เจ้าช่อมะกอก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,671 Views

  • 9 Comments

  • 26 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    6

    Overall
    1,671

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

น้ำเน่าไม่มีเหตุผล<br /> ตัดจบแบบดื้อ ๆ


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
อยากเขียนมานานแล้ว น้ำเน่าแบบไม่มีเหตุผล
วางโครงเรืองอยากเขียนเป็นเรื่องยาว แต่พอดีมีเรื่องค้างสองเรื่องแล้ว เลยตัดจบดีกว่า

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 30 ก.ค. 60 / 15:54

บันทึกเป็น Favorite


เจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟ

เจ้าเห็นเขางาม เจ้าก็ตามเขาไป

เขาทำเจ้ายับ เจ้ากลับมาไย

เขาสิ้นอาลัย เจ้าแล้วหรือเอย

            เจ้าของเสียงเอื้อนยาวในลำคอ ปล่อยให้กระแสเสียงกังวานลอยหายไปตามลม หากแต่ใจก็หวังให้ไปถึงเรือนเล็กที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มืออวบใหญ่กร้านแกร่งข้างหนึ่งไกวเปลไม้หวาย ภายในเปลเป็นร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงวัยไม่ถึงขวบประแป้งขาวลายพร้อยไปทั้งตัวกำลังนอนหลับปุ๋ย ส่วนอีกมือที่เหลือก็โบกพัดใบลานกระพือไล่ลมร้อนให้กับเด็กชายวัยหกขวบที่นอนหนุนตัก ซึ่งบัดนี้ผงกศีรษะขึ้นมามองตาแป๋ว

            “ป้าเนียมร้องเพลงอะไร ทำไมถึงไม่ร้องแม่กาเหว่า กับเจ้าขุนทองล่ะ?”

            หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าป้าเนียมหัวเราะท่าทีของเด็กชายอย่างเอ็นดูเพลงนี้ไม่เพราะหรือค้า?”

            “เมื่อก่อนป้าเนียมไม่เห็นเคยร้องเพลงนี้เลยนี่นา แบบนี้ก็ร้องตามไม่ได้สิคับ เจ้าช่อมะกอกอะไรก็ไม่รู้เด็กชายดาวิชญ์ขมวดคิ้วพึมพำ

            “ก็เมื่อก่อนป้ายังไม่เห็นเจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟนี่คะ

            “แล้วป้าไปเห็นที่ไหนหรือคับ?”

            “แถวนี้แหละค่าป้าเนียมทำหน้าตามีลับลมคมใน

            ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กชายฉายแววสนเท่ห์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามวัยแถวนี้น่ะแถวไหนล่ะคับ?”

            หญิงร่างอวบชี้ไปทางทิศหลังบ้านเรือนโน้นสิคะ

            “เรือนโน้นก็มีมะกอกกับมะไฟด้วยหรือคับ ปลูกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเต้ไม่เคยเห็น?”

            ป้าเนียมแค่นหัวเราะอย่างขุ่น ๆ ก่อนจะชำเลืองหางตาไปยังทิศทางของเจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟตามนัยของท่วงทำนองเพลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันอยู่ในที

ไม่ได้ปลูกไว้หรอกค่ะ เขามาของเขาเอง

            จะไม่ให้หล่อนขุ่นเคืองได้อย่างไรกัน เคืองทั้งตัวคนหอบผ้าหอบผ่อนมาขออาศัย และก็นึกหมั่นไส้นายหญิงของบ้านที่อ้าแขนรับอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แม้ว่าจะอยู่บ้านหลังนี้มานานเท่าอายุตัวเอง แต่ฐานะก็เป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่ง จะออกปากขับไล่คนที่เป็นญาติของเจ้าของบ้านคงเป็นไปไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟที่เรือนเล็กจะสำนึกในบุญคุณของผู้เป็นน้องสาวและน้องเขยบ้าง

 *****

            เสียงเพลงกล่อมเด็กที่แว่วมาตามลม พัดลอยมาถึงเรือนไม้ริมรั้วตามความประสงค์ของเจ้าของเสียง ยังผลให้มือขาวเรียวที่กำลังพับผ้าอ้อมถึงกับสั่นระริก พร้อมใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว

เจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟ              เจ้าเห็นเขางาม เจ้าก็ตามเขาไป

เขาทำเจ้ายับ เจ้ากลับมาไย               เขาสิ้นอาลัย เจ้าแล้วหรือเอย

            เป็นดังที่บทกลอนนั้นว่าไว้ไม่ผิดทีเดียว  เพราะความไม่รู้เดียงสาของหล่อน ทำให้หลงลมปากหนุ่มนักดนตรี หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามไปในคืนก่อนวันวิวาห์ โดยทิ้งปัญหาให้คนที่อยู่ข้างหลังแก้ไขไปตามมีตามเกิด คุณป้าผู้อุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะถึงกับตัดญาติขาดมิตร ออกปากไม่ยอมให้ไปเผาผีกันเลย

            หล่อนหลงระเริงดื่มด่ำกับความรักด้วยสายตาที่มืดบอด ไม่รู้เลยว่าน้องสาวของตนถูกบังคับให้เข้าพิธีวิวาห์แทน จวบจนความหวานชื่นจางหายจึงได้ทราบว่าชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

 *****

            “แหมมมมม นังหวัน งานเต็มไม้เต็มมือก็ไม่คิดจะออกมาช่วยกันบ้างเล๊ย ไม่รู้หรือไงว่าวันนี้เขาวุ่นวายกันขนาดไหน มาอาศัยเขากินเขาอยู่ยังทำตัวไร้ประโยชน์ ได้แต่ลอยหน้าลอยตา เอาหน้าเป็นคนโปรดไปวัน ๆ”

            เสียงที่แว่วจากเรือนครัวทำให้คนที่นั่งอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่งต้องเม้มริมฝีปากเพื่อสะกดความเจ็บที่อยู่ในใจ ด้วยรู้ดีว่าประโยคดังกล่าวไม่ใช่การต่อว่าสาวใช้หรือคนงานคนใดคนหนึ่ง แต่มันส่งสารมาถึงเขาโดยเฉพาะ รออีกแค่ปีเดียวถ้าเขาสำเร็จการศึกษา เขาจะออกไปจากบ้านนี้ทันที อันที่จริงความคิดนี้มีตั้งแต่เมื่อมารดาของเขายังไม่เสียชีวิตด้วยซ้ำ เขาทนเห็นผู้เป็นแม่ถูกค่อนแคะจากบรรดาคนในบ้านตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อนายหญิงเจ้าของบ้านซึ่งเป็นน้องสาวของมารดาเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทุกคนในบ้านต่างก็จับตามองว่าท่านเจ้าของบ้านจะยกพี่ภรรยาซึ่งเคยเป็นคู่หมายกันมาก่อนขึ้นเป็นเมียคนใหม่หรือไม่ ตอนนั้นแม้เขาจะยังเป็นเด็กก็พอจะรู้ดีว่าเจ้าของบ้านนั้นยังมีใจให้กับมารดาของตน เพราะมาดูแลทุกข์สุขที่เรือนหลังน้อยอยู่เป็นประจำ ความเอาใจใส่นั้นก็ยังเผื่อแผ่มาถึงเขา เอ็นดูส่งเสียให้ร่ำเรียนในโรงเรียนประจำชั้นดีระดับเดียวกับบุตรสาวของเจ้าของบ้านที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ก็เหมือนว่าความปรานีที่ได้รับกลับถูกผู้อื่นมองว่ามีเงื่อนงำ ตอนที่มารดาเขายังมีชีวิตอยู่ก็เสียงกระแนะกระแหนถึงเรื่องชู้สาวระหว่างเจ้าของบ้านกับพี่ภรรยา ตอนนั้นแม้เขาจะยังเป็นเด็กใช้ชีวิตสนุกสนานตามประสาในโรงเรียนประจำชั้นดีที่ต่างจังหวัด แต่เมื่อกลับมาที่บ้านช่วงปิดเทอมก็รู้ถึงความขมขื่นที่มารดาได้รับ

“แม่ ทำไมพวกเราไม่ออกไปอยู่ข้างนอก ทนให้คนพวกนั้นด่าอยู่อย่างนี้เพื่ออะไรครับ”

“เพื่ออนาคตของลูก ถ้าพวกเราอยู่ที่นี่ ตี๋จะได้เรียนโรงเรียนดี ๆ อยู่ในสังคมที่ดี”

“ตี๋ยอมไปเรียนโรงเรียนวัดก็ได้ ยอมอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่ให้แม่สบายใจ”

“แม่อยู่อย่างนี้ก็สบายใจดีแล้ว” มารดาของเขาพูดทั้งที่สีหน้าอิดโรย แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าผู้เป็นแม่มีปัญหาสุขภาพซึ่งเริ่มแสดงออกให้เห็นชัดมากขึ้นทุกครั้งที่เขาพบหน้า ได้แต่คิดว่าใบหน้าหม่นหมองนั้นสืบเนื่องมาจากการถูกกดขี่จากคนในบ้าน จนมารู้อีกครั้งเมื่อมารดามีอาการทรุดหนักจากโรคร้าย และมันก็ได้คร่าชีวิตคนสำคัญที่สุดในชีวิตเขาไป  ตอนนั้นเขาเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นปีแรกจึงคิดจะออกไปจากบ้านนี้ เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะหางานพิเศษทำเพื่อส่งเสียตนเองได้ แต่ท่านเจ้าของบ้านซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าเขยกลับทัดทานไว้

“จะออกไปอยู่ข้างนอกทำไม ออกไปแล้วจะกินอยู่ยังไง?”

“ผมคิดว่าจะไปแชร์ค่าห้องพักกับเพื่อนแล้วหางานทำพิเศษนอกเวลาเรียนครับ”

“แล้วจะไปทำให้ตัวเองลำบากทำไมกัน”

แม้อยากจะบอกว่าอยู่ข้างนอกถึงจะลำบากกายแต่ก็ไม่เท่าลำบากใจเมื่ออยู่ในบ้านนี้

“แม่ผมก็เสียไปแล้ว ผมไม่อยากรบกวนคุณน้า”

“ยิ่งเราไม่มีแม่ ฉันก็ต้องดูแลแทนเขา แล้วอีกอย่างฉันเองก็หวังพึ่งพาเราด้วยเหมือนกัน งานที่บริษัทก็วุ่นวาย ที่บ้านก็มีแต่ผู้หญิง มีเราคอยเป็นหูเป็นตา ฉันก็จะได้หายห่วง นี่ก็รอนายเต้ให้กลับมาก็ยังไม่เห็นบอกสักทีว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากจะอยู่บ้านหลังนี้ แม้น้าเขยของเขาจะยินดีให้เขาอาศัยอยู่แต่ทุกคนในบ้านดูเหมือนกลัวว่าเขาจะมาแทนที่บุตรชายเจ้าของบ้านที่ไปเรียนต่างประเทศและไม่ยอมกลับมาหลังจากงานพิธีศพของผู้เป็นแม่ เขายังจำสีหน้ากราดเกรี้ยวอาละวาดพวกเขาสองคนแม่ลูกในวันนั้นได้ดี แม่ของเขาตื่นแต่เช้าเพื่อทำขนมของโปรดของหลานชายสุดที่รักหลังจากไม่ได้พบกันนับตั้งแต่อีกฝ่ายไปศึกษาต่อที่ต่างแดน แต่เมื่อแม่ของเขาเดินประคองถาดขนมที่ตั้งใจทำเองกับมือไปให้กลับโดนปัดทิ้งและตวาดซ้ำ แถมไล่เหมือนหมูเหมือนหมา ตอนนั้นเขาได้แต่ร้องไห้อยู่ข้างหลังผู้เป็นแม่ที่ฟุบนั่งตัวสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น

“คุณไม่ต้องกลัวเรื่องนั้น ป้าไม่เคยคิดอะไรกับพ่อของคุณเลย ให้สาบานก็ได้ พวกเราแค่มาพึ่งใบบุญท่านเท่านั้นเอง”

จนถึงตอนนี้เมื่อให้คิดถึงคนคนนั้น เขากลับมีแต่ความทรงจำอันเลวร้าย จนเก็บเอาไปฝันถึงว่าถ้าหากว่าในโลกนี้มียักษ์จริง ยักษ์ตนนั้นก็คือคนผู้นั้นนั่นเอง

ดาวิชญ์ในช่วงวัยรุ่นไม่ได้ยั้งคิดใด ๆ ทั้งนั้น เขาถูกคนเก่าแก่ในบ้านเป่าหูเรื่องชู้สาวระหว่างบิดาของตนกับพี่ภรรยาจนไร้สติ และยิ่งบิดาของเขากลับเข้าข้างสองคนแม่ลูก เขาก็บันดาลโทสะสะบัดหน้าจากไปและไม่กลับมาที่บ้านนี้อีกเลย ธนพลรู้เพียงว่าจากกำหนดเดิมที่บุตรชายเจ้าของบ้านจะกลับมาเมื่อสำเร็จการศึกษา ก็เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คงจะถึงเวลาแล้ว เพราะคนทั้งบ้านที่มีทีท่าตื่นเต้นเตรียมตัวมาตลอดสัปดาห์ พอถึงวันนี้ก็ยิ่งทวีความวุ่นวายมากขึ้นเป็นเท่าตัว ธนพลมองเวลาบนนาฬิกาเรือนเก่าที่ประดับอยู่บนผนังบ้าน เห็นว่าได้เวลาที่จะต้องไปพบกับเจ้าของบ้าน จึงปิดหนังสือแล้วเดินออกจากเรือนเล็กซึ่งเป็นที่อยู่ของเขานับตั้งแต่ย้ายเข้ามาที่นี่ไปยังเรือนครัวที่อยู่ปีกซ้ายของบ้าน เห็นป้าเนียมนั่งสั่งการเด็กรับใช้และคนงานไม่หยุดปาก ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นหน้าเขา แล้วหันไปตะโกนใส่เด็กสาวที่กำลังยกถาดขนมจากหน้าเตาไปวางบนโต๊ะ

“แหม...แม่คุณ กว่าจะมาได้ นี่เป็นลูกจ้างเขานะ ไม่ใช่เจ้าของบ้าน วัน ๆ ก็ดีแต่เสนอหน้า ระวังตัวให้ดีเถอะ ต่อไปจะไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“โห...ป้า นี่ฉันทำอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย อยู่ดี ๆ ก็ด่ากันซะงั้น”

ธนพลระบายลมหายใจอย่างอึดอัด รู้ดีว่าป้าเนียมกำลังด่ากระทบเขาอยู่ ชายหนุ่มเห็นความวุ่นวายตรงหน้าจึงเปลี่ยนใจ แทนที่จะเดินทะลุจากเรือนครัวไปยังตัวบ้านเหมือนทุกวันก็เปลี่ยนทิศทางเป็นเดินเข้าทางหน้าประตูบ้าน ซึ่งเขาพบภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะทันทีที่มือขาวแตะประตูกระจกเลื่อนบานใหญ่ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอด หันไปดูก็พบว่าเป็นรถยนต์ของดาวิกาจึงรั้งรอที่จะทักทายตามมารยาท หากแต่คนที่ก้าวลงมาจากรถกลับไม่ใช่หญิงสาวเจ้าของรถเพียงคนเดียว เพราะประตูรถด้านคนนั่งถูกเปิดออกพร้อมร่างสูงที่ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้ารื่นรมย์

“ขับเร็วเสียจนพี่นึกว่าเหาะมา”

“ก็อยากให้ถึงบ้านเร็ว ๆ มีหลายคนรอเจอหน้าพี่เต้อยู่” หญิงสาวใบหน้าสะสวยยิ้มให้พี่ชายจนตาหยี ก่อนจะพบว่าที่หน้าประตูมีคนผู้หนึ่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ สีหน้าของหญิงสาวจึงเปลี่ยนเป็นนิ่งขึงในทันที

ดาวิชญ์เห็นปฏิกิริยาที่แปรเปลี่ยนไปทันควันจึงหันไปมองตามสายตา พร้อมกับเอ่ยปากถามน้องสาว “นั่นใคร?”

“คนนั้นไงคะ”

อันที่จริงดาวิชญ์ก็พอจะเดาออกไม่ยาก เพราะรูปพรรณนั้นประพิมประพายกับผู้เป็นมารดาอยู่ไม่น้อย และที่น่าเจ็บใจก็คือแม้จะเป็นผู้ชายแต่ใบหน้ากลับเป็นส่วนผสมที่ดึงเอาส่วนที่ดีของแม่และป้าของเขามาจนหมด มิน่าเล่าถึงได้มีข่าวเรื่องบัดสีนั้นให้ได้ยินตั้งแต่เขายังไม่เหยียบเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน

ธนพลยกมือไหว้ตามมารยาท แต่ที่ได้รับคือแววตาที่แสดงอารมณ์เกลียดชังชัดเจนพร้อมคำพูดทักทายประโยคแรก

“ยังอยู่อีกหรือ?”

เหมือนกลับสู่ฝันร้ายที่เขาพยายามลืมมาตลอด ยักษ์ในความฝันกลับมาอีกแล้ว คราวนี้มันไม่ได้ทำเสียงดังโวยวายเอ็ดตะโรเหมือนตอนนั้น แต่ท่าทีที่แสดงออกตอนนี้กลับน่ากลัวกว่าเดิมอีก เขาได้แต่ก้มหน้าแล้วเลื่อนประตูเปิดเข้าไปในบ้าน แต่พอดีกับใครบางคนที่ก้าวเดินออกมา ซึ่งเมื่อเห็นเขาก็ยิ้มให้ด้วยความปรานี

“อ้าว ตี๋ มาพอดีเลย น้าว่าจะชวนกันไปรับพี่เต้...”

“โอ๊ย...คุณพ่อ พี่เขามาถึงบ้านแล้วค่ะ” เสียงหวาน ๆ ของดาวิกาดังขึ้นพร้อมกับร่างบาง ๆ ก็เดินเข้าไปกระแทกร่างสูงโปร่งที่ยืนเคียงข้างผู้เป็นบิดาให้ถอยออกแล้วเบียดแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ “หนูไปรับมาเอง”

ชายวัยกลางคนมีสีหน้าเบิกบานแจ่มใสขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นหน้าบุตรชาย “ไหนบอกว่าจะกลับมาถึงตอนบ่าย”

“อยากกลับมาให้เร็วขึ้นน่ะครับ”

“แล้วทำไมไม่คิดแบบนี้ตั้งแต่ห้าปีที่แล้วล่ะ” คุณเดชาอดที่จะตัดพ้อไม่ได้ “พ่ออุตส่าห์รอแกอยู่ จะได้มาช่วยกันทำงาน”

“แต่ผมก็ได้ข่าวว่าคุณพ่อมีผู้ช่วยที่ดีอยู่แล้วนี่ครับ” แม้ปากจะตอบผู้เป็นบิดา แต่สายตากลับจ้องจับอยู่ที่ใครบางคนไม่วางตา ข่าวที่ว่าทำให้เขารู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นคนทั้งคู่อยู่ด้วยกัน

ธนพลเม้มริมฝีปากเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าคนพูดคิดเช่นไร ทำไมเขาถึงจะไม่เคยได้ยินข่าวลือที่ว่านั้น ทั้งที่สิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเจ้าบ้านเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากแต่คนรอบข้างกลับไม่คิดเช่นนั้น ความเอ็นดูและเอื้ออาทรถูกแปลความไปในนัยยะที่น่าบัดสี เขาเห็นสายตาที่แสดงความสมเพชที่มองมายังเขาและผู้มีพระคุณ ข่าวเรื่องนักธุรกิจหนุ่มใหญ่เลี้ยงเด็กหนุ่มไว้ในบ้านเพื่อปรนเปรอสวาทกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนนำมาเป็นประเด็นพูดคุยอย่างออกรส ยิ่งเมื่อเขาต้องเข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทเพื่อแบ่งเบาภาระจากผู้เป็นน้า การออกงานสังคมร่วมกันในสายตาของคนที่พบเห็นกลับกลายเป็นการเปิดตัวคู่ขาวัยกระเตาะของตาแก่หัวงู แม้เขาจะทนเรื่องนี้ได้แต่ก็ไม่ต้องการให้แปดเปื้อนถึงชื่อเสียงของผู้มีพระคุณ

            “ใกล้จะเที่ยงแล้ว เดี๋ยวตี๋อยู่กินข้าวด้วยกันเลยนะ”

            “ผมนึกว่าจะได้กินข้าวเฉพาะคนในครอบครัว”

            คุณเดชามองหน้าบุตรชายเป็นเชิงตำหนิ “ตี๋เขาก็เป็นคนในครอบครัวของเรา เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องเรานะ”

            “อ้อ...ฐานะลูกพี่ลูกน้อง นึกว่าอย่างอื่น”

            มือขาว ๆ กำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ ก่อนจะพยายามฉีกยิ้มให้กับผู้เป็นน้าเขย “พอดีวันนี้ผมมีธุระกับเพื่อนครับคุณน้า ที่ผมมาก็แค่จะมาจัดยาให้เท่านั้น ถ้าเสร็จแล้วก็จะออกไปข้างนอกครับ”

            “อ้อ...ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ขัดล่ะ” ชายสูงวัยยิ้มอย่างปรานี ก่อนจะหันไปทางบุตรชาย “พ่อโชคดีนะที่มีตี๋คอยเตือน ไม่งั้นลืมกินยาก่อนอาหารทุกที”

            “คอยดูแลดีอย่างนี้นี่เอง มิน่า...” เจ้าตัวไม่ยอมต่อให้จบประโยค แต่เดินลอยชายเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่สนใจสายตาที่ฉายแววผิดหวังของผู้เป็นบิดา ดาวิกาเห็นดังนั้นก็หมุนตัวเดินตามพี่ชายไปตามประสาน้องสาวที่ติดพี่

            “ไม่เป็นไรนะ สักวันเขาต้องเห็นความดีของตี๋” คุณเดชาตบไหล่ปลอบใจผู้เป็นหลาน “เขาเพิ่งกลับมายังไม่รู้อะไรดีนัก เออ...พรุ่งนี้น้าว่าจะพาเขาไปดูงานที่สำนักงานใหญ่ แล้วจะให้ตี๋พาพี่เขาไปดูแผนกใหม่ที่เพิ่งเปิดให้เขา ติดขัดอะไรไหม?”

            “พรุ่งนี้เช้าผมมีสอบ แต่ตอนบ่ายก็ว่างแล้วครับ”

            “งั้นก็พอดีกันเลย น้าจะพาเขาไปแนะนำตัวกับพวกผู้บริหารตอนเช้า งั้นตอนบ่ายตี๋ก็ค่อยพาพี่เขาไปที่แผนก”

            ธนพลพยักหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน แล้วตรงไปที่ห้องทำงานของเจ้าของบ้านเพื่อจัดยารักษาโรคประจำตัวให้กับน้าเขยเหมือนเช่นทุกคราว แต่ครั้งนี้พอย่างเท้าก้าวเข้าไปในห้องก็พบว่ามีคนนั่งอยู่ในห้องแล้ว

            “เข้านอกออกในแบบนี้เป็นปกติเลยรึ?” น้ำเสียงนั้นแม้จะกึ่งพูดคุยแต่ก็แกมเย้ยหยันจนผู้ฟังสังเกตได้

            “ผมแค่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำในฐานะผู้อาศัยเท่านั้น” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเดินไปหยิบถุงยาบนโต๊ะ หากแต่ข้อมือขาวก็ถูกรั้งรวบไว้ด้วยมือใหญ่แข็งแรง

            “แน่ใจนะว่าฐานะผู้อาศัย?” นัยน์ตาของคนถามเป็นประกายคล้ายล้อเลียน “ไม่ใช่ในฐานะอื่น”

            ดวงตาคู่สวยจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว “ครับ”

            “ควรจะเชื่อไหมนี่?”

            “แล้วแต่คุณก็แล้วกัน ถ้าคุณไม่เชื่อใจผม ก็ควรเชื่อใจพ่อของคุณ”

            “กล้าต่อปากต่อคำดีนี่”

            “ผมแค่ชี้แจง แต่ถ้าคุณไม่พอใจ ผมก็ขอโทษด้วย” พูดจบก็พยายามแกะมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ “นี่คุณปล่อยมือผมเสียที”

            “ฉันยังคุยไม่จบ”

            “แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยแล้ว”

            “สงสัยว่าฉันคงจะคุยไม่สนุกเท่าคุณพ่อ แต่นั่งคุย ยืนคุยก็คงไม่เท่ากับนอนคุย”

            เสียงฉาดเมื่อมือบางที่เป็นอิสระอยู่ข้างหนึ่งตวัดใส่ใบหน้าจนทำให้แก้มซีกที่โดนปะทะนั้นเป็นรอยแดง

            “นี่มันทุเรศเกินไปแล้ว เขาเป็นพ่อของคุณ ผมก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณ กรุณาให้เกียรติกันด้วย”

            นัยน์ตาของดาวิชญ์วาวโรจน์ “ทำไมฉันต้องให้เกียรติกับคนที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรอย่างนาย นายนั่นแหละเป็นคนที่ทำให้พ่อของฉันต้องถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นไอ้เฒ่าหัวงู ถ้านายบริสุทธิ์ใจจริงก็เฉดหัวออกจากบ้านนี้ไปสิ”

            “ผมไปแน่ คุณไม่ต้องมาไล่ ที่ผมอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะสำนึกในบุญคุณของคุณน้า”

            “สำนึกบุญคุณ แต่ทำให้เขาต้องโดนกระแสข่าวลือบ้า ๆ แบบนี้อย่างนั้นหรือ หรือจริง ๆ แล้วข่าวนี้เป็นนายปล่อยเองเพื่อหวังผล”

            ฝ่ามือบางยกขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับโดนรวบไว้ทัน “ถ้าตบฉันอีกทีเดียว ฉันปล้ำนายแน่ อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อฉันติดใจอะไรนายนักหนา หรือว่ามีลีลาดี ไหนลองใช้กับฉันหน่อยสิ”

ใบหน้าคมสันยื่นไปจนปลายจมูกแตะกับแก้มขาว ก่อนที่ริมฝีปากจะกดประทับลงบนกลีบปากสีหวานอย่างจาบจ้วง นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างอย่างตระหนกกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

“พี่เต้ทำอะไรคะ?” ดาวิกาเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับสีหน้าตกใจเมื่อเห็นคนทั้งคู่อยู่ด้วยกันในระยะประชิด

            “ไม่มีอะไร แค่พูดคุยกันตามประสาคนในครอบครัว” ดาวิชญ์ปล่อยข้อมือบางพร้อมสายตาคาดโทษ “ใช่ไหม?”

            ธนพลเม้มริมฝีปากสะกดโทสะที่พุ่งขึ้นมาเป็นริ้ว ลูบข้อมือที่ถูกกุมจนเป็นรอยนิ้วอย่างเจ็บใจ ก่อนจะตอบรับเสียงเบา “ครับ”

 *****

            ชายหนุ่มยังอยู่ในชุดนักศึกษาขณะพาบุตรชายเจ้าของกิจการไปยังแผนกสำรวจตลาดที่เพิ่งเปิดให้บริการทั้งบริษัทในเครือและบริษัทคู่ค้าต่าง ๆ ธนพลพยายามเดินให้ห่างจากอีกฝ่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขายังจำเรื่องเมื่อวานได้ดี คน ๆ นี้เป็นอันตรายเกินไป สำหรับคนอื่นอาจจะทำร้ายเขาด้วยวาจา แต่สำหรับชายคนนี้สามารถทำร้ายเขาทางกายภาพได้ด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเขาจึงจำเป็นต้องหลบเลี่ยงให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสถานการณ์วันนี้คล้ายจะไม่เป็นใจ เมื่อข้อมูลการสำรวจปึกใหญ่ถูกแจ้งว่ามีข้อผิดพลาด

            “น่าจะเป็นเด็กที่จ้างมาคีย์ข้อมูลทำพลาด” พนักงานในแผนกโบ้ยความผิดไปยังพนักงานรายชั่วโมง

            ธนพลได้แต่พยักหน้า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมตรวจสอบให้”

            “มีอะไร?” ดาวิชญ์ถามอย่างสงสัย

            “ข้อมูลที่จะประมวลผลแล้วส่งไปให้ลูกค้า มีข้อผิดพลาด” ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าหันไปมองพนักงานที่เดินห่างออกไปแล้วพูดเสียงเบา “ที่จริงคนที่วิเคราะห์ต้องตรวจสอบก่อนประมวลผล ไม่ใช่ว่ามีข้อผิดพลาดแล้วมาทำย้อนหลัง แล้วยังโยนความผิดไปให้คนอื่น แต่พี่สุธีเป็นพนักงานเก่าแก่ของบริษัท เราคงต้องรักษาน้ำใจไว้ก่อน”

            ดาวิชญ์พยักหน้ารับรู้ พร้อมกับนึกชื่นชมความละเอียดในการบริหารคนของคนตรงหน้ามิใช่น้อย เห็นเจ้าตัววางปึกกระดาษบนโต๊ะทำงานแล้วเริ่มปฏิบัติหน้าที่ เขาก็เลยเสไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามพร้อมกับมองดูเสี้ยวหน้าขาว ๆ ที่กำลังตั้งใจกับงานตรงหน้า แล้วก็ให้ย้อนแย้งในใจ นี่ไม่ใช่การมาทำงานแบบอภิสิทธิ์ชนอย่างที่เขาคิดไว้แต่แรก แต่คน ๆ นี้ทำงานอย่างคร่ำเคร่งเหมือนพนักงานดีเด่นที่เอาใจใส่และจริงจังกับงาน

            “ที่จริงนายไม่ต้องทุ่มเทขนาดนี้ก็ได้”

            “ผมนึกไม่ถึงว่านี่จะเป็นคำพูดของเจ้าของบริษัท” ธนพลพูดทั้งที่ยังไม่เงยหน้าจากงานตรงหน้า

            “ฉันก็แค่คิดแทนว่านายไม่จำเป็นต้องทำนั่งทำงานให้เหนื่อยขนาดนี้ ทั้งที่แค่เหนื่อยบนเตียงก็พอแล้ว”

            ใบหน้าขาวที่ก้มหน้าอยู่นิ่งไปสักพักคล้ายกำลังสะกดอารมณ์อยู่ “คุณกำลังดูถูกพ่อของคุณอยู่นะ”

            “แล้วมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหมล่ะ?”

            “ถ้าผมบอกว่าไม่จริง คุณจะเชื่อหรือเปล่า?”

            “ไม่เชื่อ”

            ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้มอย่างระอา “งั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดก็แล้วกัน”

            ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ธนพลระบายลมหายใจเพื่อรวบรวมสติก่อนจะเริ่มทำงานต่อ แต่ไม่นานนักคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็เปิดปากอีกครั้ง

“ทำไมถึงติดใจพ่อฉันนัก ลีลาดีใช่ไหม?”

คราวนี้ธนพลกระแทกดินสอในมือลง แล้วช้อนตาขึ้นมองอย่างเอาเรื่อง “ถ้าคุณเบื่อกับการนั่งเฉย ๆ ดูผมทำงาน ก็ปล่อยผมตรวจสอบตามลำพัง ด้านล่างมีร้านกาแฟให้คุณไปนั่งเล่นฆ่าเวลาที่นั่น หรือจะกลับบ้านไปก่อนก็ได้”

            ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดโอกาสแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินลงไปข้างล่างนั่งปล่อยเวลาที่ร้านกาแฟตามที่บอก จนห้าโมงเย็นเขาเดินขึ้นไปอีกครั้งก็พบว่างานยังไม่เสร็จ

            “คุณกลับไปก่อนเถอะ ไว้เดี๋ยวผมกลับบ้านเองได้”

            ดาวิชญ์ได้แต่ยักไหล่แล้วขับรถกลับบ้านโดยไม่ตอแยอะไรอีก

 *****

            ชายหนุ่มเอนตัวพิงขอบประตูที่เปิดไปทางระเบียงหลังห้อง จากทิศทางนี้เขาสามารถเห็นความเป็นไปของเรือนไม้หลังน้อยได้อย่างชัดเจน เขามองนาฬิกาบนข้อมือก็เห็นเป็นเวลาสี่ทุ่มเศษ แต่ไฟในบ้านยังไม่เปิดแสดงว่ายังไม่กลับจากที่ทำงาน กำลังจะเดินกลับเข้าไปในห้อง หางตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเรือนกำลังเดินลากขาอย่างอ่อนแรงไปที่ประตูบ้าน สงสัยคงจะเพลียจากการตรวจสอบตัวเลขปึกใหญ่ เขาอมยิ้มเมื่อเห็นศีรษะทุยที่ก้มลงควานหากุญแจเปิดบ้าน ทั้งกระเป๋ากางเกง กระเป๋าเอกสาร เห็นควักล้วงจนวุ่นวาย และดูท่าว่าอีกฝ่ายจะลืมกุญแจไว้ที่ใดที่หนึ่ง เขาหลุดหัวเราะเมื่อเห็นอีกฝ่ายเตะประตูบ้านอย่างมีอารมณ์ ท่าทางจะง่วงแล้วพาล แต่เหมือนเจ้าตัวจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เห็นเอามือควานไปที่กระถางต้นไม้หน้าบ้านจากกระถางที่หนึ่ง ไปกระถางที่สอง จนกระถางที่สามก็หยิบเอากุญแจขึ้นมา ท่าทางเจ้าตัวจะไม่เคยจำว่าตนเองเก็บกุญแจสำรองไว้ที่ไหน คงจะเปลี่ยนที่เก็บซ่อนไปเรื่อย ๆ จนลืมเสียเอง

            เขามองดูจนเห็นไฟในบ้านหลังน้อยเปิดสว่างจึงเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนของตน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาคนเดินออกจากบ้านไปยังเรือนเล็ก

            ธนพลเปิดประตูต้อนรับน้าเขยอย่างงุนงง

            “ครับ?”

            “วันนี้พี่เขาเป็นยังไงบ้าง? เห็นมันกลับมาตั้งแต่เย็น”

            ชายหนุ่มแอบยิ้มเมื่อเห็นเจ้าของบริษัทมาดสุขุมแสดงความเป็นห่วงบุตรชาย เหมือนกับแม่ที่เพิ่งส่งลูกไปเข้าเรียนอนุบาลวันแรก

            “คุณน้าไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ ผมว่าคุณดาวิชญ์น่าจะทำงานได้ดีเลยทีเดียว”

            “จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไงล่ะ ช่วงนี้น้าก็กระเสาะกระแสะเข้าโรงพยาบาลบ่อย กลัวว่าจะยังไม่ทันสอนงานเขาให้คล่องจะไปเสียก่อน”

            “อย่าพูดเรื่องร้าย ๆ อย่างนี้สิครับ คุณน้ายังแข็งแรงอยู่มาก”

            “ตี๋ อย่าทิ้งพี่เขานะ น้าฝากให้ช่วยดูเขาด้วย”

            ธนพลอยากจะหัวเราะกับคำขอนี้ เพราะดูเหมือนว่าเจ้าตัวคนที่ถูกพูดถึงนี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเขาแม้แต่น้อย เมื่อวานยังเอ่ยปากไล่เขาออกจากบ้านอยู่เลย

            “เขาไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้นหรอกครับ ผมว่าเขาก็มีดีพอตัวอยู่”

            “เรื่องบริหารงานไม่เท่าไร แต่เรื่องบริหารคน บางทีก็ต้องอาศัยคนอย่างตี๋ช่วยดูด้วย”

            “ผมก็จะพยายามช่วยให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ครับ” ชายหนุ่มพยายามให้ความมั่นใจกับผู้เป็นน้า ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องในบริษัทและการเรียนของเขา

            “นี่ก็ดึกแล้ว น้าไม่กวนตี๋แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปบริษัทกับพี่เขาแต่เช้าเลยนะ จะได้ไปพบลูกค้าด้วยกัน”

            “ครับ” ธนพลรับคำก่อนจะเดินไปส่งถึงหน้าประตูครัวที่อีกฝ่ายใช้เป็นทางเดินออกมา “คุณน้าก็พักผ่อนให้มาก ๆ นะครับ”

            คุณเดชายิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน “ถ้าตี๋เป็นลูกของน้าก็คงจะดีนะ น้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก”

            ชายหนุ่มได้แต่ก้มหน้าไม่ตอบคำ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาอิจฉาดาวิชญ์และดาวิกาที่มีบิดาที่ประเสริฐ หากเขาเป็นลูกของคุณเดชาจริง ก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้ จนร่างของชายสูงวัยหายลับเข้าไปในบ้าน เขาจึงเดินกลับไปที่เรือนไม้หลังเล็กของตนอย่างหงอยเหงา          

            ก้าวเข้าไปในบ้าน มือขาวยังไม่ทันลงกลอนประตู ร่างสูงของใครบางคนก็กระแทกประตูจนเปิดอ้าแล้วก้าวเข้ามาในบ้านเสียก่อน ใบหน้าของผู้มาเยือนนั้นถมึงทึงราวกับโกรธแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน แต่ไม่เท่ากับสายตาที่กวาดขึ้นลงคล้ายจะสำรวจความผิดปกติบนเรือนร่างอีกฝ่าย

            “นี่คุณเข้ามาทำไม?”

            “ทำไมฉันจะมาไม่ได้ หรือที่นี่เปิดต้อนรับเฉพาะพ่อฉันเท่านั้น ปากบอกให้ทุกคนเชื่อใจ แต่ที่จริงก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริง ๆ”

            “พูดบ้าอะไรนี่?”

            “ฉันเห็นเต็มสองตา ไม่ต้องมาทำหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หลักฐานก็เห็นอยู่กับตา” พูดจบดาวิชญ์ก็รวบต้นแขนบอบบางแล้วกระชากเดินไปยังห้องนอน ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเตียงนอนเรียบตึงไม่มีร่องรอยการใช้งานอย่างที่เขาคาดไว้

            “หลักฐานอะไร?” ธนพลมองหน้าอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง

            ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้หรือจำนนต่อภาพตรงหน้า “ที่ไหนที่นายพลอดรักกับพ่อของฉัน บนโซฟาหรือริมหน้าต่าง หรือ...”

            คราวนี้มือขาว ๆ นั้นไวพอที่จะสร้างรอยแดงบนแก้มอีกฝ่าย

            “ครั้งที่สองแล้วนะที่นายตบฉัน จำได้ไหมว่าฉันเคยพูดว่าอะไร”

           *****

ธนพลไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้จะต้องเกิดขึ้นกับตน นับตั้งแต่ถูกผลักลงบนเตียงนอน และโดนโถมทับด้วยร่างสูง เขาพยายามดิ้นรนผลักไสเพื่อเอาตัวรอดด้วยกำลังและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

ดาวิชญ์หยุดการดิ้นรนของอีกฝ่ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างแนบกับฟูกนุ่ม พร้อมกับทิ้งน้ำหนักตัวเพื่อกดทับไม่ให้ขยับหนี สายตาฉายแววคุกคาม

“ลองสาธิตวิธีทดแทนพระคุณพ่อของฉัน ให้ดูสักหน่อยสิ”

“คุณเป็นบ้าไปแล้ว ผมไม่เคย...”

ริมฝีปากร้อนฉกชิมลิ้มรสริมฝีปากบางได้รูปอย่างกระหาย คำพูดที่ธนพลคิดจะพูดแก้ต่างก็พลันหายลงไปในลำคอได้ยินเพียงเสียงอึกอัก เรียวลิ้นของผู้รุกรานไล่รุกจนเข้าถึงโพรงปากหวานล้ำอย่างย่ามใจ จนกระทั่งริมฝีปากได้รูปเผยอขึ้นเล็กน้อย ฟันคมพยายามงับปลายลิ้นคล้ายกับจะดิ้นรนต่อต้านเป็นเฮือกสุดท้าย แต่ดูเหมือนดาวิชญ์จะรู้ทัน มือหนาบีบขากรรไกรอีกฝ่ายไว้

“ฤทธิ์มากจริงนะ”

ธนพลเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อมือแข็งแรงกระชากเสื้อเชิ้ตนักศึกษาตัวบางจนเผยเห็นผิวเนื้อขาวผ่อง พร้อมกับดึงเข็มขัดและรูดซิปกางเกงแล้วรูดมันให้หลุดไปจากปลายเท้า

ชายหนุ่มมองผลงานตรงหน้าอย่างสับสนวุ่นวายใจ เขาไม่เคยคิดว่าร่างกายของผู้ชายจะสร้างความกระสันรัญจวนให้กับเขาได้ถึงขนาดนี้ อีกฝ่ายคล้ายสัตว์เล็กที่ได้รับบาดเจ็บ ร่างบางสั่นระริกพยายามห่อตัวให้เล็กที่สุดเพื่อปกปิดเรือนร่างที่เปลือยเปล่าจากสายตาของผู้ล่า

“มิน่า พ่อของฉันถึงได้ติดใจนายนัก เพราะสวยถึงขนาดนี้เอง”

หากชายหนุ่มมีสติยั้งคิดมากกว่านี้ก็ควรจะสังเกตได้ว่าร่างงามตรงหน้านั้นปราศจากร่อยรอยใด ๆ ที่แสดงถึงการถูกจับจองมาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยโทสะที่ปิดหูปิดตา ปิดกั้นความคิดอ่านใด ๆ ทำให้เหตุผลต่าง ๆ เป็นอันถูกปัดตกทิ้งไปจนหมดสิ้นเหลือไว้แต่สายตาที่มุ่งหวังจะทำให้คนตรงหน้าเจ็บปวดและเจ็บจำไปจนตาย

ธนพลดิ้นรนทั้งที่โอกาสที่จะรอดจากการถูกขืนใจเป็นศูนย์ เขาเคยฝันถึงยักษ์ชั่วร้ายที่เกรี้ยวกราด มันด่าทอขู่ตะคอกจนเขาร้องไห้ทั้งที่ยังหลับอยู่ แต่ในความเป็นจริงนั้น ยักษ์ตนนั้นร้ายกาจกว่านั้นมากมายนัก ไม่ว่าเขาจะกรีดร้องดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากสัมผัสที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะหยุดการกระทำอันโหดร้ายนี้ไปได้

ฝ่ามือร้อนลูบไล้ทุกส่วนสัดบนร่างเปลือยเท่าที่จะทำได้ ทุกสัมผัสคล้ายมีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ จนรู้สึกร้อนรุ่มหวาบหวาม กระตุ้นสัญชาติญาณดิบให้ประทุขึ้นจนไม่สามารถหักห้ามใจได้อีกต่อไป ชายหนุ่มทำตามที่อารมณ์สั่งการให้บดเบียดและสอดแทรก

เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากผู้ที่ถูกกระทำพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าด้วยความเจ็บ เจ็บทั้งตัวและใจ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ถูกย่ำยีจนไม่เหลืออะไรแล้ว

“นี่ นายยังไม่เคย...” แม้จะไม่ได้พูดออกมาจนจบประโยค แต่สีหน้าและแววตาก็แสดงความประหลาดใจเมื่อพบความจริงบางอย่าง

            “ปล่อย...” กระบอกตาร้อนผ่าวด้วยน้ำตาที่กำลังเอ่อท่วมท้น ก่อนจะกดมันให้ไหลย้อนกลับไปกลายเป็นก้อนสะอื้นที่จุกจนแทบหายใจไม่ออก “เอาออกไป”

            อันที่จริงเขาควรจะหยุดเมื่อรับรู้ความจริงว่าข่าวที่ว่านั้นไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อย คนที่อยู่ใต้ร่างของเขาในตอนนี้ไร้ซึ่งประสบการณ์ทางเพศใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างมันดำเนินมาถึงจุดที่เขาย้อนกลับไม่ได้แล้ว สัญชาติญาณทางเพศกระตุ้นให้เขายังคงปฏิบัติกิจอย่างต่อเนื่องสอดประสานอย่างแนบแน่นและสัมผัสทุกจุดภายในเรือนร่างงดงาม เขากลายเป็นคนที่เลวทรามและต่ำช้าลามกที่พยายามดึงเวลาให้ความสุขนั้นยาวนานกว่าจะถึงบทสุดท้าย โดยไม่ฟังเสียงอ้อนวอนให้หยุดการกระทำที่แสนโหดร้ายนี้ แม้จะไม่คิดยอมรับ แต่ความสุขสมที่บังเกิดขึ้นทำให้เขาทั้งติดใจและหลงใหลจนแทบไม่อยากห่างจากเรือนกายหอมกรุ่น ดังนั้นแม้เมื่อพายุแห่งอารมณ์ใคร่พัดผ่านไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงวนเวียนประทับจูบไปทั่วใบหน้างดงามและร่างขาวเนียน

            “ขอโทษที่เข้าใจผิด” ชายหนุ่มพูดอย่างสำนึก “นายไม่เคยมีอะไรกับพ่อของฉัน”

            สิ่งที่สูญเสียให้กับคนตรงหน้าแลกกับการแก้ไขความเข้าใจจากผิดเป็นถูก แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกด้อยค่า เพียงเพราะเขาเป็นเด็กกำพร้า ตัวคนเดียว ไม่มีทางไป จนต้องโดนรังแกแบบนี้อย่างนั้นหรือ ความเจ็บช้ำที่ถูกกระทำมาจนถึงตอนนี้ไม่สามารถเทียบเท่าความรู้สึกตอนนี้ได้เลย มันเลวร้ายจนเกินกว่าจะทำใจได้ ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อ น้ำตาที่พยายามกลั้นก็พลันเอ่อล้น เจ้าตัวรีบยกหลังมือขึ้นปาดทิ้งทันทีเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นความอ่อนแอ

 *****

            หญิงสูงวัยเขม้นมองร่างสูงที่เดินมาจากทางเรือนเล็กด้วยความประหลาดใจ ในเวลาเช้าขนาดนี้ไม่สมควรที่ชายหนุ่มจะออกมาจากบ้านหลังนั้น แถมใบหน้ายิ้มกริ่มคล้ายอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

            “คุณเต้ตื่นแต่เช้าเลยนะคะ” แม่บ้านวัยดึกเอ่ยทักทาย

            “ป้าเนียม ผมวานทำข้าวต้มให้สักถ้วยสิ”

            “เตรียมไว้แล้วค่ะ จะให้ตั้งสำรับเลยไหมคะ”

            “ไม่ต้อง ยกมาให้ผมตอนนี้แหละ”

            “คุณจะเอาไปไหนหรือคะ เดี๋ยวให้เด็กยกไปตั้งให้”

            “ไม่เป็นไร” บางครั้งดาวิชญ์ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกันที่บ้านของเขามีสายตาที่คอยจับจ้องมากมายขนาดนี้

            เมื่อรับถาดข้าวต้มจากพี่เลี้ยงสูงวัย เขาก็เดินกลับไปยังเรือนเล็กอีกครั้ง ชายหนุ่มค่อย ๆ วางถาดข้าวต้มบนโต๊ะแล้วพยายามเดินให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเข้าไปในห้องนอน ร่างที่ห่อด้วยผ้าห่มนั้นแทบจะไม่เห็นใบหน้า

            “พี่ให้คนทำข้าวต้มมาให้” เขากระซิบผ่านผ้าห่มด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป

            ไม่มีเสียงขานรับใด ๆ จากบุคคลที่อยู่ใต้ผ้าห่ม

            เขาระบายลมหายใจอย่างหนักอก ทั้งที่ก่อนหน้าเป็นคนที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขา แต่เมื่อผ่านเรื่องเมื่อคืนไปแล้ว ดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้ยินเสียงใด ๆ จากอีกฝ่ายแม้แต่คำเดียว

“ตี๋ครับ พี่ขอโทษ ให้โอกาสแก้ตัวสักครั้งไม่ได้เลยหรือครับ รับรองว่าต่อจากนี้พี่จะไม่ทำให้เสียใจอีกเลย”

คราวนี้มีเสียงฟึดฟัดผ่านผ้าห่ม

            “พูดว่าอะไรนะครับ” เจ้าตัวยื่นหน้าไปจนชิด แอบสูดกลิ่นหอมที่ติดตามผ้าห่มอย่างอารมณ์ดี

            “ไปไกล ๆ เลยไป” เสียงนั้นอู้อี้ แต่ชายหนุ่มกลับดีใจที่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายอีกครั้ง

            “ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละครับ จะอยู่กับเมียนี่แหละ”

            เสียงคำรามในลำคอดังอยู่ใต้ผ้าห่ม “ไอ้บ้า”

 *****

            “เดี๋ยวให้ใครไปดูที่เรือนเล็กสักหน่อยนะ พ่อบอกตี๋เขาแล้วว่าให้ไปที่บริษัทตอนเช้าพร้อมกัน แต่นี่ยังไม่เห็นหน้าเขาเลย ปกติไม่ใช่คนเหลวไหล” คุณเดชาขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นผู้เป็นหลานชาย

            “คุณพ่อครับ สองสามวันนี้ผมไม่เข้าบริษัทได้ไหมครับ” เขารีบขออนุญาตผู้เป็นบิดา นึกห่วงคนที่นอนอยู่บนเรือนหลังเล็กจนไม่มีแก่ใจจะทำอะไร ถ้าเจ็บจนลุกไม่ไหวล่ะ นึกถึงตอนนี้ก็ได้แต่โทษตัวเองที่ทำรุนแรงขนาดนั้น

            “ไหนบอกว่าวันนี้จะลองไปคุยกับลูกค้า พ่อนัดให้ตี๋ไปกับเราด้วยนะ”

            “เขาอาจจะไม่สบาย...” พูดไม่ทันขาดคำ คนที่ถูกเอ่ยถึงก็เดินมาพอดี ดาวิชญ์รีบเดินไปประกบด้วยความเป็นห่วง “เป็นยังไงบ้าง?”

            เหมือนไม่สนใจและไม่ได้ยินคำถาม เจ้าตัวยกมือไหว้ผู้เป็นน้าเขยอย่างนอบน้อม “ขอโทษที่มาสายครับ”

            “เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าเราซีด ๆ นะ”

            “ไม่เป็นอะไรครับ” ชายหนุ่มปฏิเสธทั้งที่ปวดร้าวไปทั้งร่าง

            รถตู้ที่ตกแต่งหรูหราของบริษัทเข้ามาเทียบจอด ธนพลเม้มริมฝีปากอย่างชั่งใจเมื่อเปิดประตูด้านคนขับ ระยะความสูงทำให้เจ้าตัวแทบจะร้องไห้ยามที่ต้องยกขาสูง

            มือใหญ่กระหวัดเอวบางแล้วหันไปบอกบุพการีหน้าตาเฉย “คุณพ่อไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวตี๋ไปกับผม”

            “อ้าว...ทำไมล่ะ?”

            “ก็เดี๋ยวผมต้องไปพบลูกค้า ผมว่าขับรถไปเองดีกว่าครับ”

            “งั้นก็ตามใจ ตี๋ช่วยพี่เขาหน่อยนะ”

            “ผมไปกับคุณน้า...” ยังพูดไม่ทันจบ ดาวิชญ์ก็รีบเลื่อนประตูปิดตัดบทสนทนาไปเสียก่อน

            “ไปกับพี่นะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนก่อนจะดันแผ่นหลังบางให้เดินไปยังลานจอดรถยนต์ของครอบครัวช้า ๆ “ยังเจ็บอยู่ไหม?”

            ริมฝีปากบางเม้มสนิทไม่โต้ตอบใด ๆ ระหว่างทางแม้คนขับจะพยายามชวนพูดคุย แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากผู้ฟัง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวนั้นไม่ยอมคุยกับเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะยามที่ต้องไปพบกับลูกค้าหรือคนอื่นก็พูดจาเป็นปกติ หลังจากที่จบการขายจากลูกค้าสำคัญระหว่างมื้ออาหารกลางวัน จนลูกค้าล่ำลากลับไปแล้ว ทั้งคู่ก็ยังคงนั่งอยู่ในร้านอาหาร

            “พรุ่งนี้ผมจะออกไปอยู่ข้างนอก” ประโยคแรกที่คุยกลับทำให้ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง

            “ว่ายังไงนะ?”

            “ผมคุยกับเพื่อนแล้วว่าจะขอไปอยู่หอด้วย”

            “ไม่อนุญาต”

            “ผมไม่ได้ขออนุญาตคุณ แต่บอกให้รับรู้ไว้เท่านั้น”

            “ทำไมต้องทำแบบนี้”

            “คุณไม่อยากให้ผมอยู่ที่บ้านนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

            “นั่นมันก่อนที่พี่จะรู้ว่านายไม่ได้มีอะไรกับพ่อ”

            “แต่ผมมาคิดดูแล้วว่า ที่คุณพูดก็จริง ถ้าผมยังอยู่ใกล้ชิดกับคุณน้า ข่าวบ้า ๆ นั่นก็ไม่มีวันหมดไป”

            “พี่ไม่ให้นายไปอยู่ไหนทั้งนั้น ต้องอยู่กับพี่เท่านั้น” น้ำเสียงคล้ายกับเด็กที่เอาแต่ใจ ทำให้ธนพลต้องขมวดคิ้ว

            “เป็นบ้าอะไรห๊ะ”

            ดาวิชญ์รู้สึกอยากกอดร่างบาง ๆ ตรงหน้าแทบใจจะขาด ร่างกายของเขาก็ทำตามที่คิดทันควัน วงแขนแข็งแรงกระชับร่างที่นั่งข้างเขามาอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าคร้ามก้มลงฝังใบหน้าลงที่แก้มเนียนสูดดมกลิ่นกายหอมหวาน

            ชายหนุ่มที่ถูกกอดรีบดันร่างอีกฝ่ายออกห่าง

            “อยากเป็นข่าวมากหรือไง?” ธนพลตวาดใส่ชายหนุ่มอย่างฉุนเฉียว พร้อมเหลือบตามองไปรอบ ๆ ร้านอาหารชื่อดังแบบนี้อาจจะมีพวกฆ้องปากแตกมาเห็นพวกเขาก็เป็นได้

            “ใช่...เป็นข่าวได้ก็ดี จะได้กลบข่าวเรื่องพ่อกับนาย พี่ทนไม่ได้หรอกที่คนเขาลือว่าเมียตัวเองมีอะไรกับคนอื่น”

            ใบหน้าขาวขึ้นสีเรื่อด้วยความโกรธและอายเมื่อได้ยินสถานะใหม่ของตนกับอีกฝ่าย “ใครเป็น....อะไรกับคุณ”

            “ก็นายไงเป็น...” ยังพูดไม่จบ มือบางก็รีบยกขึ้นปิดปากไว้ก่อน

            “ห้ามพูด”

            ริมฝีปากที่ถูกปิดอยู่ใต้ฝ่ามือบางแอบเหยียดยิ้มอย่างเอ็นดู

“เถอะน่า...ให้เขาป่าวประกาศข่าวลือกันใหม่ดีกว่า”

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เมืองหล้า จากทั้งหมด 11 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

9 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กันยายน 2560 / 12:11

    ไม่นะ จะจบแค่นี้จริงๆเหรอ กำลังสนุกเลยอ่ะ กลับมาได้ไหม กลับมาต่อเถอะนะไรท์ Please..

    #9
    0
  2. #8 เรนนี่
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 11:55
    โธ่ ค้างเลย มาต่อให้จบเถอะค่ะ
    #8
    0
  3. #7 nnmt
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 15:51
    ขอเต้กับตี๋อีกนะค่ะ ชอบๆๆๆๆ
    #7
    0
  4. #6 Makanun
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 15:49
    อยากให้แต่งเป็นเรื่องยาว ชอบแนวนี้ แต่งต่อนะไรท์
    #6
    0
  5. #5 Mint
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 00:14
    ขนาดตัดจบยังทำให้น้ำตาไหลได้ มีต่อมั้ยคะเนี่ย อยากอ่านต่อมากๆ มันกำลังบีบหัวใจเลย ถ้ามีต่อ ขอให้ตี๋ย้ายออกจากบ้านไวๆนะคะ พี่เต้ต้องได้รับบทลงโทษจากการกระทำของตัวเอง 555555
    #5
    0
  6. #4 หมีหมี
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 23:39
    ขอให้มีต่อด้วยเถอะ
    #4
    0
  7. วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 21:04
    ชอบอ่าาา อยากให้มีต่อออออ
    #3
    0
  8. วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 17:23
    ชอบบบมีตาออะป่าวว
    #2
    0
  9. #1 Mangkorn
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 10:32
    ชอบอ่ะ จะมีต่อมั๊ย
    #1
    0