นระริก ร่างเพรียวขยับฝ่ามือไปกอบกุมนิ้วมือเรียว กดริมฝีปากลงบนหลังมืออย่างแผ่วเบาเช่นเดียวกับการทักทายเช่นทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อหน้าหญิงสาวคนนี้ 


 
“ฉันเองค่ะ” 


 
“คุณจริงๆเหรอ” นายอนระบายยิ้มออกมาราวกับดีใจที่ได้รับรู้ถึงการมาถึงของเธอ น้ำใสๆไหลออกจากทางหางตา ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความดีใจหรือเพราะความเจ็บปวดกันแน่ “ฉันกำลังคิดถึงคุณพอดีเลย” 

 
 
น้ำเสียงที่อ่อนแรงนักสลับกับท่าทางโล่งใจทำให้ชารอนไม่ยอมปล่อยมือที่กอบกุมอยู่ เพราะกลับกันแล้วเธอยังคงใช้ปลายนิ้วปลอบประโลมมันอย่างแผ่วเบาด้วยซ้ำ


 
 
“ฉันอยู่นี่” ชารอนตอบ พลางปัดป่ายเศษไม้ที่ร่วงหล่นลงบนใบหน้าของร่างบางอ่อนโยน 

 
 
“เป็นอะไรไปคะ” หญิงสาวระบายยิ้มบาง “ดูไม่เหมือนคุณที่ฉันเจอทุกวันเลย” 


 
 
ริมฝีปากเรียวเม้มเป็นเส้นตรงก่อนที่มันจะแน่นิ่งเมื่อได้ยินคำถาม เพราะไม่มีคำตอบใดๆที่สามารถออกมาจากความคิดของชารอนได้เลยในวันนี้ 

 
 
“ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม” 

 
 
หญิงสาวถามขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเงียบ เพราะราวกับกลัวว่าตนเองจะไม่มีโอกาสได้พูดมันก่อนที่เรี่ยวแรงที่ยังคงเหลืออยู่นั้นจะหมดไป 


 
 
“ระหว่างที่มันจะเกิดขึ้น..คุณช่วยกอดฉันไว้ได้หรือเปล่า” 

 
 
เป็นอีกครั้งที่คำตอบไม่ได้ถูกเล็ดลอดออกมา แต่ชารอนก็ประคองร่างกายส่วนบนของอีกฝ่ายเอาไว้ในอ้อมแขน ให้ศีรษะของเจ้าตัววางลงเหนืออกจรดบริเวณไหล่ และเพราะแบบนั้นเอง ที่ทำให้นายอนรู้สึกได้ถึงสิ่งที่แปลกไปเมื่อได้ฟังเสียงลมหายใจของเขาในระยะใกล้เช่นนี้ 

 
 
“คุณร้องไห้เหรอคะ” 

 
 
ตลอดเวลาที่คำถามที่ส่งออกมาและไม่มีอะไรตอบกลับไป ชารอนพยายามแล้วที่จะไม่ให้อะไรบางอย่างที่ขวางกั้นอยู่ในลำคอตีตื้นขึ้นมาอยู่ในร่างกายของตนได้ แต่เมื่อฝืนมันเท่าไหร่มันก็ยิ่งยากลำบาก เธอจึงทำได้แค่ปล่อยให้มันดำเนินไป ปล่อยให้ความรู้สึกที่ได้เรียนรู้ใหม่ในวันนี้ทำหน้าที่ของมัน 

 
 
นายอนสัมผัสใบหน้าของเขา ความชื้นเล็กๆบริเวณแก้มเป็นคำตอบสำหรับเธอได้เป็นอย่างดี เธอใช้ฝ่ามือทั้งสองข้าง คอยเช็ดน้ำตาเหล่านั้นที่ยังไหลออกมา ทั้งยังทำให้เธอได้จินตนาการถึงหน้าตาของเขาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นไป 

 
 
“ร้องทำไมกันคะ”

 
 
“ฉันไม่เข้าใจ”  เธอตอบออกไปตามตรง เพราะเธอเองก็ยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเองเลย 


 
 
ร่างบางระบายยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้ชารอนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจกับมัน “ถ้าหากว่าคุณเป็นแค่แม่มดตนหนึ่ง ฉันก็คงคิดว่าคุณน่ะไร้เดียงสาจริงๆ” 

 
 
“…” 

 
 
“ครั้งหนึ่งคุณบอกฉันไม่ใช่หรือคะ มนุษย์ทุกคนต้องจบชีวิตลงสักวันหนึ่ง และวันนี้ก็คงเป็นวันของฉัน-"

 
 
“ไม่ใช่คุณ” ชารอนขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ไม่ใช่วันนี้ และต้องไม่ใช่แบบนี้


 
 
เธอพยายามจะอธิบายให้กระจ่าง ว่านับตั้งแต่แรกที่ได้พบหน้ากัน ชารอนก็ไม่ได้เฝ้ารอและมีความคิดที่จะพาหญิงสาวคนนี้เพื่อจะได้พาไปยังดินแดนแห่งความตายเลยสักครั้ง


 
 
“พี่ชายของคุณ คนที่จะต้องไป มีแค่เขา”

 
 
คนในอ้อมแขนนั้นนิ่งเงียบเมื่อได้ฟังน้ำเสียงนุ่มนวลที่เหมือนกับกำลังโทษตัวเอง นายอนจึงค่อยๆจับเส้นผมประบ่าเก็บขึ้นทัดหูและลูบแก้มปลอบประโลมหญิงสาวอย่างแผ่วเบาซึ่งหน้าตาเป็นเช่นไรก็ไม่อาจมีวันได้มองเห็นขณะที่ทำความเข้าใจในความหมายของเขาได้ 

 
“ถ้าอย่างนั้นมันคงเป็นความผิดของฉันเอง” หญิงสาวพูดขึ้นมา


 
“ฉันยอมแพ้ในการมีชีวิตอยู่ ฉันเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับมันทั้งๆที่ตัวเองก็ยังกลัว”

 
 
“…"

 
 
“มันเป็นความผิดของฉัน ที่มอบหัวใจให้กับความตายไปตั้งนานแล้ว”


 
ดวงตาสีดำขลับไม่สามารถมองภาพรอยยิ้มตรงหน้าได้ถนัดนัก อาจเป็นเพราะม่านน้ำจางๆที่ยังคงคลอออกมาบดบังการมองเห็นของเธอ ชารอนเม้มริมฝีปากแน่นราวกับเจ็บใจ เมื่อคิดได้ว่ามันสายไปแล้วที่เธอจะเข้าใจความรู้สึกทุกอย่างที่เป็นมาตั้งแต่ต้นในช่วงเวลานี้

 
 
 
“ขอโทษ” ประโยคที่ราวกับถูกเค้นออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่นถูกกล่าวขึ้น “ฉันช่วยคุณไม่ได้” 

 
 
 
เพียงเพราะเหล่าผู้นำวิญญาณไม่มีสิทธิ์ยุ่มย่ามกับโชคชะตาและเส้นชีวิตของใคร ชารอนนั้นกำลังรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้มานานหลายทศวรรตก่อนที่เธอจะรู้สึกตัวด้วยซ้ำ 

 
 
“ขอบคุณค่ะ” อีกฝ่ายพูดในสิ่งตรงกันข้าม เหมือนกับว่ามันถูกเตรียมพร้อมไว้รับคำพูดก่อนหน้านี้อยู่แล้ว



“ขอบคุณที่ทำให้โลกที่มืดมนของฉัน อย่างน้อยมันก็มีภาพของคุณอยู่ในนั้น” 



 
 
ชารอนไม่อาจรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นมีชื่อเรียกอย่างไร แต่ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทุกความรู้สึกแปลกใหม่นั้นมีต้นเหตุมาจากหญิงสาวคนนี้ คนที่เธอไม่ได้วาดฝันที่จะพาเจ้าตัวไปยังสถานที่ที่เธอจากมา คนที่เธอหวังว่าหลังหน้าที่นี้จบลงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีขึ้นไปก็จะเกิดขึ้นกับอีกฝ่าย และกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่ถูกที่ควรในอีกหลายปีข้างหน้า ไม่ใช่การเดินทางไปยังดินแดนแห่งนั้น ด้วยร่างกายที่เจ็บปวดทรมานเช่นนี้


 
“ในโลกนั้นฉันจะได้พบ และมองเห็นใบหน้าของคุณได้ใช่ไหม” ดวงตาคู่สวยที่คลอไปด้วยน้ำตาขยับเป็นรอยยิ้มบาง ท่าทางที่อ่อนแรงลงมากทำให้ชารอนรู้ว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดใกล้ที่จะเหลือน้อยเต็มทีจนต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่



 
 
“คุณจะเป็นอิสระ จากทุกสิ่งที่ผูกมัดคุณเอาไว้ที่นี่” 


 
 
 
นายอนระบายยิ้มอีกครั้ง หากแต่เป็นรอยยิ้มที่แสดงความรู้สึกภายในใจที่มีต่อเจ้าของอ้อมแขนที่โอบกอดร่างกายของเธอเอาไว้ ร่างกายที่เย็นเชียบดั่งหิมะหากแต่ว่าสามารถสร้างความอบอุ่นให้กับเธอได้ทุกครั้งยามเมื่ออีกฝ่ายมาปรากฏตัวและอยู่ข้างๆ ชารอนขยับใบหน้ามองดวงตาคู่สวยที่มีสายน้ำเบาบางที่ไหลออกมาเมื่อปลายนิ้วของร่างบางทหยุดลงบนริมฝีปากของเธอ ก่อนที่มันจะถูกครอบครองด้วยอวัยวะเดียวกันเมื่อหญิงสาวจรดริมฝีปากขึ้นมา บรรจงมอบสัมผัสแรกและสัมผัสสุดท้ายราวกับจะฝังมันลงไปในความทรงจำของชารอนเอง



 
 
จูบร่ำลาค่อยๆถอนออกอย่างเชื่องช้า ร่างเพรียวเปิดเปลือกตาขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อยังสัมผัสได้ถึงลมหายอุ่นที่รดลงอย่างใกล้ชิดนั้นรวยริน ดวงตาสวยของคนในอ้อมแขนปิดลงอย่างอ่อนแรง เมื่อเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถูกใช้ไปกับการแสดงความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการจะบอกกับเธอ





 

 
 
 
แล้วพบกันนะคะ” 
 




 
 
 
เมื่อประโยคแผ่วเบานั้นจบลง ร่างของหญิงสาวเจ้าของประโยคก็คล้ายกับจมลงสู่ห้วงนิทราพร้อมกับลมหายใจที่จางหายไปในที่สุด ศีรษะเล็กที่ซบลงกับไหล่ราวกับใช้มันเป็นที่พักผิงแสนสบาย ชารอนข่มเปลือกตาของตนเองแน่น พยายามกล้ำกลืนบางอย่างที่กำลังตีตื้นขึ้นมาเพื่อหวังให้เธอตกอยู่ในสถานะภาพที่อ่อนแอ ก้มศีรษะลงต่ำขณะที่อ้อมแขนนั้นไม่ยอมปล่อยร่างที่ไร้จิตวิญญาณลงไปไหน ก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างภายในจะค่อยๆดันตัวตนของมันขึ้นมา ชารอนจึงทำได้เพียงแต่ระบายมันด้วยลมหายใจที่หนักขึ้นพาร่างกายให้สั่นเทาด้วยความโกรธและส่งเสียงล็อดไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่นอย่างเนิ่นนาน เป็นการลบล้างความเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆภายในให้จางหายไปอยู่อย่างนั้นหลายนาที

 

 
แค่ไม่ใช่เธอ แค่ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ 


 
แค่ในชั่วขณะนั้น ที่สามารถก้าวเข้าไปทำอะไรได้ 


 
 
 
ขาทั้งสองข้างที่สัมผัสกับพื้นค่อยๆยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างเพรียวพาร่างของหญิงสาวที่เป็นทั้งต้นเหตุและคนสอนให้เธอรับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆมากมายที่ไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ที่ได้ลืมตาขึ้นอีกครั้งในฐานะผู้นำวิญญาณแม้ว่าเจ้าตัวจะถูกล้อมรอบไปด้วยโลกที่ดำมืด ชารอนก้าวออกมาจากห้องนั้น หยุดลงบนพื้นสีขาวที่เกิดจากหิมะด้านนอก ทั่วบริเวณในยามค่ำคืนยังคงเงียบสงัดและสงบนิ่ง ราวกับไม่มีสัญญาณของเหตุการณ์อันน่าสลดใจที่เกิดขึ้นภายในบ้านสุดถนนของครอบครัวเพฟเวอเรลล์เลยแม้แต่น้อย



เธอวางร่างที่โอบอุ้มมาด้วยตนเองลงบนหิมะหนาสีขาว ชารอนเพิ่งได้มีโอกาสสังเกตเห็นเสื้อผ้าสีขาวสะอาดตาที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ราวกับเจ้าสาวที่กำลังจะได้ก้าวเข้าไปในโบสถ์และมีชีวิตที่ดี หากแต่รอยเลือดสีเข้มบริเวณหน้าท้องและตำแหน่งอื่นๆที่เข้ามาปนเปื้อน ก็ทำให้ดวงตาไร้ความรู้สึกนั้นเหม่อลอยเมื่อพบกับความจริงที่ว่าเธอไม่สามารถช่วยชีวิตสิ่งบริสุทธิ์แสนสำคัญและมีคุณค่าเช่นนี้เอาไว้ได้อีกแล้ว 
 



 
แค่ในเวลานั้น ที่เข้าใจว่าตนเองรู้สึกเช่นไร 


 
แค่เพียงก่อนหน้านั้นที่จะจากลา...ที่ฉันจะมีโอกาสได้ตอบแทนความรู้สึกของเธอ 


 
 
ไม้กายสิทธ์ของหญิงสาวผู้นอนไม่ได้สติตัวคนเดียวในบ้านถูกหยิบออกมาจากฝ่ามือของคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฤดูหนาวที่แสนโดดเดี่ยวในค่ำคืนนี้ พร้อมกับหินสีดำก้อนเดิมที่มันมักจะย้อนกลับมาหาเธอทุกครั้งเมื่อผผู้ครอบครองมันจบชีวิตลงเพื่อส่งต่อบุตรชายผู้เป็นสายเลือดของแคดมัส เพฟเวอเรลล์จะได้สืบทอดมันต่อไป แต่เพราะในขณะนี้ไม่หลงเหลือผู้สืบทอดที่จะเป็นคนรองรับ ชารอนจึงใช้กิ่งไม้วิเศษนี่ทำให้มันถูกล้อมรอบครอบงำไปด้วยวงแหวนสีทอง และจับจ้องมันที่วางอยู่บนฝ่ามือของตนเองด้วยแววตาที่มีบางอย่างเปลี่ยนไป 




 
มันเป็นความมีชีวิตที่ได้ถูกสร้างขึ้นในเวลาสั้นๆ และก็ถูกทำลายลงในระยะเวลาอันใกล้


 
 
ร่างเพรียวใช้ไม้กายสิทธิ์อันเดิม ขยับเพียงเล็กน้อยไปยังทิศทางของหญิงสาวที่นอนอยู่ท่ามกลางหิมะที่ค่อยๆร่วงหล่นราวกับดอกไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่ร่างกายของมนุษย์ที่แสนบอบบางนี้ จะค่อยๆแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นกลุ่มดอกแกลิโอดัสสีขาวที่รวมตัวกันเป็นพื้นที่ขนาดย่อม เธอมองกลุ่มดอกไม้เหล่านั้น มันยังคงดูสวยงามแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความมืดและโดดเดี่ยวในฤดูหนาวเช่นนี้ และพลันทำให้ชารอนนึกถึงหญิงสาวตาบอดที่เคยมีรอยยิ้มสดใสอยู่บนใบหน้าได้ไม่ยาก 





 
ทิ้งกิ่งไม้วิเศษที่อยู่ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใส่ใจ หันหลังให้กับคำสัญญาที่ถูกสร้างขึ้นทิ้งเอาไว้ พร้อมกับวงแหวนที่สามารถนำพาความตาย ความสูญเสีย และความรักให้แก่รอบตัวคนที่ถือครองมันได้ไว้ในมือ 
 






 
รอ...จนกว่าเราจะพบกันใหม่



 
 
 
 
เงามืดหายไปในรัตติกาลภายในค่ำคืนนั้น ก่อนหน้าที่จะมีพ่อมดจำนวนหนึ่งปรากฏกายขึ้นหน้าบ้านหลังนั้น พร้อมด้วยร่างที่ไม่ได้สติของลูกสาวคนเล็กแห่งตระกูลเพฟเวอเรลล์ ซึ่งสวมวงแหวนที่ประดับด้วยก้อนหินสีดำเอาไว้บนปลายนิ้วถูกหามออกมาเพื่อไปรับการรักษายังโรงพยาบาลเซนต์มังโก
 
 
 








 
- END - 

_____________


talk: สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน ขอสารภาพนิดๆว่าเขียนวันช็อตทีไรมันจะยาวยืดตลอดเลย ถถถถ 
โปรเจ็คนี้เราได้ หินชุบวิญญาณ ค่ะ ตอนแรกเห็นว่าจับได้อะไรก็ผงะไปนิดๆ นี่ต้องเขียนดราม่าอีกแล้ว
สินะ  (แม้จะวางอีกเรื่องหนึ่งไว้ให้ดราม่าเช่นเดียวกัน :#) ไม่รู้ว่าทุกคนจะชอบกันไหม
เราเป็นคนหนึ่งที่เป็นพอตเตอร์แฮด พอเอาสิ่งที่ชอบมาเขียนก็เลยอยากรู้ว่าเป็นยังไงกันบ้าง


ฝากฟีดแบ็กไว้บนแท็ก #DeatHMN ด้วยนะคะ  เรื่องพระจันทร์เขาอาจจะหยุดไว้ก่อน เจอกัน
ที่Midnight sun ค่ะ<3





 
 



 

ผลงานอื่นๆ ของ ruji.X

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

10 ความคิดเห็น

  1. #10 numpah (@numpah) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 12:23
    เศร้าจนบรรยายออกมาไม่ได้เลย อ่านแล้วมันอึดอัดใจสุดๆ เสมือนชารอนที่ต้องทนดูการกระทำของคนในบ้าน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ อยากจะตะโกนระบายออกมาสักสิบแปดภาษา แต่ในความดราม่า มันก็แฝงไปด้วยความละมุน ซึ่งมันทำให้เรายิ่งเศร้าหนักไปอีก!!
    #10
    0
  2. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:43
    เศร้าจัง แต่อย่างน้อยเค้าคงได้เจอกันในโลกหลังความตายอ่ะนะ
    // สงสารนายอน เพราะพี่นางคนเดียวแท้ๆ TT
    #9
    0
  3. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:57
    นายอนนี่ไม่ใช่แค่คิดบวกนะคะ คิดคูณเลยอะค่ะ
    ขนาดจะตายอยู่รอมร่อยังจะเป็นพี่ที่ดีช่วยน้องจากพี่ชายจิตไม่ปกติ แต่ก็รักพี่ชายและเข้าใจพี่ชายนะ
    ส่วนชารอนเป็นคาแรกเตอร์ที่แปลกดีค่ะ เย็นชาแบบที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีความอบอุ่นแฝงอยู่ หวังว่าเค้าจะเจอกันในโลกหลังความตายเนอะ
    #8
    0
  4. #7 lloltl_m (@loliy_tl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 05:45
    สุดท้ายยังไงก็ไม่ได้เจอกัน เป็นความรักที่มองไม่เห็น ใช้การรับรู้ถึงความรู้สึก เป็นยมทูตไม่ดีเลย ต้องมารอรับดวงวิญญาณ โดยเฉพาะแม่มดที่ผูกพันมาโดยตลอด สงสารนายอนมองไม่เห็น มองโลกในแง่ดี ถึงจะกลัวความตาย แต่ก็เจอชารอนทุกวัน ก็ถามนะว่าถึงเวลารึยัง เป็นเราคงหนี ฮ่าๆๆ เศร้าดีนะถึงเวลายังไงชารอนก็ยังรับไม่ได้ถึงการจากลา
    //เป็นอีกเรื่องที่ใช้เวลาอ่านหลายชม. ฮ่าๆๆๆ เป็นเรื่องละเอียดอีกเรื่องนึงเลย เห็นชื่อหัวข้อไรท์ก็ดราม่ามาแต่ไกล แต่สนุกดีค่ะ รอโปรเจ็คใหญ่อีกเรื่องนะคะ
    #7
    0
  5. วันที่ 29 มกราคม 2560 / 15:18
    ชอบฟิคกลิ่นแบบนี้จังเลยค่ะ เวลาอ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีควันหม่นๆเทาฟุ้งจางๆ เราชอบความละเมียดตรงนี่นายอนตาบอด แล้วโลกของนายอนจะมืดหมด มันทำให้เราอินกับความรู้สึกที่ไม่ได้เจ็บลึดสุดใจ แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างถึงที่สุด ชอบที่สื่อว่าชารอนเป็นเหมือนสิ่งที่นายอนสัมผัสจับต้องได้ในโลกมืดๆของตัวเอง ส่วนด้านความรู้สึกของชารอนนั้น นัวๆเทาๆ เหมือนกับความรู้สึกจางๆที่เกินขอบเขตของหน้าที่ยมทูต แม้สุดท้ายจะทำอะไรเพื่อปกป้องร่างกายไม่ได้ แม้สายตาของอีกฝ่ายจะมองไม่เห็น แต่เราสัมผัสกันได้ด้วยใจอ่ะค่ะ งือ ชอบ สวยงามค่ะ มันเป็นความเทาๆที่สวยงามค่ะ
    #6
    0
  6. #5 Ggigty● (@AliSia97) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 09:44
    เศร้าดีค่ะ แต่เป็นความรู้สึกที่แบบ จะว่าไงดี
    ใครบอกว่ายมทูตไม่มีหัวใจไม่มีความรู้สึกคะ เห็นท่ายมทูตชารอนมั้ย ถถถ คงจะเจ็บปวดมาก รู้สึกแต่ก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร อยากทำอะไรสักอย่างอยากปกป้องเขาแต่มันทำไม่ได้ มันนอกเหนือจากหน้าที่และไม่ใช่สิ่งที่ยมทูต ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำวิญญาณจะทำได้ ชีวิตอิมนาของเราช่างน่าสงสาร ตาบอด พี่ชายก็เป็นบ้า(สรุปงี้เลย ถถถ) อยู่กันสามคนพี่น้อง แล้วพี่ชายนี่ก็นะ ทำร้ายคนในครอบครัว แต่สำหรับคนที่มีครอบครัวเป็นทุกสิ่งทุกอย่างอย่างพี่นายอนแล้วถ้าไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ใช่ เพราะแบบนี้พี่เขาถึงต้อง...
    อยากบอกว่าชอบภาษาของพี่มากๆเลย จะว่าเป็นไรท์ดวงใจของเค้าเลยก็ได้ ชอบมากตั้งแต่ฟิคพระจันทร์ยันฟิคโปรเจ็คมินายอน และก็รอคอยฟิคโปรเจ็คอีกเรื่องด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้พี่นะคะ ^0^
    ขอบคุณโปรเจ็คนี้ของบ้านมินายอนและก็ไรท์เตอร์เก่งๆทุกท่านด้วยที่ทำผลงานดีๆแบบนี้ให้ชาวเรือของเราได้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ
    #5
    0
  7. วันที่ 28 มกราคม 2560 / 23:59
    ชอบค่ะ ชอบมากกกก เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบทั้งๆที่ตอนสุดท้ายจะเป็นแบบนี้ คงเพราะธีมเป็นโลกผู้วิเศษด้วย ฮ่า
    จริงๆถ้าเป็นเรานี่ก็คงไม่ใช่แค่คาถาปลดไม้อะค่ะ อาจจะบอมบาด้าสักตู้มอะไรแบบนี้ แต่เพราะความเป็นพี่เป็นน้องของนายอนเนอะ...
    ปวดใจตรงที่มินะไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่กอดเอาไว้ อยากร้องไห้เลยค่ะ ฮื่อ
    #4
    0
  8. วันที่ 28 มกราคม 2560 / 22:24
    งื้ออออ..... อย่างแรงเลย เราชอบภาษามากเลยค่ะ T^T ทำไมดีเช่นนี้
    เจ็บงใจเหลือเกิน ช่วงนี้เรายิ่งอินๆกับ goblin ไปไหนทำไมมีแต่ตายค่ะ LOL ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ ♥
    #3
    0
  9. วันที่ 27 มกราคม 2560 / 23:58
    ไม่เจิมแล้วคะ ลงยันต์กันดองดีกว่า 555555555 .ลงยันต์กันดอง
    #2
    0
  10. วันที่ 24 มกราคม 2560 / 20:46
    เจิมมมมมค่ะ ????
    #1
    0