war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,709 Views

  • 392 Comments

  • 1,268 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,081

    Overall
    19,709

ตอนที่ 13 : บทที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 131 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หวางเอี๋ยนซูและซือหลิวต่างก็ตระหนกกับอาการของซูยี เป็นหวางเอี๋ยนซูที่สงบอารมณ์ได้ก่อน ชายหนุ่มเฝ้ามองซูยีอย่างเงียบ ๆ ซือหลิวรีบเข้าไปสอบถามอาการของซูยี “แม่ทัพซูท่านเป็นอย่างไรบ้าง ยังมีเลือดตกค้างอยู่ในปากอีกหรือไม่...”

ซูยีคว้ามือซือหลิวจับไว้แน่น ไม่ตอบคำถาม ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงรับใช้แล้วถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ที่...ที่เจ้าพูดมา เป็นความจริงหรือไม่?”

            ทั้งหวางเอี๋ยนซูและซือหลิวต่างไม่เคยพบเห็นซูยีในสภาพนี้มาก่อน  ทุกครั้งซูยีมักจะสงบเยือกเย็น ภาพลักษณ์ที่ให้ผู้คนพบเห็นนั้นเย็นชาราวกับฉาบไว้ด้วยน้ำแข็งหนึ่งชั้น ภายใต้รูปลักษณ์นั้นก็แข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวราวเหล็กกล้า แต่ในตอนนี้ซูยีทั้งกระวนกระวายใจทั้งสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ซือหลิวคาดว่าอีกฝ่ายคงได้ยินเรื่องที่พวกตนพูดคุยกันแล้ว ชายผู้นี้จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ยอมสละทุกอย่างในชีวิตเพื่อรักษาชาติไว้ ข่าวที่ได้ยินคงทำให้รู้สึกประหนึ่งโลกสลายไปต่อหน้าต่อตา จิตใจของซือหลิวอ่อนไหวไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

ซูยียังคงจับมือของหญิงสาวไว้ราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เขาใช้เกาะก่อนจะจมน้ำ “เรื่องนี้...เป็นความจริงหรือไม่ จริงหรือไม่”

ซือหลิวหันไปมองขอความช่วยเหลือจากหวางเอี๋ยนซู ที่ยังคงจ้องมองมาที่ซูยีด้วยสายตาที่เรียบเฉยไม่ไยดี ทันใดนั้นหวางเอี๋ยนซูก็กระชากมือของซูยีออกจากมือของซือหลิว พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ข้าต้องบอกเจ้าด้วยหรือ?”

            ซูยีจ้องหน้าคนพูดราวกับสุนัขป่าที่เตรียมจะโผนเข้าสู่สังเวียนการต่อสู้ แต่ต่อมาแววตาก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองอับแสง ก้มหน้านิ่ง แม้ซูยีจะพยายามกดเก็บอารมณ์เศร้าโศกแต่กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา ซือหลิวที่ก่อนหน้าร่าเริงแจ่มใสตอนนี้ก็เจ็บปวดในหัวใจไม่แพ้กัน หญิงสาวคิดเป็นห่วงอยู่ในใจ ประเทศถูกทำลาย ประชาชนอดอยาก หวังว่าแม่ทัพซูจะไม่เสียใจจนคิดทำร้ายตนเอง

            หวางเอี๋ยนซูจับคางซูยีให้เงยหน้าแล้วตวาด “หยุดร้องไห้เสียที จักรพรรดิ์บัดซบนั่นเคยทำอะไรเพื่อประชาชนของตนเองหรือไม่สร้างแต่ความเดือดร้อนให้กับประชาราษฎร์ แม้แต่เจ้าที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิรบก็เป็นเพราะมัน หรือตอนนี้ที่เจ้าเป็นแบบนี้ก็เพราะมัน เจ้ายังจะร้องไห้เพื่อมันอีกหรือ”

            ซือหลิวรู้สึกว่าคำพูดของผู้เป็นนายนั้นมุ่งหมายที่จะปลอบโยน แต่เมื่อหลุดจากปากอาจจะทำให้คนฟังคิดไปอีกทางได้

            ซูยีจ้องตากับหวางเอี๋ยนซู น้ำตาที่ไหลนั้นเหือดแห้งไปแล้ว ซูยีพูดเสียงเย็นชา “ข้าร้องไห้ต่อชะตากรรมของแผ่นดินข้า แล้วท่านเกี่ยวอะไรด้วย” ซือหลิวได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง หรือว่าคนทั้งคู่จะต้องทุ่มเถียงกันตลอดเวลาที่พบกัน

            ซือหลิวเดินออกมาจากเรือนพระราชฐาน เห็นซือน่งยกสำรับพระกระยาหาร และซือหนานเดินนำองค์รัชทายาทเตรียมเข้าเฝ้า เมื่อหันหลังกลับไปมองในห้องบรรทมก็เห็นองค์จักรพรรดิ์ยังคงจ้องตากับเชลยศึกอย่างชนิดไม่มีใครยอมใคร

 ****

            การล่มสลายของแคว้นฉีเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่หล่นใส่ซูยี เขารู้สึกเหมือนมีหลุมขนาดใหญ่ในใจและเลือดก็แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตา กิจวัตรประจำวันของหวางเอี๋ยนซูก็คือการพูดจากประชดประชันและเสียดสีเมื่อเห็นซูยีโศกเศร้าเจ็บปวด มีหลายครั้งที่ซูยีท้อแท้จนคิดจะปล่อยตัวยินยอมให้อีกฝ่ายกระทำย่ำยี  แต่นับว่าโชคยังดีเพราะหวางเอี๋ยนซูเห็นว่าช่วงนี้ซูยีทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ตรอมตรมจนซูบผอมจึงไม่กล้าที่จะใช้กำลังบังคับ ได้แต่สั่งให้ห้องครัวปรุงอาหารบำรุงร่างกาย โดยหวังผลว่าถ้าซูยีมีสุขภาพแข็งแรงเขาก็สามารถตักตวงความสุขจากร่างกายนี้ได้โดยไม่ต้องยับยั้งชั่งใจอีก ซูยีรู้ทันความคิดลามกชั่วช้าจึงปฏิเสธอาหารทุกชนิด แต่เมื่อหวางเอี๋ยนซูใช้ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาและประชาชนชาวฉีเป็นเครื่องต่อรอง ซูยีจึงต้องจำใจฝืนดื่มกิน เวลาผ่านไปเป็นเดือน ร่างกายของซูยีจึงกลับมาแข็งแรงกลับเป็นปกติ

            ยามนี้หวางเอี๋ยนซูรู้สึกมีความสุขอย่างออกหน้าออกตา ไม่ใช่เพราะเขารักซูยี แต่เพราะนิสัยส่วนตัวที่เมื่อต้องการสิ่งใดแล้วจะต้องพยายามทำทุกวิธีการเพื่อให้ได้มา ทั้งความฉลาดเฉลียวและศักดินาทำให้เขาได้ทุกสิ่งมาอย่างง่ายดาย ยกเว้นแต่ซูยีที่เขายังไม่ได้ครอบครอง ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ซูยียอมสวามิภักดิ์ ยิ่งวันเวลาผ่านไป สายตาของหวางเอี๋ยนซูก็ยิ่งเพิ่มพูนความต้องการและปรารถนามากขึ้น ซูยีเริ่มระมัดระวังตัว รู้แก่ใจดีว่าการนั่งเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เชลยหนุ่มเริ่มครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้หวางเอี๋ยนซูเลิกตอแยเขา ให้ส่งเขากลับไปรับทัณฑ์ทรมานที่คุกยังก็ยังดีเสียกว่า

            อากาศวันนี้กำลังสบาย หวางเอี๋ยนซูบังคับให้ซูยีออกไปนั่งรับแสงแดดอ่อน ๆ ที่ด้านนอก ซูยีนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ในสวนดอกไม้ สวนหลวงที่จินเหลียวมีไม้ดอกสีสันสดใสแค่ไม่กี่ชนิด อาจจะเป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์และสภาพอากาศไม่อำนวย ต้นไม้ใหญ่สีเขียวสดแทงยอดสู่ฟ้า สลับกับพุ่มไม้เตี้ย ๆ ดูงดงาม แต่สวนดอกไม้นี้ไม่อาจเทียบได้กับสวนดอกไม้ที่ใหญ่โตของแคว้นฉี ซูยีถอนหายใจยาวเมื่อคิดว่า แม้ดอกไม้ที่นี่ไม่สวยสดใสแต่ต้นไม้กลับเติบใหญ่แข็งแรง และแม้พันธุ์ดอกไม้จะมีไม่กี่ชนิดแต่พันธุ์พืชสมุนไพรหายากกลับเติบโตได้ดี

            ขณะจมอยู่ในห้วงความคิด ก็พลันได้ยินเสียงสดใสกังวานขับขานบทกวีดังขึ้น ในบทกวีนั้นมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ด้วย เมื่อหันไปยังทิศทางของเสียงก็พบกับสตรีงดงามนางหนึ่ง ใบหน้าของนางนั้นงดงามกว่าซือน่งเสียอีก นัยน์ตาคู่งามมองมาที่เขาแล้วหัวเราะน้อย ๆ “แม่ทัพซูคิดว่าบทกวีของผู้น้อยเป็นเช่นไร?”

            ซูยีนั้นเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ เขาเข้าใจดีว่าหญิงสาวผู้นี้หยิบยืมบทกวีโบราณแล้วแปลงชื่อเขาใส่เพื่อยั่วยุเขา โดยเฉพาะบทที่บอกว่าแม่ทัพซูยีนั้นรักตัวกลัวตาย ซูยีพินิจมองอีกฝ่ายอย่างสังเกตแล้วถอนหายใจ “เจ้าติดตามแม่ทัพหยูรับใช้จินเหลียวโดยยกทัพไปตีเมืองฉี ประชาชนของจินเหลียวอยู่ดีมีสุข ท่านก็ควรได้รับรางวัลตอบแทน แต่ซูยีเป็นเพียงแม่ทัพที่พ่ายศึก ยอมตายย่อมดีกว่ามีชีวิตอยู่”

            เมื่อทราบว่าซูยีล่วงรู้ฐานะของตน แต่หญิงสาวก็มีทีท่าไม่ประหลาดใจ เดินนวยนาดไปนั่งเก้าอี้อีกตัวแล้วแย้มยิ้มกล่าววาจา “ผู้น้อยได้ยินว่าแม่ทัพซูเฉลียวฉลาดหลักแหลม ซึ่งก็นับว่าเสียงร่ำลือนั้นเป็นความจริงโดยแท้ แต่ที่ผู้น้อยสงสัยอีกเรื่องคือ ทำอย่างไรคนธรรมดาจึงได้เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนั้นเป็นชาย”

            ใบหน้าของซูยีเคร่งขรึมขึ้น กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าควรตักเตือนองค์จักรพรรดิ์ของเจ้าให้รักษาเกียรติและชื่อเสียงของพระองค์เองดีกว่ามาพูดเรื่องนี้กับข้า เพราะข้าเองก็เห็นว่าเรื่องนี้น่ารังเกียจเช่นกัน”

            ใบหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง “ผู้น้อยซือหยวนไม่กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ฝ่าบาทผู้เป็นนายเหนือหัว แต่ถ้าแม่ทัพซูไม่ปรารถนาที่จะเป็นที่รักของฝ่าบาททำไมต้องทำตัวให้น่าเวทนา นอกจากต้องการให้ฝ่าบาททรงลุ่มหลง...” หญิงสาวชะงักคำพูดเมื่อเห็นซูยีเริ่มชักสีหน้า จึงเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแล้วกล่าว “ที่ผู้น้อยพูดมานี้เพื่อลองใจแม่ทัพซูว่าท่านคิดอย่างไรกับฝ่าบาท ถ้าแม่ทัพซูต้องการให้ฝ่าบาททรงรังเกียจในตัวท่าน ผู้น้อยมีคำแนะนำ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 131 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #257 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 14:47

    เกือบโดนตบแล้วไหมล่ะเธอ นี่จะมาช่วยใช่มะ

    #257
    0
  2. #162 luhan7_lulu (@luhan7_lulu) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 15:33
    เก่งนักนังนี่ อย่ามายุ่งกับลูกฉัน!
    #162
    0
  3. #95 403 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 22:47

    อ้าวนังโหงพรายกระซิบ

    #95
    0