war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,495 Views

  • 389 Comments

  • 1,255 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    867

    Overall
    19,495

ตอนที่ 30 : บทที่ 32

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 101 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หวางเอี๋ยนซูมองภาพตรงหน้าแทบไม่กระพริบตา สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ซูยีทุกอิริยาบถอย่างไม่วางตา เขาเห็นซูยียกศีรษะขึ้นมองชายแปลกหน้า หลังจากนั้นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของซูยีที่ปรากฏมาสองสามวันก็แปรเปลี่ยนไป สีหน้านั้นเหมือนกับไม่เชื่อสายตาของตนเอง น้ำเสียงสั่นเครือ “เจิง...เจิงหัว...” พูดยังไม่ทันจบ ก็ดิ้นรนลุกขึ้นจากเตียง ซือน่งรีบรุดเข้าประคอง

            หวางเอี๋ยนซูถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นกับตาว่าซูยีไม่ได้ชืดชากับทุกคนและทุกสิ่ง จักรพรรดิ์หนุ่มจุดยิ้มที่มุมปากก่อนจะเดินจากไป ซือหนานรีบเดินตามผู้เป็นนายไป “ฝ่าบาทไม่อยู่รอฟังว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันหรือเพคะ?”

            หวางเอี๋ยนซูพูดยิ้ม ๆ “ไม่จำเป็น ข้าแค่รู้ว่าเขายังมีหัวใจก็เพียงพอแล้ว”พูดจบก็คล้ายรำพึงกับตนเอง “ซูซู ข้ารู้ว่าคนอย่างเจ้าไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่ก็อดห่วงไม่ได้” หลังจากนั้นก็สั่งความกับซือหนาน “ให้สือเจิงหัวค้างที่วังสักคืน เพื่อนเก่าเมื่อพบเจอกันคงมีเรื่องคุยกันมากมาย” ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ซูซูควรจะมีคนพูดคุยถูกคออยู่ด้วย”

            ซือหนานเห็นผู้เป็นนายมีทีท่าหงอยเหงาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ฝ่าบาท ผู้น้อยไม่รู้มาก่อนว่าชื่อเดิมของแม่ทัพซูคือโหลวฉี ชื่อนี่ฟังดูเสนาะหูยิ่ง พระองค์คิดเห็นเป็นอย่างไรเพคะ”

            หวางเอี๋ยนซูพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ข้าก็ชมชอบที่จะเรียกเขาว่าซูซู ทุกครั้งที่ข้าเรียกชื่อนี้ข้ารู้สึกเหมือนได้ครอบครองสิ่งที่มีค่าที่สุดไว้ในมือ”

            นายบ่าวทั้งสองพูดคุยขณะเดิน ทันใดนั้นร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏที่เบื้องหน้า ซือหนานจึงส่งเสียงทักทาย “ซือหยวน” หลังจากนั้นซือหนานก็หันไปทางหวางเอี๋ยนซู “ที่จริงซือหยวนต้องคอยรับใช้แม่ทัพหยูคัง ไม่ทราบว่าทำไมนางถึงมาอยู่ที่นี่”

            หวางเอี๋ยนซูก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน ทั้งคู่มองที่ซือหยวนที่กำลังเดินทำหน้าเคร่งเข้ามา เมื่อเดินมาถึงก็คุกเข่าทำต่อหน้าผู้เป็นนาย “ฝ่าบาท ซือหยวนมีเรื่องมาขอร้องฝ่าบาท” ความประหลาดใจของหวางเอี๋ยนซูเพิ่มขึ้น “ลุกขึ้น เจ้ามีเรื่องอะไรที่จะขอร้องข้า?”

            ซือหยวนยังคงคุกเข่า “ผู้น้อยต้องการให้พระองค์ใคร่ครวญเรื่องแต่งตั้งซูยีเป็นจักรพรรดินีอีกครั้ง”

            หวางเอี๋ยนซูตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น เขาจ้องมองซือหยวนสักพักแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เรื่องนี้ข้าคิดดีแล้ว ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน วันแต่งตั้งจักรพรรดินีก็กำหนดไว้แล้ว ถ้าเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเข้าร่วมพิธี ข้าอนุญาตให้พักผ่อนอยู่ในห้องพักของเจ้า” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป

            หญิงสาวทั้งสี่คนติดตามรับใช้หวางเอี๋ยนซูมาเป็นเวลาหลายปี ซือหยวนเข้าใจดีว่าสิ่งใดที่ผู้เป็นนายตัดสินใจแล้วนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงได้ยาก ซือหยวนยังคงนั่งคุกเข่าแม้องค์จักรพรรดิ์จะเดินจากไปแล้ว หญิงสาวรำพึงกับตนเอง “ฝ่าบาทยอมที่จะรับคำวิจารณ์จากคนทั้งแผ่นดินเรื่องแต่งตั้งจักรพรรดินีที่เป็นบุรุษ ทั้งที่บุรุษผู้นี้เป็นนักโทษสงครามที่ยังจงรักภักดีต่อประเทศเดิมของตน ซือหยวนใม่คิดว่าพระองค์จะลุ่มหลงซูยีถึงเพียงนี้ ถ้าซูยีได้ร่วมชีวิตกับฝ่าบาท เขาคงจะมีอิทธิพลต่อฝ่าบาทมากขึ้นกว่านี้อีก พวกเราชาวจินเหลียวต่อสู้อย่างยากลำบากกว่าจะได้ดินแดนนี้มา แต่เกรงว่าแค่ในพริบตาซูยีจะแย่งชิงกลับไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยทหารแม้แต่คนเดียว”

 ****

            ความรู้สึกของซูยีเมื่อได้พบกับเพื่อนเก่าผสมผสานกันทั้งความทุกข์และความสุข สือเจิงหัวกับเขานั้นสอบเข้ารับราชการปีเดียวกันและมาทำงานอยู่ในหน่วยงานเดียวกันทำให้มีความสัมพันธ์สนิทสนมกัน แต่ต่อมาสือเจิงหัวก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องพลเรือน ขณะที่ซูยีได้รับคำสั่งให้ไปชายแดน ทั้งคู่จึงไม่มีโอกาสพบกันอีก ตอนนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้ง จึงทั้งตื่นเต้นและมีความสุข อย่างไรก็ตามการพบเจอกันในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ทำให้ทั้งคู่ได้แต่ทอดถอนหายใจด้วยความรันทดเสียใจ

            ซูยีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มต้นถาม “หลังประเทศล่มสลายท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร ถูกจับเป็นนักโทษหรือไม่ ข้าเป็นห่วงท่านเพราะรู้ว่าเป็นคนที่สัตย์ซื่อไม่ยอมคน ข้ากลัวว่าหลังจากที่หยูคังโจมตีจงหยวน ท่านจะออกมานำผู้คนประท้วงพวกมันแล้วนำภัยมาสู่ตัวเอง ที่ข้าไม่กล้าถามเรื่องของท่านกับใคร เพราะหวางเอี๋ยนซูมักจะใช้ชีวิตทหารของข้าเป็นเบี้ยต่อรองที่จะให้ข้าทำตามที่มันต้องการ ถ้ามันรู้ว่าท่านสนิทกับข้า มันจะต้องจับท่านเพื่อมาใช้ต่อรองแน่นอน”

            สือเจิงหัวยิ้มขมขื่นแล้วกล่าว “ท่านรู้นิสัยข้าดีที่สุด แต่ทว่าก่อนที่ประเทศจะล่มสลาย ข้าก็อยู่ในคุกแล้ว เลยไม่มีโอกาสออกไปต่อต้านหยูคัง”

            ซูยีงุนงง “ก่อนที่ประเทศจะล่มสลาย หมายความว่าท่านประท้วงต่อต้านจักรพรรดิ์ฉีอย่างนั้นหรือ?”

            สือเจิงหัวถอนหายใจก่อนพูด “จักรพรรดิ์ฉีเกณฑ์แรงงานและเบียดบังงบทหารมาสร้างตำหนักมโนรมย์ ประชาชนทุกข์ยาก ข้าทนไม่ได้จึงต่อต้านมันด้วยการแต่งบทกลอนว่า “ชายแดนหนาวเหน็บ ทหารอดอยาก แม่ทัพซูพ่ายแพ้แก่จินเหลียวเพราะจักรพรรดิ์สร้างตำหนักมโนรมย์ นับตั้งแต่วางรากฐานสร้างตำหนักก็เป็นจุดเริ่มของการล่มสลาย” พวกเสนาบดีฉ้อฉลหาว่าข้าใส่ร้ายองค์จักรพรรดิ์ และสาบแช่งแคว้นฉี เลยตัดสินให้ข้ารับโทษประหาร โดยกำหนดเป็นวันเดียวกันกับที่พระตำหนักสร้างเสร็จ แต่ก่อนจะถึงวันนั้นหยูคังก็นำทัพมาจงหยวนก่อน ตอนนั้นบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายมาก” เมื่อพูดจบสือเจิงหัวก็ถอนหายใจ ซูยีรับฟังคำบอกเล่าของเพื่อนเก่าด้วยความประหลาดใจ และเมื่อฟังจบก็ถึงกับนิ่งงันไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 101 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #274 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 15:56

    จริงๆถ้าทำตามความคิดซือหยวนก็ยึดเมืองฉีคืนมาได้ง่ายๆจริงๆนั่นแหละ แต่มันไม่ใช่วิถีทางของซูยีไง ซูยีเค้าไม่ทำตัวเหมือนความคิดหล่อนหรอกจ้ะ ไม่งั้นจะมาตรอมใจอยู่แบบนี้หรอ

    #274
    0