war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,679 Views

  • 392 Comments

  • 1,265 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,051

    Overall
    19,679

ตอนที่ 61 : บทที่ 63

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หัวใจของซูยีรู้สึกเจ็บปวดเพราะรู้ว่าหวางเอี๋ยนโจวยังคงผูกพันกับตน แต่เมื่อนึกถึงสถานภาพของตนเองในตอนนี้แล้ว ซูยีก็ได้แต่คิดว่าหากองค์รัชทายาทยังคงมีความรู้สึกดีกับตนก็อาจจะก่อนให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพื่อที่จะตัดปัญหาเขาจึงไม่ยินยอมที่จะแสดงความห่วงใยและเอาใจใส่อีกฝ่าย จึงค้อมศีรษะลงแสดงความเคารพและกล่าวว่า “ผู้น้อยขอบคุณองค์รัชทายาทที่ช่วยเหลือ”

            หวานเอี๋ยนโจวจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง ทันใดนั้นก็ยื่นมือไปคว้าจับมือของซูยีแล้วพูดเสียงดัง “ท่าน...ท่านรู้ดีว่าข้าไม่ได้ต้องการเช่นนี้”

            ซูยีมองที่เด็กชายที่กำลังสะกดกลั้นน้ำตาของตน หัวใจของซูยีก็ยิ่งมีความทุกข์ แม้จะต้องการรั้งร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าเข้ามากอดปลอบโยนให้คลายโศกเศร้า แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากบังคับให้ตนเองเก็บซ่อนความรู้สึก และเสแสร้งทำสีหน้าไม่แยแสและกล่าวต่อ “ผู้น้อยไม่ทราบว่าองค์รัชทายาทต้องการสิ่งใด”

            ในที่สุดหวางเอี๋ยนโจวก็ปล่อยมือจากซูยีและเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่และยืนคอตก พร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าต้องการให้ท่านบอกกับข้าว่า ท่านถูกใส่ร้าย ข้าต้องการให้ท่านบอกกับข้าว่า ท่านไม่ได้หักหลังพระบิดาของข้า ข้าต้องการให้ท่านบอกกับข้าว่า ท่านยังรักพระบิดาและข้า ข้า...ข้าคงจะขอมากเกินไปใช่หรือไม่?” เด็กชายมองตรงไปทางซูยีและกล่าว “ข้ารู้ดีว่าเรื่องพวกนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่ข้าก็ยังต้องการที่จะได้ยิน ข้าเพิ่งค้นพบนิสัยที่น่ารังเกียจของตนเอง ข้าหวางเอี๋ยนโจวกลายเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ไม่อยากรับรู้แต่ก็ไม่อยากปล่อยวาง” หวางเอี๋ยนโจวส่ายศีรษะและเหยียดกายขึ้นตรงพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านไปได้แล้ว”เมื่อพูดจบ เด็กชายก็เดินจากไป ซูยีถอนหายใจและรับรู้ได้ว่าตนเองเกิดความรู้สึกห่วงใยอย่างประหลาดขณะเฝ้ามองร่างของหวางเอี๋ยนโจวที่กำลังเดินห่างออกไป เมื่อเงาร่างของเด็กชายลับหายไปจากสายตา ซูยีจึงพูดขึ้นมาว่า “ซือหยวน องค์รัชทายาทไปแล้ว เจ้าออกมาเถิด”

            หลังพูดจบ ตรงหน้าของซูยีก็ปรากฎร่างของซือหยวน หญิงสาวก็มองตามเงาร่างของหวางเอี๋ยนโจวและถอนหายใจ เมื่อหันกลับมาก็พบกับสายตาของซูยีที่กำลังมองตรงมาด้วยนัยน์ตากระจ่างใส หญิงสาวนั้นรู้สึกเชื่อมั่นในการกระทำของตนตลอดมา แต่ในตอนนี้กลับรู้สึกละอายใจ

            “ซือหยวน นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการมิใช่หรือ? ให้พวกเราสามคนมีชีวิตอยู่อย่างเจ็บปวด สำหรับข้าแล้วย่อมไม่สำคัญอะไร แต่หวางเอี๋ยนซูและองค์รัชทายาทเป็นนายของเจ้า ข้าเชื่อว่าเจ้าจงรักภักดีต่อพวกเขาด้วยใจจริง จุดมุ่งหมายของเจ้าก็เพื่อทำให้พวกเขาตัดขาดจากข้าไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดหรือไม่ว่าพวกเขาจะได้รับเจ็บปวดมากมายขนาดไหน สิ่งเหล่านี้มันคุ้มค่าแล้วหรือ?” คำพูดของซูยีไม่ได้เกิดจากความโกรธในใจหรือความรู้สึกที่ตนต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นทาส แต่ทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจของซือหยวน

            “ท่านต้องการให้ข้าไปยืนยันความบริสุทธิ์ของท่านต่อฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?” เมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ซูยีพูดนั้นเป็นความจริง หญิงสาวจึงเลือกที่จะแสดงทีท่าเย็นชาทั้งที่หัวใจนั้นกลับเป็นตรงกันข้าม

            “ถ้าเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนชนิดนั้น ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” ซูยีไม่เหลือบแลหญิงสาวอีกและเดินจากไป หลังจากเดินไปได้สองสามก้าว ซูยีก็หยุดนิ่งและพูดเสียงเย็น “ที่จริงข้าต้องการให้เจ้าฆ่าข้า หวางเอี๋ยนซูและองค์รัชทายาทอาจจะโศกเศร้าสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเวลาก็จะรักษาความเจ็บปวดของการสูญเสีย ดีกว่าที่จะให้พวกเราได้พบเจอกันและทุกข์ทรมานกับการต้องพบเห็นกันอยู่แบบนี้ ในเมื่อเจ้าเองก็ต้องการกำจัดข้า ความตายของข้าสามารถทำให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้น หรือเจ้ากลัวว่าจะได้รับผลกระทบเมื่อถูกหวางเอี๋ยนซูตรวจสอบ?” 

            ซือหยวนเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “แท้จริงแล้วบทกวีที่ท่านเขียนไว้เป็นหลักฐานที่สามารถแก้ต่างให้กับท่านได้ แต่ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทนั้นห่วงใยท่านลึกซึ้งเกินไป ทำให้มองข้ามหลักฐานนี้ไป แม่ทัพซูโปรดอดทนไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าสวรรค์กำหนดชะตาให้ท่านเป็นจักรพรรดินีของจินเหลียว สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนการทดสอบของสวรรค์”

            เมื่อซือหยวนพูดจบ ซูยีได้แต่นิ่งงัน เขาไม่เคยคิดว่าจะมีปริศนาใดซ่อนอยู่ในบทกวีของตน และซือหยวนยังเชื่อมั่นว่าบทกวีนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการล้างข้อกล่าวหาทั้งหมด

            “แม่ทัพซู แม้ว่าข้าจะเกลียดชังท่านและไม่เห็นด้วยที่จะให้ท่านเป็นจักรพรรดินี แต่ข้าก็หวังไว้ในใจว่าจะสามารถเห็นเมฆหมอกที่บดบังเหนือตัวท่านสลายหายไปกลายเป็นท้องฟ้าที่มีแสงแดดสดใส แต่ข้าจะไม่ทำสิ่งใดเพื่อลบล้างข้อกล่าวหาให้ท่าน ถ้าท่านจะเกลียดชังและสาปแช่งข้าก็ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว และหากวันใดที่ท่านสามารถกลับมาเป็นองค์จักรพรรดินี ไม่ว่าท่านจะให้ซือหยวนได้ตายหรือทรมาน ซือหยวนก็จะยอมรับสิ่งนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น” ซือหยวนกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมาอย่างเรียบง่ายราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ เมื่อพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองซูยี

            ซูยีมองตามหลังหญิงสาวไป คำพูดของซือหยวนทำให้เขารู้สึกสับสนในใจ แต่เมื่อไม่สามารถจัดระเบียบความคิดที่วุ่นวายของตนเองได้ จึงตัดใจไม่คิดต่ออีก และค่อย ๆ เดินกลับไปยังห้องซักผ้า

            ขณะที่กำลังเดินเข้าไปที่ทางเข้าห้องซักผ้า ซูยีก็เห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนส่งเสียงเอะอะโวยวายกันอยู่ ซูยีเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นหญิงชราที่เป็นคนรับใช้สองสามคนและนางกำนัลจำนวนหนึ่งกำลังยืนล้อมรอบบุรุษผู้หนึ่ง

            ซูยีรู้สึกประหลาดใจ เพราะดูจากบุคลิกลักษณะของบุรุษผู้นี้ท่วงท่าสง่างามน่าจะเป็นคนชั้นสูง แต่กลับสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวที่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อหยาบ และบรรดาคนรับใช้ที่ยืนอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ให้ความเคารพทั้งทีท่าและวาจาแต่อย่างใด

            ชายแปลกหน้ารอคอยให้บรรดาคนรับใช้พูดจนจบ แล้วจึงเปิดปากพูดบ้าง “ถ้าพวกเจ้าไม่ช่วยข้าค้นหาก็ไม่เป็นไร แต่เสื้อผ้าชุดนี้แม่ของข้าเป็นผู้ตัดเย็บให้ข้าด้วยมือของนางเองและข้าก็ไม่เคยส่งมาซัก แต่หญิงรับใช้คนใหม่ไม่รู้ว่าเสื้อผ้าชุดนี้มีความสำคัญต่อข้าจึงส่งมาซักที่นี่ ถ้าพวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะช่วยเหลือ ข้าก็จะหาเอง พวกเจ้าคงจะไม่ว่าอะไร ใช่หรือไม่?”

            หญิงชราคนหนึ่งในกลุ่มคนทำเสียงพ่นออกจากทางจมูกอย่างไม่พอใจแล้วเอ่ยว่า “จะดีกว่านี้หากองค์ชายไม่พูดพาดพิงถึงพระสนมหัว ถ้าองค์ชายไม่คิดว่าสถานที่นี้ทั้งสกปรกและวุ่นวาย ก็ทำตามที่ท่านต้องการเถอะ” พูดจบก็เดินออกไปพร้อมกับบรรดากลุ่มคนรับใช้ ขณะที่กำลังแยกย้ายกันไปนั้นทุกคนต่างก็ลอบยิ้มอย่างดูแคลน เห็นได้ชัดว่าสนุกสนานกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อยู่ไม่น้อย

            ซูยีรู้ดีว่าห้องนี้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของขันทีและนางกำนัล เสื้อผ้ากองเป็นภูเขาหลายกอง หากชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้วิธีการจัดวางก็ย่อมไม่มีทางที่จะหาเจอในสิ่งที่ต้องการ แม้ว่าซูยีจะสงสัยว่าทำไมบรรดาคนรับใช้ในห้องซักผ้าจึงทำกริยาหยาบคายต่อองค์ชาย และเหตุผลว่าทำไมเสื้อผ้าชุดนั้นจึงถูกส่งมาซักรวมกับเสื้อผ้าของบรรดาคนรับใช้ในเมื่ออีกฝ่ายมีสถานะเป็นถึงองค์ชาย แต่ซูยีก็ปัดความสงสัยนั้นทิ้งแล้วเดินตรงไปหาบุรุษหนุ่มผู้นั้นและกล่าวว่า “เสื้อผ้าที่องค์ชายกำลังค้นหาอยู่มีลักษณะเป็นเช่นไร ถ้าท่านบอกต่อข้า ก็จะได้ช่วยกันหา” เมื่อซูยีพูดจบ ทั้งองค์ชายผู้นั้นและบรรดาคนรับใช้ต่างก็จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่แสดงถึงความประหลาดใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #390 ckh94s (@Lordemon) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 22:59
    ซือหยวนควรตายสุดในเรื่อง แส่มาก เป็นแค่ข้ารับใช้ยังกล้าทำแบบนี้อีก
    #390
    0
  2. #347 TheBeen (@poppro) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:03
    อยากตายขนาดนั้นก็ตายไปเลยเหอะ ดูไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว แม่แต่คนในครอบครัว
    #347
    0
  3. #339 angrymuse (@angrydada) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 13:45
    รักน้องโจส
    #339
    0
  4. #322 Rium (@knightmam) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 21:55
    เอาแร้ว องค์ชายเนี่ยพระรองป่ะ 555555
    #322
    0
  5. #76 t_mosuk (@t_mosuk) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 12:49
    ซือหยวนเป็นบ้าป่ะ รำคาญนางที่สุดในเรื่อง กลับกลอกมาก
    #76
    0