war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,496 Views

  • 389 Comments

  • 1,255 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    868

    Overall
    19,496

ตอนที่ 67 : บทที่ 69

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หญิงรับใช้สองสามคนยกผ้าม่านขึ้นและเดินนำซูยีเข้าไปในห้อง หลังจากซูยีถวายความเคารพแล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “เรียกตัวซูยีมาเข้าเฝ้าวันนี้ ไม่ทราบว่าสมเด็จพระชนนีมีข้อแนะนำใด” ด้วยบุคลิกที่ไม่แยแสต่อความตายทำให้ซูยีปฏิเสธที่จะเรียกตัวเองว่าทาส สมเด็จพระชนนียังไม่พูดอะไร ได้แต่มองอีกฝ่ายขึ้นลงอย่างพิจารณา ในใจก็นึกนิยมนับถืออยู่ในที พร้อมกับคิดว่า ไม่ประหลาดใจเลยที่องค์จักรพรรดิ์และโจวเอ๋อร์ยังคงผูกพันอยู่กับเขา ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นแม้ในตอนนี้จะอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเป็นอิสระได้ ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจ หรือไม่สามารถต่อสู้ได้ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกที่เหล่าพระสนมต่าง ๆ ยากจะเทียบเคียงได้

            หลังจากนั้นจึงพูดว่า “ข้าได้ยินมาจากองค์จักรพรรดิ์ว่าเจ้านั้นเชี่ยวชาญในการเล่นขลุ่ย ดังนั้นข้าจึงอยากจะได้ฟังสักครั้ง ไม่ทราบว่าแม่ทัพซูจะเล่นให้ข้าฟังได้หรือไม่?” สมเด็จพระชนนีอดจะเอ็นดูซูยีไม่ได้ ดังนั้นจึงแย้มยิ้มขณะพูด และยังเรียกขานอีกฝ่ายว่า “แม่ทัพซู” ด้วยความยกย่องนับถือที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความยากลำบาก

            ซูยีมองหน้าสมเด็จพระชนนีอย่างประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าสมเด็จพระชนนีของจินเหลียวจะมีใจคอกว้างขวาง ตอนที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็นจักรพรรดินีก็แทบจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกัน เพราะพระองค์มักจะอยู่แต่ในตำหนักและแจ้งว่าไม่จำเป็นที่องค์จักรพรรดินีหรือในฐานะลูกสะใภ้จะต้องไปถวายความเคารพทุกวัน ซูยีรู้สึกตื้นตันใจได้แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพนับถือ “ซูยีไม่กล้ารับคำยกย่องจากสมเด็จพระชนนีและองค์จักรพรรดิ์ แต่ยินดีที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ หากแต่ข้าไม่ได้เล่นดนตรีมานาน บทเพลงอาจจะเรียบง่ายและขัดหู เกรงว่าจะทำให้ระคายเคืองพระยุคลบาท” ขณะพูดก็รู้สึกสงสัย เพราะนับตั้งแต่ถูกจับมาเป็นเชลยเขาไม่เคยเล่นขลุ่ยสักครั้งเดียว แล้วหวางเอี๋ยนซูรู้ได้อย่างไรว่าเขาสามารถเล่นได้

            สมเด็จพระชนนีแย้มยิ้มแล้วกล่าว “แม่ทัพซูถ่อมตัวเกินไปแล้ว” แล้วหันไปสั่งคนให้ไปหาขลุ่ยมาให้ซูยี แต่หวางเอี๋ยนซูพูดขัดขึ้นมาก่อน “พระมารดา ข้าให้ซือน่งไปนำมาแล้ว” นี่ยิ่งทำให้ซูยีรู้สึกสงสัยมากขึ้น ต่อมาซือน่งก็กลับมาพร้อมขลุ่ยไม้ไผ่สีดำหนึ่งเลา เมื่อซูยีเห็นก็ตกใจจนแทบหลั่งน้ำตา ซือน่งประคองขลุ่ยด้วยสองมือแล้วส่งให้พร้อมกล่าว “ตอนที่นายท่านถูกจับตัวมานั้น สิ่งของทุกอย่างของนายท่านเป็นซือน่งเก็บรักษาไว้ให้อย่างดี”

            ตอนนี้หัวใจของซูยีมีหลากหลายความรู้สึกพลุ่งพล่าน เขาไม่พูดอะไรได้แต่ยกขลุ่ยขึ้นทาบริมฝีปากและเริ่มเล่น ทันทีที่เสียงดนตรีดังขึ้นจากลมที่ผิวมาจากริมฝีปากและท่วงทำนองสูงต่ำตามการขยับปลายนิ้ว ราวกับเสียงกระซิบในคืนที่เงียบสงัด ท่วงทำนองที่ยากจะอธิบายราวกับอยู่ในม่านหมอก ความรักและความเกลียดชังผสานกันอยู่ในที ล่อลวงให้ผู้ฟังเคลิ้บเคลิ้มเมื่อได้ฟัง หลังจากที่ซูยีเล่นเพลงขลุ่ยไปได้สักพัก ทุกคนในห้องต่างก็ถูกสะกดให้อยู่ในมนต์ของเสียงเพลง ราวกับเสียงนั้นค่อย ๆ ซึมซาบผ่านหูเข้าสู่ร่างกายและลื่นไหลไปตามเส้นเลือดจนกระจายไปทุกอวัยวะในร่าง ดูดซับทั้งอารมณ์และความรู้สึก เสียงทำนองของขลุ่ยดังกังวาลอ้อยอิ่งไปทั่วทั้งอาคาร ประหนึ่งได้ยินเสียงน้ำไหลพุ่งจากขวดน้ำที่ถูกทุบจนแหลกสลาย มวลทหารขี่ม้าหุ้มเกราะวิ่งพุ่งสู่สนามรบ เสียงอาวุธนับพันโรมรันเกรียวกราว คล้ายกับเสียงฟ้าร้องลมกรรโชก แต่ต่อมาท่วงทำนองก็เปลี่ยนเป็นว้าเหว่โดดเดี่ยวราวกับคนเร่ร่อนไร้ที่พักพิงปะทะกับลมฝน ผสานกับอารมณ์หวานล้ำและอ่อนโยน จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์รักใคร่และเกลียดชัง และท้ายที่สุดเมื่อลมพัดพาและเมฆฝนสลายความรักและเกลียดชังที่เคยมีก็ถูกลมพัดพาไปจนไม่เหลืออะไรอีกเลย เมื่อดนตรีจบลง ทั่วทั้งห้องก็เงียบกริบ

            ซูยีปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกของตนผ่านท่วงทำนองจนหมดสิ้น ทุกเสียงที่บรรเลงผ่านขลุ่ยนั้นไหลลื่นไม่ติดขัด เมื่อเพลงจบเขาก็ลดขลุ่ยลงจากริมฝีปาก ทุกคนในห้องต่างก็ประทับใจว่าสิ่งที่หวางเอี๋ยนซูบอกว่าเป็น ผู้หนึ่งที่สามารถเล่นขลุ่ยได้ชำนาญและไพเราะซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ นั้นไม่เกินความจริงเลยแม้แต่น้อยถึงตอนนี้ทุกคนต่างก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์

            ดูเหมือนสมเด็จพระชนนีจะได้สติก่อนเป็นพระองค์แรก “นี่นับว่าสมบูรณ์ยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและจิตวิญญาณ วันนี้ข้าได้เข้าใจแล้วว่าบทเพลงที่ดีเป็นอย่างไร ผู้ที่ชำนาญเป็นอย่างไร แต่แม่ทัพซู พอบอกได้หรือไม่ว่าเพลงนี้ชื่อว่าอะไร ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน”

            ซูยีตอบอย่างนอบน้อม “เพลงนี้หามีชื่อไม่ เป็นข้าแต่งขึ้นมาเมื่อครู่ ซูยีไม่กล้ารับคำชมเชยเพราะความสามารถอันต้อยต่ำนี้ ตอนนี้ข้ายังมีงานที่ต้องไปทำ ขออนุญาตสมเด็จพระชนนีเพื่อกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม”

            สมเด็จพระชนนีหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดว่า “ในเมื่อแม่ทัพซูแต่งบทเพลงเพื่อสร้างความสำราญให้กับพวกเรา ก็ควรจะได้รับรางวัล” จากนั้นก็เรียกเสี่ยวจู “ไปบอกคนข้างนอกว่าวันนี้ไม่ต้องให้แม่ทัพซูทำงาน” หลังจากนั้นก็หันไปทางซูยีแล้วกล่าว “แม่ทัพซู เจ้าไปได้แล้ว”

            หลังจากซูยีถวายบังคมลาก็เดินกลับออกไป นับตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องจนกลับออกไปนั้น ซูยีไม่เหลือบมองหวางเอี๋ยนซูแม้แต่ครั้งเดียว แต่หวางเอี๋ยนซูนั้นกลับไม่ละสายตาจากซูยีแม้เพียงวินาทีเดียว ดังนั้นแม้จะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันแต่ราวกับทั้งคู่รู้ถึงความรักและความเจ็บปวดระหว่างกัน ทั้งความรักและเกลียดชังที่ทั้งสองมีต่อกัน แม้แต่สมเด็จพระชนนีก็ยังรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นคนทั้งคู่ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้

            ตอนที่ทั้งห้องเงียบ หวางเอี๋ยนโจวก็ทำลายความเงียบขึ้นมา “เสด็จย่า ให้ข้าเรียนขลุ่ยจากเขาดีหรือไม่ ข้าชอบบทเพลงที่เขาเล่น” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นย่าพึงพอใจกับความสามารถด้านนี้ของซูยี เด็กชายจึงไม่ลังเลใจที่จะฉกฉวยโอกาสนี้หวังจะช่วยให้ซูยีได้สบายขึ้น แต่สมเด็จพระชนนีกลับส่ายศีรษะ “ข้าไม่อนุญาต ถึงเขาไม่ใช่คนทรยศและทาสก็ไม่เหมาะสมที่เจ้าจะเรียน เพราะเจ้าเป็นองค์รัชทายาทต้องรับผิดชอบบริหารแผ่นดินในภายภาคหน้า การเล่นขลุ่ยเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความบันเทิง เจ้าไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ ข้าไม่อยากเห็นเจ้าหลงใหลในดนตรีจนแผ่นดินล่มสลาย”

            คำพูดของสมเด็จพระชนนีนั้นไม่มีนัยใด ๆ เคลือบแฝง แต่หวางเอี๋ยนซูกลับเข้าใจผิด “คำพูดของพระมารดาไม่ถูกต้อง การที่แคว้นต้าฉีล่มสลายมาจากปัญหาภายในประเทศ จักรพรรดิ์อ่อนแอและบัดซบ ไม่เกี่ยวกับการที่ซูยีเล่นขลุ่ย ถ้ากองทัพของซูยีไม่ขาดแคลนเสบียงอาหาร ข้าก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มคำว่าจะได้ชัยชนะในสงครามครั้งนั้น”

            สมเด็จพระชนนีมองบุตรชายและเข้าใจดีว่าในหัวใจของหวางเอี๋ยนซูนั้นยังผูกพันอยู่กับซูยี จึงได้แต่กล่าวว่า “ข้ากำลังพูดเรื่องการเรียนขลุ่ยของโจวเอ๋อร์ ทำไมองค์จักรพรรดิ์จึงโยงไปถึงเรื่องนั้นได้” พูดจบก็ลุกขึ้นยืน “วันนี้ข้าได้รับความสำราญเต็มที่แล้ว ได้เวลาแยกย้ายกัน ปีใหม่ก็ใกล้จะมาถึง ไม่ต้องกลัวว่าจะหาโอกาสเพื่อความสนุกสนานไม่ได้” กลุ่มคนในที่นั้นก็ประสานเสียงส่งเสด็จสมเด็จพระชนนีและองค์จักรพรรดิ์ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #123 galaxyxx (@mokomook) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 19:17
    ท้อแท้แทนทุกๆคน มีฉันที่รู้ความจริงทุกอย่างแต่ทำอะไรไม่ได้ เห้อ
    #123
    0