war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,722 Views

  • 395 Comments

  • 1,269 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,094

    Overall
    19,722

ตอนที่ 62 : บทที่ 64

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1411
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ทุกคนต่างก็จ้องมองมาที่ซูยีเป็นตาเดียวจนเจ้าตัวรู้สึกอึดอัด แต่ก็โล่งใจเมื่อบุรุษหนุ่มท่วงทีสง่างามผู้นั้นกล่าวขึ้นมาว่า “ขอบคุณที่เจ้าจะช่วยเหลือ โปรดนำทาง” ซูยีรีบเดินเข้าไปในห้องซักผ้าโดยมีองค์ชายเดินตามหลังเข้าไปอย่างเงียบ ๆ

            หลังจากที่ซูยีถามถึงลักษณะของเสื้อผ้าที่กำลังมองหาอยู่ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนเช้าวันนี้ขณะที่กำลังแยกเสื้อผ้าเพื่อนำไปซักก็สังเกตเห็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งตรงตามลักษณะที่บรรยายมา เสื้อผ้าชุดนั้นแม้จะเก่าแต่ตัดเย็บอย่างประณีต ตอนนั้นซูยีก็ประหลาดใจอยู่ว่าไม่น่าจะเป็นของขันทีหรือคนรับใช้ในพระราชวังคนใด หลังจากนั้นซูยีก็ค้นหากองเสื้อผ้าและพบมันในที่สุด เขาส่งเสื้อผ้าชุดนั้นให้กับบุรุษหนุ่มแล้วกล่าว “เป็นเสื้อผ้าชุดนี้ใช่หรือไม่?”

            องค์ชายรับเสื้อผ้าชุดนั้นจากมือของซูยี ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นเผยให้เห็นความปิติฉายขึ้นมา เขาพยักหน้าแล้วตอบ “ใช่แล้ว เป็นเสื้อผ้าชุดนี้ ขอบใจเจ้ามาก นี่เป็นสิ่งเดียวที่แม่ของข้าเหลือไว้ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของข้า ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้า ข้าคงจะเสียใจตลอดชีวิตที่ต้องสูญเสียมันไป”

            ซูยียิ้มให้อีกฝ่ายแล้วกล่าว “ไม่ต้องคิดอะไรมาก ข้าไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมาก” ขณะพูดก็เดินออกจากห้องซักผ้า องค์ชายก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เดินถือเสื้อผ้าชุดนั้นกลับไปยังที่พักอย่างคลายกังวล ต่อมาซูยีก็ได้ยินเสียงของหญิงชราเดินมาพูดใส่หน้า “นี่เจ้าช่วยเหลือเขาเพราะคิดว่าเขาเป็นองค์ชายล่ะสิ คิดจะใช้เขาเพื่อกลับไปเป็นคนโปรดของฝ่าบาทใช่ไหม? ถ้าคิดอย่างนั้นก็เลิกคิดได้แล้ว จะบอกความจริงให้เจ้าฟังว่าทำไมพวกเราจึงเรียกเขาว่าองค์ชาย ทั้งที่องค์จักรพรรดิ์นั้นเกลียดชังเขาไม่ต่างกับที่เกลียดชังเจ้า คนในวังต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าองค์ชายผู้นี้เป็นหอกข้างแคร่ขององค์จักรพรรดิ์ และไม่ปรารถนาที่จะพูดถึง ถ้าเจ้ายังคิดจะสร้างความสนิทสนมกับเขา รับรองว่าองค์จักรพรรดิ์ต้องหักขาข้างที่เหลือของเจ้าด้วย”

            ซูยีคิดว่าเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์ต่างก็มีกันในทุกยุคทุกสมัย หวางเอี๋ยนซูก็ดูเหมือนไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่ถึงแม้ว่าเขาจะให้อภัยซูยีในทุกเรื่องแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้อภัยกับน้องชายที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ด้วย ซูยีไม่พูดตอบโต้กับเหล่าคนรับใช้ แต่เดินไปทำงานซักผ้าของตนต่อ

 ****

            หนึ่งเดือนผ่านไป สภาพอากาศก็หนาวเย็นลงตามฤดูกาล ในวันนี้หลังจากที่ซูยีซักผ้าเสร็จแล้ว หญิงชราที่รับผิดชอบดูแลการซักผ้าของพระราชวังก็สั่งให้เขาไปที่ชายฝั่งทางเหนือของทะเลสาบเพื่อเสาะหาหินแบนขนาดใหญ่สองก้อนและนำกลับมา ฟ้าเริ่มที่จะมืดครึ้มคล้ายจะมีฝน เนื่องจากระยะทางจากทะเลสาบฝั่งเหนือกับห้องซักผ้าอยู่ไกลกัน ซูยีจึงไม่รอช้ารีบเดินไปที่ทะเลสาบฝั่งเหนือและเลือกหาหินสองก้อนพร้อมมัดติดไว้ที่ข้างหลัง เขาได้ยินเสียงฟ้าร้องและฟ้าก็มืดครึ้ม หลังจากนั้นฝนก็ตกหนักจนมองไม่เห็นทางเดินข้างหน้า

            ซูยีพยายามเร่งฝีเท้าแต่เมื่อต้องเผชิญกับพายุฝนที่รุนแรง ทำให้ความพยายามที่จะฝ่าฝนนั้นล้มเหลว ร่างกายของซูยีนั้นผอมและอ่อนแอกว่าสมัยก่อน น้ำหนักของหินสองก้อนที่อยู่บนหลังก็ยิ่งทำให้เหนื่อยหอบ โชคดีที่เขาเป็นคนที่เคยฝึกวรยุทธ์ทำให้สายตานั้นแหลมคมจนมองเห็นบ้านหลังเล็ก ๆ โดดเดี่ยวตรงหน้า เขาจึงคิดจะหาที่หลบฝนที่ชายคาบ้านหลังนั้น แต่พอเดินไปถึงชายคาบ้านก็หมดแรงทรุดตัวลงที่หน้าบ้านนั้น

            มีเสียงดังขึ้นที่เหนือศีรษะ “เข้ามาหลบฝนในบ้านเถอะ” เมื่อซูยีเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคนพูดคือองค์ชายที่เคยพบในห้องซักผ้า ซูยีมองมือขาวสะอาดที่ยื่นมาเพื่อช่วยพยุง แต่เมื่อคิดว่าร่างกายของตนนั้นสกปรกไปด้วยโคลน จึงไม่ยื่นมือไปให้จับแต่พยายามลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากสภาพร่างกายที่อ่อนเพลีย ขณะที่กำลังดิ้นรนลุกขึ้น มือขององค์ชายผู้นั้นก็รีบคว้าจับและช่วยพยุงให้ลุกขึ้น ซูยีมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีวรยุทธ์ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกันแล้วองค์ชายผู้นี้น่าจะมีวรยุทธ์ใกล้เคียงกับหวางเอี๋ยนซู

            ในที่สุดซูยีก็เข้าไปในบ้าน องค์ชายมองดูเขาและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้กล้านั้นมองแต่เพียงภายนอกไม่ได้จริง ๆ คนที่รักศักดิ์ศรีเยี่ยงเจ้าทำไมจึงได้มาเป็นทาสในวัง หรือว่าเจ้าจะเคยเป็นขุนนางของอดีตราชวงศ์แล้วถูกจับตัวมาเป็นทาสตอนผลัดแผ่นดิน?”

            ซูยีจึงได้ตระหนักว่าองค์ชายผู้นี้ยังไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร เมื่อพิจารณาจากบ้านพักที่โดดเดี่ยวเหนือทะเลสาบฝั่งเหนือที่เงียบสงบ ซูยีจึงคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ได้ออกจากที่พักบ่อยครั้งและไม่ได้พูดคุยกับคนอื่น ๆ ในพระราชวัง จึงไม่รู้เรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในพระราชวัง ซูยีลอบถอนหายใจและไม่คิดจะอธิบาย จึงได้แต่พยักหน้าเพื่อตอบคำถาม เมื่อเห็นว่าฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ซูยีจึงปลดหินลงจากหลัง ในขณะที่เขาวางหินลงบนพื้นก็รู้สึกปวดท้องราวกับมีมีดกรีด จนต้องอุทานอย่างลืมตัวและทรุดตัวลงกับพื้น

            องค์ชายมองใบหน้าของซูยีที่ซีดขาว หยดน้ำเปียกทั่วใบหน้า ไม่ทราบว่าเป็นน้ำฝนหรือเหงื่อ องค์ชายจึงถามซูยี แต่ด้วยความเจ็บปวดทำให้ซูยีไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ จนต่อมาเมื่อความปวดเริ่มบรรเทาลงซูยีจึงยืนขึ้นองค์ชายพิจารณาอาการของซูยีก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “เจ้าก็ปวดท้องหลังรับประทานอาหาร หรือปวดตอนที่ท้องว่าง?”

            ซูยีไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนจึงค่อย ๆ ระลึกด้วยความระมัดระวังเมื่อได้ยินคำถาม เท่าที่พอจะระลึกได้นั้นอาการเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อท้องว่าง ซูยีจึงตอบไปตามความเป็นจริง องค์ชายถึงถามต่อ “แล้วความเจ็บปวดนี้บรรเทาลงเมื่อรับประทานอาหารแล้วหรือไม่?” เมื่อเห็นซูยีพยักหน้า จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าจะต้องให้ความสำคัญต่ออาหารที่รับประทาน จะต้องรับประทานแต่อาหารรสอ่อน ห้ามรับประทานอาหารที่หยาบแข็งหรือรสจัด มิเช่นนั้นอาการจะเลวร้ายลงและทำให้เจ็บป่วยอย่างรุนแรง”

            พูดจบก็เดินไปที่ชั้นวางหนังสือและเปิดลิ้นชักเอาขวดเล็ก ๆ ออกมา “ข้าไม่ค่อยได้พูดคุยกับคนอื่น และไม่ต้องการเป็นหนี้ใคร ก่อนหน้านี้ข้าเป็นหนี้เจ้า ตอนนี้ข้าขอชำระหนี้ ยาในขวดนี้เป็นข้าปรุงเอง มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดของเจ้า ด้วยปริมาณที่จำกัด เจ้าควรจะใช้มันอย่างรอบคอบ ต่อแต่นี้เราไม่มีหนี้ติดค้างกันแล้ว” องค์ชายมองไปยังนอกหน้าต่างแล้วกล่าวต่อ “ตอนนี้ฝนเริ่มจะซาแล้ว หลังจากดื่มชาแล้ว เจ้าควรจะต้องรีบกลับไป ห้ามบอกใครว่าเจ้ามาเจอข้าที่นี่”

            ซูยีกล่าวขอบคุณแล้วเดินออกจากบ้าน ในใจนั้นคิดว่าคนผู้นี้ทั้งประหลาดและเย็นชา เมื่อดื่มชาร้อนแล้วซูยีก็เดินทางกลับไปยังห้องซักผ้าด้วยความยากลำบาก เมื่อวางแผ่นหินลงบนพื้น พวกหญิงรับใช้และหญิงชราในห้องซักผ้าเห็นว่าเขามีอาการเหนื่อยล้าจึงไม่ใช้งานอะไรอีก อนุญาตให้กลับไปพักที่ห้อง ซึ่งในห้องมีอาหารประจำวันซึ่งได้แก่ข้าวและเศษของน้ำซุปวางไว้บนโต๊ะ 

            ซูยีอดหัวเราะอย่างฝืน ๆ ออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดขององค์ชายประหลาดผู้นั้นที่ให้ระมัดระวังเรื่องอาหาร ซูยีได้แต่ถอนหายใจและรำพึงกับตัวเอง “ข้าไม่สามารถลิขิตชีวิตตัวเองได้” หลังจากรับประทานอาหารก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าแห้ง ทันใดนั้นก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะจนไม่สามารถยืนได้ต้องทรุดตัวนั่งบนเตียง หัวใจของซูยีเต้นรัวผิดปกติ มีอาการไอและคัดจมูก เขาล้มตัวนอนพร้อมกับคิดในใจว่า ร่างกายของเขาอ่อนแอตั้งแต่เมื่อใด แค่โดนฝนก็ทำให้ล้มป่วยได้ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงไอจากหน้าประตู พร้อมกับประตูที่เปิดออกอย่างรวดเร็ว ร่างสูงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับลมและฝนก่อนจะรีบก้าวเข้ามาในห้อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #302 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 18:13
    วางยาน้องหรอ?
    #302
    1
    • #302-1 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 62)
      19 ธันวาคม 2561 / 18:18
      โอเค เราคิดมากเกินไป 5555
      #302-1