war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,806 Views

  • 395 Comments

  • 1,272 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,178

    Overall
    19,806

ตอนที่ 54 : บทที่ 56

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ตอนเช้า หยูคังแพร่ข่าวการปฏิบัติของหวางเอี๋ยนซูที่มีต่อองค์จักรพรรดินีในห้องพักที่ข้าราชบริพารรวมตัวกันก่อนเข้าไปในท้องพระโรง คนฉลาดแกมโกงอย่างหยูคังมีแผนสำหรับซูยี เขาคิดจะใช้ประโยชน์จากการที่หวางเอี๋ยนซูเคยมีคำสั่งให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เขามั่นใจว่าเมื่อพวกข้าราชบริพารทุกคนรู้แล้วว่าซูยีทำอะไรลงไป และทุกคนคงจะต้องเกลียดชังซูยีจนเป็นไปตามแผนการที่เขาต้องการ ด้วยวิธีการนี้ แม้หวางเอี๋ยนซูคิดจะลำเอียงเข้าข้างซูยี แต่พวกเสนาบดีทุกคนต้องคัดค้านและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นแน่นอน

            ขณะนี้ในห้องเต็มไปด้วยเสียงดังจากวาทกรรมของคนจำนวนมาก ดูเหมือนว่าทุกคนมีสิ่งที่ต้องการพูดเมื่อเสนาบดีหลายคนรู้ได้ว่าองค์จักรพรรดิ์นั้นแสดงว่าโปรดปราดองค์จักรพรรดินีมากขนาดไหน พวกเขาจึงรู้สึกโกรธและชิงชังจักรพรรดินีที่เนรคุณ คำสถบด่าทอดังลั่น และบอกว่าซูยีจะต้องได้รับโทษสำหรับการทรยศครั้งนี้สถานหนัก มีเสนาบดีบางคนแสดงความโกรธแค้นต่อซูยีโดยบอกให้เสนาบดียุติธรรมเตรียมบทลงโทษหั่นเป็นพันชิ้นไว้

            ทันใดนั้นเมื่อได้ยินเสียงดังขึ้นมาว่า “เปิดท้องพระโรง” พวกเสนาบดีก็เงียบเสียงลงและเริ่มทะยอยเดินเรียงแถวเข้าไปในท้องพระโรงตามลำดับขั้นและตำแหน่ง เมื่อเห็นดวงตาของหวางเอี๋ยนซูที่บวมแดง พวกข้าราชบริพารต่างก็รู้สึกผิดหวังในตัวขององค์จักรพรรดิ์ และยิ่งเพิ่มความเกลียดชังซูยีมากขึ้น

            หลังจากการรายงานเหตุการณ์บ้านเมืองประจำวันที่ได้มีการเสนอและดำเนินการไปแล้ว ดูเหมือนไม่มีเสนาบดีกระทรวงใดที่จะเสนอเรื่องให้พิจารณาอีก หวางเอี๋ยนซูมองไปยังคนพวกนั้นเห็นสายตาที่แสดงถึงความโกรธ เขาถอนหายใจหนักและทราบได้ทันทีว่าพวกข้าราชบริพารรู้เรื่องซูยีแล้ว จึงต้องพูดออกไป “หัวใจขององค์จักรพรรดินียังคงจงรักภักดีต่อแผ่นดินต้าฉีที่ถูกทำลาย เมื่อวานนี้เขาหลบหนีออกจากพระราชวัง และต้องยกความดีความชอบให้กับแม่ทัพหยูที่สามารถนำตัวองค์จักรพรรดินีกลับมาได้เมื่อคืนนี้ สำหรับบทลงโทษก็ให้เป็นหน้าที่ของเสนาบดีผู้ดูแลกระทรวงยุติธรรม”

            เหอเจิ้งก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกล่าวว่า “องค์จักรพรรดินีเป็นมารดาของแผ่นดิน ซึ่งควรที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนองค์จักรพรรดิ์โดยดูแลพระราชวังส่วนในและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคน แต่ไม่เพียงไม่สำนึกในความเมตตาของฝ่าบาท กลับร่วมมือกับคนร้ายหมายจะล้มล้างแผ่นดิน ใช้ประโยชน์จากการเป็นที่โปรดปรานและไว้วางใจของฝ่าบาททำการหลบหนี การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงหัวใจที่เหี้ยมโหดราวสัตว์ป่า การก่อเหตุชั่วร้ายนี้ต่อโอรสสวรรค์ สมควรต้องถูกตัดสินให้ประหารด้วยการตัดร่างเป็นพันชิ้น”

            หวางเอี๋ยนซูได้แต่หัวเราะอย่างขื่น ๆ เพราะเขาเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเหอเจิ้งจะตอบว่าอย่างไร เขารู้ดีว่ากฏหมายนั้นไม่สามารถละเว้นได้ เขาได้แต่คิดในใจ “หวางเอี๋ยนซูเอ๋ยหวางเอี๋ยนซู แม้ถึงตอนนี้แล้วเขาก็ยังไม่อยากพรากจากซูยี ไม่ว่าเมื่อใดที่คิดถึงความตาย เขาก็มักจะคิดว่าจะติดตามซูยีข้ามผ่านสายน้ำแห่งความตายไปด้วยกัน จะไม่ปล่อยให้ซูยีไปเพียงลำพัง” เขายังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิตของซูยี แต่ก็ต้องปกครองประเทศด้วยความเป็นธรรมและไม่ขัดต่อกฏหมาย ถ้าหากเขาเป็นจักรพรรดิ์ที่ละเมิดกฏหมาย ในอนาคตจะควบคุมข้าราชบริพารหรือประชาชนทั่วไปได้อย่างไร

            ข้าราชการตำแหน่งสูงหลายคนเมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิ์ยังไม่พิจารณาตัดสินบทลงโทษให้กับองค์จักรพรรดินี จึงก้าวเท้าออกมาจากแถวแล้วคุกเข่าลง หลังจากนั้นก็มีข้าราชการหลายคนก้าวออกมาและคุกเข่าบ้าง ทุกคนกำลังอ้อนวอนกดดันให้หวางเอี๋ยนซูออกคำสั่งให้นำซูยีไปสู่ความตาย เมื่อหวางเอี๋ยนซูเห็นว่าทุกคนในที่นี้ต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ความรุนแรง ทำให้รู้โดยสัญชาติญาณว่าเขาคงไม่สามารถรักษาชีวิตของซูยีไว้ได้แล้ว อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่สามารถจะเปิดปากพูดคำว่า “ตัดสินประหาร” ออกมาได้ เมื่ออ้าปากจะพูดคำนั้น น้ำตาก็พลันเอ่อรื้นขึ้นมาในดวงตา หวางเอี๋ยนซูก้มศีรษะแสร้งทำเป็นไอก่อนจะลอบเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ

            ในช่วงความเป็นความตายนี้ องค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจวก็เดินเข้ามาในท้องพระโรง และคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกล่าวว่า “พระบิดา ข้ารู้เรื่องที่พระมารดากระทำความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยโทษได้ แต่ด้วยเมตตาของเขาที่ให้คำแนะนำแก่ข้า ขอร้องให้พระบิดาได้โปรดไว้ชีวิตเขาและให้เขาได้รับความลำบากในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่แทน” เมื่อพูดจบก็โขกศีรษะบนพื้นสามครั้ง

            บรรดาเสนาบดีทั้งหลายต่างก็มองไปที่องค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจวด้วยความประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาองค์รัชทายาทนั้นดูเหมือนจะเป็นพวกที่ชอบทำตัวประหลาดและต่อต้านสังคม ดังนั้นพวกข้าราชการเหล่านี้จึงไม่เข้าใจว่าทำไมองค์รัชทายาทจึงติดใจซูยีนัก แต่หวางเอี๋ยนซูมองมาที่บุตรชายด้วยสายตาที่เป็นประกาย ในที่สุดโจวเอ๋อร์ก็เริ่มที่จะมีความคิดเติบใหญ่ เด็กผู้นี้ฉลาดเฉลียวช่วยให้ผู้เป็นบิดามีหนทางออกจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่

            หวางเอี๋ยนซูกวาดสายตามองข้าราชบริพารในท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว แล้วค่อย ๆ เปิดปากพูดว่า “โจวเอ๋อร์นั้นยังเด็กนัก แม่ของเขาก็ตายตั้งแต่เขายังเล็ก และยังไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากบรรดาพระสนมของข้า แต่องค์จักรพรรดินีได้กำกับดูแลการเรียนของเขาด้วยความรักและเอาใจใส่ อันที่จริงองค์จักรพรรดินีก็ยินยอมที่จะรับความตายอยู่แล้ว แต่ความตายของเขาจะกลายเป็นปมหนึ่งในชีวิตขององค์รัชทายาท นอกจากนี้ความเกลียดชังของข้านั้นไม่อาจทุเลาได้ด้วยความตายของเขา ดังนั้นข้าขอตัดสินให้โบยหกสิบไม้และให้ทำงานเป็นทาสในวัง เพื่อที่เขาจะต้องทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดและความอัปยศอดสูทุกคืนทุกวันตลอดชั่วชีวิตที่เหลืออยู่ วิธีนี้ข้าก็ไม่นับว่าละเมิดกฎหมาย อีกทั้งความเกลียดชังของข้าก็ยังถูกระบายออกได้ด้วยความทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่องของเขา และขณะเดียวกันองค์รัชทายาทก็จะได้ไม่มีปมใด ๆ ในใจอีกการลงโทษแบบนี้ได้ประโยชน์ถึงสามประการ พวกเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?”

            เจ้าพนักงานทุกคนในที่นั้นต่างก็มองหน้ากัน ต่างคนรู้ดีว่าวิธีการลงโทษนี้แสดงให้เห็นว่าหวางเอี๋ยนซูยังคงลำเอียงต่อซูยี ก่อนที่ทุกคนจะทำอะไร หวางเอี๋ยนโจวก็รีบคุกเข่าลงอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดัง “พระบิดาทรงพระปรีชายิ่ง” เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าราชการจึงจำเป็นต้องรักษาหน้าขององค์รัชทายาท ทุกคนรีบกล่าวตาม “องค์จักรพรรดิ์ทรงพระปรีชายิ่ง ตัดสินได้เหมาะสมแล้ว”

            หยูคังได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความผิดหวัง ก่อนจะกลอกตารอบหนึ่งแล้วบังเกิดความคิดใหม่ ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยเรื่องการบริหารงานแผ่นดิน หยูคังแอบลอบไปคุยกับยามรักษาการณ์พระราชวังที่ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ลงโทษซูยี “ให้เจ้าตีให้แรงที่สุด และตีเฉพาะที่ขา” ยามรักษาการณ์ธรรมดาไหนเลยจะกล้าขัดใจหยูคังแม่ทัพคนสำคัญ นอกจากนี้หวางเอี๋ยนซูก็ไม่ได้กำหนดวิธีโบยซูยี ดังนั้นยามรักษาการณ์จึงรับคำสั่งของหยูคัง

            หวางเอี๋ยนซูและบุตรชายมองซูยีที่แต่งกายในเครื่องแบบนักโทษสีขาวที่กำลังถูกนำตัวมาในห้องโถงขนาดใหญ่ ชายสองคนปลดกุญแจมือออกและแก้มัดเชือก หัวใจของทั้งสองพ่อลูกรู้สึกเหมือนถูกหั่นด้วยมีดแต่ก็ช่วยเหลือซูยีไม่ได้ หวางเอี๋ยนซูคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าเมื่อเขาสั่งโบยหกสิบไม้ เพราะเกรงว่าเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมอาจจะสั่งให้โบยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยไม้ แม้ร่างกายของซูยีจะแข็งแรง แต่ก็อาจจะบาดเจ็บหรือพิการได้

            ในขณะนี้หัวใจของสองพ่อลูกนั้นทั้งผิดหวังและสับสน พวกข้าราชการยังคงสนทนาและวิพากษ์วิจารณ์ ทันใดนั้นเสียงการโบยตีก็เริ่มขึ้น เสียงไม้กระทบกับเนื้อดังมาจากลานกว้างที่ใช้เป็นที่ลงโทษ หน้าอกของหวางเอี๋ยนซูรู้สึกตีบตัน ที่มุมปากของหยูคังปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย แต่องค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจวกลับมาถึงจุดที่ไม่สามารถทนได้ เด็กชายก้มศีรษะลงปล่อยให้น้ำตาไหลพราก

            เสียงโบยตียังคงดังมาจากลานกว้าง หวางเอี๋ยนซูรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ระทมราวกับมีคนพยายามดึงหัวใจออกจากร่าง “ซูซู ทำไมเจ้าถึงไม่ร้องอะไรออกมาบ้าง ถ้าเจ้าเจ็บก็ควรร้องระบายมันออกมา”

            แต่ละไม้ที่โบยตีซูยี คล้ายกับมันกำลังโบยตีหัวใจของหวางเอี๋ยนซู แม้จะพยายามทำสีหน้าเรียบเฉย แต่ใบหน้านั้นซีดขาวและริมฝีปากสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ในขณะที่หัวใจของเขากำลังถูกทรมาน  หวางเอี๋ยนโจวก็ผุดขึ้นยืนแล้วกล่าว “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง...” ก่อนที่จะพูดจบประโยค ก็วิ่งผ่านประตูไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #297 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 17:50
    โจวเอ๋อร์ น้องคือความหวังสุดท้ายของพี่ แงงงงงงง ช่วยซูยีด้วยยย
    #297
    0