war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,644 Views

  • 392 Comments

  • 1,261 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,016

    Overall
    19,644

ตอนที่ 52 : บทที่ 54

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ท้ายที่สุดหยูคังที่มีจำนวนคนมากกว่าก็สามารถจัดการกับคนทั้งหมดที่เป็น “กบฎ” ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทุกคนถูกฆ่าตายหมด ยกเว้นแต่ซูยีที่ถูกสะกัดจุดทำให้หลับและนำกลับไปยังพระราชวัง ที่เรียกว่า “ถูกฆ่า” นั้น แท้จริงเป็นเพียงการแสดงละคร เพราะทุกคนจะแอบใช้มีดแทงถุงเลือดหมูที่ผูกไว้ที่หน้าอกซ่อนไว้ใต้เสื้อ หลังจากนั้นก็แกล้งทำเป็นนอนตาย

            นับได้ว่าหยูคังนั้นมีไหวพริบไม่น้อย เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขามีอยู่ที่จะนำมาใช้ในการบีบบังคับซูยีก็คือเหล่าบัณฑิตที่เขาจับกุมตัวไว้ซึ่งเป็นกบฏจริง ๆ  แต่ถ้าเขาใช้คนพวกนั้นมาแสดงละครแล้วต่อมาหากหวางเอี๋ยนซูสืบความแล้วไม่เอาผิด ซูยีก็จะไม่เชื่อฟังหยูคัง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนแผนการโดยใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองส่วนหนึ่งให้แสดงเป็นกบฎ แต่ถ้าต้องสูญเสียชีวิตจริง ๆ แล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาคงจะไม่ยินยอมร่วมมือทำตามแผน จึงต้องทำอุบายแกล้งตาย เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เชลยที่จับมาและแก้ไขปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขา แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าองค์รัชทายาทจะเข้ามาอยู่ในแผนการนี้ด้วย เขาเกรงว่าองค์รัชทายาทจะสังเกตเห็นอุบายแกล้งตายนั้น แต่โชคดีที่หวางเอี๋ยนโจวตกใจกับภาพตรงหน้าที่แสดงว่าซูยีเป็นกบฏ จนไม่ทันสังเกตสิ่งอื่นใด ทำให้ไม่ทันคิดว่าเป็นเพียงการแสดงละครฉากหนึ่ง

            หยูคังแอบยินดีในใจพร้อมกับคิดว่า “ไม่เพียงองค์รัชทายาทจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่กลับช่วยเป็นพยานที่ดีที่สุด สวรรค์ส่งเสริมข้าโดยแท้” เมื่อมองไปยังซูยีที่ยังสลบอยู่ สายตานั้นยังคงแสดงออกซึ่งความเกลียดชัง “ข้าจะดูว่าเจ้าจะหนีความตายได้อย่างไร ในฐานะที่เจ้าเป็นบุรุษและเป็นแม่ทัพ เจ้าไม่ควรมีจิตใจอ่อนโยนเหมือนเช่นสตรี พฤติกรรมอย่างเจ้าถ้าเรียกอย่างสุภาพก็คงจะเรียกว่ามีจิตใจเมตตา แต่ถ้าเรียกอีกอย่างก็คงจะเรียกว่ารนหาที่ตาย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเจ้ารนหาที่เองทั้งนั้น อย่าได้ตำหนิผู้อื่นเลย”

            เพราะตอนนี้ซูยีเป็นทั้งกบฎและองค์จักรพรรดินี หยูคังจึงไม่กล้าที่จะทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ จึงรีบเดินทางกลับไปพระราชวังทันที

 ****

            หวางเอี๋ยนซูและซือน่งรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจสังเกตว่าท้องฟ้าเริ่มจะสว่างทางทิศตะวันออก มีเสียงดังขึ้นมาว่า “แม่ทัพหยูคังขอเข้าเฝ้า” หวางเอี๋ยนซูลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีและมองหน้ากันกับซือน่ง ทั้งคู่รู้ว่าต่างฝ่ายก็มีสีหน้าวิตกกังวลไม่แตกต่างกัน จากนั้นหวางเอี๋ยนซูก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ “ให้เขาเข้ามา”

            หลังจากนั้น หยูคังและหวางเอี๋ยนโจวก็เดินเข้ามาในห้อง เมื่อซือน่งเห็นหน้าขององค์รัชทายาทที่ซีดเผือดเหม่อลอยก็รู้สึกเหมือนหัวใจตกวูบทันที ร่างกายของหญิงรับใช้รู้สึกราวกับหมดเรี่ยวแรงจนต้องก้าวไปหาที่ยึดเกาะ หลังจากนั้นก็เป็นหวางเอี๋ยนโจวที่กล่าวรายงานผลการทำงาน “พระบิดา ข้ากับแม่ทัพหยูได้ออกไปตามผู้หลบหนีซูยีตามคำสั่งของท่าน โชคดีที่พวกเราสามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จก่อนที่จะเขาหลบหนีการจับกุม สามารถจับตัวได้ในข้อหา...กบฎ...ซึ่งเขายอมรับสารภาพกับพวกเราแล้ว...” เสียงของเด็กชายจางหายคล้ายจะสะกดกลั้นความรู้สึกในใจ แต่เพราะยังเป็นเด็กจึงไม่สามารถอดกลั้นได้ น้ำตาสองสายจึงไหลพราก ก่อนจะหันไปอีกทางแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้สึกเหนื่อย พระบิดาทรงสืบสวนเขาเองเถิด ขอพระองค์รักษาพระวรกายด้วย”

            หลังจากได้ยินคำพูดของบุตรชาย ไม่รู้ว่าหวางเอี๋ยนซูจะเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซือหยวน ซือน่ง และหยูคังลอบมองใบหน้าขององค์จักรพรรดิ์ พบว่าใบหน้านั้นยังคงเรียบสงบไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ บนนั้นราวกับว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่คนทั้งหมดไม่ได้เห็นก็คือที่ใต้โต๊ะนั้น มือของชายหนุ่มกำหมัดไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เล็บของเขาแม้จะตัดสั้นแต่มันก็จิกเข้าไปในฝ่ามือจนเลือดไหลแดงฉาน

            เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง หวางเอี๋ยนซูจึงพยายามฝืนตัวเองให้พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าสร้างความลำบากให้แม่ทัพหยูแล้ว ตอนนี้องค์จักรพรรดินีอยู่ที่ใด?”

            หยูคังตอบ “ผู้น้อยเกรงว่าองค์จักรพรรดินีจะขัดขืนและทำร้ายผู้คน จึงสะกัดจุดให้หลับ ฝ่าบาทต้องการให้นำตัวไปมาที่นี่ เพื่อสอบปากคำตอนนี้เลยหรือไม่”

            หวางเอี๋ยนซูไม่ตอบ ในไม่ช้าทหารรักษาการณ์สองนายก็ควบคุมตัวซูยีเข้ามาในห้อง แสงนวลตาจากเทียนที่ส่องสว่างเผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนโยนงดงามของซูยีซีดเซียวมากขึ้น ซูยีเงยหน้ามองไปที่หวางเอี๋ยนซูที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรซึ่งจ้องมาที่ตนอย่างไม่วางตา แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่า หัวใจของซูยีรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถทนมองได้อีก ซูยีก้มหน้าลงแล้วกล่าว “หวางเอี๋ยนซู...ท่าน...ท่านฆ่าข้าเถอะ” แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องกล่าวคำพูดเหล่านั้น เพราะรู้ดีว่าโทษของตนคงจะนำไปสู่ความตายอยู่แล้ว ถ้าสามารถใช้ความตายของตนบรรเทาความเจ็บปวดของหวางเอี๋ยนซู เขาก็ยินดีที่จะทำ ให้ตัดร่างเขาเป็นพันชิ้นก็ยินยอม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมื่อซูยีพูดเช่นนั้น กลับทำให้หวางเอี๋ยนซูผิดหวังและหัวใจสลายอีกครั้งแล้ว

            หวางเอี๋ยนซูยังคงจ้องมองที่ซูยีอย่างไม่ละสายตา แต่เมื่อซูยีก้มหน้า เส้นผมดำยาวก็คลุมปกปิดใบหน้านั้นไว้ ทำให้หวางเอี๋ยนซูไม่เห็นว่าตอนนี้ซูยีมีสีหน้าเยี่ยงไร หวางเอี๋ยนซูจ้องไปที่ซูยีราวกับเขาไม่เคยรู้จัก หรือบางทีเขาอาจจะไม่เคยรู้จักซูยีมาก่อน ซือหยวนและหยูคังเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดหวางเอี๋ยนซูก็พูดขึ้น “ซูซู เงยหน้าขึ้น นี่ไม่ใช่เจ้า”

            ซูยีเงยหน้าขึ้นและมองเข้าไปในดวงตาของหวางเอี๋ยนซู ดวงตาของหวางเอี๋ยนซูที่เขาเคยเห็นว่ามันว่างเปล่า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยนผสมกับความทุกข์ทรมาน ซูยีรู้สึกว่าดวงตาของตนนั้นร้อนผ่าวจึงก้มหน้าลงอีกครั้ง หัวใจของซูยีรู้สึกเหมือนกับโดนทุบด้วยค้อนอย่างไร้ความปรานีครั้งแล้วครั้งเล่า ในตอนนี้เขาอยากจะบอกกับหวางเอี๋ยนซูว่าเขาถูกบีบบังคับให้ทำ เพราะเขาไม่คิดจะหลบหนีมานานแล้ว

            “ผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง คนชนะเป็นพระราชาส่วนผู้แพ้กลายเป็นโจร เมื่อแผนการล้มเหลว ซูยีทำได้เพียงร้องขอความตาย” แม้ซูยีจะกลัวว่าบาปที่ตนได้ทำนั้นไม่อาจจะแลกได้กับความตาย แต่นอกจากมอบชีวิตที่ไร้ค่าของตนให้กับหวางเอี๋ยนซูแล้วเขาก็ไม่มีอะไรจะชดเชยให้กับความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมีต่อซูยีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

            หวางเอี๋ยนซูหัวเราะอย่างขื่น ๆ แล้วกล่าว “ซูซู นี่เป็นเจ้าจริง ๆ ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ปรารถนาเพียงความตายเท่านั้น” พูดแล้วก็มองไปที่นอกหน้าต่างและกล่าวต่อ “ใกล้จะเช้าแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าคงจะเหน็ดเหนื่อยจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานจนถึงเมื่อคืน เจ้าควรกลับไปอาบน้ำพักผ่อน ส่วนแม่ทัพหยู เจ้าก็ไปพักเถอะ”

            หยูคังและซือหยวนเงยหน้ามององค์จักรพรรดิ์อย่างตกตะลึง หยูคังแทบไม่เชื่อหูตัวเอง อ้าปากคล้ายจะพูดแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่กล้ำกลืนคำพูดไว้ในใจ หวางเอี๋ยนซูมองไปที่หยูคังแล้วกล่าว “ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ให้อารมณ์มานำหน้าความถูกต้อง พรุ่งนี้เมื่ออยู่ในท้องพระโรง ข้าจะให้ซูยีเข้ารับการไต่สวนจากเสนาบดียุติธรรม เพื่อหาบทลงโทษ แต่ตอนนี้ยังไม่รุ่งสาง ข้าต้องการให้ซูซู...ผ่อนคลายในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต” เมื่อพูดคำเหล่านี้ หวางเอี๋ยนซูรู้สึกเหมือนหัวใจของตนถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซือน่งที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นถึงกับน้ำตาไหลและตอนท้ายก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ถึงกับร้องไห้ออกมาเสียงดัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #319 Rium (@knightmam) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 21:20
    เจ่บบบ ฮือออ
    #319
    0
  2. #296 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 17:44
    เจ็บไปหมด แงงงง
    #296
    0
  3. #216 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 14:50

    ปวดใจอ่ะ
    #216
    0
  4. #183 Blackywink (@fiiw-xx) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 14:55
    ฝ่าบาท กลับมาฉลาดเร็ววววว
    #183
    0
  5. #118 galaxyxx (@mokomook) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 17:38
    สงสารซูซู ㅠㅠ
    #118
    0