FATE (เจไอซ์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 191 Views

  • 5 Comments

  • 6 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    20

    Overall
    191

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

พาริสย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อพบกับเจ้าของโชคชะตาของตน


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
แฟนฟิคเจไอซ์ค่ะ
เรื่องที่แล้วเป็นพีทฉี
คราวนี้มาใหม่
แต่ทั้งเรืองจะพูดแต่ชื่อน้องไอซ์คนเดียว ส่วนอีกคนละไว้ในฐานที่เข้าใจนะคะ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 29 มี.ค. 62 / 06:39

บันทึกเป็น Favorite



     ในห้องนอนอันเงียบสงบ เจ้าของร่างที่เหยียดกายในห้วงนิทราบนเตียงนอนขนาดควีนไซด์ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ เริ่มมีอาการบิดเกร็ง เปลือกตาบางขยับไหวจากเชื่องช้าจนระรัวเร็ว ตามสิ่งที่ได้พบเห็นในความฝัน จนกระทั่งเผยอเปิดเปลือกตาจนเห็นรอยพับชัดเจนด้วยอาการที่เรียกได้ว่าผวาตื่น


     นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสุกใสสั่นระริกด้วยความรู้สึกตื่นเต้นสะเทือนใจ ทั้งที่ปะติดปะต่ออะไรจากความฝันไม่ได้ แต่เขาก็พอจะรู้ว่ามันคือฝันร้าย แม้รู้ว่าเป็นเพียงความฝันแต่เขากลับรู้สึกกังวลในทุกครั้งที่ลืมตาตื่น


     ในความฝันเขาเห็นเพียงเด็กผู้ชายที่กำลังย่างเข้าวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร และตัวเขาก็เลื่อนตัวเข้าไปกอดปลอบประโลม


     “อย่าร้องนะ พี่จ๋าอย่าร้องนะ” 


     นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฝันถึงเรื่องนี้


     พาริสหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงขึ้นมาดูเวลา ยังไม่ตีห้าด้วยซ้ำ แต่ครั้นจะนอนต่อก็คงจะทำไม่ได้แล้ว


*****


     ภาพของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณท่ามกลางความแออัดของร้านค้าแผงลอยจากที่คล้ายจะแปลกแยก กลับกลมกลืนกันจนแทบทำให้คนที่เดินผ่านไปมาไม่ทันสังเกต หากเป็นเมื่อก่อนยังมีข้อสะดุดทางกลิ่นให้รับรู้บ้างว่าเป็นกลิ่นควันธูป แต่เมื่อมีการรณรงค์ให้เลิกจุดธูปบูชาก็ทำให้ไม่มีสิ่งใดให้ได้รู้ว่าเบื้องหลังแผงขายเสื้อผ้าเป็นศาลเจ้า จวบจนร่างของหญิงวัยชราและหญิงวัยกลางคนค่อย ๆ ลับหายเข้าไปในกรอบประตูไม้สีแดงกระดำกระด่าง


     “ไอซ์” เสียงเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงหนัก ๆ ราวกับจะตำหนิ ทำให้เจ้าของชื่อถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เพียงเพราะเขาก้าวเท้าช้ากว่าสองคนที่เดินนำอยู่ก็ทำให้อีกฝ่ายเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ที่จริงเขาควรจะชาชินกับนิสัยห่วงใยเขาเกินเหตุแบบนี้ของผู้เป็นมารดา


     “ฮะ” ชายหนุ่มขานรับ ก่อนจะเดินตามเข้าไปในศาลเจ้าเก่า พร้อมกับตะกร้าสองใบที่ถือไว้เต็มสองมือ ตะกร้าใบหนึ่งเป็นอาหารที่เตรียมไว้บูชา ส่วนอีกใบเป็นเครื่องเซ่นไหว้พวกกระดาษเงินกระดาษทอง


     เสียงจามฟึดฟัดดังขึ้นเมื่อจมูกของชายหนุ่มสัมผัสถึงฝุ่นละอองที่ฟุ้งอยู่รอบกาย ก่อนหน้านี้มันคงนอนสงบนิ่งบนพื้นปูนเปลือย แต่เมื่อมีคนเดินผ่านมันจึงได้โอกาสตื่นแล้วกระจายตัวอยู่เต็มสถานที่นั้น


     หญิงวัยกลางคนส่ายศีรษะคล้ายจะตำหนิความอ่อนแอของบุตรชาย “เอาของวางไว้แล้วไปรอข้างนอกก็แล้วกัน เดี๋ยวม๊ากับอาม่าไหว้เสร็จจะเรียก”


     พาริสมองไปโดยรอบ ก่อนจะวางตะกร้าอาหารที่แปะกระดาษสีเหลืองแผ่นยาว


     ป้ายชื่อภาษาจีนที่ชายหนุ่มอ่านไม่ออก แต่รู้ว่ามันเขียนว่าอะไร เพราะยืนดูอยู่ตอนที่คุณยายของเขาบอกชื่อกับคนเขียน


     “นางเซาะเค็ง แซ่หลี” 


     นิ้วมือผอมแห้งหยิบพู่กันจีนตวัดหมึกสีดำป้ายไปมาบนกระดาษสีเหลืองเป็นภาษาที่เขาไม่เข้าใจก่อนจะถามผู้ว่าจ้าง


     “ลื้อจะให้เขียนว่าอุทิศให้ใคร”


     คุณยายเงียบไปชั่วขณะ ตอนนั้นเองที่มารดาของเขาต้องพูดแทนให้


     “ไม่ต้องเขียนชื่อก็ได้”


     ชายชราที่รับจ้างเขียนชื่อก็ได้แต่พยักหน้าหงึก แล้วส่งกระดาษสีเหลืองนั้นให้กับผู้ว่าจ้าง

 

     ก่อนที่จะเดินออกไปจากความอึดอัด คุณยายของเขากวักมือเรียกเขาให้เข้าไปหา พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าแพรสีชมพูสดยัดใส่มือเขา


     “ฝากไว้หรือครับ?” ผู้เป็นหลานเลิกคิ้วถาม แต่คำตอบคือสายตาอันว่างเปล่าและพร่ามัว คนที่ตอบจึงเป็นมารดาของเขาที่ทำหน้าเหนื่อยหน่าย


     “เก็บไว้ก่อนเถอะ อาม่าหลง ๆ ลืม ๆ แบบนี้คงกลัวทำหาย”


     “ฮะ” เขายัดผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นใส่กระเป๋ากางเกง เหลือบตามองผู้เป็นยายก็เห็นมองตามเขาไม่วางตาราวกับเป็นห่วงว่าเขาจะเอาของชิ้นนี้ไปวางไว้ที่ไหนไกลตัว เขาเห็นดังนั้นจึงยิ้มให้ผู้สูงวัย “ไอซ์จะเก็บไว้เป็นอย่างดีเลยอาม่า ไม่ทำของอาม่าหายหรอก”


      “อย่าไปไหนไกลล่ะ” แม่ของเขาย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้ากังวล


     พาริสลอบทำหน้าเบื่อหน่าย แต่ก็เข้าใจดีว่ามารดาของเขาเป็นห่วงเนื่องจากเมื่อสิบปีที่แล้วที่เขามาที่ศาลเจ้านี้ครั้งแรก เขาหายตัวไปเป็นวัน ซึ่งตัวเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง รู้แต่ว่าเป็นจุดกำเนิดของความฝันที่เขาไม่รู้ที่มาที่ไป และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้รับการชักชวนให้มาที่ศาลเจ้านี่อีกเลย จนกระทั่งวันนี้ที่มารดาของเขาเดินเข้าไปบอกเขาขณะที่กำลังรับประทานอาหารเช้า


            “วันนี้ไอซ์ไปศาลเจ้ากับม๊าและอาม่านะ”


            “ทำไม?” แน่นอนว่าคำถามนี้เกิดขึ้นทันที เพราะที่ศาลเจ้านั่นเหมือนเป็นสถานที่ต้องห้ามของเขาไปแล้ว


            “ม๊าก็ไม่รู้ยังไง อาม่าเขาบอกอย่างนี้ จะขัดใจก็ไม่ได้” มารดาของเขาขมวดคิ้วเหมือนไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้แม้แต่น้อย


            “งั้นไอซ์ไปเตรียมรถก่อน”


            “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวไปแท็กซี่ แถวนั้นหาที่จอดยาก ไปรถรับจ้างจะสะดวกกว่า ไอซ์ไปยกตระกร้าของไหว้ในครัวมา เดี๋ยวม๊าจะไปพยุงอาม่า”


            นั่นคือสาเหตุที่เขามาในวันนี้อย่างไม่ทันเตรียมเนื้อเตรียมตัวมาก่อน ชายหนุ่มเดินออกมาจากส่วนที่แม่และยายกำลังจัดของเซ่นไหว้ เขาคิดจะออกไปเดินละแวกนี้เพื่อหาซื้อของกินเล่นฆ่าเวลา แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เขารีบร้อนเสียจนหลงลืมไปทุกสิ่ง แม้แต่กระเป๋าเงินและโทรศัพท์ของตนเอง จึงหันหลังกลับเพื่อจะไปขอเงินบุพการีไว้ติดตัวบ้าง เสี้ยวขณะที่หมุนตัวกลับไปนั้น ราวกับทุกสิ่งพร่ามัวและดำมืดลงในพริบตา


*****


            “ไปเรียกรถให้ที” เสียงใครบางคนดังอยู่แว่ว ๆ พาริสขมวดคิ้วด้วยอาการปวดแปล๊บที่ท้ายทอย ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ให้ร่างกายเข้าที่เสียก่อน


            “คุณเสี่ยไปรอในศาลเจ้าจะดีกว่านะครับ”


            คำสนทนานั้นเหมือนใกล้บ้างไกลบ้าง แต่ก็พอจะจับใจความได้อยู่ ว่าคงมีใครเรียกแท็กซี่ ชายหนุ่มเหลียวไปมองที่โต๊ะเซ่นไหว้ แม่และยายของเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว


กลับบ้านไม่รอกันเลยเขาได้แต่คิดในใจ ไม่ทันเอะใจว่าทำไมคนทั้งคู่จึงออกจากศาลเจ้าไปทั้งที่เขาก็นั่งอยู่ที่ตรงนี้ ว่าแต่เขาเองก็ต้องหารถกลับบ้านเหมือนกัน เดี๋ยวเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านแล้วค่อยเก็บค่าโดยสารกับมารดาเขาก็แล้วกัน พาริสพยายามเปิดเปลือกตาเมื่อได้ยินเสียงย่ำเท้าเข้ามาใกล้


            “อ้าว นั่นใคร?” เสียงนั้นอุทานเหมือนตกใจที่เห็นมีคนนั่งอยู่ในศาลเจ้า


            พาริสพยายามเขม้นมองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู แต่เนื่องจากแสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาเต็มที่ จนเห็นเพียงเงาดำ ชายหนุ่มหรี่ตามองก็เห็นเป็นชายหนุ่มผิวขาวเหลืองในชุดเสื้อสูทสากลสีน้ำตาล หวีผมเรียบแปล้หน้าตากรุ้มกริ่ม


เสียงย่ำเท้าดังเข้ามาจนใกล้ร่างที่นั่งนิ่งอยู่ เจ้าของรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มที่ขัดจนวาววับทรุดตัวลงนั่งยองมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ก่อนจะถาม “เมาหรือเราน่ะ เป็นอะไรมากไหม?”


หัวคิ้วขมวดมุ่นเมื่อโดนข้อหาเมาสุราตอนกลางวันแสก ๆ “ไม่ได้เมา”


เสียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มยิ่งขุ่นใจ “หัวเราะอะไร?”


“เปล่า แค่คิดว่าฉันไม่น่าถาม เพราะคนเมามักจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองเมา” ยิ่งคนตรงหน้าพูดปฏิเสธพร้อมกับเสียงกลั้วหัวเราะก็ยิ่งทำให้พาริสรู้สึกโมโหแกมหมั่นไส้คนแปลกหน้า แต่เขาพยายามไม่สนใจ


“คุณจะคิดอะไรก็ตามใจคุณ ว่าแต่คุณเรียกรถให้ผมคันหนึ่งสิ” 


“จะให้เรียกไปไหน?”


“ลาดพร้าว”


“หือ?” นัยน์ตาใต้กรอบตายาวเรียวฉายแววกังขา จนพาริสต้องขยายความสถานที่เพิ่มเติม


“แถวโชคชัยสี่น่ะ”


คราวนี้เจ้าตัวหัวเราะจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ พาริสมองหน้าคนที่ทำท่าขบขันเสียเต็มประดาอย่างนึกค่อนขอดในใจ หากแต่อีกใจก็ยอมรับว่าคนตรงหน้านั้นจัดอยู่ในกลุ่มคนที่หน้าตาดีเลยทีเดียว ยิ่งยามที่หัวเราะเต็มที่แบบนี้ นัยน์ตาเรียวเล็กกลายเป็นขีดเส้นตรง หากแต่ความอบอุ่นนั้นกลับแผ่ซ่านออกมาราวกับทุกสิ่งในโลกนั้นหัวเราะไปกับเขา


“นี่ตลกตรงไหนกัน?”


“ไม่ตลกเลย ไม่ตลกสักนิด” ยิ่งพูดย้ำก็ยิ่งรู้สึกว่าคนตรงหน้ากำลังล้อเลียนเขา เพราะตอนท้ายอีกฝ่ายก็พูดพร้อมกลั้นหัวเราะ “ฉันว่านายนั่งแถวนี้ให้สร่างก่อนก็แล้วกัน ก่อนจะไปให้ถึงลาดพร้าว”


            ขณะนั้นเอง ร่างอวบท้วมของชายผู้หนึ่งก็ถลันเข้ามา “คุณเสี่ย รถที่ให้เรียก มาแล้วขอรับ”


            ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์ที่โมโหจนแทบจะบีบคอคนที่กำลังต่อปากต่อคำกับเขา พาริสอาจจะทันสังเกตว่าบุคคลที่สามนั้นแต่งตัวราวกับกำลังเล่นละครจีนอยู่ เพราะเสื้อกุยเฮงกับกางเกงแพรสีดำซีดนั้นเข้ากันได้ดีกับผมเปียทอดยาวถึงไหล่


            “ใครจะรอ” พูดจบพาริสก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้วตบบ่าชายหนุ่มในชุดสูทสากลเป็นเชิงลุแก่โทษ “ขอไปก่อนละนะ คุณเรียกคันใหม่ก็แล้วกัน”


            ยามที่สายตาใต้กรอบตาเรียวเขม้นมองชายหนุ่มที่เหยียดยืนเต็มร่าง แสงตกกระทบจากภายนอกทำให้ภาพของใบหน้าที่เห็นอยู่ในเหลี่ยมมุมที่คุ้นตา คนที่ทรุดตัวนั่งอยู่บนพื้นสะดุ้งคล้ายกับโดนไฟฟ้าช๊อต ราวกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่คาดหวังไว้มาเป็นเวลานาน


            ชายอ้วนเปียยาวมองตามคนที่กำลังเดินไปทางประตูทางเข้าศาลเจ้า แล้วหันไปทางชายหนุ่มที่กำลังขยับตัวลุกขึ้น “คุณเสี่ย อ้ายหมอนั่นมันเป็นใครกัน อยู่ดี ๆ มาแย่งรถของคุณเสี่ย เดี๋ยวกระผมไปไล่มันก่อน”


            “ไม่ต้อง เขาไปไหนไม่ได้หรอก” คนที่ถูกเรียกหาว่า “คุณเสี่ย” ส่ายศีรษะอย่างมั่นใจในความคิดของตน เขาค่อย ๆ เดินไปทางประตูหน้าศาลเจ้าอย่างใช้ความคิด พอก้าวพ้นกรอบประตูก็เห็นว่าคนที่เดินออกมาก่อนหน้านี้กำลังมองไปรอบข้างด้วยสีหน้าแตกตื่น


            พาริสพยายามมองหาสิ่งที่จะช่วยย้ำความคิดประการหนึ่งของเขา นี่อาจจะเป็นรายการคาเมร่าแคนดิทของยูทูปเปอร์คนใดคนหนึ่งเพื่อกระตุ้นยอดซับสไคร์ซ


            ชายหนุ่มคิดวุ่นวายอยู่ในสมองว่านี่ต้องมีใครแกล้งอะไรเขาสักอย่างแน่นอน หน้าศาลเจ้าตอนนี้ไม่ใช่แผงขายเสื้อผ้า แต่เป็นลานโล่ง และตรงหน้ามีรถลากจอดรออยู่พร้อมกับคนลากรถที่ไม่สวมเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า สวมเพียงกางเกงขาก๊วยสีดำขะมุกขมอม เมื่อหันมาเจอเขา เจ้าของรูปร่างผอมเกร็งที่ยืนอยู่ก็ยิ้มกว้างเห็นฟันสีเหลืองเต็มปาก


            “นี่ใครจ้างนายมา?” เขาเอ่ยปากถามอย่างเคือง ๆ แต่คำตอบที่ได้คือหน้าตาตื่น ๆ ปนสงสัย จนเขาต้องถามซ้ำ “ผมถามว่าใครจ้างมา แล้วกล้องอยู่ไหน?”


            “เขาฟังภาษาไทยไม่ค่อยรู้หรอก” เสียงใครคนหนึ่งตอบ พาริสหันกลับไปก็เจอกับชายแปลกหน้าคนเดิมที่ยืนอยู่หน้ากรอบประตูไม้ของศาลเจ้า เขาเพิ่งสังเกตว่าสีแดงของศาลเจ้านั้นสดใสราวกับของใหม่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่เขาเดินเข้าไปกับแม่และยายของเขานั้นมันดูกระดำกระด่างและหลุดร่อนจนแทบไม่เห็นเป็นสีแดง


            พาริสขมวดคิ้ว แล้วพยักเพยิดไปทางคนลากรถ “พวกต่างด้าวเหรอ?”


            “จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ เขาเพิ่งมาบางกอกไม่นานมั้ง” ชายผู้นั้นยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย จนทำให้พาริสปักใจได้ว่านี่ต้องเป็นขบวนการแกล้งคนเพื่อหายอดวิวยอดซับสไคร์ซแน่นอน


            คนที่คิดว่าตนเองกำลังถูกแกล้งโดยยูทูปเปอร์ตรงหน้า เชิดหน้าถามอย่างเคือง ๆ “นี่คุณทำคอนเท้นอะไร? แอบถ่ายคนที่ตกใจใช่ไหม? ระวังโดนฟ้องว่าละเมิดสิทธิ์มนุษยชน”


            “พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ซี้ซั้วต่า อ้ายหมอนี่ ระวังปากไว้บ้างนะ” เสียงของชายผมเปียดังขึ้นขัดจังหวะ ก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มที่ยืนทำท่าสบายใจ “คุณเสี่ยขึ้นรถไปเถิดขอรับ อ้ายคนบ้านี่ไม่ต้องสนใจมัน”


            พาริสอยากจะโต้กลับเหมือนกันว่าฝ่ายตรงข้ามเหมือนคนสติไม่ดีมากกว่าเขาเสียอีก ดูเสื้อผ้าการแต่งตัวเหมือนคนหลงยุค แต่ก็คร้านจะเถียงกับคนกลุ่มนี้ เขารู้สึกหงุดหงิดจึงสะบัดหน้าเดินไปอีกทาง


            “จะไปไหน?” เสียงถามไล่ตามหลังมา พร้อมกับต้นแขนที่รู้สึกตึงเมื่อโดนดึงไว้


            “เกี่ยวอะไรกับคุณ ผมจะกลับบ้านผมแล้ว” พาริสเหวี่ยงแขนให้หลุดจากการเกาะกุม ก่อนจะมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหารถรับจ้าง แต่นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมย่านเยาวราชของกรุงเทพมหานครถึงได้เงียบขนาดนี้ บนถนนไม่มีรถสักคัน แถมคนที่เดินไปมาก็แต่งตัวแปลกประหลาด 


            ชายหนุ่มเริ่มเดินเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง เขากำลังวิ่งหาสิ่งที่จะพอคุ้นตาอยู่บ้าง แต่กลับไม่มีเลย สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นตระหนก เขาอยู่ที่ไหนกันแน่ สองเท้าหยุดอยู่ที่มุมอาคารตึกแถวที่มองอย่างไรก็เหมือนตึกแถวตามต่างจังหวัด ไม่ใช่กลางเมืองหลวงแบบนี้ ชายหนุ่มยืนพิงบานประตูเฟี้ยมของอาคารที่ปิดอยู่ราวกับเรี่ยวแรงที่มีอยู่นั้นได้เหือดหายไปหมดสิ้น


            “นึกว่าจะตามมาไม่ทันแล้ว”


            พาริสหันไปทางคนพูดที่ยืนหอบอยู่


            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่” พาริสมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดคั้น


            “ถ้าจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันคงอธิบายไม่ได้เหมือนกัน” ชายคนนั้นยักไหล่


            “แล้วคุณตามผมมาทำไม?”


            คนแปลกหน้ายิ้มกว้าง “เรารู้จักกัน”


            “ผมไม่คุ้นหน้าคุณแม้แต่น้อย” พาริสเริ่มไม่ไว้ใจคนตรงหน้า เพราะไม่ว่าส่วนไหนของความทรงจำก็ไม่เคยมีภาพของคนผู้นี้อยู่ในหัว


            “เมื่อสิบปีที่แล้ว เราเคยเจอกัน”


            แสงสว่างวาบขึ้นในหัวของพาริส ภาพแผ่นหลังของใครบางคนช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน เขาเดินตามคน ๆ นั้นไปทุกที่ เล่นสนุกไปด้วยกัน หัวเราะและร้องไห้


            “พี่จ๋าอย่าร้องไห้”


เสียงเด็กในความฝันนั้นเป็นเสียงของเขาเอง กำลังปลอบใครอยู่สักคน ใครสักคนที่เขาสนิทสนมด้วยในยามนั้น นัยน์ตาสีดำเข้มใต้กรอบตายาวรีที่เขม้นมองมานั้นคุ้นตาเสียเหลือเกิน ภาพในหัวเริ่มซ้อนทับกับคนตรงหน้า


“พี่”


“ไอซ์จำได้แล้วใช่ไหม?”


พาริสสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตน “ทำไมคุณรู้จักชื่อผม”


“นึกให้ดีสิ ตอนนั้นที่เราเจอกันครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว พี่เจอไอซ์ที่ศาลเจ้า เราอยู่ด้วยกันเกือบเดือน ก่อนที่ไอซ์จะหายตัวไป”


เมื่อสิบปีที่แล้วเขาหายตัวไปแค่วันเดียวเท่านั้น มารดาของเขาเล่าแค่ว่าให้ผู้ใหญ่แถวนั้นตามหาตั้งแต่ตอนเที่ยง ๆ จนใกล้ค่ำ จึงได้เจอ


“แล้วไอซ์กลับไป เอ่อ...หายไปได้ยังไง พี่รู้ไหม?”


ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “วันนั้นมันวุ่นวายมาก พี่หันมาอีกที ไอซ์ก็ไม่อยู่แล้ว”


*****


            คนสองคนบนรถลากแม้จะไม่อึดอัดเพราะรูปร่างของคนทั้งคู่ไม่ได้อวบอ้วน แต่ก็ไม่ได้สบายเสียทีเดียว สายตาของพาริสมองไปรอบข้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ 


            “นี่แถวนี้เรียกว่าอะไร?”


            “สำเพ็ง”


            “แล้วเรากำลังจะไปที่ไหน...” ยังไม่ทันถามอะไรต่อ ชายหนุ่มที่นั่งเคียงคู่มาบนรถลากก็ตะโกนขัดขึ้นมาก่อน


            “ปั่ง ปั่ง


           “พี่พูดอะไร?”


            ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “บอกให้เขาหยุดรถ”


            พาริสถามต่อด้วยความสงสัย “บอกเขาว่า หยุด หยุด ไม่ได้หรือ?”


            “ได้มั้ง ถ้าเขาฟังรู้เรื่องนะ ส่วนใหญ่พวกเจ๊กลากรถฟังภาษาไทยได้ไม่คล่องหรอก เพราะคนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกซินตึ้งที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในบางกอก”


เมื่อเจ๊กลากรถวางคานรถลง  ชายหนุ่มในชุดสูทสากลจึงก้าวลงจากรถพร้อมชำระเงิน  ก่อนจะพยักเพยิดให้คนที่เพิ่งรู้จักเดินตามลงมา


พาริสสังเกตว่าตนเองยืนอยู่หน้าตึกแถวสี่ชั้น ชั้นล่างเป็นร้านค้า ที่มองเข้าไปก็พอจะรู้ว่าเป็นร้านค้าทอง


            คนในตึกแถวชะเง้อคอออกมาดูก็ผลุบกลับเข้าไป


            “คุณเสี่ยมา ลื้อรีบไปบอกเจ๊สัวเนี้ย


            คนงานวัยรุ่นรับคำแล้วเดินไปทางหลังร้าน  ส่วนคนที่เป็นหลงจู๊หรือผู้จัดการร้านก็เดินออกไปยิ้มรับหน้าชายหนุ่ม  แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก  อีกฝ่ายกลับสวนขึ้นก่อน


            “ไปฟ้องเจ๊สัวเนี้ยแล้วรึเรา?”


            “ก็ท่านบ่นหาคุณเสี่ยอยู่หลายวันแล้วหลงจู๊วัยกลางคนพูดไม่เต็มปาก จะโต้กลับก็ไม่เป็นการ เพราะอีกฝ่ายมีฐานะเป็นนายจ้างคนหนึ่ง จึงได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แต่กลับมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นแทน


            “ธุระคุณเสี่ยเยอะเสียจริง บอกว่าจะมาหาดิฉันตั้งแต่หลายวันก่อน เพิ่งจะเดินทางมาถึงวันนี้”


            พาริสเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนพูด หญิงร่างอวบในชุดสีสันสดใสราวกับสาวรุ่น แต่ด้วยร่องรอยเหี่ยวย่นที่หางตาในยามที่ยิ้มกว้างต้อนรับจึงเห็นว่ามีอายุพอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถลดทอนความงามนั้นลงได้


            ชายหนุ่มที่ใครต่อใครเรียกว่าคุณเสี่ยหัวเราะจนเห็นฟันขาวเต็มปาก ทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นยิ่งน่าดูขึ้นมากไปกว่าเดิม “แต่ความคิดถึงของผมมาถึงเจ๊สัวเนี้ยหลายวันแล้ว”


            “ปากหวานอย่างนี้เอง ถึงดิฉันไม่ใช่สาว ๆ แต่ก็อยากจะควงคุณเสี่ยบ้างแล้ว” หญิงผู้นั้นยิ้มพราย ก่อนจะถามด้วยอาการเคร่ง “ว่าแต่ออกจากที่บ้านใหญ่มาตั้งแต่เช้าเลยหรือคะ”


            “ก็บอกพวกเขาว่าไปมอร์นิ่งวอร์ค แล้วก็เลยแวะไปดูศาลเจ้า” พูดถึงตอนนี้ก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ถึงธุระที่จะมาหาสู่ “แล้วมีเรื่องจะรบกวนเจ๊สัวเนี้ย”


            “มีเรื่องอะไรหรือคะ?” ใบหน้านั้นยิ้มพรายอย่างเอ็นดู


            “ผมพาคนมาขออาศัยอยู่ที่นี่สักพัก”


            “คนนี้หรือคะ?” หญิงผู้นั้นหันมาทางพาริส แล้วทำหน้าเหมือนตกใจเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน พ่อพาของดิฉัน”


            พาริสขมวดคิ้ว ใครคือ “พ่อพา”


            “แม่จำเขาได้ด้วยหรือ” จากคำเรียกหาที่เหมือนห่างเหินแต่ต้นว่า เจ๊สัวเนี้ย ก็กลายเป็นคำเรียกที่รู้กันเพียงสองคน


            “ทำไมจะจำไม่ได้ หน้าเหมือนตอนเด็ก ๆ ยังกะแกะ แล้วหน้าเหมือนพวกฝาหรั่งแบบนี้ เห็นครั้งเดียวก็จำได้แล้ว” ใบหน้าสวยราวสาว ๆ ยิ้มอ่อนโยน “ไม่นึกว่าจะเจอกันอีก ขอบคุณพ่อพาจริง ๆ ที่ช่วยคุณเสี่ยไว้ตอนนั้น”


            ข้อมูลใหม่ ๆ ถาโถมเข้ามาในหัวของพาริสอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับความงุนงง เขาหันหน้าไปทางชายหนุ่มข้างกายพร้อมสีหน้าแสดงอาการสงสัย จนชายผู้นั้นต้องอมยิ้มกรุ้มกริ่ม


            “พ่อพาของแม่ยังเหนื่อยกับการเดินทางมา ยังไม่สบายดีนัก”


“มาจากไหนล่ะคะ?”


“แถวบางกะปิ” ชายหนุ่มบอกผู้เป็นแม่


            “ไกลขนาดนั้นเชียว ที่นั่นเป็นทุ่งนาไม่ใช่หรือ” หญิงเจ้าของร้านทองขมวดคิ้ว “ฉันเองก็ไม่เคยไปแถวนั้น แต่วันก่อนอาซ้อจีบมาเล่าว่าไปหาญาติที่มีนบุรีต้องนั่งเรือเกือบทั้งวันกว่าจะถึง แล้วนี่เรากว่าจะมาถึงคงจะเหนื่อยน่าดูชม”


            พาริสอยากจะแก้แทนให้ว่าแถวบางกะปิไม่ใช่ทุ่งนาแล้ว และมีนบุรีก็ไม่ไกลอย่างที่คนที่นี่เข้าใจหรอก แต่เมื่อนึกได้ว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหนจึงได้ปล่อยเลยตามเลย


            “ถ้าเป็นอย่างนี้ ดิฉันไม่เซ้าซี้แล้ว งั้นไปอาบน้ำกินข้าวกันก่อน แล้วค่อยคุยกันอีกที” เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครก็ตะโกนเรียกหาเด็กรับใช้ในบ้าน “อาเค็ง”


            ราวกับรออยู่ก่อนหน้าแล้ว เด็กหญิงร่างอวบกระวีกระวาดเดินเข้าไปหานายหญิงอย่างรวดเร็ว


            สายใยแห่งความผูกพันบางอย่างทำให้พาริสจ้องมองเด็กหญิงราวกับคุ้นเคย


            “โตขึ้นเยอะเลยนะเรา” เสียงของคุณเสี่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง ทำให้เด็กหญิงถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความขวยเขิน


            “ไม่ต้องมายืนบิด พาแขกไปที่ห้องพักให้อาบน้ำอาบท่าก่อน” เสียงนายหญิงตำหนิอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปทางพาริส “ไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน”


            พาริสหันไปมองชายที่นำเขามา เห็นทำท่าพยักเพยิดให้ จึงเดินตามเด็กหญิงเค็งไปยังห้องรับรองที่อยู่ชั้นสามของตึกแถว


            เมื่ออยู่กันตามลำพัง ใบหน้าของหญิงเจ้าของร้านทองจึงค่อยแปรเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นเศร้าหมอง “ทั้งที่คุณเสี่ยก็ทำบุญทำทานกับคนอื่นมากมาย ผลบุญกลับส่งไม่ถึงสักที”


           “เพิ่งรู้ว่าแม่ก็เชื่อเรื่องบุญบาป” ชายหนุ่มยิ้มเย้าผู้เป็นมารดา


            “ที่จะไม่เชื่อก็เพราะคุณเสี่ยนี่แหละ ช่วยเหลือใครต่อใครตั้งมาก อย่างเด็กเค็งที่ช่วยไถ่ตัวมาจากโรงน้ำชาที่พ่อแม่เขาเอาไปขัดดอกนี่ก็ไม่เรียกกว่าทำบุญหรือไรกัน แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม”


           “สงสัยว่าเพราะผมทำบาปมากกว่าบุญ เลยหักล้างกันไม่เป็นผล”


            ราวกับอดกลั้นมานาน ผู้เป็นมารดาถึงกับโพล่งออกมาอย่างสุดจะทนไหว “ชีวิตคนหนุ่มคนหนึ่งเหลวแหลกขนาดนี้ยังไม่สาแก่ใจเขาอีกหรือ หรือต้องเห็นเขาตายลงไปต่อหน้าถึงจะยอมวางมือ”


            มือใหญ่ลูบต้นแขนมารดาราวกับจะลดความเดือดดาลนั้นลงไป “ไม่เป็นไรหรอกครับ ชีวิตผมคงไม่เลวร้ายอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว”


            หญิงวัยกลางคนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตา แล้วกระวีกระวาดไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ


            “คุณเสี่ยคงต้องใช้เงินอีกมาก”


            “ไม่ต้องแล้ว” ชายหนุ่มดันปึกธนบัตรกลับไป “ผมตัดสินใจมาหลายวันแล้วว่าจะลงไปค้าไม้ที่ทางใต้ มีคนมาชวนให้ไปร่วมลงทุน ให้แทงบัญชีสูญดีกว่าต้องให้ทุกคนมาลำบาก”


            เหมือนโดนค้อนตอกที่หัวใจผู้เป็นแม่ ทางใต้ที่ว่านั้นเสี่ยงต่อชีวิตสารพัด ทั้งภัยจากคนเลว คนโลภ และภัยจากโรคมาลาเรีย “คุณเสี่ยทำแบบนี้ไม่ได้ แค่คิดว่าต้องห่างกันไปไกล หัวใจของฉันก็จะขาดแล้ว” หญิงวัยกลางคนน้ำตาไหลพราก “แล้วไปที่แบบนั้นมันแทบจะไม่มีโอกาสได้กลับมาให้เห็นหน้ากันอีก จะให้หัวหงอกทำศพคนหัวดำอย่างนั้นหรือ อยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ จะเสียมากกว่านี้ดิฉันก็ยอม”


            ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ แล้วทรุดลงนั่งที่พื้นกอดเอวมารดาผู้ให้กำเนิดแล้วซบหน้าลงกับตักนิ่ม ๆ นั้น “ถึงผมอยู่ที่นี่มันก็เหมือนคนที่ตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ถ้าพลาดขึ้นมาจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ให้ผมไปเถอะ”


            วงแขนของมารดาโอบกระชับร่างของบุตรชายไว้แน่น “ไม่เอา ดิฉันไม่ให้คุณเสี่ยไปไหนทั้งนั้น เราสู้กันมาถึงขนาดนี้แล้ว ให้ดิฉันได้รักได้กอดคุณเสี่ยไปอีกเรื่อย ๆ เถอะ ไม่สิ ถึงจะไม่ได้กอดได้หอมแบบแม่ทั่วไป แต่แค่ให้ได้เห็นหน้ากันแบบนี้ ก็ไม่ขออะไรอีกแล้ว”


            เป็นคำภาวนาของหญิงผู้เป็นเพียงภรรยาน้อยของคหบดีใหญ่ จากเด็กรับใช้ในบ้านที่บังเอิญคลอดบุตรชายคนโตของบ้าน จึงได้ทรัพย์สินติดตัวเป็นร้านทอง แต่ต้องแลกกับความห่างเหินจากลูกในไส้ หากเพียงรู้ว่าบุตรชายเมื่อเติบโตมาต้องเผชิญกับสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ เธอคงยอมหนีไปกับลูกแล้วเลี้ยงดูกันอย่างยากจนจะดีกว่าสภาพในตอนนี้ที่ต้องหน้าชื่นอกตรม


            แทนที่ชายหนุ่มรูปกายงดงามแข็งแรงจะสร้างชื่อสร้างฐานะ กลับต้องทำตัวเสเพลไปวัน ๆ เพื่อจะได้ไม่เป็นที่จับตามองของภรรยาหลวงที่เพิ่งมีบุตรชายหลังจากนั้นหลายปี ด้วยอาการป่วยกระเสาะกระแสะของบุตรชายคนเล็กทำให้ฐานะบุตรชายคนโตหรือคุณเสี่ยยังคงไม่สั่นคลอนนัก แต่ได้ข่าวว่าช่วงนี้ได้ยาดี การรักษาดี การที่จะมีอาเสี่ยสองคนในบ้านจึงกลายเป็นเรื่องแสลงหู แสลงตาของคนที่บ้านใหญ่


            เธอยังจำเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้วได้ดี บุตรชายของตนถูกคนร้ายหวังฆ่าให้ตาย แต่โชคดีที่รอดมาได้ ดังนั้นเพื่อรักษาชีวิตของคนอันเป็นที่รัก การสวมหน้ากากว่าเป็นคนไร้อนาคต ทำตัวให้ไม่เป็นที่คาดหวังของบ้านใหญ่ดูจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด แต่ก็ต้องแลกมาซึ่งการถูกตราหน้าว่าเป็นคนหลักลอยไปวัน ๆ


 *****


            ชายหนุ่มผู้เป็นบุตรชายเจ้าของร้านทองเดินเข้าไปยังห้องรับรองแขก เห็นเด็กหญิงเค็งกำลังทำหน้าตาสงสัยกับกองเสื้อผ้าตรงหน้า


            “มีอะไรหรือ?”


            “เอ่อ หนูเจอผ้าเช็ดหน้านี้ในกระเป๋ากางเกงของแขก”


            ผ้าแพรสีชมพูนั้นดูไม่เข้ากับเจ้าของเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาแล้วหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเอาไปคืนเขาให้”


            หางตาแวบหนึ่งบอกว่าผ้าเช็ดหน้าแพรสีชมพูนี้มีร่องรอยของหมึกกระดำกระด่าง ชายหนุ่มคลี่มันออกมาแล้วอ่านข้อความในนั้น ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปและหยิบมันใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตนเอง เขาหันไปทางเด็กหญิงแต่ก็ไม่มีข้อพิรุธแต่อย่างใด ที่จริงเขาไม่ควรสงสัยอะไรเพราะอีกฝ่ายนั้นอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้


            “เอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปซักเถอะ”


            เขาเดินไปยังห้องพัก พบว่าพาริสกำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ ในชุดใหม่ เป็นเสื้อกางเกงผ้าเนื้อนิ่ม พออีกฝ่ายเห็นเขาก็ถลาเข้าหาทันที


            “เมื่อสิบปีก่อนไอซ์เคยมาที่นี่ใช่ไหม?”


            “ความจำยังดีเหมือนกันนะ” ชายหนุ่มหัวเราะ “จำได้ไหมว่าตอนนั้นพวกเราทำอะไรกันบ้าง?”


            พาริสโคลงศีรษะคล้ายจะพยายามนึก “ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ เท่านั้น”


            “เสียดายจริง นึกว่าจะจำได้แล้ว ทั้งที่พี่จำทุกอย่างที่เกี่ยวกับไอซ์ได้” ตอนท้ายอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนน้อยใจ


            “ก็เรื่องมันตั้งสิบปีแล้วนี่นา แล้วอีกอย่างตอนนั้นพี่ก็โตกว่าไอซ์ พี่ก็ต้องจำได้สิ” พาริสรู้สึกราวกับว่าตนเองได้กลับไปเป็นเด็กสิบขวบที่กำลังพูดล้อเล่นกับพี่ชายคนเดิม


            “แล้วรู้ไหมว่าคนที่จำได้มากกว่าจะเจ็บปวดมากกว่า”


            หัวใจของพาริสเจ็บแปลบขึ้นมาทันที อีกฝ่ายเจอกับเรื่องอะไรกันแน่ เขาอยากจะจำเรื่องราวในวันนั้นให้ได้ในตอนนี้ “ถ้าอย่างนั้นพี่เล่าให้ไอซ์ฟังสิ ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น”


            “รอให้ไอซ์จำได้เองดีกว่า ตอนนี้ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เจ๊สัวเนี้ยรอพวกเราอยู่”


            “พี่” พาริสยังมีคำถาม “ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นแม่ของพี่ใช่ไหม?”


“มีอะไรหรือ?”


“แล้วทำไมพี่ถึงไม่เรียกเขาว่าแม่ล่ะ?”


            ชายหนุ่มพยายามซ่อนสีหน้าที่แสดงอาการสะเทือนใจไว้ภายในหน้ากากที่เรียบเฉย “เพราะพี่มีแม่ใหญ่แล้ว เลยไม่สามารถเรียกคนอื่นว่าแม่ได้อีก”


            เป็นความจริงตามนั้น เขาและมารดาจะเรียกแทนกันว่าแม่ลูกในยามที่อยู่กันเพียงลำพังสองคนเท่านั้น เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกหาคนอื่นว่าแม่ได้ ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น


แม่ใหญ่ที่เกลียดเขาเท่าชีวิต


            คำว่า “แม่ใหญ่” ที่พาริสได้ยิน ให้ประหวัดไปถึงเสียงของใครบางคน ที่ฟังดูแล้วโหดร้ายเสียเหลือเกิน แม้ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กก็ยังรู้สึกขนลุก


            “ฆ่ามันให้ตาย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาให้เห็นหน้า แค่เด็กคนเดียวทำไม่ได้หรือไรกัน”


*****


พาริสไม่เคยเห็นการรับประทานอาหารกลางวันในบ้านที่เอิกเกริกเช่นนี้มาก่อน


“เป็นเรื่องปกติของบ้านนี้” คนพูดทำหน้าเรียบเฉย


“ปกติที่ไหนกัน เหมือนเป็นร้านอาหารไม่มีผิด” พาริสขมวดคิ้วเมื่อเห็นการจัดเตรียมอาหารประจำวันของคนที่นี่ โต๊ะอาหารที่บ้านนี้เป็นโต๊ะไม้กลมแบบเดียวกับที่ใช้ตามเหลาจีน  มีชายที่เรียกว่ายี่ชิ้วทำหน้าที่จัดโต๊ะ การจัดโต๊ะก็แค่วางตะเกียบ  ช้อนกระเบื้องสำหรับตักน้ำแกง  และถ้วยน้ำปลาเป็นชุด ๆ


“ก็ที่ร้านทองนี่มีคนงานกับช่างทองร่วมสามสิบคน แต่ละมื้อทางร้านต้องจัดโต๊ะอาหารสามโต๊ะ”


“และที่สำคัญครัวบ้านพี่อยู่บนดาดฟ้าชั้นสี่” ชายหนุ่มเห็นพ่อครัวหลักหรือที่คุณเสี่ยบอกว่าเป็นเถ้าชิ้ว กับยี่ชิ้วต้องแบกหม้อข้าวและกับข้าวขึ้นลงบันไดกันจนน่าเหนื่อยแทน


ส่วนสำรับที่พวกเขารับประทานกันนั้นแยกออกมาอีกต่างหาก


            “แล้วครั้งนี้คุณพาจะอยู่ถึงเมื่อไรกันคะ?” เจ๊สัวเนี้ยถามขณะรับประทานอาหาร


            คนตอบกลับเป็นคุณเสี่ย “น่าจะสักเดือนหนึ่ง”


            พาริสหันไปทางคนที่ตอบอย่างสงสัย “พี่รู้ได้ยังไงว่าไอซ์จะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไร ขนาดตัวไอซ์เองยังไม่รู้เลย”


            สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะหาข้อแก้ตัว “ก็ครั้งที่แล้ว ไอซ์ก็อยู่ประมาณนี้ไม่ใช่หรือ?” พร้อมกับเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย้าหยอก “รอบนี้เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวเล่นที่ตึกเก้าชั้น”


            “โอ๊ย...คุณเสี่ย” เจ๊สัวเนี้ยตบอกผาง แล้วหันมาทางพาริส “พ่อพาอย่าได้ตามไปเชียวนะ”


            พาริสทำหน้าสงสัย “ที่นั่นมีอะไรหรือครับ?”


            “ฉันพูดไม่ได้ กระดากปาก” สาวใหญ่ขมวดคิ้ว แล้วหันไปทางชายหนุ่มที่นั่งยิ้มจนตาปิด “ก็เป็นเสียอย่างนี้แล้ว พูดจริงพูดเล่นจนดิฉันแยกไม่ออกแล้ว”


            “ใครว่าผมพูดเล่นกันเล่าเจ๊สัวเนี้ย เดี๋ยวคืนนี้ผมจะพาเขาไปเปิดหูเปิดตา”


            “ดิฉันไม่อนุญาตให้ไปหรอก” หญิงวัยกลางคนค้อนขวับเป็นสาว ๆ


            คนที่เป็นบุตรชายถึงกับหัวเราะลั่น “แค่ผมพามาฝากตัวไว้เท่านั้น ไม่ต้องปกป้องขนาดนี้ก็ได้”


            “ไม่ได้หรอกค่ะ มาฝากไว้ก็ต้องเป็นลูกดิฉันอีกคน”


            “ไหน ๆ เขาก็มาถึงบางกอกทั้งที ไปดูของดีของดังจะได้ไม่เสียเที่ยว ตึกเก้าชั้นนี่สูงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ในนั้นมีทั้งกาสิโน ไนต์คลับ ผู้หญิง มีทุกอย่าง พวกคนสังคมในพระนครต่างก็ไปเที่ยวกันทั้งนั้น”


            ผู้เป็นมารดาลอบถอนหายใจอย่างหนักอกเมื่อรู้ดีว่าชีวิตของบุตรชายต้องคลุกคลีกับสิ่งโสมมในสังคมอีกมากมาย ทั้งคนชั่ว คนเลวสารพัด


            “ไว้จะพาไปดูระบำจ้ำบ๊ะตาหรั่ง” คนพูดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี


            “โอ๊ย...ฟังไม่ได้” หญิงเจ้าของร้านทองทำท่าอุดหู


            “เป็นยังไงหรือครับ?” พาริสทำหน้าอยากรู้อยากเห็น


            เจ้าของใบหน้ากรุ้มกริ่มเอนเข้ามาใกล้แล้วกระซิบที่ข้างหู “ก็เต้น ๆ อยู่ก็เปิดกระโปรงแผล่บหนึ่ง เล่นเอาหัวใจหนุ่ม ๆ กระชุ่มกระชวยไปตาม ๆ กัน” 


            พาริสหน้าแดงไม่ใช่เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายพูด แต่เป็นความใกล้ชิดที่รับรู้ถึงลมหายใจ และได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจทำให้เขาร้อนไปทั้งหน้า นี่เขากำลังหวั่นไหวกับอะไรกันแน่


 *****


            “ไอซ์ไม่ไปดูหรอกนะ ระบำตาหรั่งอะไรนั่น” พาริสพูดขณะทั้งคู่เดินอยู่ริมถนน บรรยากาศเริ่มโพล้เพล้ ความจอแจของร้านค้าเริ่มหายไป


            “อ้าว ไม่อยากดูหรือ” ชายหนุ่มแกล้งทำหน้าเสียดาย เพราะถึงแม้ชายรุ่นน้องตรงหน้าจะขอไป เขาคงเป็นคนแรกที่จะปฏิเสธ


            พาริสเบะปาก “แค่ฟังก็วาดภาพในหัวได้แล้วว่าเป็นสถานที่แบบไหน พี่เที่ยวแบบนี้ทุกคืนเลยหรือไง”


            “ใช่” ชายหนุ่มหัวเราะราวกับประชดชีวิตที่เหลวแหลกของตน “ทำงานไม่เป็นโล้เป็นพาย ดีแต่เที่ยวเสเพล จ่ายเงินเป็นเบี้ย แต่รู้ไหมว่าถ้าพี่ไม่ทำตัวเป็นไอ้คนหาดีไม่ได้แบบนี้ คงตายไปเสียนานแล้ว”


            “พี่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”


            “รู้ไหมว่าถ้าพี่ตาย จะมีคนดีใจหลายคน”


            “ไม่จริง ไอซ์ไม่อยากให้พี่ตาย เจ๊สัวเนี้ยก็คงไม่อยากให้พี่ตายเหมือนกัน”


            “คนที่พี่รักนอกจากเจ๊สัวเนี้ย ก็มีแค่ไอซ์เท่านั้น”


            โชคดีตอนนั้นแสงอาทิตย์เริ่มลับหาย อีกฝ่ายจึงไม่ได้เห็นใบหน้าที่แดงซ่านของพาริส


            “จำได้ไหม ที่ศาลเจ้าตอนที่พวกเราพบกันครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกของพี่ที่ได้รู้ความจริงอันโหดร้ายว่าคนที่พี่เรียกว่าแม่ใหญ่นั้น ต้องการให้พี่ตายมากกว่าอยู่”


            ภาพในความฝันไหลบ่าเข้าสู่ความทรงจำอย่างต่อเนื่อง


            ภาพชายวัยกลางคนผอมเกร็งที่กำลังบีบคอเด็กหนุ่มวัยรุ่นแล้วตะคอกใส่อย่างเกรี้ยวกราดนั้นทำให้เลือดในกายของเด็กชายวัยสิบขวบร้อนระอุ


            “อาเสี่ยน้อย ลื้อตายไปเถอะนะ ถือว่าช่วย ๆ กัน”


            ตอนนั้นที่เขาเองลืมแม้กระทั่งความกลัวผู้ใหญ่ที่ตัวโตกว่า กระโดดเข้าชนร่างของคนที่กำลังจะทำการฆาตกรรมเพื่อนของตนจนล้มไปกับพื้น สีหน้าของมันตอนที่ลุกขึ้นยืนนั้นราวกับมัจจุราช


            “อ้ายหนูอยากตายเหมือนเขาหรือไง เดี๋ยวอั๊วจะสงเคราะห์ให้ลื้อได้ไปด้วยกัน”


            ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกว่าความตายนั้นอยู่ใกล้และสัมผัสได้เพียงเสี้ยววินาที เพราะเพียงแต่พริบตาเดียวมือสกปรกนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นลำคอเล็ก ๆ ของเขา ยามที่รู้สึกถึงอากาศที่กำลังจะขาดหายจนเจ็บร้าวไปทั้งแผ่นอก พลันคนที่ทำร้ายก็ร้องลั่น


            “อ๊ากกกก”


            น้ำตาที่คลอเบ้าเพราะขาดอากาศหายใจ เห็นเพียงนัยน์ตาที่เหลือกลานของชายที่กำลังทำร้ายเขา มันหันไปทางด้านหลัง เขาจึงได้เห็นด้ามมีดที่ปักอยู่กลางหลังอีกฝ่าย และในตอนนั้นเองที่เขาเห็นสายตาของเพื่อนรุ่นพี่ที่ยืนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว


            “พี่จ๋า อย่าร้องไห้” เขาจำได้แล้วว่ากำลังปลอบโยนเด็กชายซึ่งในตอนนั้นเหมือนจะมีอายุมากกว่าเขาอยู่สามสี่ปี ข้างกายเขาสองคนมีร่างที่ปราศจากลมหายใจของชายคนนั้นนอนทอดร่างอยู่


            “ไอซ์ ได้ยินใช่ไหม มันบอกว่าแม่ใหญ่อยากให้พี่ตาย” น้ำเสียงนั้นตะกุกตะกักราวกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่พวกเขาจะถูกทำร้าย “วันนี้เป็นวันเกิดครบสามขวบของเจ้าเล็ก แล้วพี่ต้องตายวันนี้”


*****


            ยิ่งจำได้ก็ยิ่งเจ็บปวด เป็นจริงอย่างที่ใครบางคนพูดไว้ พาริสรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่เข้าใจชะตากรรมของตนเท่าใดนักว่าทำไมต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งหลังจากที่เคยมาแล้วเมื่อสิบปีที่แล้ว เขาอยู่ที่นี่มาเกือบจะครบหนึ่งเดือนแล้ว พบว่าเปลือกนอกที่เสเพลกรุ้มกริ่มของคุณเสี่ย เคลือบทับความท้อแท้และหมดหวังในชีวิต


            เขาจะสามารถเปลี่ยนคนที่ไม่คาดหวังกับอนาคตให้กลับมาชีวิตชีวาได้อย่างนั้นหรือ แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่มั่นใจ ทั้งที่อีกใจหนึ่งนั้นเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคุณเสี่ยนั้นมากกว่าเพื่อนและพี่น้อง แต่ไฉนเลยถึงไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด เหมือนอีกฝ่ายยังรีรอและหยุดความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้เพียงเท่านี้


            หางตาเห็นร่างอวบของเด็กหญิงเค็งกำลังผลุบ ๆ โผล่ ๆ เขาจึงเดินเข้าไปหา


            “มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”


            สีหน้าของเด็กหญิงเหมือนโกรธแค้นเขามาแต่ปางไหน “ไม่มี”


            พาริสขมวดคิ้ว นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่ตึกแถวสี่ชั้นนี้ ท่าทีของเด็กหญิงเหมือนไม่อยากเสวนากับเขาเท่าใดนัก “มีเรื่องอะไรกันแน่ ถ้ามีอะไรก็บอกฉันมาตรง ๆ ได้เลย”


            นัยน์ตาสุกใสของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง เหมือนจะร้องไห้ “งั้นหนูขอร้องคุณอย่าทำอะไรคุณเสี่ยเลยนะ”


            “อะไรนะ?”


            ชายหนุ่มยิ่งประหลาดใจเมื่อร่างอวบ ๆ นั้นคุกเข่าลงกับพื้น แล้วพนมมือไหว้เขา “หนูไหว้ล่ะ ให้หนูทำอะไรก็ได้ อย่าทำอะไรคุณเสี่ยเลย เขาเป็นผู้มีพระคุณกับหนู ถ้าไม่ได้คุณเสี่ยมาช่วย หนูคงต้องเป็นหญิงคนชั่วอยู่ในโรงน้ำชาแล้ว คุณเสี่ยเป็นคนดีไม่ควรต้องเจอกับเรื่องแบบนี้”


            “ยิ่งพูด ฉันยิ่งไม่เข้าใจ ลุกขึ้นมาอธิบายให้ละเอียดเถอะ”


            เด็กหญิงเค็งยังคงสะอื้นขณะที่ลุกขึ้นยืน “หนูรู้เรื่องแผนของคุณแล้ว ด้วยกำลังของหนูก็ทำได้แค่มาขอร้องไม่ให้คุณทำอะไรคุณเสี่ย”


            “แผนอะไร นี่ถ้าเค็งยังพูดไม่รู้เรื่อง ฉันจะไม่ช่วยอะไรแล้วนะ”


            “หนูเห็นที่คุณเขียนในผ้าเช็ดหน้าแล้ว”


            “ผ้าเช็ดหน้าอะไร?”


            “ผ้าแพรสีชมพูผืนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าหนูอ่านหนังสือออก แต่หนูอ่านออก บนนั้นเขียนว่าคุณเสี่ยถูกแทงตายที่หน้าศาลเจ้าวันนี้”


            พาริสพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กหญิงตรงหน้าพูด แต่หูของเขาได้ยินแต่เพียงว่าผู้ชายคนนั้นกำลังจะตาย หรือสิ่งนี้คือเรื่องที่เขาต้องทำเมื่อมาถึงที่นี่ แล้วเขากลับทำอะไรอยู่ เที่ยวเล่นไปวัน ๆ ทั้งที่เขาควรจะช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่ง


*****


            คนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้อย่างนั้นหรือ พาริสใจหายวาบเมื่อเห็นร่างของคุณเสี่ยนอนกุมท้องอยู่ในศาลเจ้า


            “ทำไม ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย ทำไมยังต้องมาอีก” ชายหนุ่มตำหนิอีกฝ่ายอย่างปวดร้าวไปทั้งหัวใจ เขารู้จากเด็กหญิงเค็งแล้วว่าคุณเสี่ยได้อ่านข้อความบนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแล้วเช่นกัน


            “พี่ดีใจที่ได้เห็นหน้าไอซ์เป็นครั้งสุดท้าย”


            “พี่รู้ไหมว่าพี่น่ะโง่มาก พี่มีโอกาสที่จะไม่ตาย แต่พี่ก็ยัง...”


            “ใช่ พี่รู้ว่าพี่โง่มาก แต่ไอซ์รู้ไหมว่านี่เป็นหนทางเดียวที่พี่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ หมดสิ้นไป”


            “นั่นมันเป็นปัญหาของพี่ แต่ปัญหาของไอซ์คือ ไอซ์จะต้องช่วยพี่ ไอซ์รู้แล้วว่าเมื่อสิบปีที่แล้วไอซ์มาที่นี่เพื่ออะไร ไอซ์มาช่วยพี่ให้รอดตาย แล้วตอนนี้ไอซ์ก็กลับมาอีกเพื่อช่วยพี่เหมือนเดิม พี่จะต้องไม่เป็นอะไร พี่รู้ไหมว่าโลกนี้ยังต้องการคนอย่างพี่อยู่ อย่างน้อยก็ไอซ์ไง พี่ยังมีคนที่รักพี่ และคนที่พี่รักอยู่ แล้วต่อไปพี่ก็จะได้รักใครอีกคนหรือหลายคน พี่ไม่อยากรู้สึกถึงความรู้สึกนั้นหรือ”


            “ไม่รัก จะไม่มีทางรักใครได้อีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังอยู่ข้างหู “ต่อให้พี่ตายไป หัวใจของพี่จะอยู่ในที่แห่งเดียวเท่านั้น”


            มือเรียวยกขึ้นปิดริมฝีปากอีกฝ่าย “ห้ามพูดคำว่าตาย ไอซ์ไม่ให้พี่ตายหรอก”


            “ไอซ์จะยื้อพี่ทำไม ในเมื่อพี่จะอยู่หรือตาย ไอซ์ก็ไม่ได้สนใจพี่อยู่แล้ว”


            “ทำไมจะไม่สนใจ ไอซ์รู้แล้วว่ามาที่นี่ทำไม มาเพื่อให้พี่มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป”


            “แต่หลังจากนี้ ไอซ์ก็จะไปจากพี่ ถ้าพี่มีชีวิตอยู่แต่ไม่มีไอซ์ แล้วพี่จะอยู่ทำไม”


            พาริสนิ่งขึง เป็นจริงตามนั้น เขามีครอบครัวที่ต้องกลับไปหา แต่อีกฝ่ายก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรืออย่างไร


            “แล้วเจ๊สัวเนี้ย แม่ของพี่ล่ะ เขารักพี่มาก”


            ใบหน้าซีดขาวยิ้มเยาะกับตนเอง “พี่เป็นภาระของเขามากกว่า ถ้าพี่ไม่อยู่แล้ว เขาจะสบายกว่านี้ ถ้าพี่ไปแล้ว ฝากบอกเขาด้วยว่าพี่รักเขามากเกินกว่าจะยอมให้เขาถูกทำร้ายมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”


            “พี่มันเห็นแก่ตัว จะทิ้งแม่ ทิ้งไอซ์ไปคนเดียวได้อย่างไรกัน ไอซ์ไม่ยอม” พูดจบก็วางร่างบนตักลง “พี่รออยู่ตรงนี้นะ ไอซ์จะไปตามคนมาช่วย”


            เขาลุกขึ้นมองไปรอบกายที่สงบเงียบ แล้วเขาก็เห็นร่างของคนสองคน กำลังเดินมาทางเขา “ช่วยด้วย ช่วยตามใครก็ได้มาช่วยที”


            ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกคุ้นตากับร่างของคนสองคนที่กำลังเดินประคองกันมา “ม๊า อาม่า อยู่ที่นี่ได้ยังไง”


            “อ้าว ก็มาไหว้ที่ศาลเจ้าด้วยกัน ถามอะไรแปลก ๆ ไอซ์มาประคองอาม่าไว้ก่อน ม๊าจะออกไปเรียกแท็กซี่”


            ประโยคของมารดาทำให้ชายหนุ่มตัวเย็นเยียบ เพราะเมื่อเขาหันไปมองตำแหน่งที่เคยมีร่างของชายอันเป็นที่รักนอนอยู่ก็กลายเป็นอันตรธานหายไปคล้ายกับไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว


            มือของผู้เป็นยายเกาะแขนหลานชายไว้แน่น ไม่ใช่เพื่อพึ่งพา แต่เพื่อปลอบขวัญ


            “อาม่า” สายตาของเขาตอนนี้มองเห็นเด็กหญิงร่างอวบซ้อนทับกับผู้เป็นยาย ใบหน้านั้นเศร้าหมองในชะตากรรมของคนรู้จัก “คุณเสี่ยเขา...”


            “ไม่ทันแล้ว” เสียงของอาม่าแผ่วเบาราวกับเสียงผึ้งที่ดังอยู่หึ่ง ๆ ข้างหู


            ในที่สุดเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ราวกับโดนสายฟ้าฟาด ทั่วทั้งร่างชาดิก อดีตไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันก็ยังคงเดิม


            “อาม่ารู้ทุกเรื่องอยู่แล้วใช่ไหม?”


            หญิงชราพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย “อั๊วน่าจะรู้ว่าเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ ขอโทษที่ทำให้หลานต้องเสียใจกับความสูญเสียนี้”


            พาริสปาดน้ำตาอย่างอาดูร ก่อนจะจับมือเหี่ยวย่นของผู้เป็นยายขึ้นแนบแก้ม “ไอซ์ขอโทษที่ทำไม่ได้ ไอซ์ไม่สามารถดึงให้คุณเสี่ยอยู่ต่อได้”


            “ไม่เป็นไร พวกเราทำได้เพียงเท่านี้”


            “แต่ถ้าให้ไอซ์กลับไปอีกครั้ง ไอซ์จะช่วยเขาได้”


            “พอเถิด กรรมของใครก็ย่อมเป็นของคนนั้น”


            กรรม ชะตากรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พาริสขบฟันขาวกับริมฝีปากล่างเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกเจ็บปวด เขาไม่มีทางลืมคนคนนั้นได้ตราบชั่วชีวิต ชายผู้ซึ่งเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดและหอมหวานในเวลาเดียวกัน


*****


            เสียงของมารดาเขาดังแว่วมาจากเบื้องนอก “ขอบคุณค่ะที่ช่วย”


            “ไม่เป็นไรครับ” เสียงทุ้มของใครบางคนแทรกขึ้น


            “ไอซ์ ม๊านี่โชคดีในความโชคร้ายจริง ๆ เมื่อกี้ไปหกล้มข้างนอก เจอคุณคนนี้มาช่วยไว้”


            มารดาของเขาเดินเข้ามาในศาลเจ้าพร้อมชายหนุ่มคนหนึ่งที่คอยพยุงไว้ พาริสเบิกตากว้างเมื่อเห็นคน ๆ นั้นชัดเจน


“ถ้าผมเป็นคุณนะ ผมจะเป็นคนไปโบกแท็กซี่เอง” น้ำเสียงนั้นเหมือนจะต่อว่า แต่สายตากลับมีแววเย้าหยอกกรุ้มกริ่ม แม้แต่รอยยิ้มกวนประสาทนั้นก็ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน


            กงล้อแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนอีกครั้ง


END

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เมืองหล้า จากทั้งหมด 13 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 20:18
    งื๊อร้องงงงงไห้ร้องจริงๆ
    #5
    0
  2. #4 -1234-
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 16:39

    ฮื่อออ กำลังเสียใจกับชะตากรรมของคุณเสี่ยอยู่เลย น้องไอซ์ต้องเจ็บปวดมากแน่ ๆ ที่เห็นเขาจากไปต่อหน้าต่อตาแบบนั้น Y_____Y แล้วพอตัดมาปัจจุบัน ฮรุ่ก ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งแบบไม่ต้องวาร์ปกลับไปอดีตนะน้องพา มีพี่เขาเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงแล้วนะ /ชอบภาษา ชอบเซ็ทติ้งของเรื่องมากเลยค่ะ อ่านแล้วเห็นภาพมาก ๆ เลย ขอบคณสำหรับฟิคดี ๆ แบบนี้นะคะ ฮือออ

    #4
    0
  3. วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 09:46

    เขียนดีมากๆค่ะ ถาษาสวย อยากให้มีตอนต่อไปหลังจากได้เจอกันนี้พาร์ทปัจจุบันจังเลยค่ะ

    #3
    0
  4. #2 Jice
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 00:33

    ภาษาสวยงามจังค่ะ ชอบมากๆเลย ติดตามมาตั้งแต่ Unfolding the truthsแล้ว จะรอติดตามเรื่องต่อไปนะคะ :)

    #2
    0
  5. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 23:43

    เราชอบภาษาที่ไร์ทเขียนจัง พีทฉีเรื่องที่แล้วเราก็ชอบมากๆ ไร์ทสู้ๆนะ

    #1
    0