จักรพรรดิเทพศาสตร์แห่งมนตรา

ตอนที่ 29 : Chapter 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,861
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 378 ครั้ง
    17 มี.ค. 61

เมื่อวอลเลอร์แหละทุกคนได้มองสำรวจไปรอบ ๆ อย่างชัดเจนอีกครั้งจึงสามารถทำความเข้าใจได้ว่านี้อาจจะเป็นถ้ำที่ใช้เก็บสมบัติของพวกโจรร้ายเหล่านั้น ที่ได้ถูกซ่อนเอาไว้ภายในถ้ำแห่งนี้อย่างมิดชิด ถ้าไม่ใช่กันนาร์นำพาพวกเขาเข้ามาอย่างกะทันหันด้วยวิธีการเช่นนี้ ตนเองยังคงนึกว่าสถานที่แห่งนี้ยังเป็นกองคลังเก็บสมบัติแห่งเมืองไดนาดินเสียอีก เพราะเท่าที่ดูมันกว้างใหญ่โตเป็นอย่างมากเท่าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“เจ้าคิดอย่างไรวอลเลอร์  สินทอดของว่าที่น้องสะใภ้ข้าเท่านี้คงจะเพียงพอหรอกนะ”

“แล้วจะให้พวกข้าเก็บเงินทองเหล่านี้ไปได้อย่างไรในเมื่อพวกข้ามีเพียงกันแค่สองมือเท่านั้นเอง กันนาร์เจ้าก็น่าจะเห็นใจพวกข้าสักหน่อยพวกเราไม่ได้มีแหวนเก็บมิติเชิงพื้นที่เหมือนอย่างกับเจ้าเลย”

“เออ...!!!  ข้าก็ลืมไปโทษที  รอสักครู่ข้าจะทำแหวนให้พวกเจ้าคนละวงก็แล้วกันสำหรับแหวนมิติเชิงพื้นที่ และถือเสียว่าเอาไว้หมั่นสาวด้วยอีกสักวงหนึ่ง”

“ข้าว่ารอให้ถึงวันนั้นก่อนดีกว่าไหมกันนาร์  ในตอนนี้ข้ายังไม่เห็นวี่แววสักนิดว่าสาวเจ้าตัวจะตกลงปลงใจกับวอลเลอร์ได้เลย”

“ข้าก็ว่าเหมือนอย่างเจคอปนะกันนาร์”

“นี่...!!! ลุงว่าพวกเจ้า จะไม่ให้กำลังใจเพื่อนกันสักหน่อยเลยเหรอ  ฮ่า ๆๆ”

จะไม่ให้ทุกคนหัวเราะออกมาดัง ๆ ได้อย่างไรในเมื่อได้มานึกถึงเห็นสีหน้าของวอลเลอร์หลังจากกลับมาจากการต่อสู้แล้ว ยิ่งทำให้ทุกคนหัวเราะได้อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว  แม้แต่กันนาร์เองที่กำลังทำแหวนมิติเชิงพื้นที่ให้พวกเขาอยู่ก็อดที่จะหัวเราะดัง ๆ ออกมาไม่ได้เช่นเดียวกัน

            “นี่ทุกคนเห็นว่าเรื่องนี้มันสนุกปากนักก็เชิญพูดหยอกล้อข้าตามใจชอบเลยก็แล้วกัน หึ..!!!”

            “เอาเถอะน่าวอลเลอร์  เจ้ายังมีเวลาอีกอยู่หลายครั้งไม่วันใดก็วันหนึ่งเพื่อนของข้าคนนี้คงจะพิชิตใจหญิงสาวคนนี้ได้อย่างแน่นอน เว้นไว้แต่ว่านางจะมีหัวใจกลายเป็นหินที่ไม่มีความรู้สึกเท่านั้นแหละจึงไม่สามารถรับรู้ถึงความจริงใจของเจ้าได้”

            “นี่ข้ารู้ดีอยู่เต็มอกว่าทุกคนคิดจะมาตบหัวแล้วมาลูบหลังเหมือนกับว่าข้าเป็นเด็กน้อยสามขวบเสียอย่างนั้น  พวกเจ้าไม่เจออย่างข้าบ้างให้มันรู้ไปเมื่อถึงวันนั้น  ข้าวอลเลอร์คนหนึ่งละที่จะหัวเราะออกมาดัง ๆ เลยเป็นคนแรกคอยดู”

            ทุกคนจึงเพียงแต่ปล่อยให้วอลเลอร์จมอยู่กับความคิดของตนเองส่วนที่เหลือก็เดินมองสำรวจดูรอบ ๆ ถ้ำสมบัติของกลุ่มโจรเหล่านี้ที่ได้ออกปล้นแล้วเก็บสะสมเอามาไว้ในที่แห่งนี้  พวกเขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเดินมองสำรวจจนไปทั่วบริเวณโดยรอบ สมบัติส่วนใหญ่แม้ทั้งหมดเป็นเพียงแค่เงินทองเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็มีบ้างจำพวกอาวุธ พืชสมุนไพรที่หายาก หรือไม่ก็คัมภีร์ตำราเวทย์มนต์บางเล่มที่มีคุณค่า  กันนาร์จึงได้ปล่อยให้ทุกคนเก็บเอาไว้เพียงแค่ตนต้องการจะเก็บเฉพาะพืชสมุนไพร และตำราคัมภีร์เวทย์เท่านั้น เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อเขาและคนรอบข้างเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

            กันนาร์ใช้เวลาทำแหวนมิติเชิงพื้นที่ให้กับทุกคนได้เพียงไม่นานเท่าใด  เพราะในการทำแหวนในแต่ละวงนั้น มันดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาเพียงแค่สร้างแหวนเชิงพื้นที่เท่านั้นเอง  จากนั้นเขาจึงได้ส่งมอบมันให้ในแต่ละคนได้ถือครองสวมใส่ประจำตัว  เมื่อทุกคนได้รับแหวนมิติเชิงพื้นที่แล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความชอบใจกับมันเป็นอย่างมากเมื่อมองดูสีหน้าของแต่ละคนที่ได้แสดงมันออกมา คนแรกเลยที่แสดงอาการดีใจคงหนีไม้พ้นไปกว่า วอลเลอร์ เพราะกันนาร์ทำให้เขาจำนวนสองวงด้วยกันตามที่เขาได้พูดไว้ก่อนหน้านี้

            “ฝีมือในการทำแหวนของเจ้าช่างมีความประณีตมากเลยกันนาร์ เจ้าน่าจะลองยึดอาชีพทำสิ่งนี้เวลายามว่างบ้างนะปากจะได้สงบลง  แล้วมันสามารถเก็บของได้มากน้อยเท่าไรกันนะ”

            “ถ้าเจ้าไม่ชอบใจนะวอลเลอร์ สามารถส่งคืนข้าก็ได้นะ วงแหวนเหล่านี้สามารถเก็บของเอาไว้ในภายในเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแหละ”

            “แล้วมันเท่าไรกันละ  กันนาร์ ที่จุของได้เล็กน้อยของเจ้า”

            “เนื่องด้วยว่าข้าสร้างแหวนเหล่านี้ในข้อจำกัดของวัตถุดิบที่มีอยู่  ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิดก็น่าจะเก็บภูเขานี้ได้ทั้งลูกละนะ”

            “นี่...!!!  เล็กน้อยของเจ้าเหรอนั่นนะกันนาร์  เท่าที่พูดมาสมบัตินี้มันสามารถก่อให้เกิดสงครามเพื่อแย่งชิงกันได้เลยนะ”

            “ข้าไม่รู้หรอกน่ะว่าทุกคนจะคิดอย่างไร  ถ้าพากันคิดว่าแหวนเหล่านี้เป็นสมบัติวิเศษที่ผู้คนต่างต้องการแย่งชิงมันแล้วละก็ แต่ข้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ขยะเท่านั้นเอง  ถ้าจะพูดถึงสมบัติวิเศษจริง ๆ แล้วละก็มันต้องมีคุณสมบัติแอบแฝงพิเศษอยู่จึงจะถือว่าเป็นของระดับตำนานที่หายากอย่างแท้จริง ไม่ใช่สมบัติขยะพวกนี้หรอกนะ”

            “แล้วเจ้าสามารถทำมันได้จริงเหรอกันนาร์สมบัติระดับตำนานพวกนี้”

            “ใช้แล้วละลุงแม็กซ์  ถ้ามีวัตถุดิบที่จำเป็นในการสร้างมันขึ้นมา  ข้าก็สามารถทำมันได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน  ดังนั้นในตอนนี้ทุกคนจึงจำเป็นต้องทน ๆ ใช้แหวนเหล่านี้ไปก่อนก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นข้าก็ได้วางข้อจำกัดพิเศษของมันเอาไว้สองอย่าง ถ้าไม่เชื่อก็ลองสวมใส่มันดูก็จะรู้เองนั่นแหละว่ามันดีอย่างไร"

            ต่อเมื่อทุกคนได้ลองสวมใส่แหวนดูจึงได้รู้มันมีคุณสมบัติแอบแฝงอยู่ ทั้งช่วยส่งเสริมการควบคุมร่างกายให้รู้สึกว่าตัวเบาสบายกว่าแต่ก่อน แล้วยังรู้สึกว่ามีความปลอดภัยอย่างไม่ต้องเป็นกังวลเมื่อยามต้องโดนโจมตีในเวลาที่ตนเองพลั้งเผลอไร้การป้องกันในยามคับขัน มันจึงสามารถป้องป้องชีวิตของพวกเขาได้เมื่อต้องเจอกับปัญหาภัยร้ายแรง

            “ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะใส่ใจกับพวกเราถึงขนาดนี้กันนาร์ แต่ก็ต้องขอขอบใจที่ทำมันให้กับพวกเรารู้สึกว่าข้าคงต้องขอถอดคำพูดที่กล่าวออกไปเมื่อสักครู่นี้เสียแล้ว”

            “ไม่เป็นไรวอลเลอร์ ข้าก็อยากให้ทุกคนมีความสุขบ้าง ถึงแม้ว่าผลสุดท้ายที่ทุกคนจะได้รับกลับมานั้น มันอาจจะเป็นทั้งความทุกข์หรือความสุขบ้างก็ตามทียังไงเราต้องทำใจเพื่อที่จะเรียนรู้มันและผ่านพ้นมันไปให้ได้ในวันหนึ่ง “นี่จึงถือว่าได้ใช้ชีวิตอย่างแท้จริง””

            “เอาละเด็ก ๆ คงถึงเวลาที่เราจะเก็บสิ่งของกันแล้วละ ด้วยเงินทองเหล่านี้คงจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับพวกเราในการใช้มันให้ถูกวิธี”

            “ข้ากลัวว่าใครบ้างคนจะเอาไปหมั่นสาวเสียก่อนนะสิลุงแม็กซ์”

            “ตกลงยังไม่จบกันใช้ไหมเจ้าเพื่อนบ้าทั้งหลาย มาให้ข้าแตะเสียดี ๆ”

            “ฮ่า ๆๆๆ” (^o^)

            ทุกคนต่างก็เลือกเก็บสิ่งของที่ตนเองชอบใจเก็บเอาไว้ใช้ในเวลาจำเป็นเท่านั้น  ส่วนที่เหลือทั้งหมดพวกเขาต่างลงความเห็นกันว่า ให้กันนาร์เป็นคนเก็บรักษาเอาไว้ ส่วนเงินเหรียญทองกันนาร์ไม่ได้ขอเก็บมันเอาไว้ดังนั้นเพื่อน ๆ ของพวกเขาจึงได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ไป ทุกคนจึงตกลงแบ่งปันเงินเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน  พวกเขาจึงเก็บของทั้งหมดเข้าไปไว้ภายในแหวนมิติเชิงพื้นที่ที่กันนาร์สร้างมันให้สำหรับพวกเขา แม้แต่กันนาร์เองก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนมากเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไรบ้างกับพวกเขาแต่อย่างน้อยทางด้านฐานะการเงินของทุกคนจะกลายเป็นเด็กน้อยที่มีฐานะร่ำรวยภายในพริบตา ซึ่งใคร ๆ ก็ไม่อาจจะมาดูถูกพวกเขาได้เลยสักคนเดียว

            เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยไปด้วยดีแล้ว  กันนาร์จึงได้นำพาทุกคนกลับไปยังจุดเดิมแล้วเริ่มมุ่งหน้าเดินทางต่อเข้าไปภายในเมืองไดนาดิน พอพวกเขาได้เริ่มก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตการปกครองของเมืองหน้าด่านอย่างเช่นเมืองไดนาดินแล้ว  บรรยากาศกับผิดจากหนทางที่พวกเขาได้เดินทางจากมาอย่างผิดหูผิดตาเลยทีเดียว ทั้งนี้อาจจะเป็นไปด้วยสภาพอากาศโดยรอบมีความสดชื่นมากยิ่งขึ้นทุกที่เต็มไปด้วยไม้เขียวขึ้นหนาทึบทั้งสองข้างทาง ไม่ได้ร้อนแห้งเหมือนอย่างแต่ก่อน ผู้คนส่วนมากไม่ได้มีความอดอยากอย่างเท่าที่ผ่านมา ตลอดการเดินทางจะเห็นคับคั่งไปด้วยผู้คน นักเดินทาง  เหล่าพ่อค้าวานิชย์ ซึ่งเทียมรถลากมีคนนั่งอยู่หัวรถลากใช้แส่ตวัดสาดใส่หลังม้าเทียมรถลากไปตามถนนเป็นพัก ๆ เมื่อมันแสดงอาการทีท่าว่าจะวิ่งออกไปนอกทาง

            ดังนั้นตลอดลายทางจึงเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าและนักเดินทางต่างเดินเท้ามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองไดนาดินกันอย่างไม่ขาดสายอยู่ตลอดเวลา เมื่อกลุ่มนักเดินทางอย่างพวกกันนาร์ได้เห็นเช่นนั้น  จึงได้ขอร่วมเดินทางไปกับพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน  โดยอาศัยนั่งรถลากไปกับเหล่าพ่อค้ากลุ่มใหญ่อยู่ทางตอนท้าย ๆ ของขบวนเพราะไม่อยากให้เป็นจุดสนใจของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา  ดังนั้นเครื่องแต่งกายของพวกเขาจึงได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเหมือนอย่างกับนักเดินทางทั่วไปที่ไม่มีความหรูหราอะไรเป็นเพียงแค่เสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาเท่านั้น ถ้าจะมองลงไปในพวกเขาก็จะเป็นเสมือนชาวบ้านธรรมดาทั่ว ๆ ไป

            แม้เสื้อผ้าจะสามารถปกปิดร่างกายของพวกเขาได้อย่างแนบเนียนก็ตามที  แต่ความน่าเกรงขามยังคงไม่ถูกปกปิดบดบังไปด้วยสำหรับนักฝึกยุทธ์เช่นพวกเขาด้วยแล้ว  เพราะในแต่ละคนมีลำดับพลังที่ไม่ธรรมดา  ถึงแม้จะพยายามปกปิดมันเท่าใดแต่มันก็ยังทำให้คนที่ธรรมดาหวั่นเกรงในตัวพวกเขาอยู่ดี เมื่อทุกคนถูกสายตาเหล่านั้น จ้องมองมายังทิศทางของตนจึงจำยอมต้องสยบหลบสายตาอันทรงพลังของพวกเขาไปในทันที

            ทุกคนนั่งอยู่บนรถลากไปตามตลอดระยะทาง  ต่างก็ได้มองดูถนนหนทางรวมไปถึงทิวทัศน์ในบริเวณใกล้เคียงขอบถนน  บางครั้งก็มีการพูดคุยถึงความเป็นไปของสิ่งเหล่านี้รวมไปถึงสถานที่สิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นตลอดราย จึงสิ่งมีสิ่งที่สำคัญหลายอย่างได้ถูกสร้างขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นหอสูงเพื่อใช้สังเกตการณ์สถานที่โดยรอบ ซึ่งในหอสูงนั้นมีปล่องส่งสัญญาณเตือนภัยไว้ในอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นหอสูงเหล่านี้จึงขาดคนผู้ควบคุมดูแลไปไม่ได้เลย และผู้แนะนำเหล่าเด็กน้อยได้ดีคงหนีไม่พ้นไปจากลุงแม็กซ์ที่เคยผ่านเรื่องราวเหล่านี้มาเท่านั้น

            “ไม่นึกเลยว่าเมืองไดนาดินที่เป็นเมืองชายแดนจะมีความแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้และได้มีการวางกลยุทธ์เอาไว้ได้ดี สมแล้วที่องค์กษัตริย์ได้ทรงไว้ใจในมาร์ควิสคนนี้ให้คอยดูแลเมืองชายแดน”

            “ในความจงรักภักดีของมาร์ควิสนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งกันนาร์  แต่ยิ่งกว่าอื่นใดมาร์ควิสคนนี้เป็นเชื้อสายเดียวกันกับกษัตริย์องค์ปัจจุบันซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์แท้ ๆ เลยก็ว่าได้”

            “ถ้าอย่างนั้นท่านหญิงเบลล่าก็ไม่ต่างอะไรกับองค์หญิงละซิลุงแม็กซ์”

            “ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูกอยู่บ้างเจคอป  เมื่อเร็วนี้ข้าได้ยินข่าวว่ากษัตริย์แห่งสเตนาร์ทได้แต่งตั้งให้นางเป็นองค์หญิงบุตรสาวบุญธรรม”

            “ถ้าเป็นอย่างนั้น  เพื่อนของเราคงจะกำลังต้องได้ปีนขึ้นไปที่สูงเสียแล้ว เจ้าว่าอย่างนั้นไหมลีโอ”

            “ข้าว่าเรื่องยศศักดิ์ไม่สำคัญเท่ากับคนสองคนได้รักกันมากกว่านะ”

            “ทำไมวันนี้ลีโอรู้สึกว่าเจ้าจะพูดถูกใจข้ากว่าทุกวัน”

            “เปล่าเลย ข้าไม่ได้พูดเอาใจใครหรอกนะวอลเลอร์ เพียงแค่ข้าคิดอย่างไรก็พูดไปตามนั้น”

            “มันพอจะมีหนทางในการทำอย่างนั้นอยู่หลานชาย ถ้าเจ้าสามารถแสดงผลงานได้ดีในงานประลองเวทย์มนต์ที่ใกล้จะถึงนี้  ลุงแกริคของพวกเจ้าได้บอกกับข้าเอาไว้ว่าหนึ่งในรางวัลนั้นก็คือ กษัตริย์จะทรงแต่งตั้งยกตำแหน่งที่สำคัญให้กับผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งในงานประลองครั้งนี้ด้วย  เจ้าได้ฟังอย่างนี้แล้วคงไม่ท้อแท้เหมือนราชสีห์เหงาอีกแล้วหรอกนะ"

             เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ของลุงแม็กซ์ก็ต่างหันไปมองเพื่อนสนิทของตน  ในขณะนี้ดูเหมือนคำพูดของลุงแม็กซ์จะไปทำให้ใครบางคนเกิดอาการฮึกเหิมขึ้นมาโดยไม่ได้รู้ตัว จนเจคอปได้พูดออกมา

            “ข้ารู้สึกว่าลุงแม็กซ์จะจุดไฟให้ติดได้ถูกเวลาแล้วล่ะ”

            “นับว่าเป็นเรื่องดีที่คนเรามีเป้าหมายให้ก้าวเดิน อย่างน้อยก็พอจะรู้ได้ว่าปลายทางนั้นมีอะไรให้ได้ต้องพบเจอ บางครั้งมันอาจจะเป็นรางวัลให้กับคน ๆ นั้น หรือบางทีอาจจะกลายเป็นฝันร้าย แต่เพื่อป้องกันฝันร้าย เราต้องมีการเตรียมตัวกันให้ดีเสียก่อนจึงค่อยลงมือกระทำมันให้บรรลุจนถึงเป้าหมาย"

            กันนาร์ไม่มีทางได้รู้เลยว่า คำพูดที่ตนเองเอยปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจนั้น จะได้ให้แง่ของความคิดแก่พวกเขาทุกคน  เท่าที่สังเกตดูคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในตอนนี้  ก็คือ วอลเลอร์ที่ในตอนนี้มีความคึกคักด้วยอารมย์ที่อยากจะเอาชนะการประลองเวทย์มนต์นี้ให้ได้

            “นับต่อนี้ไปข้าจะฝึกให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า  ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อข้าก็คอยดู”

            “มันคงจะน่าเชื่ออยู่หรอกถ้าเจ้ามัวแต่นั่งอยู่บนรถลากนี้  ถ้าให้ดีรีบลงไปวิ่งออกกำลังเลยข้าว่า”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 378 ครั้ง

399 ความคิดเห็น

  1. #323 Lucky_777 (@Lucky_777) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 08:06
    น่าจะเป้นดยุคเเทนน่ะคับเพราะเป้นเชื้อพระวงศ์ด้วยเนี้ย
    #323
    0
  2. #185 kay30 (@kay30) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 16:11
    รอตอนต่อไป
    #185
    0
  3. #183 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 13:28
    ขอบคุณครับ
    #183
    0
  4. #180 RitaRockZa (@RitaRockZa) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 11:26
    ตอนแรกๆอ่านแบบเรื่องไรวะเนี้ยตอนหลังๆอ่านเพลินๆ
    #180
    0
  5. #179 P_InwMax (@P_InwMax) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 09:56
    สนุกดีถ้ายิ่งดีขออีกตอน55
    #179
    0
  6. #178 mayoi002 (@mayoi002) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 09:23
    เพลินดั
    #178
    0
  7. #177 Tupiw Eednuj (@eednuj) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 08:55
    อ่านแล้วชอบนะครับ
    แต่รู้สึกว่าจะเดินเรื่องเร็วไปให้ช่วงแรก
    มีบทตอนนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกที่ช้าลงหน่อย
    สนุกครับ สู้ต่อไปนะครับ
    #177
    0