war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,870 Views

  • 395 Comments

  • 1,273 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,242

    Overall
    19,870

ตอนที่ 66 : บทที่ 68

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ในตอนนี้ความรู้สึกมากมายต่างก็ประเดประดังเข้าสู่หัวใจของหวางเอี๋ยนซูจนเขาต้องลอบถอนหายใจแผ่วเบา หวางเอี๋ยนโจวได้ยินเสียงถอนหายใจของผู้เป็นบิดาจึงมองไปตามสายตา และเมื่อพบเห็นก็เงียบทันทีเช่นกัน สมเด็จพระชนนีและบรรดาพระสนมต่างก็สังเกตความผิดปกตินั้น ทุกคนต่างก็มองไปที่นอกหน้าต่างเพื่อดูว่าสิ่งใดที่จับความสนใจของหวางเอี๋ยนซูและบุตรชาย เมื่อทุกคนพบเห็นเงาร่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะต่างก็นิ่งเงียบไปตาม ๆ กัน

            สภาพอากาศในตอนนี้หนาวจัด หิมะปกคลุมบนพื้นเป็นชั้นหนา ซูยีแบกน้ำสองถังใหญ่ ร่างนั้นยืนไม่มั่นคงเพราะขาไม่ค่อยดี ดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆ และระมัดระวังไปตามทางเดิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บางและขาดวิ่นจนไม่สามารถป้องกันความเย็นได้ โชคดีที่เมื่อก่อนตอนที่เขารับราชการทหารได้ฝึกวรยุทธ์จึงสามารถปรับใช้พลังปราณภายในกายช่วยต่อต้านความเย็น มิเช่นนั้นคงแข็งตายไปแล้ว

            แต่ในช่วงที่ทางเดินหินนั้นแคบอีกทั้งปกคลุมถมทับไปด้วยหิมะจึงอันตรายมาก ในขณะที่ทุกคนในอาคารน้อยละสายตาจากหน้าต่างไปแล้ว เท้าของซูยีกลับก้าวพลาดลื่นลงไปกองกับพื้น ซือน่งร้องอุทานด้วยความตกใจก่อนจะใช้มืออุดปากแต่ก็ช้าเกินไป ทุกคนจึงหันไปมองที่หน้าต่างอีกครั้งและเห็นว่าหลังจากลื่นหกล้มน้ำในถังใหญ่ก็ราดรดบนร่างของซูยีเกือบครึ่งถัง สภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้น้ำนั้นกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งเคลือบเสื้อผ้า ซูยีรีบคว้าถังน้ำจับให้มั่นคงด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยขาที่พิการทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ พริบตาเดียวก็ลื่นล้มอีกครั้ง คราวนี้น้ำก็หกหมดทั้งถัง

            หวางเอี๋ยนซูไม่สามารถทนมองภาพตรงหน้าได้อีก เขาหันศีรษะไปอีกทาง พยายามกลั้นน้ำตาจนดวงตาบวมแดง สมเด็จพระชนนีซึ่งแม้จะเกลียดชังซูยีก็อดที่จะเวทนาไม่ได้

            สมเด็จพระชนนีเหลือบมองบุตรชายและถอนหายใจ “เขาเคยเป็นถึงจักรพรรดินีแต่ตอนนี้กลับประสบกับความทุกข์ยาก” พูดจบก็เรียกเสี่ยวจูหญิงรับใช้ส่วนตัวมาสั่งการ “ไปหาคนไปช่วยเขาลุกขึ้น วันนี้หนาวยิ่งนักเราไม่ควรต้องให้คนได้รับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ จริงอยู่ว่าเขากำลังได้รับโทษ แต่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นแม่ทัพผู้ยี่งใหญ่ ถ้าตายไปเลยเสียยังจะดีเสียกว่าต้องมารับความอัปยศอดสูให้คนอื่นเขาเวทนา คนที่มองเห็นก็ย่อมที่จะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ”

            หวางเอี๋ยนซูพูดไม่ออก เพราะที่มารดาของเขาพูดมานั้นถูกต้อง แต่เขาก็ยังไม่สามารถยอมให้ซูยีตายได้ เมื่อเห็นเสี่ยวจูกำลังจะเดินออกจากห้องก็รีบเรียกให้หยุด แล้วหันหน้าไปทางสมเด็จพระชนนีแล้วกล่าว “พระมารดา ท่านคิดว่าบทเพลงที่ได้ฟังเมื่อครู่เป็นอย่างไรบ้าง?”

            สมเด็จพระชนนีพยักหน้าแล้วกล่าว “ที่จริงก็นับว่าดี แต่ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไพเราะถึงขั้นสวรรค์ชั้นฟ้า เพราะระดับความชำนาญเช่นนั้นหายากยิ่ง” หวางเอี๋ยนซูยิ้มแล้วเอ่ย “อันที่จริงบทเพลงที่ได้ฟังเมื่อครู่นับว่าไพเราะ แต่ข้ารู้จักบุคคลผู้หนึ่งที่สามารถเล่นขลุ่ยได้ชำนาญและไพเราะซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้”

            สมเด็จพระชนนียินดีอย่างมากและกล่าวว่า “มีคนเช่นนี้ด้วยหรือ รีบไปตามมาเล่นให้ข้าฟัง ข้าเคยได้ยินเพลงขลุ่ยมามากแต่ก็ยังไม่คิดว่าจะมีคนที่มีชำนาญอย่างที่เจ้าพูด วันนี้ขอให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาด้วยเถิด” ก่อนจะดุหวางเอี๋ยนซู “เห็นได้ว่าเจ้านั้นไม่มีแม่อยู่ในใจ รู้ว่าข้าชมชอบฟังเสียงขลุ่ย ทำไมถึงไม่ส่งนักดนตรีผู้นี้มาเล่นให้ข้าฟังเร็วกว่านี้”

            หวางเอี๋ยนซูกล่าวว่า “ข้าย่อมมีพระมารดาอยู่ในหัวใจ แต่เพราะว่าข้าเคยได้ยินเขาเล่นเพียงครั้งเดียวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว พระมารดาก็รู้ว่าข้านั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้จึงหลงลืมไป จนกระทั่งวันนี้เมื่อได้ยินเสียงขลุ่ยจึงนึกขึ้นมาได้ แต่การที่จะเรียกตัวคนผู้นี้มานั้นยากเย็นยิ่ง”

            สมเด็จพระชนนีเกิดความสงสัย “หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่ายากที่จะเรียกตัวคนผู้นั้นมา หรือว่าเขาเก่งมากจนหยิ่งผยองไม่ยอมเล่นให้ผู้อื่นฟังได้ง่าย ๆ” พูดจบก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ  หวางเอี๋ยนซูรีบอธิบาย “กราบทูลพระมารดา คนผู้นี้ที่จริงหาตัวได้ง่ายแต่ตอนนี้...ตอนนี้เขาต้องพระอาญา ข้าเกรงว่าพระมารดาจะขุ่นเคืองใจเมื่อเห็นเขา” พูดจบก็มองไปทางนอกหน้าต่าง เห็นซูยีกำลังพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากก่อนจะแบกถังเปล่าสองใบก้าวลงบันไดด้วยความระมัดระวัง พริบตาก็ลื่นล้มอีกครั้ง แต่โชคดีที่ถังน้ำนั้นว่างเปล่าจึงไม่มีน้ำหกออกมา

            เมื่อมองสายตาของหวางเอี๋ยนซู สมเด็จพระชนนีก็เข้าใจได้ทันทีว่าบุตรชายของตนนั้นรู้สึกเศร้าใจเมื่อเห็นซูยีได้รับความทุกข์ทรมานและต้องการให้ซูยีเข้ามาในอาคารนี้เพื่อรับความอบอุ่น แต่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ตรง ๆ จึงใช้ทักษะการเล่นขลุ่ยเป็นอุบายให้บรรลุจุดมุ่งหมาย แม้ว่าจะเห็นด้วยในตอนแรกแต่ต่อมาก็ลังเล ซูยีเป็นคนทรยศต่อแคว้นจินเหลียว ถ้าอนุญาตให้มายืนต่อหน้าองค์จักรพรรดิ์เพียงเพราะข้าต้องการฟังเพลงขลุ่ย ออกจะเป็นการไม่สมควรต่อหน้าบรรดาพระสนมทั้งหลาย แต่ว่าถ้าไม่อนุญาต องค์จักรพรรดิ์ก็จะเสียหน้า นอกจากนี้สมเด็จพระชนนีเองก็รู้สึกเวทนาในชะตากรรมของคนทั้งคู่ ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ ทำได้แต่นิ่งเงียบ

            หวางเอี๋ยนโจวเข้าใจความตั้งใจของผู้เป็นบิดาในทันที  หัวใจของเด็กชายนั้นปั่นป่วนด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย แต่เมื่อมองผู้เป็นย่ามีทีท่าลังเลก็ให้เห็นโอกาส           จึงแกล้งพูดขึ้นมา “มีคนเช่นนั้นด้วยหรือ รีบพาคนผู้นั้นมา ข้าอยากฟังเพลงของเขา” แล้วหันไปทางผู้เป็นบิดา “พระบิดารีบให้เสี่ยวจูไปตามคนผู้นั้นมาที่นี่เร็ว ๆ ข้าอยากฟังเพลงที่ไพเราะนั้น”

            สมเด็จพระชนนีมองที่หลานชายและในที่สุดก็ต้องยอมอ่อนข้อให้และกล่าวว่า “ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร ข้าก็ต้องการพบเขา องค์จักรพรรดิ์เจ้าไปบอกให้เสี่ยวจูไปตามคนผู้นั้นมา” พูดจบก็หันไปทางบรรดาพระสนมทั้งหลายแล้วกล่าวว่า “พวกเราก็ต้องเปิดหูเปิดตาบ้าง”

            หวางเอี๋ยนซูรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที เขาเดินไปหาเสี่ยวจูแล้วพูดบางอย่าง หลังจากนั้นหญิงสาวก็เดินออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง ในตอนนี้ทั้งหวางเอี๋ยนโจวและซือน่งต่างก็รอคอยด้วยความอดทน แม้แต่สมเด็จพระชนนีก็ยังอยากรู้อยากเห็นว่าแม่ทัพจะเป็นนักขลุ่ยที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร ทุกคนต่างก็มองไปทางประตูอย่างกระตือรือร้นจนไม่สนใจอาหารตรงหน้า หลังจากนั้นสักพักใหญ่ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวจูที่หน้าประตูห้อง “กราบทูลสมเด็จพระชนนี และองค์จักรพรรดิ์ ผู้น้อยนำตัวทาสซูยีมาเข้าเฝ้าแล้วเพคะ” สมเด็จพระชนนีส่งเสียงตอบไปว่า “นำเขาเข้ามา” สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องที่ผ้าม่านที่แขวนเหนือประตู

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #66 spnszz (@isaiparn) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 00:37
    ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน สงสารซูซู
    #66
    0