war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,817 Views

  • 395 Comments

  • 1,272 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,189

    Overall
    19,817

ตอนที่ 29 : บทที่ 31

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1860
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            เมื่อซูยีลืมตาขึ้นก็พบหวางเอี๋ยนซูกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่แสดงความห่วงใยและรักใคร่ แต่เมื่อซูยีเห็นอีกฝ่ายกลับหลับตาลงดังเดิม น้ำเสียงนั้นเย็นชาอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกเกลียดชัง “ท่านมาที่นี่ทำไม? ท่านได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้วมิใช่หรือ ตอนนั้นข้าถูกบังคับให้พูดว่ายินยอมที่จะเป็น...อย่าบอกว่าท่านมาที่นี่เพื่อให้ข้าพูดคำนั้นอีก หรือเพราะเห็นว่าตอนที่ข้าคุกเข่าอ้อนวอนท่านทำให้ท่านมีความสุข ท่านจึงมาที่นี่เพื่อมาดูความอ่อนแอของข้า”

            หัวใจของหวางเอี๋ยนซูรู้สึกเจ็บปวด แต่ใบหน้ายังคงไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ “ไม่ว่าเจ้าจะมองข้าเป็นอย่างไร แต่อีกหนึ่งเดือนครึ่งนับจากนี้เจ้าจะเข้าพิธีแต่งตั้งจักรพรรดินี และเจ้าก็จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับข้าตลอดไป” และข้าจะใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อพิสูจน์ความรักของข้าที่มีต่อเจ้า ประโยคในตอนท้ายเขาได้แต่คิดในใจ ไม่ได้พูดออกไป หลังจากนั้นก็กำชับให้ซือหลิวและซือน่งคอยดูแลซูยีก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป

            ซูยีมองตามแผ่นหลังกว้างจนลับหายไปจากสายตา ตอนนี้เขารู้สึกผิดหวังในตัวของหวางเอี๋ยนซูอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าแม้พวกเขาถูกลิขิตให้เป็นศัตรูเพราะเกิดต่างแผ่นดิน แต่ยังนับถือซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้หวางเอี๋ยนซูใช้วิธีน่ารังเกียจเพื่อบังคับให้เขาเป็นจักรพรรดินี ภาพเหตุการณ์ที่ลานกว้างเมื่อครู่แสดงถึงความโหดเหี้ยมต่ำช้าราวกับสัตว์ป่าของอีกฝ่าย

            “ข้ามองท่านผิดไปจริง ๆ หวางเอี๋ยนซู ข้ามองท่าน...ผิดไป” ซูยีคร่ำครวญในขณะที่ครุ่นคิดเรื่องพิธีแต่งตั้งจักรพรรดินีในอีกหนึ่งเดือนครึ่งข้างหน้า เขาเป็นบุรุษแต่ถูกบังคับให้ยอมรับตำแหน่งที่มีไว้สำหรับสตรี อัปยศจนยากจะทนทานได้ เขายอมตายเสียดีกว่าต้องอับอายขายหน้า ซูยีสงสัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้นได้อย่างไร

            เมื่อเห็นซูยีปวดร้าว ซือน่งเองก็รู้สึกเป็นทุกข์จนเกือบจะบอกความจริงออกไป แต่ซือหลิวก็ใช้สายตาห้ามไว้ ต่อมานางกำนัลสองสามคนก็ยกสำรับอาหารเข้ามา ซือน่งจึงยิ้มแย้มเจรจา “นายท่าน เชิญรับประทานอาหาร” ซูยีขมวดคิ้วเป็นเชิงปฏิเสธ ซือน่งกระวนกระวายใจแล้วพูด “คนพวกนั้นยังถูกขังอยู่ในคุก ถ้านายท่านรับประทานอาหาร พวกนั้นถึงจะได้ดื่มกิน ถ้านายท่านไม่รับประทานอาหาร คนพวกนั้นก็จะไม่ได้อาหารหรือน้ำสักหยด...” ก่อนที่หญิงสาวจะพูดจบ ซูยีก็พูดขัดขึ้นมาก่อน ซือน่งไม่เคยเห็นชายหนุ่มเป็นเช่นนี้มาก่อน นัยน์ตาคู่งามของซูยีเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ทรมาน เสียงของเขาละล่ำละลักเมื่อพูด “ซือน่ง เจ้าอย่าพูดต่ออีกเลย ข้าจะกินแล้ว”

            หัวใจของซือน่งแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นซูยีรีบหยิบชามข้าวต้มแล้วใช้ช้อนตักขึ้นมาคำใหญ่ นัยน์ตารื้นเต็มไปด้วยน้ำตาแต่กลับสะกดกลั้นไม่ยอมให้ไหลออกมา

            ซือน่งเจ็บปวดเมื่อเห็นท่าทางของซูยีจนเกือบจะบอกความจริงออกไปแล้วว่า นายท่านอย่าได้เศร้าเสียใจไปเลย คนพวกนั้นกลับบ้านไปแล้วพร้อมกับเงินรางวัล ที่จริงสิ่งที่ท่านเห็นเมื่อตอนบ่ายวันนี้เป็นเพียงการแสดงละครของคนพวกนั้นกับฝ่าบาท ไม่เพียงแต่พระองค์จะมอบรางวัลให้กับคนพวกนั้นยังให้สัญญาว่าตราบใดที่ท่านเป็นจักรพรรดินี พระองค์จะไม่ยอมให้คนจินเหลียวรังแกคนฉี พวกเขาช่วยฝ่าบาทเล่นละครตบตาท่านเพราะสัญญาพวกนั้น

            โชคดีที่ซือหลิวยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นว่าซือน่งกำลังสับสน ซือหลิวจึงบอกนาง “เจ้าไปที่ครัวแล้วดูว่าต้มซุปรังนกหรือยัง ถ้ายังก็ให้รีบจัดการต้ม”

            แม้ว่าซูยีจะรับประทานข้าวต้มคำใหญ่ แต่เขาก็ทำไปทั้งที่ไม่ได้หิวหรืออยากอาหารแต่ประการใด โชคดีที่ซือหลิวเป็นคนช่างสังเกต เมื่อเห็นว่าอาหารบนโต๊ะลดไปครึ่งหนึ่ง ซูยีก็ยังพยายามกินต่อไปจนใบหน้าซีดเผือด ซือหลิวจึงรีบพูด “นายท่านคงจะอิ่มแล้ว ท่านไม่ต้องรับประทานจนหมด ถ้าหิวจริง ๆ ตอนเที่ยงคืนผู้น้อยจะนำซุปรังนกมาให้ ซุปนี้ใช้เวลาต้มด้วยเปลวไฟเล็ก ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงมันมีประโยชน์ช่วยฟื้นฟูร่างกายและรักษาบาดแผล” ซูยีจึงวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ

            จากวันนั้น ซูยีทำตัวราวกับหุ่นไม้ไร้ชีวิต ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็ทำตามที่มีผู้แนะนำ แม้ว่าหวางเอี๋ยนซูจะแวะเวียนไปหาที่ห้องของซูยีทุกวันแต่ทั้งคู่ไม่พูดคุยกัน และซูยีก็ไม่ยอมพูดกับคนอื่นด้วย

            ความกังวลของซือหลิวทวีขึ้นทุกวัน เหมือนข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า ฝ่าบาทบังคับแม่ทัพซูจนเกินไป แม้ต้องการให้เขาฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงแต่สภาพทุกวันนี้เหมือนไร้วิญญาณ

            ซือหลิวไม่รอช้า รีบขอเข้าเฝ้าผู้เป็นนาย แล้วรายงานพฤติกรรมของซูยีให้ฟังโดยละเอียด

            หวางเอี๋ยนซูดูเหมือนจะไม่แปลกใจที่ได้ยินเรื่องทั้งหมด “เขาได้รับความกดดันหลายเรื่องในช่วงระยะเวลาอันสั้น ก็อาจจะรู้สึกสิ้นหวัง แต่ไม่เป็นปัญหาร้ายแรง” แม้จะพูดแบบนี้ แต่เมื่อซือหลิวเดินจากไป จักรพรรดิ์หนุ่มก็เฝ้าครุ่นคิด ก่อนจะเรียกให้ซือหนานไปทำงานชิ้นหนึ่ง แล้วเดินไปที่ห้องพักของซูยี ผ่านพระตำหนักมโนรมย์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องพักของซูยี พระตำหนักงดงามซ่อมแซมตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายในเดือนนี้เขาและซูยีก็จะได้รวมเรียงเคียงหมอนใต้หลังคาตำหนักที่งดงามนี้สถานที่นี้ทำให้หวางเอี๋ยนซูนึกถึงการล่มสลายของแคว้นฉี มันจะเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เขาหลงระเริงกับความสำเร็จมากจนเกินไป

            ขณะคิดเรื่องเหล่านั้น เท้าก็พามาถึงห้องนอนของซูยี เขาเห็นร่างของซูยีนอนอยู่บนเตียง นัยน์ตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย แม้จะดูแลบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าร่างนั้นไม่มีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมาแม้แต่น้อย วันแต่งตั้งจักรพรรดินีใกล้จะมาถึงเท่าใด ดูเหมือนความทุกข์ทรมานของซูยีก็เพิ่มขึ้นตามเวลา

            หวางเอี๋ยนซูยืนแอบมองซูยีที่หลังม่าน เมื่อซือน่งพบผู้เป็นนายคิดจะเอ่ยทัก หวางเอี๋ยนซูกลับทำสัญญานให้เงียบเสียง หลังจากมองภาพของซูยีได้สักพัก เขาก็หันหน้าไปทางสวนดอกไม้ เห็นซือหนานยืนอยู่ในสวนกับบุรุษแปลกหน้า ทั้งคู่ยืนเหมือนรอสัญญานบางอย่าง จนหวางเอี๋ยนซูผงกศีรษะให้สัญญาน ซือหนานก็เดินนำชายแปลกหน้าเข้ามาในห้อง แล้วก็ได้ยินชายผู้นั้นส่งเสียงเรียกสั่นเครือ “โหลว...โหลวฉี เป็นเจ้าจริงหรือ?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #358 Kankao94 (@Kankao94) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 09:57
    อะไรอี๊กกก
    #358
    0
  2. #273 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 15:53

    ตัวช่วยหรอ

    #273
    0