war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,680 Views

  • 392 Comments

  • 1,265 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,052

    Overall
    19,680

ตอนที่ 44 : บทที่ 46

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1613
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หวางเอี๋ยนโจวเปรียบเสมือนลูกสุนัขจิ้งจอกที่ฉลาดแกมโกง เมื่อเห็นว่าซูยีทำเรื่องไม่คาดคิดหลังจากที่พบพานกับการล้อเล่น ก็รู้ว่าจะต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น หัวใจของเด็กชายเต้นรัวแรงราวกับกลอง พร้อมกับพึมพำกับตนเอง “หรือว่าข้าจะหาเรื่องใส่ตัว” เมื่อมองหน้าของซูยีก็ยิ่งมั่นใจว่าสังหรณ์ของเขาถูกต้อง และตัดสินใจว่าต้องรีบฉากหลบโดยไว จึงแย้มยิ้มและกล่าวว่า “พระมารดา ข้าเพิ่งจำได้ว่าตอนนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องไปทำ” พูดจบก็หมุนตัวเตรียมจากไป

            ซูยีหัวเราะเสียงเย็น แม้วิทยายุทธ์ของเขาจะเป็นรองหวางเอี๋ยนซู แต่ก็นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในวรยุทธ์สูง และถึงแม้หวางเอี๋ยนโจวจะชมชอบฝึกฝนวิทยายุทธ์ แต่ก็ยังเป็นเด็กซึ่งอย่างไรความเชี่ยวชาญก็ไม่เทียบเท่าซูยี เด็กชายร้องอุทานออกมาคำหนึ่งเมื่อโดนซูยีคว้าจับคอเสื้อไว้ยกสูงจนขาลอยบนอากาศ ซูยีพูดกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไรสำคัญอย่างนั้นหรือ จะไปขโมยไข่นกบนรัง หรือไปก่อกวนพวกพระสนม ข้าจำได้ว่าเวลานี้ท่านต้องไปเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ แล้วมีเรื่องอื่นใดที่ท่านต้องไปทำอีก” พูดจบก็โยนเด็กชายให้ซือน่งและกล่าวว่า “พาเขาตามข้ามา”

            ซือน่งรับคำ แล้วจับหวางเอี๋ยนโจวที่ยังคงพยายามจะดิ้นรนหลบหนีไว้แน่น หญิงรับใช้พูดกับเด็กชายอย่างนุ่มนวล “องค์รัชทายาท ไม่ใช่ว่าพี่สาวคนนี้ไม่ช่วยเหลือท่าน แต่นายท่านแม้จะใจดีและมีความอ่อนโยน แต่พอเขาโกรธขึ้นมาจะเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องยอมแพ้ พระองค์ควรยอมรับในโชคชะตา เพราะไปยั่วยุนายท่านก่อน” ทั้งคู่เดินตามซูยีจนมาถึงห้องหนังสือเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับการเรียนหนังสือของหวางเอี๋ยนโจว

            ขณะนั้นพระอาจารย์ทั้งสองคนกำลังดื่มชาและสนทนากันอยู่ หวางเอี๋ยนโจวไม่ชอบเข้าเรียนและอาจารย์ทั้งสองก็มีความสุขที่ไม่ต้องสอน ทัศนคติของพระอาจารย์ทั้งคู่ตรงกับหวางเอี๋ยนโจว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปีศาจน้อยไม่ใช้วิธีบีบบังคับให้คนทั้งคู่ลาออก พระอาจารย์คนอื่น ๆ ที่ผ่านมาสอนหนังสืออย่างจริงจังและทุ่มเท ก็มักจะโดนหวางเอี๋ยนโจวบังคับให้ลาออกด้วยเล่ห์กลต่าง ๆ นานา เมื่อซูยีก้าวเข้าไปในห้องและเห็นพฤติกรรมของพระอาจารย์ทั้งสองคน จึงขมวดคิ้วและคิดในใจ “ทำไมถึงให้คนแบบนี้มาสอนคนที่จะเป็นกษัตริย์ในอนาคต” ความตั้งใจเดิมของซูยีนั้นต้องการจะลงโทษองค์รัชทายาทเท่านั้น และเพราะยังอึดอัดกับบทบาทในฐานะจักรพรรดินี แต่เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงนั่งลงและกล่าวว่า “องค์รัชทายาทบอกว่าต้องการให้ข้าดูแลให้คำแนะนำท่านใช่หรือไม่ วันนี้ข้าจะอยู่ที่นี่และดูท่านเรียนหนังสือ”

            สองพระอาจารย์ได้ทราบข่าวมาว่ากว่าองค์จักรพรรดิ์จะได้อภิเษกกับองค์จักรพรรดินีต้องฝ่าฟันปัญหามากมาย ดังนั้นองค์จักรพรรดินีผู้นี้จึงถือได้ว่าเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ์ราวกับแก้วตาดวงใจ เมื่อคนทั้งสองเห็นว่าองค์จักรพรรดินีได้มาพบเจอความเกียจคร้านของพวกตน ก็ถึงกับแข้งขาอ่อนแรงทรุดตัวลงคุกเข่าและโขกศีรษะ ทั้งคู่เพิ่งจะมีเรี่ยวแรงเมื่อได้ยินว่าซูยีจะอยู่ที่นี่จะสังเกตการณ์การเรียนของหวางเอี๋ยนโจว พระอาจารย์ทั้งสองพยายามแสดงความตั้งใจที่จะสั่งสอนองค์รัชทายาท แต่หวางเอี๋ยนโจวกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ เมื่อเจอกับการต่อต้านและไม่เชื่อฟังต่อหน้าองค์จักรพรรดินี พระอาจารย์ทั้งสองถึงกับกังวลจนเหงื่อตก

            ตอนนี้หวางเอี๋ยนโจวก็ได้เรียนรู้ว่าซูยีนั้นน่ากลัวเพียงใดเมื่อเห็นว่าหวางเอี๋ยนโจวไม่เพียงไม่สนใจที่จะเรียนหนังสือจากสองพระอาจารย์ที่เกียจคร้าน ซูยีจึงให้คัดลอกบทกวีนิพนธ์ของขงจื้อห้าร้อยจบ ถ้าไม่สามารถทำได้ก็จะมีบทลงโทษ หวางเอี๋ยนโจวแสดงความไม่พอใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าเป็นใคร ใช้สิทธิ์อะไรมาลงโทษให้ข้า”

ซูยีโต้กลับทันควันโดยยืมคำพูดของอีกฝ่ายมากล่าว “ข้ามิใช่พระมารดาของท่านหรือ? เป็นตัวท่านเองที่มาขอให้ข้ารับผิดชอบการเรียนของท่าน” หวางเอี๋ยนโจวสังเกตเห็นว่าเมื่อซูยีพูดคำว่า “พระมารดา” นั้นแสดงอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับจะกินเขาด้วยความขุ่นเคือง เมื่อถูกย้อนเช่นนั้น หวางเอี๋ยนโจวก็รู้สึกสำนึกเสียใจจนนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ การกระทำของเขานั้นคล้ายกับยกก้อนหินใหญ่วางบนเท้าของตนเอง หาเรื่องใส่ตัวโดยแท้

            “ใครจะรู้ว่าซูยีอาฆาตรุนแรงเยี่ยงนี้” เด็กชายพึมพำกับตนเอง แต่เมื่อเขามองตามหลังซูยีที่กำลังเดินออกไป จึงตะโกนไล่หลัง “ยิ่งพยายามให้ข้าเรียนรู้ที่เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาดและประสบความสำเร็จเยี่ยงพระบิดาของข้า เจ้าก็จะยิ่งไม่มีหวังที่จะฟื้นฟูต้าฉี”

            ซูยีตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่หันกลับไปมอง “พระบิดาของท่านเคยบอกไว้ว่า ประชาชนสำคัญอันดับแรก ต่อมาจึงเป็นชาติ ส่วนกษัตริย์นั้นสำคัญน้อยที่สุด ตราบใดที่ประชาชนสุขสงบ ใครจะนั่งบัลลังก์มังกรก็ไม่สำคัญ ข้าก็เห็นด้วยกับประโยคนี้  ท่านควรตั้งใจศึกษาร่ำเรียน อย่าทำให้ข้าผิดหวังในตัวท่าน”

           ****

            หวางเอี๋ยนโจวมองตามหลังผู้พูดด้วยสายตาแสดงความงุนงง เขารู้มานานแล้วว่าซูยีผู้นี้มีบุคลิกอุปนิสัยไม่ธรรมดา แต่ที่เขาตกใจเพราะนับตั้งแต่พระบิดาของเขาจับตัวซูยีมา เด็กชายไม่เคยเห็นบุคลิกด้านนี้ของอีกฝ่ายมาก่อน แม้หวางเอี๋ยนโจวรู้ว่าซูยีไม่ถูกจัดว่าเป็นพวกอ่อนแอหรือโดนรังแกได้ง่าย แต่ตลอดเวลาที่พบกันนั้นซูยีนั้นจมอยู่ในความเศร้าสลดมาตลอดเมื่อรู้ว่าประเทศของตนนั้นล่มสลาย ได้แต่เวทนาตนเองและตำหนิตนเองอยู่ตลอดเวลาและเขาเองก็ไม่เห็นว่าซูยีจะมีความโดดเด่นเรื่องไหวพริบและความชาญฉลาดตามที่ร่ำลือกันมา นั่นเป็นเหตุผลที่เด็กชายมีความกล้าที่จะหยอกล้อซูยีเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับตนเอง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะดูอีกฝ่ายผิดไป

            แต่ปัญหาก็คือถ้าเขาไม่เชื่อฟังซูยี และถ้าซูยีนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระบิดาฟัง พระบิดาคงไม่พอใจที่เขาขาดความกระตือรือร้นต่อการเรียน และเขาอาจจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

 ****

            ตอนนี้ซือน่งมีความรู้สึกเคารพในตัวของซูยีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่หญิงสาวเดินตามอีกฝ่ายกลับไปที่ตำหนักมโนรมย์ก็กล่าวขึ้นอย่างร่าเริง “นายท่าน ผู้น้อยไม่เคยเห็นองค์รัชทายาทจะเชื่อฟังเช่นนี้มาก่อน ทั่วทั้งพระราชวังนี้มีเพียงฝ่าบาทที่สามารถควบคุมให้องค์รัชทายาทให้เชื่อฟังได้ คนอื่นนั้นไม่กล้าแม้แต่จะคิด แต่ฝ่าบาทก็มีราชภารกิจมากมาย อีกทั้งองค์รัชทายาทก็สูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเล็กและยังเจ็บป่วยรุนแรงอีก ฝ่าบาทจึงตามใจองค์รัชทายาทมากเกินไป ตอนนี้ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะเชื่อฟังนายท่าน ดังนั้นนายท่านควรจะบอกไม่ให้องค์รัชทายาทไปข่มขู่คุกคามบรรดาพระสนมของฝ่าบาท แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน นายท่านค่อยบอกทีหลังก็ได้”

            ซูยีกล่าวว่า “องค์รัชทายาทคงไม่มีเวลาไปก่อกวนผู้อื่นแล้ว กว่าเขาจะทำงานที่ข้ากำหนดให้เสร็จ เขาก็คงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่น เด็กผู้นี้ที่จริงมีความฉลาดหลักแหลม รู้จักจับจุดอ่อนของผู้คนเพื่อกลั่นแกล้ง ตอนนี้ยังเป็นไม้อ่อนควรรีบดัด แม้ว่าหวางเอี๋ยนซูมีภารกิจอื่นที่ต้องกระทำ แต่เขาก็ไม่ควรตามใจบุตรชายเยี่ยงนี้”

            พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้นด้านหลัง “ใช่แล้วซูซูที่รักของข้า ข้ายอมรับผิดที่ตามใจเขามากเกินไป และขอบคุณเจ้าที่ช่วยดูแลโจวเอ๋อร์”ทั้งซูยีและซือน่งหันไปตามเสียงก็พบกับหวางเอี๋ยนซูยืนอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเขาระบายยิ้มกว้างขวางและจ้องมองซูยีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก แต่ไม่รู้ว่าซูยีมองเขาด้วยสายตาเช่นไร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #288 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 16:55

    ซูซูมองยังไงไม่รู้แต่เรามองด้วยความหมันไส้ค่ะ แสนหลง

    #288
    0
  2. #213 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 13:34
    ที่รักทุกคำแต่การกระทำ ซูยีปลดล็อคตัวเองได้แล้วชาติอ่ะ ดีจังที่น้องคิดได้แล้วไม่จมปลัก ตอนตอกกลับไปเราน้ำตาแทบไหล ดีใจ เอาองค์รัชทายาทอยู่หมัดเลย เอี๋ยนซูยิ่งปลื้มเข้าไปอีกที่มีเมียเก่ง 5555
    #213
    0
  3. #63 spnszz (@isaiparn) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 23:32
    คนหลงเมียจริงๆค่ะ
    #63
    0
  4. #17 วัวพันปี (@witch-singsong) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 20:02
    ฝ่าบาทหลงเมีย
    #17
    0