SKY BATTLE

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 166 Views

  • 1 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4

    Overall
    166

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพล่องกะแพล่ง ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ว่าวเป็นสิ่งที่ชาวไทยคุ้นเคยและรู้จักกันมาแต่โบราณ เพราะเป็น การละเล่นและเป็นกีฬาที่แพร่หลาย เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย (พ. ศ.1781-1981) จนเกิดตำนานความรักระหว่างพระร่วงหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ซึ่งโปรดการเล่นว่าวมาก วันหนึ่งพระองค์ทรง เล่นว่าวในวัง สายป่านขาดลอยไปตกที่หลังคาบ้านพระยาเอื้อ พระองค์เสียดายว่าวมาก เมื่อถึงเวลากลางคืนจึงปลอมตัวเป็นคน สามัญ ปีนออกจากวังไปเก็บว่าวที่บ้านพระยาเอื้อ เมื่อปีนไปก็ได้พบ ว่าพระยาเอื้อมีลูกสาวสวย ทำให้พระองค์เกิดความรักกับลูกสาวพระยาเอื้อ 

แต่เนื้อหาเรื่องนี้เกิดขึ้นไม่กี่สิบปีมานี้ ตอนที่เขียนเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็พยายามเก็บรายละเอียดเรื่องราวในยุคนั้นให้ได้มากที่สุด พอจะรีไรต์เพื่อลงในเด็กดี เห็นว่ายังคงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร คงข้อความเดิมไว้หมด

ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 8 ม.ค. 61 / 05:28

บันทึกเป็น Favorite


สำเพ็ง  ปีพุทธศักราช 2482

 

          “ไอ้เด็กเวรตะไลเสียงด่าทอของคนขับรถรางดังลั่นขณะก้มลงเขี่ยเศษกระจกที่พวกผมเอามาวางไว้บนรางรถ แม้จะไม่ได้หันกลับไปดูผลงาน แต่ผมก็คาดว่าเขาคงจะเอ่ยปากสรรเสริญต้นตระกูลของผมอย่างหงุดหงิดแน่นอน

          เมื่อห่างจากระยะที่อีกฝ่ายจะวิ่งมาไล่เตะได้แล้ว  ผมจึงหยุดแล้วหันกลับไปมองด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องตามประสาเด็กที่รอดตีนผู้ใหญ่ได้  แล้วผมก็เห็นคนขับรถรางยืนส่ายศีรษะอย่างระอาใจก่อนจะมองขึ้นไปบนฟากฟ้ายามบ่าย  ตอนนี้ว่าวหลากสีลอยละล่องโฉบซ้ายโฉบขวาจนละลานตา  ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นว่ามันสวยหรือน่ารำคาญ  เพราะเข้าหน้าร้อนทีไรก็เข้าสู่ฤดูกาลของการเล่นว่าว  ซึ่งพนักงานขับรถรางมักจะปวดหัวกับพวกผมและเด็กคนอื่นในละแวกนี้ที่มักจะเอากระจกไปให้รถรางบดเพื่อเอามาทำป่านคม 

ว่าวป่านคมก็คือการแย่งชิงความเป็นหนึ่งบนห้วงเวหา  พอตะวันบ่ายคล้อย  แดดเริ่มอ่อน  ลมเริ่มแรง  ว่าวหลากแบบต่างสีก็ลอยเกลื่อนท้องฟ้า  บรรดาเจ้าเวหาก็เริ่มยุทธวิธีทางอากาศ  บังคับว่าวที่มีป่านคมเป็นอาวุธพุ่งขึ้นฟ้า  โฉบซ้ายโฉบขวาไล่ตัดว่าวเล็กว่าวน้อยขาดลอยกระจุยกระจายเหมือนพยัคฆ์ล่าเหยื่อ  คนพวกนี้มันจะโดนเจ้าของว่าวแช่งชักหักกระดูก  บางทีเด็กตัวเล็ก ๆ โดนตัดสายป่านถึงกับร้องไห้โฮ

กลุ่มพวกผมอันประกอบด้วยเด็กวัยไล่เลี่ยกันราวสิบถึงสิบสองขวบประมาณหกหรือเจ็ดคนนั้นกำลังอยู่ในวัยแสวงหา  ไม่ใช่แสวงหาความจริงแท้ของชีวิตหรือครับ  มันยากเกินไป  ก็แค่แสวงหาความสนุกสนานเท่าที่วัยพวกผมจะทำได้โดยไม่ต้องเปลืองสตางค์พ่อแม่ผู้ปกครอง

สำหรับการเล่นว่าวนั้นตอนที่ยังเด็กกว่านี้ผมก็สนุกกับว่าวสวย ๆ แค่เห็นมันขึ้นไปลอยลมก็ดีใจแทบตายแล้ว  ผมยังจำว่าวคาวบอยตัวแรกที่พ่อซื้อให้ผมเมื่อสองปีที่แล้วได้  ที่เรียกว่าว่าวคาวบอยนั้นก็เพราะเป็นว่าวที่ปล่อยชายลงมายาว ๆ  เวลาชักจะกระพือโต้ลมแพรด ๆ  คล้ายคาวบอยในภาพยนตร์ที่ผูกผ้าพันคอผืนใหญ่ ๆ  แต่เมื่อโตขึ้นผมก็เปลี่ยนเป็นนิยมว่าวป่านคม   แต่ยังไม่มีปัญญามีว่าวป่านคมเป็นของตัวเองหรอกครับ  อย่างมากก็เป็นลูกสมุนของพวกหนุ่ม ๆ แถวบ้าน  ไปช่วยเขาหยิบโน่นหยิบนี่ตามแต่เขาจะสั่ง  บางทีก็ช่วยส่งว่าว  บางทีก็ช่วยถือกระป๋องป่านให้  แต่ก็ต้องคอยระวังไม่ไปเกะกะป่านคมของเขา  ไม่งั้นโดนไล่ออกจากสนามไปนั่งกอดเข่าดูเขาอย่างเดียวไม่ได้ร่วมสนุกด้วย 

ผมชอบดูว่าวป่านคมสู้กันเอง  เพราะยามเมื่อว่าวป่านคมมาเจอกันก็จะถลาเข้าฟาดฟันกันชิงความเป็นใหญ่เหนือน่านฟ้า  สนุกสะใจดีทั้งคน และคนเชียร์  ฝ่ายไหนเสียท่าโดนป่านคมตัดขาดก็รีบขึ้นว่าวตัวใหม่เพื่อแก้มือ  สู้กันจนมืดค่ำหรือหมดทุนไปข้างหนึ่ง  บางคู่นั้นนัดเจอกันใหม่วันรุ่งขึ้นก็ยังมี  แต่ไม่มีการอาฆาตมาดร้าย  แพ้-ชนะก็ถือเป็นเกมกีฬาแบบคนใจนักเลง  และคนที่เล่นป่านคมนั้นก็มักจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี  เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน

วันนี้ผมเพลินกับการประลองว่าวจนฟ้าเริ่มมืด  นึกขึ้นได้ว่าเลยเวลามื้อเย็นมามากโขแล้ว  ผมแอบย่องเข้าบ้านเพราะรู้ดีว่าถ้าเจอกับพ่อตัวต่อตัวมีหวังต้องนั่งพับเพียบฟังคำเทศนายาวแน่นอน  แต่พอเปิดประตูรั้วหลังบ้านก็ได้ยินเสียงพ่อแว่วมา

          “อ้ายน้อยมันไปไหน  พอโรงเรียนปิดเทอมใหญ่ทีไร  ไม่เคยได้เห็นมันสักวัน

          “ไม่ไปกัดจิ้งหรีดก็คงไปเล่นว่าวเสียงแม่ชี้แจงกิจกรรมยามว่างของผมให้พ่อฟัง เพราะเด็กนักเรียนอย่างผมนั้น กิจกรรมนันทนาการตอนปิดภาคเรียนฤดูร้อนก็ไม่พ้นปลากัด จับจิ้งหรีดมาปั่นให้กัดกัน เล่นร่อนรูปจากซิกาแร็ต หรือเล่นว่าวนี่แหละ

          “เปลืองสตางค์แท้ ๆเสียงพ่อพึมพำ

          มันก็จริงอยู่หรอกครับเพราะว่าวที่ทำขายกันมีอยู่สามขนาดคือเล็ก กลาง และใหญ่  ราคาตัวละ 1, 2 และ 3 สตางค์ตามลำดับ  ตัวเล็กมีไว้ให้เด็กเล่น  ชักขึ้นยากต้องต่อหางช่วย  ส่วนที่เขามักจะเอาไปเล่นทำป่านคมนั้นต้องขนาดตัวละสองหรือสามสตางค์  ปีนี้ผมกะว่าจะต้องทำว่าวป่านคมที่เฉียบ ๆ ให้ได้สักตัว  ก็เลยต้องลงทุนซื้อว่าวตัวใหญ่สักหน่อย

          ขนาดของว่าวมีความสำคัญในการเล่นป่านคมอยู่ไม่น้อย  ว่าวเล็กมีกำลังน้อยแต่บังคับง่าย  ส่วนว่าวตัวใหญ่นั้นกินลมดี  มีแรงตัดสายป่านหนักกว่า  แต่ราคาแพงกว่าแถมยังบังคับยาก  ถ้าป่านไม่เหนียวพอมันก็จะขาดลอยไปกับลมได้

          “มันจะคว้าว่าวใครเขาได้ฮึ  มีแต่เสียสตางค์ค่าว่าวให้คนอื่นคว้าไปกิน  เล่นว่าวให้มันลอยลมก็น่าจะพอแล้ว”  เสียงพ่อยังบ่นมาอีกเมื่อรู้ว่าผมคิดจะเล่นคว้าว่าว

          ผมก็ได้แต่ถอนใจ  มันก็จริงอย่างที่พ่อผมว่านั่นแหละ  เพราะคนแถวนี้เขาเซียนคว้าว่าวทั้งนั้น  คนหนุ่มแถวสำเพ็ง  เยาวราช  ราชวงศ์  วัดสามปลื้มไปจนถึงพาหุรัด  บ้านหม้อ  เล่นว่าวป่านคมกันเป็นแถว  ดังนั้นยามเย็นผมจึงมักจะได้ชมการประลองเจ้าเวหาเป็นประจำ

          เซียนว่าวในย่านสำเพ็งนี้ที่มีชื่อก็คงจะเป็นเฮียกัง  เฮียกังนั้นมีชื่อเต็ม ๆ ว่านายกังวาน  เป็นลูกจีนที่เกิดในประเทศไทยอายุราวยี่สิบเศษ  ทางบ้านทำกิจการช่างทองอยู่ในตลาดสำเพ็ง  แต่ตัวแกเป็นเสมียนในสำนักงานฝรั่งแถวริมถนนอัษฎางค์ชื่อว่าร้านสยามอาร์กีเต็ค  ซึ่งเป็นเอย่นต์จำหน่ายสุราต่างประเทศแทบทุกยี่ห้อ  นับว่าเป็นพวกคนหนุ่มที่มีอนาคตไกลและรายได้สูง  เพราะแค่กิจการในครอบครัวนั้นก็เงินทองเหลือเฟือ  เมื่อแกสนใจการเล่นคว้าว่าวจึงเป็นที่เชื่อขนมกินได้ว่าไม่เป็นสองรองใครแน่

          เฮียกังเป็นขวัญใจของพวกเด็ก ๆ ในย่านนั้น  เพราะแกเป็นคนใจดี  ไม่ขี้โมโหหรือรำคาญในยามที่พวกเราเหล่าเด็ก ๆ จะวิ่งตามแกไปเป็นพรวนเพื่อคอยขึ้นว่าวให้บ้าง  หรือคอยเป็นลูกมือตอนที่แกทำป่านคม  ใบหน้าสีขาวเผือดตามเผ่าพันธุ์ของแกนั้นมักจะประดับรอยยิ้มอยู่เสมอ  เว้นแต่ตอนประลองว่าวนั่นแหละถึงจะได้เห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของแก

*****

          ผมยังจำวันนั้นได้ดี  ตามปกติการเล่นคว้าว่าวจะเริ่มกันตอนบ่ายแก่ ๆ หลังสี่โมงเย็น  แดดเริ่มอ่อนลมพัดแรง  เฮียกังเลิกงานแล้วตรงดิ่งกลับมาบ้านทันทีเพื่อประกาศศักดาเจ้าเวหาหลังจากที่โค่นใครต่อใครมานับไม่ถ้วนนับแต่เริ่มฤดูร้อนปีนี้

          เย็นวันนั้นมีว่าวชักมาจากสถานที่ไกลพอดู  ไกลขนาดไม่เห็นตัวคน และสถานที่ที่ว่าวตัวนั้นถูกชัก  ว่าวตัวนี้มีลายเป็นรูปสายฟ้าฟาดสีแดงเพลิงขนาดใหญ่  เฮียกังกำลังมันมือขาดคู่ต่อสู้พอดี  ก็บังคับว่าวโผนเข้าใส่อย่างไม่รีรอ  ด้วยฝีมือระดับเซียนเวหาย่านสำเพ็ง  เฮียกังสามารถทาบบนได้เช่นเคย  แต่พอผ่อนสายป่านสู้กันไม่ทันไร  เจ้าสายฟ้าฟาดก็พิชิตป่านคมของเฮียกังขาดอย่างไม่น่าเชื่อ  เฮียกังกัดกรามกรอดแล้วรีบผูกว่าวตัวใหม่ขึ้นไปแก้ตัวทันที

          เพียงครึ่งชั่วโมงเจ้าสายฟ้าฟาดตัวร้ายตัดสายป่านคมของเฮียกังจนเสียว่าวไปถึง 5 ตัว  ป่านคมหมดไปหลายกระป๋อง  เจ้าของว่าวรูปสายฟ้าฟาดก็ไม่ยอมสาวว่าวกลับ  ยังคงปล่อยให้ว่าวส่ายไปมาผงาดเหนือฟากฟ้าอาณาเขตของเฮียกังเหมือนเยาะเย้ย

          เฮียกังฉุนขาดเพราะหมดว่าวไปหลายตัวแล้วก็ยังทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้  ใคร่ครวญสักพักก็กวักมือเรียกพวกผมที่ยืนตั้งคอดูการต่อสู้ให้เข้ามาใกล้  แล้วกระซิบบอกให้เริ่มยุทธการลูกดิ่ง

          ผมมองหน้าเฮียกังอย่างไม่เชื่อหู  เพราะไม่เคยที่เฮียกังผู้สุภาพจะลงมือด้วยวิชามารแบบนี้  เนื่องจากลูกดิ่งเป็นหนึ่งในยุทธการที่ใช้กันในหมู่พวกนักเล่นว่าวที่เกกมะเหรก  มันคือการสอยว่าวที่อยู่สูง ๆ ด้วยก้อนอิฐขนาดเหมาะมือที่ผูกกับปลายเชือกแล้วขว้างไปทาบสายป่านเพื่อสาวลงมา  แต่เผอิญว่าวรูปสายฟ้าตัวนี้อยู่สูงมาก  เฮียกังเลยวานให้ผมใช้หนังสะติ๊กยิงลูกดิ่งขึ้นไปเป็นการผ่อนแรง

          “ฉันเองก็ไม่อยากทำหรอกนะเฮียกังออกตัว ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของว่าว แค่อยากรู้ว่าสายป่านของเขาทำด้วยอะไรเท่านั้นเอง

          ผมพยักหน้าเห็นด้วยเพราะความอยากรู้เหมือนกัน  ดังนั้นเราสองคนก็เลยเริ่มยุทธการสอยว่าวกัน  เฮียกังขึ้นว่าวตัวใหม่ขึ้นส่ายล่อเจ้าว่าวสายฟ้า  พออีกฝ่ายเห็นก็โฉบเข้าหาทันที  สายป่านของว่าวคู่ต่อสู้จะตกคล้องช้าง  คือมันจะตกย้อยลงมา  ผมก็ยิงก้อนอิฐผูกเชือกหรือที่เราเรียกว่าลูกดิ่งพาดสายป่านเจ้าว่าวสายฟ้า  แล้วสาวลงมาตามแผน  ได้ทั้งตัวว่าวและป่านคม  สงสัยว่าเจ้าของว่าวคงจะด่าเฮียกังแหลกราญ  แต่ไม่ได้ยินเสียอย่าง  เฮียกังเลยทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียอย่างนั้นแหละ

          ว่าวสายฟ้าที่พวกเราสอยลงมาได้นั้นเป็นว่าวขนาดใหญ่ 3 สตางค์  จึงมีพลังมากกว่าว่าวที่เฮียกังใช้ซึ่งมีขนาด 2 สตางค์  ส่วนป่านคมนั้นอาจจะผสมกากเพชรหรือไข่ตุ๊กแกหรืออะไรที่เฮียกังเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน  วันนั้นพอพิจารณาว่าวเสร็จ  ต่างคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านเพราะเริ่มจะเย็นมากแล้ว

*****

          วันต่อมาขณะที่พวกเรากำลังเล่นว่าวกันอยู่ก็เห็นเด็กหนุ่มรุ่น ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมผู้ใหญ่ท่าทางระแวดระวัง  พอมาถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงชี้หน้าเฮียกังอย่างฉุน ๆ

          “นายรึที่สอยว่าวฉัน เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า

          ตอนแรกเฮียกังทำหน้ากังขา  แต่เมื่อเห็นว่าวรูปสายฟ้าฟาดในมือของอีกฝ่ายก็ต้องทำหน้าปูเลี่ยน ๆ  เพราะไม่นึกว่าคู่แข่งเมื่อวานที่ตนใช้วิชามารเข้าช่วยจะเป็นเด็กวัยรุ่น  แต่ด้วยที่อายุมากกว่าชั้นเชิงจึงมากกว่า  ดังนั้นจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันควัน

          “ฉันเพิ่งเคยเห็นป่านคมขนาดนี้เป็นครั้งแรก  เลยเสียมารยาทสักหน่อย  ฉันชื่อกังวานเป็นลูกร้านทองที่นี่แหละ

          พอเห็นท่าทีอ่อนน้อมของเฮียกัง  เด็กคนนั้นจึงเปลี่ยนสีหน้า  ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร  แต่สอยว่าวแบบนี้ไม่เป็นสุภาพชนเลยนี่นา

          “ฉันขอโทษจริง ๆ”  เฮียกังยังขอโทษขอโพยไม่ขาดปาก  แล้วก็ชวนให้อีกฝ่ายดูเทคนิคการเล่นป่านคมของแก  พร้อมถามเทคนิคการเล่นของอีกฝ่าย ดูเหมือนทั้งคู่จะพูดคุยกันถูกคออยู่ไม่น้อย  สักพักผู้ใหญ่ที่มาด้วยก็เอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ

          “คุณเสี่ยขอรับ  เดี๋ยวจะเย็นไปกว่านี้  อาเอี๊ยกับอาไหน้จะเป็นห่วง

          สีหน้าเจ้าของว่าวสายฟ้าขุ่นลงทันควัน  รำคาญนัก  วันหลังก็ขังฉันอยู่แต่ในบ้านเลยสิ

          พวกผมกับเฮียกังมองทีท่าของคนทั้งคู่อย่างสงสัย  เด็กหนุ่มหรือที่ผู้ใหญ่คนนั้นเรียกว่า คุณเสี่ยก็หันมาร่ำลาพวกผม

          “ฉันต้องกลับบ้านแล้ว  ไว้วันหลังจะมาเล่นว่าวที่นี่อีก

          เฮียกังยิ้มแห้ง ๆ  อาจจะเป็นเพราะยังไม่คุ้นกับท่าทีไว้ตัวของอีกฝ่าย  ผิดกับพวกผมเองที่ไม่ได้รู้สึกอะไรมากเพราะเป็นแค่เด็กธรรมดาในตลาด  แต่เฮียกังนั้นเป็นลูกของคนพอมีจะกินที่สร้างฐานะมาจากคนไม่มีเชื้อมีสาย  จริง ๆ แล้วพวกเราควรจะเรียกแกว่าเสี่ยกังด้วยซ้ำ  เพราะคนแถวนี้ต่างก็เรียกพ่อและแม่ของเฮียกังว่า เถ้าเก่”  และ เถ้าเก่เนี้ย”  ดังนั้นคนแถวนี้จึงมักจะให้ความเกรงใจเฮียกังอยู่กลาย ๆ   แต่คุณเสี่ยกลับดูเหมือนจะมีฐานะสูงกว่าเฮียกังด้วยซ้ำ

          ผมมารู้ทีหลังว่าฐานะของคุณเสี่ยสูงกว่าเฮียกังจริง ๆ  เพราะเป็นครอบครัวผู้ดีเก่า  พ่อของคุณเสี่ยเรียกว่า อาเอี๊ยซึ่งเทียบได้กับคำว่าใต้เท้า

          ที่สำคัญกว่านั้นก็คือคุณเสี่ยนั้นเป็นลูกของเชียะคา (เมียคนใช้แต่เรียกอาไหน้ (ท่านผู้หญิง) ว่าแม่  โดยเรียกแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองว่าอาเจ๊เหมือนคนในบ้านอื่น ๆ  เพราะถือตามธรรมเนียมที่ว่า เซียะคาแซเกี้ยอาเนี้ยไก๊แปลว่า ภรรยาคนใช้เมื่อคลอดบุตร  บุตรนั้นให้ถือว่าเป็นบุตรภรรยาหลวง”  แต่ตามสภาพที่เป็นจริง  ฐานะของลูกที่เกิดจากเซียะคานั้นจะด้อยกว่าบุตรที่เกิดจากภรรยาหลวงของอาเอี๊ย

          จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบได้ที่ว่าคุณเสี่ยกลับเป็นบุตรชายคนเดียวของบ้าน  อาไหน้หรือแม้แต่เมียเล็ก ๆ ของอาเอี๊ยมีแต่ลูกผู้หญิง

          “รักทั้งที่ไม่อยากรัก”  ผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยนินทาถึงอาไหน้ที่บ้านของอาเอี๊ยเข้าหูผมโดยบังเอิญ  เพราะเป็นลูกเซียะคาแท้ ๆ แต่กลับเป็นคนสืบทอดวงศ์ตระกูล  ปากก็พร่ำว่าตัวเองทำบุญกินเจทุกวัน  แต่กลับบังคับให้ลูกสูบฝิ่น  เพราะกลัวเด็กจะอยู่ไม่ติดบ้าน

*****

          ช่วงปิดเทอมที่สนุกสนานของผมก็ยังดำเนินต่อไป  แต่ตอนนี้คุณเสี่ยก็กลายมาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ในกลุ่มเดียวกับพวกเรา  คาดว่าครอบครัวของคุณเสี่ยคงพอจะรู้จักบ้านของเฮียกัง  จึงพิจารณาให้คบได้กระมัง  แต่ทว่าก็ยังต้องมีผู้ใหญ่มาคอยเฝ้าดูแลความปลอดภัยในฐานะบุตรชายคนเดียวของบ้านตระกูลใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น

          “คุณเสี่ยเรียนที่ไหนรึ?”  เฮียกังชวนอีกฝ่ายคุยขณะทำป่านคมด้วยกัน

          “บ้าน”  คุณเสี่ยตอบติดจะรำคาญ

          พวกผมได้ยินก็ทำตาโต  บ้านคุณเสี่ยเป็นโรงเรียนหรือ?”

          “ใครว่ากัน?”  คุณเสี่ยหัวเราะอย่างขบขัน  อาเอี๊ยให้ครูมาสอนฉันที่บ้านต่างหาก

          “งั้นก็สบายน่ะสิ”  พวกเด็ก ๆ อย่างผมคิดได้แค่นี้เท่านั้นแหละ  เพราะตอนที่เรียนที่โรงเรียนนั้นพวกผมจะทำอะไรก็ต้องอยู่ในกฏของโรงเรียนตลอด  ถ้าอยู่บ้านก็น่าจะมีอิสระกว่า

          “ใครว่าสบาย”  คุณเสี่ยทำหน้าเหม็นเบื่อ  แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ

          เฮียกังเห็นอย่างนั้นเลยชวนคุยต่อ  แต่ก็ได้เรียนภาษาอังกฤษด้วยละสิ  เพราะเดี๋ยวต่อไปภาษาต่างประเทศจะสำคัญ

          “ก็นิดหน่อย  แต่ตลกดี  เพราะเวลาครูสอนจะแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนก่อน  อย่างประโยค แพท อีส อะ บอย  ก็จะแปลว่า  แพท ซื่อ อี๋ เก้อ หนาน ฮ๋าย จื่อ  ฉันก็ต้องมาแปลเป็นภาษาไทยต่ออีกครั้งว่าแพทเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

          เฮียกังหัวเราะเสียงดัง  พวกผมที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษได้แต่มองด้วยความสงสัยว่ามันตลกที่ตรงไหนกัน  และผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่าระหว่างเฮียกังและคุณเสี่ยมีเรื่องพูดคุยกันมากขึ้น  พวกเด็ก ๆ อย่างผมก็กลายเป็นคนนอกไปโดยปริยาย  บางครั้งก็เห็นคนทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียดและเศร้าสร้อย  แต่ด้วยความเป็นเด็กทำให้พวกผมมองข้ามสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไป  เอาแต่วิ่งเล่นไปวัน ๆ เหมือนเช่นเดิม

*****

          เย็นวันหนึ่งคุณเสี่ยบอกว่าขออนุญาตทางบ้านให้สามารถอยู่ดูงานฉลองศาลเจ้าในตลาดได้ดึกกว่าเดิม  เพราะปกติแล้วคนติดตามของคุณเสี่ยมักจะเตือนให้คุณเสี่ยกลับบ้านตั้งแต่เย็น

          งานฉลองศาลเจ้าปีนี้  พวกพ่อค้าในตลาดร่วมลงขันหางิ้วชื่อดังมาแสดงให้ชม  ผมเองก็มีภาระต้องไปจองที่นั่งให้ย่า  พอคุณเสี่ยรู้ก็เบ้ปาก

          “ว่าจะชวนไปกินผัดไทนายเที่ยงสักหน่อย

          พอได้ยินผมก็น้ำลายสอ  เพราะผัดไทนายเที่ยงนี้ฝีมือหนึ่งไม่มีสอง  ร้านนี้เป็นแผงตั้งอยู่ที่บาทวิถีปากตรอกสำเพ็ง  ขายผัดไทและขนมเบื้องญวนตั้งแต่ตอนหัวค่ำไปจนถึงตีหนึ่งตีสอง  คนยืนออกันเต็มหน้าแผงทุกวัน  สั่งแต่ละทีต้องคอยนาน

          “รอเดี๋ยวไม่ได้เหรอ  ไว้ตัวเอกลงโรงแล้วจะรีบออกมาเลย”  ผมมองหน้าคุณเสี่ยอย่างอ้อนวอน

          “กว่างิ้วจะลงโรงก็ตั้งสองทุ่ม”  คุณเสี่ยบ่นกระปอดกระแปด  น้อยก็ไปนั่งดูงิ้วกับย่าเลยสิ

          “ไม่เอา  งิ้วไม่สนุก”  ผมบอกตามที่ใจคิด  เพราะเด็ก ๆ อย่างผมนั้นจะนั่งทนก็ตอนที่งิ้วเริ่มเบิกโรง  เพราะตอนโหมโรงนั้นเขาจะมีการแสดงการต่อสู้แบบจีนและก็มีตัวตลกออกมาเล่นให้ดู  แต่ตัวเนื้อเรื่องจริง ๆ นั้นเป็นเรื่องอิงพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์จีนต่าง ๆ เต็มไปด้วยการช่วงชิงอำนาจอย่างสามก๊ก  แถมในโรงก็มีแต่ผู้หญิงมีอายุทั้งนั้น  ส่วนใหญ่จะมาดูเพราะชอบงิ้วพระเอกที่เรียกว่า เซียเซ็ง”  ไม่ค่อยมีผู้ชายดูงิ้วเนื่องจากดารางิ้วไม่ว่าจะเป็นตัวพระตัวนางล้วนแต่เป็นเด็กผู้ชายอายุสิบกว่าขวบ  จึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจของบรรดาชายหนุ่มและชายชรา  แต่เซียเซ็งจะเป็นที่ชื่นชมของหญิงมีอายุคล้ายกับแม่ยกที่ชมชอบพระเอกลิเก

การที่ต้องใช้เด็กอายุน้อย ๆ แบบนั้นมาเล่นเป็นพระเอกนางเอกเพราะในวัยขนาดนี้เสียงยังไม่แตก  ดารางิ้วที่ขายดีจะต้องมีเสียงใส  มีพลังร้องงิ้วได้เพราะพริ้งโดยไม่ใช้เครื่องขยายเสียง  สามารถร้องแข่งกับเสียงปี่กลองได้สบาย

          เฮียกังเห็นผมหน้าเสียเลยรีบบอกคุณเสี่ย  รอน้อยเขาหน่อยก็ได้

          “งั้นเปลี่ยนเป็นดูงิ้วกันดีไหม”  คุณเสี่ยพูดคล้ายจะประชด

          “ดี เรื่องนี้ฮวยตั่วสวย ร้องเสียงใสดี”  เฮียกังพูดเป็นทำนองเย้าหยอก  ฮวยตั่ว’  ที่ว่าคือตัวงิ้วนางเอก

          คุณเสี่ยมองหน้าเฮียกังอย่างไม่เชื่อหู  เคยมาดูกับเขาอย่างนั้นรึ?”

          เฮียกังส่ายศีรษะแล้วพูดยิ้ม ๆ  ที่ตลาดเขาพูดกันว่าคณะนี้ทั้งเซียเซ็งและฮวยตั่วเสียงดีทั้งคู่  คนติดกันทั้งนั้น  วันก่อนเถ้าเก่เนี้ยร้านอาหารให้สร้อยทองเซียเซ็งหนักตั้งห้าบาท

          “มีแต่ผู้หญิงนั่นแหละที่จะดูงิ้ว  คุณเสี่ยบ่นงึมงำ

*****

          หลังจากที่หนังท้องตึงด้วยอาหารสารพัดที่เฮียกังและคุณเสี่ยผลัดกันซื้อหามาปรนเปรอผม  ทำให้ผมเริ่มมีอาการหนังตาปรือ  ขณะนั่งพักบนเก้าอี้ไม้หน้าร้านค้าที่ปิดหน้าถังไปแล้ว  มีตำรวจออกเดินตรวจตราความสงบเรียบร้อยผ่านหน้าพวกเราไปหนึ่งนาย  ผมมองตามด้วยความชื่นชม  เพราะเครื่องแบบตำรวจสีกากี  กางเกงขายาว  เสื้อนอกคอตั้งกระดุม 5 เม็ดปล่อยชาย  คาดเข็มขัดไว้นอกเสื้อ  พกกระบองยาวนี้โก้น้อยเสียเมื่อไรกัน

          “จะหลับแล้วหรือน้อย?”  เฮียกังถามกลั้วหัวเราะหลังจากเห็นผมทำท่าจะเลื้อยลงกองที่เก้าอี้

          “อิ่มจนท้องจะแตกแล้ว”  ผมหัวเราะยิงฟัน

          “กินเข้าไปมากขนาดนี้ได้ยังไงกันฮึ?”  คุณเสี่ยเอ่ยอย่างขัน ๆ

          ผมคิดว่าคุณเสี่ยนั่นแหละที่น่าสงสัยกว่า  เพราะกินเหมือนแมวดม  ตัวถึงได้ผอมนัก  แต่ก็ได้คิดอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกมา  สักพักผมก็เริ่มสัปหงก  ได้ยินเสียงทั้งคู่คุยกันอย่างไม่ปะติดปะต่อเท่าใดนัก

          “ไม่เห็นอยากจะอยู่ที่บ้านเลย”  คุณเสี่ยพูดคล้ายจะระบายอารมณ์  นัยน์ตากลมโตบนใบหน้าซีดเหลืองนั้นเปล่งประกายแวววาวในความมืด

          “คนที่เขาอยากเกิดเป็นลูกเศรษฐีอย่างคุณมีตั้งมาก

          “ลองมาเกิดจริง ๆ แล้วจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีสักนิด  ลูกเซียะคาอย่างฉันนี่ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงถูกปล่อยทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ  หรือถ้าอาไหน้มีลูกผู้ชายสักคน  ฉันคงไม่ถูกยกให้สูงขนาดนี้หรอก

          เสียงเฮียกังถอนใจยาว  ก่อนจะถามเบา ๆ  ยังสูบอยู่หรือเปล่า?” 

          “อาไหน้เขาให้คนหามา  ไม่สูบก็เกรงใจ

          “ไม่ใช่ติดไปแล้วรึ?”

          “ไม่รู้สิ  เพราะไม่เคยขาดมันสักที”  เสียงคุณเสี่ยกลั้วหัวเราะแกน ๆ

          “เขาว่าไม่ดีต่อร่างกายนะ

          “อาไหน้บอกว่าสูบแล้วจะทำให้ความคิดแล่น  สุขุมขึ้น  อาเอี๊ยก็สูบ

          “แล้วจริงหรือเปล่า?”

          “นิดหน่อย  เพราะตอนสูบก็ไม่คิดทุรนทุรายอะไร  ให้อยู่บ้านก็อยู่ไป  ดีตรงที่ไม่ต้องคิดอะไรนั่นแหละ

          เสียงคุณเสี่ยหาวเบา ๆ แทรกขึ้น

          “ง่วงหรืออยากฝิ่น?”

          “ง่วงมั้ง  ดึกมากแล้วนี่  น้อยก็หลับแล้วมั้ง

          “ยังครับ”  ผมรีบผงกหัวให้เห็น   ทั้งคู่หัวเราะกันเสียงดังเมื่อเห็นท่าทางของผม

          “จะหลับก็หลับเถอะ  เดี๋ยวจะปลุกตอนจะกลับบ้าน  ไม่ปล่อยเราทิ้งให้นอนที่นี่ถึงเช้าหรอก”  เฮียกังลูบศีรษะผมเบา ๆ

ผมหลับไปนานเท่าใดก็ไม่ทราบ  ตื่นมาอีกทีก็เห็นคุณเสี่ยฟุบหลับไปแล้ว  ศีรษะพิงกับไหล่เฮียกัง  พอผมทำท่าจะส่งเสียงปลุกก็เห็นเฮียกังทำหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเอง  แล้วโบกมือให้ผมลุกขึ้น

ผมทำตามภาษาใบ้ของเฮียกัง  ค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้โดยไม่ทำเสียงดัง  ก่อนจะหันไปเห็นเฮียกังอุ้มคุณเสี่ยไว้กับอก  หน้าขาว ๆ ของคุณเสี่ยเกลือกกับอกของเฮียกัง  สองแขนก็โอบรอบคอแกไว้เหมือนเด็กเล็ก ๆ เกาะคอพ่อ

          “น้อยกลับบ้านไปก่อน  เดี๋ยวพ่อกับแม่เป็นห่วง”  แกพยักเพยิดกับผม

          ด้วยความที่กลัวทางบ้านจะดุ  ผมก็เลยตาลีตาเหลือกวิ่งกลับบ้าน  แต่ก็ยังเหลือบเห็นเฮียกังค่อย ๆ อุ้มคุณเสี่ยออกเดินอย่างระมัดระวัง

*****

          หลังจากคืนนั้นผมก็ไม่เห็นเฮียกังมา เล่นเหมือนเคย  แถมคุณเสี่ยก็หายตัวไปด้วย  กีฬาทางอากาศของผมจึงจืดชืด  จนผมหันไปสนุกกับการกัดจิ้งหรีดแทน

          วันหนึ่งขณะที่ผมเดินกลับจากการเลือกซื้อจิ้งหรีดที่ตลาด  ผมก็เจอเฮียกังเดินหงอย ๆ ผ่านมา  สภาพทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้  พอถามก็ได้ความว่าทางบ้านของคุณเสี่ยไม่อนุญาตให้คุณเสี่ยออกจากบ้านมาพักหนึ่งแล้ว

          “น้อยช่วยไปดูหน่อยเถอะ”  เฮียกังเอ่ยไหว้วานผมด้วยเสียงแห้ง ๆ

          “แล้วทำไมเฮียไม่ไปดูเองล่ะ?”

          “ฉันไปไม่ได้หรอก  ไปถึงหน้าบ้านก็โดนตะเพิดกลับทุกที

          ผมเก็บความสงสัยไว้ในใจว่าทำไมเฮียกังถึงได้เข้าพบคุณเสี่ยไม่ได้  จนได้มาฟังเรื่องเล่าจากอ้ายเปีย

          “ข้าก็ได้ยินพวกผู้ใหญ่เขาพูดกันหนักหูเลยนะว่า  คุณเสี่ยหนีออกจากบ้านไป  โดยมีเฮียกังจัดหาที่พักให้  พวกบ้านของคุณเสี่ยตามหาให้วุ่นวายอยู่เป็นอาทิตย์  เพราะทั้งคู่แอบไปเช่าบ้านอยู่กันแถบชานเมือง  แต่ความแตกเพราะคุณเสี่ยเสี้ยนยา  เฮียกังต้องออกไปหาซื้อฝิ่นให้คุณเสี่ย  พอพวกบ้านคุณเสี่ยเจอตัวก็พากลับแล้วไม่ปล่อยให้ออกจากบ้านอีก  แถมสั่งห้ามไม่ให้คบหากับเฮียกังอีกต่อไปแล้ว  หาว่าเป็นต้นเหตุให้คุณเสี่ยคิดหนีออกจากบ้าน

          “เขาจับคุณเสี่ยใส่ตรวนรึไง?”  ผมสงสัย

          “ยิ่งกว่านั้นอีก  เขาว่าทางบ้านให้คุณเสี่ยพี้ยาจนติดหนักขึ้น  ตอนนี้ไม่มีปัญญาไปไหนมาไหนหรอก  เพราะขาดฝิ่นไม่ได้

          ผมได้แต่แปลกใจว่าทำไมทางบ้านคุณเสี่ยจึงต้องทำแบบนั้น  แต่พอเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามพ่อดูก็ได้ความว่า  ติดฝิ่นยิ่งกว่าตีตรวนอีกอ้ายน้อยเอ๋ย  ถ้าบ้านมียาฝิ่นอยู่มากมายแล้วเจ้าตัวยังจะคิดไปทุรนทุรายนอกบ้านอีกรึ  อย่างพวกพระเอกนางเอกงิ้วพวกที่ค่าตัวสูง ๆ นั้น  เจ้าของคณะจะบังคับให้สูบฝิ่นจนติด  เชื่อว่านอกจากจะทำให้เสียงแตกช้าแล้วยังทำให้รู้อยู่ไม่หนีหายไปไหน

          ผมฟังแล้วแต่คิดตามด้วยความหดหู่  แบบนี้ก็ไม่ต่างกับการถูกกักขังเท่าไรนัก  มิน่าเล่าคุณเสี่ยถึงได้อยากหนีออกจากบ้านนัก

*****

          ไม่ใช่เฉพาะเฮียกังที่ไม่สามารถเข้าพบคุณเสี่ยได้  แม้แต่เด็ก ๆ อย่างพวกผมก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าในในบ้านหลังมโหฬารนั้นได้เช่นกัน  พวกเราไม่ได้ข่าวคุณเสี่ยอีกเลย  ต่อมาผมก็ได้ยินข่าวไม่ค่อยดีนักว่าเฮียกังแอบไปติดสาวแถวเทเวศน์  บ้านช่องไม่ค่อยกลับ  ทว่าผมก็ไม่ค่อยเชื่อใจข่าวนั้นเท่าใดนัก  แต่ข่าวที่แน่นอนที่สุดก็คือเตี่ยกับแม่ของเฮียกังพยายามเร่งให้แกแต่งงาน  ถึงขนาดไปเจรจาขอหมั้นสาวเจ้าไว้  ทั้งที่เฮียกังไม่รู้เห็นด้วย  แต่พอแกรู้เข้า   คราวนี้แกออกไปทำงานแล้วไม่กลับมาที่บ้านอีกเลย

          เฮียกังหายหน้าหายตาไปหลายวันจนพวกผมชักเป็นห่วง  เพราะห้วงเวหาก็มีคนมาท้าทายอยู่ทุกเย็นแต่กลับไม่มีว่าวของแกขึ้นไปประลอง  แต่ไม่นานนักแกก็กลับมาก่อนวันแต่งงานจะเริ่มสองวัน  ช่วงสองวันนี้แกไม่ทำอะไรนั่งเหม่อลูกเดียว

          “เฮียหายไปไหนมาตั้งหลายวัน?”  ผมทักทายแกด้วยคำถามที่อยากรู้

          “ไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ”  เฮียกังพูดเสียงเนือย  คล้ายกับปลงกับชีวิตเต็มทน

          “ผมยังเข้าไปหาคุณเสี่ยไม่ได้เลย”  ผมรายงานผลการทำงานที่แกไหว้วาน  คนยามไม่ยอมให้ผ่านเข้าประตู  แค่เกาะรั้วมันยังไล่ตะเพิดเลย

          เฮียกังหลับตานิ่ง  ช่างมันเถอะ  ต่อไปน้อยก็ไม่ต้องไปที่บ้านนั้นแล้วนะ

          “เฮียไม่อยากเจอคุณเสี่ยแล้วหรือ?”

          คำตอบที่ได้คือความเงียบพักใหญ่  ก่อนจะพูดคล้ายกับพึมพำ  วันก่อนฉันเอาการ์ดแต่งงานไปฝากให้คนเฝ้าประตู  ถ้าเขาเห็น  เขาก็คงไม่อยากเจอฉันแล้ว

          ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่เฮียกังพูดเท่าใดนัก  ได้แต่นั่งมองสภาพคนหมดอาลัยตายอยากของแกอย่างปลง ๆ  จากคนหนุ่มที่มีชีวิตชีวา  กลับกลายเป็นแบบนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วยเหตุใดกัน

เฮียกังเหลือบตามองดูท้องฟ้าสีสดใสด้วยสายตาที่หม่นหมอง  ดูไม่ออกว่าเป็นสีหน้าของคนที่จะเป็นเจ้าบ่าวเลยแม้แต่น้อย  สักพักแกก็ผุดลุกขึ้น  นัยน์ตาเบิกโพลง  ผมมองตามก็เห็นว่าวตัวหนึ่งลอยอยู่บนฟากฟ้า

ว่าวรูปสายฟ้าฟาดที่ร่อนอยู่เหนือเวหานั้นโฉบไปมาเหมือนจะรอคนมาสอย  ผมได้แต่ชะเง้อมองด้วยความสงสัยว่าเจ้าของว่าวสายฟ้านั้นจะเป็นคุณเสี่ยจริงหรือไม่

ว่าวคุณเสี่ยมั้ง”  ผมกระตุกแขนเฮียกัง  เอาว่าวขึ้นสู้เถอะเฮีย

เฮียกังยืนมองว่าวบนฟ้าไม่ขยับไปไหน  แม้ว่าว่าวรูปสายฟ้านั้นจะโฉบไปมาคล้ายท้าทาย

คุณเสี่ยเขาคอยเฮียอยู่ไม่ใช่หรือ?”  ผมเร่งเฮียกัง

เฮียกังหันกลับมายิ้มให้ผม  ช่างเป็นยิ้มที่ดูไม่ดีเอาเสียเลย  อย่าเลยน้อย  เรื่องของคุณเสี่ยน่ะจบแค่นี้แหละดีแล้ว

ผมนิ่งอึ้ง  ตอนนั้นรู้สึกโกรธเฮียกังขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  ว่าวรูปสายฟ้าร่อนเหนือฟ้าได้พักใหญ่  แล้วก็ถูกสาวกลับไป  เหลือเพียงผืนฟ้ากว้างที่ดูโดดเดี่ยวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

*****

          ในวันแต่งงานของเฮียกังซึ่งเป็นลูกเจ้าของพ่อค้ามีฐานะในตลาด  บรรยากาศครึกครื้นด้วยเสียงปี่กลองและประทัดอื้ออึง  ผมยืนมุงดูบรรยากาศของงานกับเพื่อน ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ  สักพักก็รู้สึกเหมือนมีคนมาสะกิดข้างหลัง

          “อ้ายหนู

ผมหันไปดูก็เจอชายรูปร่างคุ้นตา  นึกไม่นานก็จำได้ว่าเป็นคนในบ้านของคุณเสี่ยที่เคยติดตามมาดูแลคุณเสี่ยอยู่เนือง ๆ

มีอะไรหรืออาเจ่ก?”  ผมถามอย่างสงสัย

คุณเสี่ยฝากของมาให้”  คนของคุณเสี่ยพูดจบก็ยื่นว่าวขนาดใหญ่รูปสายฟ้าส่งให้ผม

ให้ผมหรือ?”  ผมงงยิ่งกว่าเดิม

เราชื่อน้อยใช่ไหมล่ะคุณเสี่ยบอกว่าฝากให้เด็กชื่อน้อย  ส่วนป่านคมนี่ให้เสี่ยกัง”  ตอนท้ายแกส่งกระป๋องที่พันด้ายป่ายคมส่งให้ผม  มือผมชะงักไม่กล้ารับเมื่อเห็นกลุ่มด้ายสีแปลกตาคล้ายถูกย้อมด้วยเลือดแดงฉาน

อะไรน่ะอาเจ่กแล้วคุณเสี่ยทำไมไม่มาล่ะ?”

สีหน้าชายคนนั้นสลดลงอย่างเห็นได้ชัด  คุณเสี่ยมาไม่ได้แล้วล่ะอ้ายหนู  แล้วต่อไปคุณเสี่ยก็จะไม่เล่นว่าวอีกแล้ว  เอาป่านคมนี่ส่งให้เสี่ยกังแล้วบอกตามนี้ก็แล้วกัน

อีกฝ่ายเมื่อพูดจบก็ยัดด้ายป่านคมใส่มือผมแล้วเดินกลับออกไป  ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที  รีบวิ่งแหวกทางคนเข้าไปในบ้านของเฮียกังที่ชุลมุนวุ่นวายเพราะกำลังเตรียมขบวนเดินทางไปบ้านเจ้าสาว  เสียงคนร้องห้ามพยายามดึงตัวผมไว้  เฮียกังเดินออกมาจากตัวบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

เฮีย  คุณเสี่ยเขา…”  ผมหยุดคำพูดเพียงเท่านั้นเพราะเฮียกังพรวดพราดออกมาประชิดตัวเมื่อเห็นผมถือว่าวตัวโตอยู่แนบอก  ว่าวสายฟ้าที่ขาดรุ่งริ่งเพราะถูกเบียดแทรกจากคนจำนวนมากขณะที่ผมวิ่งเข้ามา

เอามาจากไหน?”

คนของคุณเสี่ยเอามาให้  แล้วบอกว่าคุณเสี่ยจะไม่เล่นว่าวแล้ว  แล้วเอานี่ให้เฮียด้วย”  ผมยัดกระป๋องด้ายป่านคมสีแดงเข้มใส่มือแก

เฮียกังมองกระป๋องด้ายอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ก่อนจะวิ่งพรวดพราดออกจากบ้านไป  โดยไม่มีใครรั้งตัวไว้ได้ทัน  เสียงญาติพี่น้องของเฮียกังร้องลั่นด้วยความตกใจที่เจ้าบ่าววิ่งหนีหายไประหว่างพิธี  ก่อนจะจับตัวผมมาซักซ้อมหาสาเหตุ  ซึ่งผมก็ได้แต่ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

*****

สำเพ็ง  ปีพุทธศักราช 2483

 

ปิดเทอมคราวนี้แม้จะมีการต่อสู้บนอากาศระหว่างว่าวหลากสี  แต่เมื่อขาดว่าวรูปสายฟ้าของคุณเสี่ยและว่าวของเฮียกัง  ผมรู้สึกเหมือนกับว่าความสนุกสนานได้หายเหือดไปหมดแล้ว

ข่าวการฆ่าตัวตายของคุณเสี่ยเมื่อปีที่แล้วจางหายไปจากวงสนทนาของชาวบ้านร้านตลาดไปนานแล้ว  การที่เฮียกังล้มเลิกพิธีแต่งงานในครั้งนั้นสร้างความร้าวฉานระหว่างครอบครัวของตนและฝ่ายหญิง  แต่เฮียกังก็ไม่สนใจและไม่แยแส  ยังคงใช้ชีวิตและทำงานเหมือนเช่นเคย  แต่ทว่ากลับไม่ยอมจับสายป่านเล่นว่าวอีกต่อไปเพราะไม่มีใครที่จะทำให้เฮียกังสนุกกับการเล่นว่าวได้อีกแล้ว

ผมเองก็คิดเช่นเดียวกัน

 

จบ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เมืองหล้า จากทั้งหมด 11 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 มกราคม 2561 / 11:31
    มันหม่นๆเศร้าๆ จะร้องก็ร้องไม่ออก ฮือ
    คิดว่าคุณเสี่ยน่าจะรักชอบกับเฮียนั้นแหละ
    ไม่รู้จะเม้นยังไงดี อธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่าชอบเรื่องแนวๆนี้มาก ;_;
    #1
    0