ชีวิตนั้นเจ้าคือไหวจี๋ของข้า

ตอนที่ 6 : บทห้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37011
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4053 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62



ข้าไม่เคยต้องยกมือไหว้พระพุทธองค์ นั่นเพราะข้าเป็นศัตรูของความถูกต้องในสายตาของคนทั่วไป ดังนั้นในยามต้องยกมือไหว้ต่อหน้าพระพุทธองค์จึงรู้สึกแปลกไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ตามข้าทำได้เพียงเผยสีหน้าเหยเกออกมาเล็กน้อย กลบทุกความรู้สึกซ่อนอยู่ภายในใจ 

ใช้เวลาเพียงสองวันกว่าข้าก็เดินทางมาถึงเมืองจี๋อิงซึ่งในอดีตเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของแคว้น ทว่าเพราะอยู่ไกลจากเมืองหลวงพอควร ทำให้การเดินทางสัญจรไม่สะดวก ในยุคของเยียนซือฮ่องเต้จึงกลายเป็นเพียงเมืองธรรมดาเมืองหนึ่ง ที่โดดเด่นด้านการเนรเทศเหล่าเชื่อพระวงศ์ที่กระทำผิดแทน

อาหลินบอกข้าว่าพระอารามหลวงในเมืองจี๋อิงถูกสร้างในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ทว่าเพราะความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีของเยียนซือฮ่องเต้กับอดีตฮ่องเต้ทำให้พระอารามหลวงจี๋อิงกลายเป็นเหมือนที่กักขังนางในซึ่งทำผิดร้ายแรงแทนตำหนักเย็นอีกแห่ง 

แท้จริงข้าควรรู้สึกสังเวชกับสภาพอันย่ำแย่ของตน ทว่าข้ากลับไม่ได้รู้สึกอะไรนัก อย่างน้อยในพระอารามหลวงแห่งนี้ก็ไม่มีเรื่องใดน่าปวดหัว ทางที่ดีข้าควรทำตัวให้คุ้นชินในเร็ววัน เพราะฮ่องเต้มีราชโองการให้ข้าอยู่ที่นี่อย่างไม่มีกำหนดเสียด้วย 

“คุณหนูระวังนะเจ้าคะ”อาหลินร้องเตือนข้า ยามสังเกตเห็นกิ่งไม้บริเวณบันไดลาดชันซึ่งผุกร่อนไปตามกาลเวลา นางยื่นมือมาพยุงข้า “ดูท่างบประมาณหลวงจะถูกขุนนางท้องที่โกงกินก่อนส่งมาถึงพระอารามจี๋อิง”

ข้าพยักเห็นด้วย ระดับพระอารามหลวงไหนเลยจะถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเพียงนี้ ทว่ามันคงมีปัจจัยอื่นอีกพอควร 

“ไฉนคุณหนูไม่ลองใช้อำนาจของนายท่านจัดการดูล่ะเจ้าคะ”อาหลินเสนอความคิด “หากสร้างผลงานดี ๆ ฝ่าบาทคงมีรับสั่งให้คุณหนูกลับเมืองหลวงในเร็ววัน”

ข้าเลิกคิ้วสูง “ฝ่าบาทจะทรงลงโทษข้าสิไม่ว่า”

“เจ้าคะ ?”

ข้ากวาดตามองหาตอไม้ดี ๆ ก่อนทรุดตัวนั่งลง โดยมีอาหลินยืนขนาบข้างมองข้าด้วยความสงสัย “ข้าคิดว่าขุนนางท้องที่โกงกินคงไม่ใช่ประเด็นหลักที่พระอารามหลวงทรุดโทรมเพียงนี้ หากมันเป็นเพราะฝ่าบาทไม่ทรงไยดีต่างหาก ได้ยินว่าความสัมพันธ์ของฝ่าบาทกับอดีตฮ่องเต้ไม่ดีนัก สิ่งใดที่อดีตฮ่องเต้เคยสร้างล้วนถูกปล่อยให้รกล้าง คิดถึงตรงนี้แล้วข้าก็ว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจะดีกว่า”

อาหลินส่งเสียงครางโอดครวญ “นี่ก็สิบห้าวันแล้วนะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวฤดูหนาวมาถึงไหนเลยคุณหนูจะทนความลำบากได้”

ระยะข้าเริ่มรำคาญเสียงของอาหลินขึ้นมาเล็กน้อย คงเพราะว่านางเติบโตและใช้ชีวิตในจวนการพานพบความยากลำบากกับข้า คงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก หาไม่คงไม่โอดครวญทุกวี่วัน 

ข้าหลุบตาต่ำลง ก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้ากระจ่างใส แล้วแกว่งขาไปมา “ถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้เอง”

“แต่คุณหนูห้าอยู่ที่เมืองหลวง ระหว่างที่คุณหนูไม่อยู่นางกับองค์ชายสามจะทำอะไรบ้างก็ไม่รู้นะเจ้าคะ”

“ถ้าเขากับนางแอบทำอะไรกันก็นับว่าโง่เขลาแล้ว เรื่องพึ่งเกิดไม่นานทั้งยังรู้ถึงหูฮ่องเต้ หากเขายังกล้า ข้าเองก็ไม่อยากได้เขาเป็นสามี”ข้าตอบเสียงเรียบ พลางเลื่อนมือทัดเส้นผมกับใบหู “ข้ายิ่งโง่เขลาอยู่ หากได้สามีเป็นคนเขลาอีกคงถามหาความเจริญในชีวิตไม่ได้แน่”

.

.

อันที่จริงชีวิตในพระอารามจี๋อิงไม่ถึงกับสงบสุขเสียทีเดียวเนื่องจากมีเด็กชายผู้หนึ่งชอบเข้ามาก่อกวนข้ารวมถึงแม่ชีประจำพระอารามบางคน อย่างไรก็ตามข้าไม่ได้สนใจพวกนาง ทว่ากลับสนใจเด็กชายผู้นี้ขึ้นมาเล็กน้อย 

“เล่าลือกันว่าคุณหนูเสี่ยวอวี้เจินร้ายกาจ ทั้งยังมีวีรกรรมมากมาย ไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นคนสงบเยือกเย็นเพียงนี้”เขาพูดขึ้นแล้วช้อนตามองข้าอย่างอาจหาญ พลอยให้ข้าเลิกคิ้วขึ้นมาน้อย ๆ 

“บางทีความกล้าหาญในวันนี้ของเจ้าอาจนำสร้างลำบากให้เจ้าในวันหน้า”ข้าเอ่ยเสียงเรียบ แล้วเหยียดตัวขึ้นเดินไปหยิบไม้กวาดเพื่อทำความสะอาดหน้าพระอารามหลวง 

“พวกนางแค่คิดกลั่นแกล้งท่าน ไฉนต้องทำด้วย นี่เป็นฤดูใบไม้ร่วงกวาดเท่าไหร่มันก็ไม่มีทางสะอาดหรอก ท่านช่างโง่เขลานัก”

ข้าโดนเด็กอายุไม่ถึงสิบปีด่าว่าโง่ กระนั้นข้ากลับหัวเราะออกมาแทนขุ่นเคือง 

“ข้าชื่ออาฉี”

ข้ายิ้ม “ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ทว่าเจ้าต้องเลือกใช้มันถูกสถานการณ์”

อาฉีขมวดคิ้ว ถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านพูดเรื่องอะไร”

ทั้งเป็นเพราะข้าเอ็นดูอาฉี ดังนั้นข้าถึงได้ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น อย่างการทำให้เขาหวาดกลัวขึ้นมา 

ข้าปล่อยไม้กวาดลงกับพื้น สาวเท้าเข้าไปใกล้เขาแล้วย่อตัวลง ขนาบฝ่ามือเย็นเฉียบลงบนแก้มของเขา อาฉีมองข้า “ทะท่าน...”

“ไม่ใช่ว่าทุกครั้งเจ้าจะโชคดี หากข้าเป็นเหมือนคนในข่าวลือเจ้าไม่ลำบากหรอกหรือ”

“แต่ท่านไม่ใช่...”อาฉีตอบ 

คำตอบของเขาทำให้ข้าหัวเราะอีกครั้ง ก่อนเผยดวงตาไร้อารมณ์ให้เขาเห็น “สิ่งที่เจ้าเห็นมั่นใจแล้วหรือ”

ดวงตาของอาฉีวูบไหว “จะทำอะไร”

ข้าเหยียดยิ้ม “จงยินดีในความเอ็นดูของข้าก็แล้วกัน”

.

.

.

หลังจากวันนั้นอาฉีไม่ได้ปรากฏให้ข้าเห็นอีก ข้านึกเสียใจอยู่บ้างแต่ก็ปล่อยผ่านมันไปอย่างง่ายดาย นับวันการกลั่นแกล้งภายใยพระอารามหลวงยิ่งรุนแรงขึ้น คราแรกข้าเพียงคิดว่าเรื่องเล็กน้อยหลับหูหลับตาลงสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ทว่าตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้แล้ว

ข้าเหยียดตัวตรงมองรูปปั้นของพระพุทธองค์ที่อยู่ตรงหน้า “เดี๋ยวค่อยจัดการก็ได้”

“คุณหนู”อาหลินโอดครวญ “จะอดทนถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ”

ข้าหลุบตาต่ำลง ครุ่นคิดถึงความเหมาะสมของระยะเวลาทั้งหมด “ข้ามีวิธีก็แล้วกัน”

“คุณ...”เสียงของอาหลินขาดหายไปทันที เมื่อเห็นสายตาเย็นเฉียบของข้า “บ่าวรู้เจ้าค่ะ”

ข้ายกยิ้ม “ดี”

.

.

.

นอกจากอาฉีที่ข้านึกเอ็นดูยังมีบุรุษผู้หนึ่งที่ทำให้ข้าเลื่อมใสขึ้นมา เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสมส่วน ดวงหน้าคมคาย กระนั้นกลับมีดวงตาที่เจือไว้ด้วยความอ่อนโยน ข้ามักเห็นเขาทุกเช้าในพระอารามหลวง 

แผ่นหลังของเขาจะเหยียดตรง นิ้วมือที่ยกขึ้นของเขาเรียงชิดอย่างสวยงาม ลักษณะท่าทางของเขาใช่ว่าจะแตกต่างจากคนอื่น มันคล้ายกับพวกเทพเซียนเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ดึงดูดสายตาข้านัก

ข้าชำเลืองมองเขาครั้งหนึ่ง เปลือกตาของเขาปิดสนิท ขนตาเรียงชิดกัน ท่วงท่าของเขาสง่างามอย่างยิ่ง แม้นจะเทียบไม่ได้กับเหล่าองค์หญิงแห่งเผ่าสวรรค์ก็ตาม 

“ดูเจ้าจะเอ็นดูอาฉีจริง ๆ”เขากล่าวขึ้น ส่งผลให้ข้าสะดุ้งแล้วชะงักค้างกลางอากาศ “ขอบคุณในความเอ็นดูของเจ้า เด็กคนนั้นดื้อเกินไป บางคราเจอไม้แข็งบ้างก็ดี”

ข้าขมวดคิ้ว แล้วเปล่งเสียงครางตอบ หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นอีกเลย คล้ายกับว่าเขากำลังจมดิ่งในรสพระธรรม ขณะที่ข้ากำลังลุ่มหลงในท่าทางของเขา

ชั่วขณะข้าได้ยินเสียงอันเลือนรางของคนผู้นั้นดังขึ้นในหัว

“ข้าเอ็นดูความเขลาของเจ้านะ”

.

.

.

สภาพอากาศอันเลวร้ายในฤดูใบไม้ร่วงไม่เหมาะต่อการออกไปข้างนอก หากแต่ในเช้าวันต่อมา ถังน้ำขนาดไม่ใหญ่นักถูกโยนใส่หน้าข้า อาหลินกรีดร้องทันใด จากนั้นเริ่มทะเลาะกับพวกเขา 

ข้ามองเห็นปลายทางอันเลวร้าย ดังนั้นข้าถึงเงียบแล้วปรามอาหลินแทน ทว่านั่นดูจะทำให้พวกนางไม่พอใจยิ่งขึ้น หัวหน้าแม่ชีถึงได้เอ่ยปากจะเอาตัวอาหลินไปช่วยงาน แล้วปล่อยให้ข้าไปตักน้ำนอกพระอารามตามลำพัง

เวลานั้นข้าสามารถเถียงพวกนางได้แต่เลือกจะไม่เถียงแทน เพราะมันไร้ประโยชน์และทำให้ข้าเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ 

เหนืออื่นใดคือสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงนักของเสี่ยวอวี้เจิน ข้าต้องใช้เวลานั่งพักระหว่างทางอยู่หลายครากว่าจะยกมันมาถึงในพระอาราม แล้วเติมน้ำใส่โอ่ง 

ในรอบที่ห้าข้าเริ่มเหนื่อยล้าเกินกว่าจะตักมันเป็นรอบที่หกได้ ข้าทิ้งทรุดตัวนั่งลงบนพื้น หยาดเหงื่อไหลออกมาทั่วกาย ส่งผลให้อาภรณ์ของข้าเปียกชื้น ทั้งเรือนผมยังยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง 

ข้ามองฝ่ามือที่มีรอยแตกแล้วเลือดออกมาของตน พลางพึมพำ “กายมนุษย์บอบบางเพียงนี้เชียว”

“นั่นเพราะเจ้าเป็นสตรีต่างหาก”น้ำเสียงอันคุ้นหูของเขาเอ่ยแทรกขึ้น เป็นผลให้ข้าเงยหน้าทันใด แล้วพบกับร่างสูงใหญ่ของเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ขณะที่มือข้างหนึ่งจับจูงอาฉี

อาฉีฉีกยิ้มให้ข้า “อวี้เจิน”

ข้าอยากยิ้มให้พวกเขา แต่รู้สึกเหนื่อยเต็มที และคาดว่ายิ้มออกไปมันก็คงไม่เป็นรอยยิ้มที่สวยงามนัก 

“ไหวหรือไม่”เขาถามข้า ไม่ได้แสดงออกว่าจะช่วยเหลือข้าแม้แต่น้อย 

“ข้ามีวิธี”ข้าตอบ จากนั้นสูดหายใจเข้าช้า ๆ เหยียดตัวขึ้นอีกครั้ง “ในพระอารามมีบ่อน้ำอยู่ ข้าสามารถตักมันได้ แต่เพราะพวกนางต้องการกลั่นแกล้งข้าจึงไล่ลงไปตักนอกพระอาราม

อาฉีเลิกคิ้ว “เป็นท่านไม่จัดการพวกนาง”

ข้าเผยอยิ้มน้อย ๆ “พวกนางเห็นว่าข้าว่าง่าย เลยไม่เสียเวลาเฝ้าบ่อน้ำในพระอารามอีกต่อไป ดังนั้นข้าจึงแอบไปตักมันได้”

“ข้าบอกแล้วว่านางฉลาด”เขาหัวเราะเสียงแผ่ว ยกมือลูบหัวอาฉี “เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก”

อาฉีมองข้าสลับกับเขาด้วยสายตาตัดพ้อ “ท่านพ่อก็ข้าเป็นห่วงนี่”

ท่านพ่องั้นหรือ

สรรพนามนั้นทำข้าตื่นตระหนก มองพวกเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนพบกับความจริงอันโหดร้ายที่ว่าพวกเขาล้วนมีส่วนคล้ายคลึงกัน นั่นทำให้ข้าผิดหวังอย่างรุนแรง

“ท่านพ่อ...”

เขาขยับยิ้มดึงอาฉีมาใกล้ตัว “อาฉีเป็นบุตรชายของข้า” 

ทั้ง ๆ ที่ไม่แน่ว่าเขาจะใช้คนผู้นั้นหรือไม่ แต่ข้ากลับรู้สึกผิดหวัง จนต้องเผยรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวให้พวกเขาเห็น ข้าค่อย ๆ เลื่อนมือกอบกุมหัวใจของตนเอง ก่อนรีบหันหลังแล้วสาวเท้าออกไป 

นาทีต่อมาข้าพบว่าน้ำตาของตนไหลไม่หยุด

.

.

.

ข้าไม่หลงเหลือความอดทนให้พวกเขาอีกต่อไป เรื่องของเขาทำให้ข้าผิดหวังผนวกกับความรุนแรงของพวกนาง ข้าตัดสินใจไม่แยแสอะไรในที่สุดแล้วลุกขึ้นเขียนจดหมายฉบับหนึ่งเพื่อส่งไปเมืองหลวง

“ถ้าท่านพ่อโผล่หัวมาพวกนางจะหยุดเอง”

ดวงตาของอาหลินเป็นประกาย “คุณหนูน่าจะเขียนนานแล้วนะเจ้าคะ”

“ข้าจะรีบเขียนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทจะกริ้วข้า ทั้งยังพลอยคิดว่าท่านพ่อไม่เกรงอำนาจของเขา มันจำเป็นต้องรอเวลาที่เหมาะสม”

อาหลินพยักหน้าหยิบหวีงาช้างมาสางผมให้ข้า 

ข้ายกมือกอดเข่า ดวงตาหม่นแสงลง “ข้ารู้แล้วว่าทำไมตนเองถึงได้กลายเป็นคนเขลา”

“ทำไมกันเจ้าคะ”

“เพราะเขาบอกว่าเอ็นดูในความเขลาของข้า ตอนนั้นข้าเพียงปรารถนาให้เขาชมชอบข้า ผลาญวันเวลาในช่วงชีวิตหนึ่งไปด้วยกัน...”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.053K ครั้ง

2,602 ความคิดเห็น

  1. #2334 Naru031 (@Naru031) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 18:49
    อ่านจบตอนนี้แล้วรู้สึกเศร้าจัง ..การรอคอยใครสักคน.. ที่อาจไม่มีอยู่จริง
    #2334
    0
  2. #2165 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 12:09
    เจ็บช้ำ อุแงงงง
    #2165
    0
  3. #2067 Fhayaya (@Fhayaya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 00:32
    อ้าว....รักแรกก้ช้ำซะแล้วววว
    #2067
    0
  4. #2053 blue cloud (@dark_glass) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 22:44
    ไรท์ขา เราเคยติดหวั่นฝูหรงมาก ต่อมาเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไรท์คือคนเดียวกัน แต่เราก้ติดเรื่องลู่เอิน ภาษาสวย ตัวละครเหมือนมีชีวิต จากนั้นเราก้ติดจิ่วหรง อาเจินอีก ใช่ค่ะ!!ทั้งหมดนั่นเราติดทุกเรื่อง ก่อนจะรู้ว่าเป็นไรท์คนเดียวกัน;--; มาตอนนี้เราก้ติดเรื่องนี้อีก ภาษาเรารู้สึกว่าคุเนๆ แต่เห็นนามปากกาไม่ใช่ แบบเราว่าต้องเป็นไรท์คนเดิมแน่ๆเลยใช่ไหมคะะ ถ้าใช่จริงๆ ไรท์ขาาา ขอสุขนิยมแบบสุขนิยมจริงๆซักเรื่องได้ไหมคะ แงงง้ แต่จริงๆสุขนิยมแบบของไรท์ก้ได้ค่ะ เราอ่านจนชินแล้วว555555 เป็นกำลังใจให้นะคะะ เราจะรอไรท์อัพต่อไปปปป
    #2053
    1
    • #2053-1 blue cloud (@dark_glass) (จากตอนที่ 6)
      23 มิถุนายน 2562 / 22:47
      ตายแล้ว เราลืมตัวร้ายที่ถูกทอดทิ้งไปได้ไง ;-----;
      #2053-1
  5. #1956 tt0021t2 (@tt0021t2) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 15:58
    บอกได้ว่าให้ความรู้สึกที่ว่า......ภาษาออกมาสวยงามจริงๆ

    และประโยคสุดท้าย ก่อนจบตอนนี่ Impact กระแทกใจมากๆ คิดอะไรได้หลายๆอย่างเลยล่ะ
    #1956
    0
  6. #1567 benz_sasiprapa (@benz_sasiprapa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 17:24
    ไรท์คือคนที่เขียนเรื่องลู่เอินกับหวั่นฝูหรงใช่มั้ยคะ สำนวนให้บรรยากาศแบบเดียวกันเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ ชอลมาก
    #1567
    0
  7. #1419 Lunar116 (@Lunar116) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 02:44

    เป็นเรื่องที่เขียนสำนวนได้สละสลวยมากค่ะ ชื่นชมนักเขียนค่าาา

    #1419
    0
  8. #797 นักโทษหมายเลข0 (@Prison0) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 21:46
    เชี่ย.... พ่อลูกเดียว
    #797
    0
  9. #731 iowatrumpet (@iowatrumpet) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 10:52
    อ่านอีกเรื่องก็ว่าสำนวนคุ้นแล้ว พอมาเรื่องนี้ตอนแรกไม่ค่อยชัด มาประโยคท้ายพาร์ทนี้ชัดเลย ใช่นักเขียนที่เขียนเรื่องลู่เอิน ภรรยาตัวร้าย ฯลฯ ปะคะ?
    #731
    5
    • #731-4 Jirojiro (@Jirojiro) (จากตอนที่ 6)
      18 มิถุนายน 2562 / 00:01
      เอ่อ คิดเหมือนกันเลย สำนวนคุ้นมาก เอาจริงถ้าเรื่องมันหน่วงจบไม่สวยเหมือนเรื่องก่อนๆนั้นเราคงเท เราสายสุขนิยม
      #731-4
    • #731-5 morakotsiow (@morakotsiow) (จากตอนที่ 6)
      19 มิถุนายน 2562 / 17:02
      คิดเหมือนกันเลย ลู่เอินคือเดอะเบสดราม่าซะร้องขอชีวิต555
      #731-5
  10. #557 Pang_happy (@Pang_happy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 23:57
    ใช่นักเขียนคนนั้นรึเปล่าคล้ายสไตล์ของเค้ามากแนวเทาๆ
    #557
    0
  11. #320 รัณฌา (@mymacam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 00:07

    เป็นมารที่ซื่อตรง แปลกดี เหมือนเด็กสาวนะเราว่า

    #320
    0
  12. #277 BNS13 (@BNS13) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 16:18
    แม่อาฉีอาจลาโลกไปแล้วก็ได้!!! // โถ่~ ทำไมเราถึงเป็นคนโหดร้าย..
    #277
    0
  13. #275 Pittyming051 (@Pittyming051) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 14:59
    เขาคือใคร???
    รีบมาต่อน่ะค่ะ รออยู่ +_+
    #275
    0
  14. #274 vmobilev546 (@vmobilev546) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 14:02
    ต่อออออออๆๆๆด่วนนนนๆๆๆค่ะ สนุกมากค่ะ
    #274
    0
  15. #273 Meme1112 (@jenny35137) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:53
    ไรท์ การเขียนคล้ายๆกับคนที่เขียนเรื่องหวั่นฝูหรงเลย~ ใช่คนเดียวกันไหมคะ
    #273
    0
  16. #272 fahun0912 (@thitirat-fah) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:32
    แต่เขายังไม่ได้บอกว่าใครเป็นแม่นา
    #272
    0
  17. วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:10
    สนุกมากค่ะ รอนะคะ
    #271
    0
  18. #270 Someonepp (@someonepp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:07
    เดาเรื่องไม่ถูกเลย รอติดตาม
    #270
    0
  19. #269 Koribara (@Koribara) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 11:58
    ดีงามอะไรอย่างนี้
    #269
    0
  20. #267 sevenroses (@sevenroses) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 11:24

    รอค่าาา

    #267
    0
  21. #266 Jamsai55 (@Jamsai55) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 11:10
    รอค่าา
    #266
    0
  22. #265 LeMon SAii (@lemonsaiii1512) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 10:55
    สำนวนนี้ ช่างคุ้นเคยแท้
    #265
    1
    • #265-1 Theoneintheworld (@Theoneintheworld) (จากตอนที่ 6)
      6 มิถุนายน 2562 / 11:05
      ใช่มั้ย คิดเหมือนกันเลย
      #265-1
  23. #264 CarelyPaweena (@CarelyPaweena) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 10:39
    รอค่ะ ชีวิตนางช่างเต็มไปด้วยความยุ่งยาก และไร้ความสงย
    #264
    0
  24. #263 Pr_kodcool (@Pr_kodcool) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 10:24
    สำนวนการแต่งคุ้นมาก แอบคิดว่าคนแต่งคนเดียวกัน อิอิ
    #263
    2
    • #263-1 Theoneintheworld (@Theoneintheworld) (จากตอนที่ 6)
      6 มิถุนายน 2562 / 10:47
      ใช่มั้ย คิดเหมือนเค้าเลย ^^
      #263-1
    • #263-2 TukTIkinlove (@TukTIkinlove) (จากตอนที่ 6)
      6 มิถุนายน 2562 / 11:00
      จริงค่ะ คิดเหมือนกันเลย
      #263-2
  25. #262 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 10:21
    ตัวจริงรึป่าวเหอะ
    #262
    0