war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,706 Views

  • 392 Comments

  • 1,266 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,078

    Overall
    19,706

ตอนที่ 58 : บทที่ 60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ซูยีพยายามแนะนำให้หวางเอี๋ยนโจวกลับไปหาบิดา แต่สายตาที่เด็กชายมองกลับมานั้นมีแต่ความดื้อรั้น หวางเอี๋ยนโจวพูดเสียงดัง “ทำไมเจ้าถึงต้องหนีพระบิดาและข้าไป ถ้าเจ้าตั้งใจว่าจะทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้วทำไมจึงทุ่มเทสอนสั่งข้า ทำไมตอนนี้ถึงยังเตือนสติให้ข้ารู้ถึงสถานะของตัวเองและไม่ให้ข้าร้องไห้ ตอนนี้ข้าและเจ้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว เลิกมาดูแลแนะนำข้าได้แล้ว ถ้าเจ้าคิดจะทิ้งพวกเราไปตั้งแต่แรกก็ไม่ควรทำดีกับข้า ควรจะสอนให้ข้าทำตัวเหลวไหลเพื่อให้เจ้าฟื้นฟูต้าฉีของเจ้าได้ง่ายขึ้น ข้า...ข้าเกลียดเจ้า” หลังจากที่องค์รัชทายาทระเบิดอารมณ์ ใบหน้าน้อย ๆ ของเด็กชายก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา หวางเอี๋ยนโจวหันหลังให้กับซูยีแล้วพูด “ต่อไปข้าจะไม่หลงคารมเจ้า และจะไม่เชื่อฟังเจ้าอีกแล้ว” เมื่อพูดจบก็วิ่งออกไปจากที่นั่น

            หัวใจของซูยีทรมานด้วยความเจ็บปวด เริ่มต้นที่ทั้งคู่ได้รู้จักกัน หวางเอี๋ยนโจวมักจะกระตุ้นให้ซูยีโกรธและเกลียดชัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับงอกงาม ซูยีพบว่าตนรู้สึกรักและเอ็นดูเด็กคนนี้ แต่คำถามของหวางเอี๋ยนโจวที่ว่า เมื่อรู้ว่าจะต้องทิ้งกันแล้วทำไมจึงต้องทำดีด้วยนั้น กลับบาดลึกลงไปในใจของซูยีให้เจ็บปวดจนยากที่จะอธิบายได้

            กุ้ยหลินดึงตัวของซูยีอีกครั้ง ขณะที่จะลากให้เดินตาม เสียงของหวางเอี๋ยนโจวก็ดังลอยตามลมมาจากทิศทางอันไกล“กุ้ยหลิน ถ้าเจ้ากล้ารังแกเขา ข้าจะจัดการเจ้า” กุ้ยหลินจึงตัวสั่นด้วยความกลัวที่ถูกขู่และพึมพำกับตนเอง “แปลกจริง คนผู้นี้เป็นเพียงคนทรยศ ทำไมองค์รัชทายาทจึงปกป้องมันนัก” แม้จะไม่เข้าใจอะไรมากนัก เขาก็ดึงซูยีให้เดินไปตามทาง

 ****

            เวลาผ่านไปสองสามวัน ในวันนี้กว่าที่ซูยีจะเสร็จงานซักผ้ากองใหญ่ก็ค่ำแล้ว หลังของเขาปวดร้าวและเมื่อยขบ นับตั้งแต่เด็กเขาเติบโตมาในครอบครัวของเสนาบดีที่มีฐานะ ในวัยหนุ่มก็เข้ารับราชการ หลังจากนั้นก็มีตำแหน่งสูงขึ้นจนได้เป็นแม่ทัพ แม้จะต้องทนทุกข์ทรมานกับความยากลำบากที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่โหดร้ายทารุณ หรือความน่าสะพรึงของสงคราม แต่เขาไม่เคยต้องทำงานหนักหรือไม่เคยได้รับการดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเกือบทุกคนในพระราชวังจะเกลียดชังเขาเพราะเขาทรยศต่อองค์จักรพรรดิ์ ทุกคนจึงหาโอกาสที่จะกลั่นแกล้งล้างแค้น โชคดีที่ซูยีเป็นคนมีจิตใจกว้างขวางจึงสามารถทนต่อการถูกปฏิบัติที่หยาบคายและป่าเถื่อนได้

            ซูยีเป็นเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ในห้องซักผ้าในขณะที่ฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสี แสงสีแดงของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เขากำลังรอคนที่จะมาผลัดเปลี่ยนเวร หลังจากรออยู่เป็นเวลานาน หญิงรับใช้สองคนก็เดินเข้ามาในห้องซักผ้าทั้งคู่หัวเราะอย่างดูถูกเหยียดหยาม และกล่าวกับซูยีว่า “เอาละ เจ้าไปได้แล้ว” ซูยีรู้ดีว่าทั้งสองคนจงใจที่จะมาช้าแต่เขาก็ไม่ถือสาเอาความ ก่อนจะเดินกระโผลกกระเผลกออกไปโดยมีเสียงหัวเราะของเด็กหญิงรับใช้ทั้งคู่ไล่ตามหลัง

            ซูยีเดินด้วยความลำบากแต่ในที่สุดก็ถึงเรือนพัก  คนรับใช้ที่ดูแลเรื่องการจัดหาอาหารไม่อยู่แล้ว วางถาดข้าวและเศษของน้ำแกงไว้ให้ ซูยีรับประทานของพวกนั้นอย่างเงียบ ๆ อันที่จริงแม้ว่าเขาจะเป็นทาส เขาก็ควรจะได้รับอาหารเหมือนเช่นทาสคนอื่น เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนในวังเกลียดชังซูยีและเห็นว่าองค์จักรพรรดิ์ไม่ได้ติดตามสอบถามสภาพความเป็นอยู่ของซูยี คนพวกนั้นจึงได้โอกาสปฏิบัติไม่ดีต่อเขา

            หลังจากรับประทานอาหารที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยหมดลง ดวงจันทร์ก็ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าแล้ว ซูยีรู้สึกรู้สึกว่าร่างกายนี้อ่อนล้าราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง เขาลากเท้าด้วยความลำบากไปที่เตียง ขณะที่จะล้มตัวนอนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นหูดังมาจากนอกหน้าต่าง ซูยีถอนหายใจยาวและคิดกับตนเอง ท่านจะมาที่นี่ทำไม? จากนั้นก็รีบล้มตัวลงนอนและแกล้งทำเป็นหลับ

            จากเสียงฝีเท้า ซูยีสามารถบอกได้ว่าคนผู้นั้นเดินเข้ามาในห้องแล้วเดินมาทรุดตัวนั่งข้างเขา หลังจากนั้นซูยีก็รู้สึกถึงสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบไล้ใบหน้า พร้อมกับน้ำเสียงที่คุ้นหู “เจ้าผอมลงกว่าเดิมมาก”

            แม้ว่าซูยีจะได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่มีหัวใจแกร่งดังเหล็กกล้า แต่แค่ฟังเสียงของหวางเอี๋ยนซู หัวใจของเขาแทบสลาย เขารีบหลับตาให้แน่นขึ้นเพื่อสะกดกลั้นน้ำตาให้ไหลกลับคืน แต่มือที่ลูบไล้ใบหน้าของเขาคล้ายจะรู้สึก หวางเอี๋ยนซูถอนหายใจและกล่าวว่า “ซูซู ที่จริงเจ้ายังไม่หลับ”

            เมื่อรู้ว่าไม่สามารถเสแสร้งเป็นหลับได้อีก ซูยีจึงลืมตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา “ทำไมองค์จักรพรรดิ์จึงเสด็จมาถึงที่นี่ หรือยังอาลัยอาวรณ์กับซูยีอีก ท่านและข้าเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้ ข้าไม่เคยต้องการเป็นจักรพรรดินีของท่าน อย่าบอกว่าตอนนี้ท่านยังคงโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ ท่านควรจะรู้ผลลัพธ์ของเรื่องนี้นับแต่ต้น ถ้าท่านไม่ให้ข้าตาย ข้าก็จะหลบหนีไป ถึงท่านไม่ต้องการให้ข้าหนี ข้าก็ยังไม่เต็มใจที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนกับท่าน หวางเอี๋ยนซู ตอนนี้ข้ากำลังถูกลงโทษ ในฐานะของแม่ทัพต้าฉีนี่ย่อมเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าข้ายอมตายมากกว่าทรยศต่อแผ่นดินเกิด ข้ามีความสุขกับผลลัพธ์ในตอนนี้ แล้วมองดูท่านในตอนนี้ ทำไมถึงยังต้องห่วงใยว่าข้าจะผอมลงหรือไม่ ท่านเป็นหวางเอี๋ยนซูคนเดียวกันกับที่ข้าเคยได้ยินว่าเฉลียวฉลาดและไร้ความรู้สึกจริงหรือ เพราะตอนนี้ดูท่านอ่อนไหวยิ่งกว่าอิสตรีอีก”

            ยิ่งฟังซูยีพูด หวางเอี๋ยนซูยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เขามองไปที่ซูยีและกล่าวว่า “ซูซู ความพยายามที่จะตาย ความพยายามที่จะหนี ทุกการกระทำล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของข้าราชบริพารที่หลงมัวเมากับความจงรักภักดีจนหน้ามืดตาบอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ทุกอย่างที่เจ้าทำล้วนไม่ผิด คนที่ผิดคือข้าเอง” ขณะที่พูดเขาก็ลุกขึ้นยืน ราวกับการการมาของเขาในค่ำคืนนี้เป็นการมาเพื่อลิ้มรสชาติความอัปยศ หวางเอี๋ยนซูกำลังจะเดินออกไปพร้อมหัวใจที่บาดเจ็บ เขาก็ได้ยินซูยีพูดเสียงดัง

“หวางเอี๋ยนซู ท่านเคยพูดกับข้าว่าตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะไม่ระบายความโกรธกับประชาชนของต้าฉี ท่าน...ท่านจะไม่กลับคำพูดใช่หรือไม่?” เมื่อประโยคนี้จบลง หวางเอี๋ยนซูยืนนิ่งขึงราวกับรูปปั้น เขาค่อย ๆ หันไปเผชิญหน้ากับซูยีอีกครั้ง คราวนี้ซูยีก็ได้เห็นสายตาที่แสดงความเกลียดชังและเจ็บปวดอยู่ในนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

0 ความคิดเห็น