war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,866 Views

  • 395 Comments

  • 1,273 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,238

    Overall
    19,866

ตอนที่ 17 : บทที่ 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ซือหยวนเห็นชายตรงหน้ากล้าเผชิญกับความตายอย่างไม่หวาดหวั่นก็ให้รู้สึกนับถืออยู่ในใจ หญิงสาวมีวรยุทธ์สูงโดยเฉพาะเพลงกระบี่ และตอนนี้ซูยีไม่คิดจะต่อสู้ ซือหยวนจึงกล่าว “นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผู้น้อยจะทำให้ท่านได้ ผู้น้อยจะลงมือในกระบี่เดียวให้ท่านตายอย่างไม่ทรมาน แม่ทัพซูโปรดอภัยให้ผู้น้อยด้วย” สิ้นประโยคก็ตวัดกระบี่ใส่เป้าหมาย แต่เพียงคมกระบี่สะกิดโดนลำคออีกฝ่าย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ซือหยวนเจ้าคิดจะทำอะไร?”

            ซือหยวนรั้งกระบี่กลับ หันไปทางต้นเสียงก็พบเห็นซือหลิวยืนอยู่ที่หน้าประตู หญิงสาวทอดถอนใจเมื่อกระทำการไม่สำเร็จ ก่อนจะแย้มยิ้มให้กับซือหลิว“เป็นแม่ทัพซูอ้อนวอนร้องขอให้ข้าทำเช่นนี้ ข้าไม่อาจเห็นเขาทุกข์ทรมานจึงรับปาก ไม่นึกว่าเจ้าจะเข้ามา”

            ซือหลิวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก “เจ้าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ถ้าฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าผลจะเลวร้ายเพียงใด เจ้าเป็นคนฉลาดไม่น่าจะทำอะไรโง่เขลาเช่นนี้”

            หันไปทางซูยี จึงพูดกับเขา “ผู้น้อยเข้าใจความรู้สึกของแม่ทัพซูในตอนนี้ดี ชีวิตกับความตายนั้นมีเพียงเส้นบาง ๆ ขีดกั้น การตายนั้นง่ายดายสบายนัก แม้ว่าท่านจะตายไปสมตามความปรารถนา แต่ไม่คิดหรือว่าภายหลังที่ท่านตายไปแล้วจะสร้างความยุ่งยากตามมาขนาดไหน คนที่กล้าหาญไม่ใช่คนที่กล้าเผชิญกับความตาย แต่เป็นคนที่สามารถลุกขึ้นมาได้จากความล้มเหลว แผ่นดินกว้างใหญ่กลัวอะไรกับจะไร้ฟืนไฟ ตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ย่อมมีความหวังที่จะกู้ชาติของท่านกลับคืนมาได้ นั่นจึงควรเป็นสิ่งที่วิญญูชนพึงกระทำ” กล่าวจบก็ดึงมือซือหยวน “พวกเราไปได้แล้ว ขบวนเดินทางไปร่วมพิธีต้อนรับแม่ทัพหยูใกล้จะออกแล้ว ถ้าชักช้าจะไม่ทันการ”

            หลังจากที่หญิงรับใช้ทั้งสองเดินออกจากห้องไป ซูยีกระแทกตัวลงนั้นบนเตียงด้วยความผิดหวัง มองไปที่สวนดอกไม้นอกหน้าต่างเห็นดวงอาทิตย์ลับหายไปแทนที่ด้วยแสงจันทร์ คิดในใจว่าหวางเอี๋ยนซูคงจะประเมินค่าของหยูคังสูงส่งมิใช่น้อย ขนาดออกไปตั้งขบวนต้อนรับทั้งที่เริ่มมืดค่ำแล้ว ซูยีย้อนนึกถึงการล่มสลายของต้าฉี กับสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ ซึ่งตอนแรกคิดว่ามีหนทางเดียวคือการตาย แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของซือหลิว แม้นางจะพูดเพื่อกระตุ้นให้เขามีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ แต่บางสิ่งในคำพูดนั้นจุดประกายความหวังในใจบางประการให้พลุ่งพล่านขึ้นมา ซูยีล้มตัวลงนอน หลังจากพลิกตัวไปมาสักพักก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันสงบ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลายามสี่

             วังหลวงจุดไฟสว่างไสว แสดงว่าหวางเอี๋ยนซูกลับมาจากพิธีต้อนรับหยูคังแล้ว และคงกำลังเลี้ยงรับรองกันอยู่ ซูยีมองไปทางทิศทางนั้นอย่างเย็นชา เมื่อคิดว่าพวกศัตรูที่ทำลายชาติของเขากำลังเลี้ยงฉลองความสำเร็จที่ได้บดขยี้คนนับหมื่นไว้ใต้อุ้งเท้า ความเกลียดชังที่แผ่นดินเกิดถูกทำลายจะไม่มีวันถูกลืมไปจากใจของเขาแน่นอน ที่ซือหลิวพูดมานั้นถูกต้อง เขาเป็นแม่ทัพของต้าฉี การตายเพื่อพลีชีพให้กับแผ่นดินที่ล่มสลายเป็นเรื่องขลาดเขลา ถ้าต้องการให้แผ่นดินฉียังคงอยู่เขาควรระดมกำลังพลแล้วฟื้นฟูต้าฉีขึ้นมาใหม่ คิดได้ดังนี้ความรู้สึกในใจก็ปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ซูยีหยิบกระดาษและพู่กันวางบนโต๊ะแล้วเขียนกวีสั้น ๆ บทหนึ่ง

ยินเสียงเกราะเคาะเวลาพาสะดุ้งตื่น แสงเทียนดับ ฟ้าสางหนาวเหน็บ เสียงฝีเท้าม้าย่ำในฝันยังดังก้องอยู่ในหู ฝูงห่านบินลงใต้เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แต่ข้าไม่อาจกลับบ้านทั้งที่โหยหา ปีกของข้าขาดวิ่นแต่จิตวิญญาณยังคงยึดมั่น

เวลาผันผ่านเนิ่นนานจนเส้นผมเปลี่ยนสี ดวงจันทร์ยังส่องสะท้อนแผ่นดินที่ล่มสลายสหายเก่าอยู่เบื้องหน้าแต่ไร้หัวใจ มองย้อนกลับไปยังหนทางที่ผ่านมา เสื้อผ้าเปื่อยผุพังแต่แผ่นดินยังคงเดิม

ซูยีวางพู่กันลงแล้วหัวเราะเบา ๆ “หวางเอี๋ยนซู เว้นแต่ท่านจะได้รับการช่วยเหลือจากสวรรค์ ข้าจึงจะไม่สามารถหนีออกจากที่นี่และไม่สามารถแก้แค้นได้ แต่ถ้าสวรรค์ไม่โปรดปรานท่านแล้ว ข้าก็จะต่อสู้และจะเอาคืนอย่างสาสม” ตอนนี้ฟ้าเริ่มสาง ภายนอกหน้าต่างแสงอาทิตย์เริ่มส่องมาจากทางทิศตะวันออก ซูยีผลักประตูออกเตรียมก้าวเท้าออกไป แต่ยามรักษาการณ์สองสามคนที่ยืนระวังอยู่บริเวณนั้นก็วิ่งเข้ามาก่อน สายตาของคนพวกนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

หัวหน้ายามรักษาการณ์เอ่ยปากขึ้นมาก่อน “แม่ทัพซูตื่นเช้ายิ่งนัก ผู้น้อยแจ้งให้นางกำนัลมารับใช้ท่านดีหรือไม่?” แม้วาจาจะสุภาพนอบน้อม แต่ก็ยังแฝงถึงการกล่าวเตือนอยู่ในที เพราะเกรงว่าถ้าซูยีหลบหนีไป องค์จักรพรรด์คงสั่งตัดหัวเขาเป็นแน่แท้

ซูยีพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าแค่อยากจะเดินเล่นแถวนี้เท่านั้น”

เมื่อพูดจบก็เดินทอดน่องไปรอบสวนดอกไม้ หัวหน้ายามรักษาการณ์พร้อมกับทหารอีกสองสามคนก็รีบเดินตามไปอย่างใกล้ชิด ซูยีมองดวงอาทิตย์ที่เริ่มขยับขึ้นสูงบนท้องฟ้า วันนี้น่าจะเป็นวันที่มีอากาศดี เสียงนุ่มนวลของซือน่งดังขึ้นเรียกหาเขา “แม่ทัพซู แม่ทัพซู” ซูยีหันไปมองตามเสียงก็เห็นซือน่งวิ่งออกมาจากห้องด้วยความเร่งร้อน ใบหน้างามสดใสระบายยิ้มแล้วกล่าว “ท่านกำลังจะไปที่ใด ฝ่าบาทเพิ่งมาถึงเรือนประทับ พระองค์ตรัสว่าทรงรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ท่านอยู่เพียงลำพังในห้องบรรทม” เมื่อพูดจบก็ยกชายเสื้อขึ้นซ่อนเสียงหัวเราะ

ก่อนที่ซูยีจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่พอใจ เสียงของหวางเอี๋ยนซูก็ดังขึ้นแล้วร่างของซูยีก็ถูกยกขึ้นด้วยท่อนแขนแข็งแรง หวางเอี๋ยนซูจูบเม้มติ่งหูนุ่มนิ่มของซูยีเบา ๆ ก่อนพูดกลั้วยิ้ม “เมื่อคืนเจ้าหลับดีหรือไม่ ยังคิดมากอยู่อีกหรือไม่ วันนี้ข้ามีข่าวดีมาแจ้ง เจ้ายังคิดถึงแคว้นต้าฉีใช่ไหม ถ้าข้าให้เจ้าได้ตามที่เจ้าต้องการ เจ้ามีรางวัลอะไรให้ข้า?”

ซูยีตกตะลึง สงสัยว่าหวางเอี๋ยนซูคิดจะปล่อยตัวเขาไปหรืออย่างไร เมื่อคนทั้งคู่กลับไปที่ห้อง ซูยีพบว่าบทกวีที่เขาเขียนทิ้งไว้บนโต๊ะบัดนี้หายไปแล้ว ซูยีพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ท่าน...ท่านจะปล่อยข้ากลับไปที่ต้าฉีใช่หรือไม่?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #261 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 15:02

    นี่รึปะ วิธีที่ดีกว่าการทรมาณที่เอี๋ยนซูเลยพูดไว้ เนียนมาก ตุ๊กตาทองมากๆ

    #261
    0
  2. #113 galaxyxx (@mokomook) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 13:42
    ฝ่าบาทมีแผนอะไรอีกแล้ว
    #113
    0