war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,746 Views

  • 395 Comments

  • 1,271 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,118

    Overall
    19,746

ตอนที่ 22 : บทที่ 24

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1931
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หวางเอี๋ยนซูเพิ่งเข้าใจความหมายของสำนวนที่ว่า “ความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ชายหนุ่มแทบอยากจะโห่ร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ด้วยความดีใจ แต่ที่ทำได้ก็เพียงจ้องหน้าซูยีโดยไม่ทำอะไร

            ซูยีได้แต่สงสัยว่าเหตุใดหวางเอี๋ยนซูจึงนิ่งเงียบราวกับถูกสาปให้เป็นหิน สักพักหวางเอี๋ยนซูก็กางแขนออกแล้วรวบร่างของซูยีเข้ามากอด ซูยีตกใจคิดจะผลักออกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหู “ซูซู แค่มีเจ้าอยู่ข้างกาย ชั่วชีวิตนี้ข้าก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว”

            ซูยีตะลึงนิ่ง ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกอับอายเมื่อได้ยินคำพูดจากปากของหวางเอี๋ยนซูเหมือนที่ผ่านมา เพราะเขารู้สึกถึงความจริงใจที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น ซูยีคิดในใจว่าถึงแม้คนผู้นี้เป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา แต่ก็อาจจะคบหาเป็นสหายสนิทได้เช่นกัน

            ต่อมาพวกเขาก็เดินทางมาถึงพระราชวังหลวง เห็นพนักงานในวังวิ่งออกมาจากประตูแล้วหยุดที่เบื้องหน้าของหวางเอี๋ยนซู ก่อนจะคุกเข่าเรียงราย ผู้ที่อยู่หัวแถวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นรัว “กราบทูลฝ่าบาท พวกเกล้ากระหม่อมทราบมาว่าพระองค์จะเสด็จมาถึงในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงไม่ทันได้ออกมาต้อนรับ โทษครั้งนี้แม้ตายหมื่นครั้งยังไม่สมควร ขอให้พระองค์โปรดเมตตาเว้นโทษพวกเกล้ากระหม่อมด้วย”

            หวางเอี๋ยนซูยิ้มอย่างไม่ถือตัวก่อนเอ่ย “พวกเจ้าลุกขึ้น เป็นข้าเองที่ใจร้อนมาถึงก่อนล่วงหน้า พวกเจ้าดูแลรักษาเมืองดีได้ดี เมื่อข้าเข้ามาในเมืองเห็นท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนค้าขายกันคึกคัก ไม่ได้เห็นความทุกข์ยากจากภัยสงคราม นับเป็นความดีความชอบของเจ้า อันที่จริงควรตบรางวัลให้”

            ภายหลังได้ยินคำพูดเหล่านั้น บรรดาพนักงานในวังจึงได้ผ่อนคลายความกังวล ก่อนจะนำหวางเอี๋ยนซูไปที่พระราชฐานด้านใน ยามนี้ใกล้ค่ำ หลังเสวยพระกระยาหาร พวกพนักงานจึงจัดเตรียมห้องให้ได้พักผ่อน ก่อนจะเตรียมต้อนรับขบวนเสด็จของบรรดานางสนมและเสนาบดีคนสำคัญที่จะตามมาในวันรุ่งขึ้น

 ****

            การที่จินเหลียวย้ายเมืองหลวงไปที่จงหยวนสร้างความวุ่นวายและโกลาหลอยู่ไม่น้อย หวางเอี๋ยนซูยุ่งกับภารกิจบ้านเมืองจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนทำให้ไม่มีเวลาไปพบซูยี ซูยีจึงรู้สึกวางใจและพักผ่อนอย่างไม่เป็นกังวลว่าจะถูกหวางเอี๋ยนซูมาตอแยอีก แม้ซูยีต้องการที่จะหนีไปจากที่นี่แต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจากหวางเอี๋ยนซูสั่งให้ทหารเฝ้าจับตาดูเขาไม่ให้คลาดสายตา และเขาก็รู้ดีว่าถ้าเขาหนีออกไปได้ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวฉี เพราะหวางเอี๋ยนซูรู้จุดอ่อนของเขาเป็นอย่างดี การหนีจากเงื้อมมือของปีศาจอย่างหวางเอี๋ยนซูนั้นจึงทำได้ยากเย็นยิ่ง

            หลังอาหารเช้าวันนี้ องค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจวบุกเข้าไปในห้องของซูยี เด็กชายแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะพูดจาราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง “เจ้ายังมีอารมณ์อ่านหนังสืออยู่อีก ตอนนี้ตำหนักมโนรมย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซ่อมแซมเสร็จแล้วและเตรียมจะได้ใช้งาน”

            ซูยีมองไปที่นอกหน้าต่างความเจ็บปวดในใจผสมผสานกับความรู้สึกชิงชัง สิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ภายนอกหน้าต่างนั้นเป็นตำหนักงดงามโอ่อ่าที่จักรพรรดิ์ฉีสร้างขึ้นโดยเบียดบังมาจากงบทางการทหาร ทำให้กองทัพขาดเสบียงจนเป็นสาเหตุให้พ่ายแพ้สงครามและนำมาถึงซึ่งการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ซูยีเบือนหน้าหนีและทำเป็นไม่สนใจองค์รัชทายาทตัวน้อย ชายหนุ่มเพียงแต่พูดด้วยเสียงที่แสดงความขุ่นเคือง “ข้าไม่สามารถชื่นชมกับสิ่งที่ทำให้ชาติล่มสลายได้”

            หวางเอี๋ยนโจวพยักหน้าแล้วพูด “ข้าได้ยินมาว่าจักรพรรดิ์ของเจ้าดึงดันที่จะสร้างตำหนักนี้โดยไม่ยอมฟังเสียงประชาชนที่ทุกข์ยาก แล้วยังดึงงบทางการทหารไปใช้อีก ทำให้ประเทศถึงกับล่มสลาย แล้วดูสิ สร้างไว้ตั้งใหญ่โตแต่กลับไม่ได้ใช้ กลายมาเป็นของพวกเราชาวจินเหลียว”

            ซูยีรู้สึกหงุดหงิด จึงใช้น้ำเสียงเย็นชาโต้ตอบ “ท่านมาที่นี่เพื่อพูดเท่านี้อย่างนั้นหรือ ตอนนี้ข้ารับฟังแล้ว ดังนั้นทูลเชิญเสด็จกลับ”

            องค์รัชทายาทหัวเราะ “มีอีกเรื่องที่ข้าอยากจะบอกเจ้า ที่พระบิดาให้คนซ่อมแซมตำหนักมโนรมย์ก็เพื่อเตรียมไว้เป็นที่ประทับของจักรพรรดินีองค์ใหม่ เจ้าไม่เป็นกังวลบ้างหรือ?”

            ซูยียิ้มเย็นชา “จะแต่งตั้งจักรพรรดินีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ทำไมข้าจะต้องเป็นกังวล พวกท่านพ่อลูกทำไมถึงชอบพูดจาเหลวไหลนัก”

            หวางเอี๋ยนโจวทำหน้าประหลาดใจ “บิดาข้าไม่เคยบอกอะไรให้เจ้าฟังเลยหรือ เจ้าไม่รู้หรือไรว่าจักรพรรดินีองค์ใหม่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้า”

            ซูยีกระแทกวางหนังสือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ทั้งใบหน้าและหูสองข้างของชายหนุ่มตอนนี้เป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ “ท่านเป็นเด็ก แล้วยังเป็นองค์รัชทายาทของประเทศ ทำไมถึงพูดจาเหลวไหลเยี่ยงนี้ แน่นอนว่าข้าเป็นแม่ทัพของฝ่ายศัตรูที่พวกท่านจะทุบตีหรือฆ่าฟันได้ตามใจปรารถนา บิดาของท่านใช้ชีวิตของประชาชนคุกคามขู่เข็ญข้าให้ยอมสวามิภักดิ์หรือทำเรื่องน่าอัปยศอดสู เรื่องนี้พวกเจ้าพ่อลูกคงยังเห็นว่าข้ายังทุกข์ทรมานไม่พอ จึงส่งเด็กอย่างท่านมาพูดจาหยอกล้อข้าอีก แม้ซูยีจะไม่ต้องการให้ประชาชนชาวฉีต้องทุกข์ทรมาน แต่ถ้าพวกท่านบีบบังคับกันมากกว่านี้ข้าก็ยินดีตายเสียดีกว่าต้องอยู่ด้วยความทุกข์เยี่ยงนี้”

            หวางเอี๋ยนโจวไม่ตระหนกหรือหวาดกลัวท่าทีของซูยี เด็กชายยังคงยิ้มแย้ม “ข้าเองก็เคารพในตัวของแม่ทัพซูยี แต่ที่ข้าพูดมาเป็นเรื่องจริง ถ้าเจ้าต้องการสละชีพเพื่อประชาชนชาวฉี ก็ไม่มีใครห้ามเจ้าได้ถ้าเจ้าเลือกที่จะตาย ข้าเข้าใจนิสัยของพระบิดาดีที่สุด ที่พระองค์ทำเช่นนั้นก็เพียงต้องการแก้แค้นเท่านั้น เจ้าอย่าคิดฝันไปเลยว่าพระบิดาของข้าจะชมชอบเจ้าจริง ๆ ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็คอยดู” พูดจบก็หัวเราะอย่างเย็นชาก่อนเดินออกจากห้องไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #376 itohrabynum (@itohrabynum) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 19:44
    เหมือนโดนตบหน้าเลย ว้อยยยย
    #376
    0
  2. #351 Kankao94 (@Kankao94) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 09:33
    ตกลงจะยังไงของเอเนี่ย พ่อลูกคู่นี้นี่มันฟหกด่าสว
    #351
    0
  3. #266 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 15:32

    ตกลงยังไงดี ไม่รู้จะเชื่อใครแล้วเนี่ย 5555

    #266
    0
  4. #243 ineedmoney (@ineedmoney) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 03:14
    เวรละ ไอหนูเอ็งมาดีมั้ย555555
    #243
    0
  5. #149 artificial_love (@Happyzy) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 14:10
    อ้าว หนูๆๆๆ ทำไมพูดแบบเน้
    #149
    0