war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,902 Views

  • 395 Comments

  • 1,272 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,274

    Overall
    19,902

ตอนที่ 76 : บทที่ 78

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            แค่คำพูดประโยคเดียวก็เหมือนเมฆหมอกถูกพัดพาเผยให้เห็นพระจันทร์สุกสว่าง หวางเอี๋ยนซูที่ถูกหิมะปกคลุมร่างจนแทบหมดความรู้สึกก็พลันยินดีขึ้นมา ด้วยความตื่นเต้นจึงรีบลุกขึ้นยืน แต่ก็ต้องทรุดตัวลงไปคุกเข่าเช่นเดิม หัวเข่าของเขาคล้ายกับถูกเจาะด้วยเข็มนับพันเล่ม ทั้งชาและเจ็บปวดจนยากจะอธิบาย ซือหนานต้องเข้าไปช่วยพยุงจึงสามารถลุกขึ้นยืนได้ แต่ต่อมาก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอีกครั้ง

            ซือหนานตกใจจนหน้าเผือดสี แม้ว่าหญิงสาวจะไม่เคยเรียนรู้ด้านการแพทย์แต่ก็เข้าใจว่าหวางเอี๋ยนซูไม่สามารถใช้ขาทั้งสองข้างได้ ด้วยความตระหนกจึงรีบพยายามช่วยพยุงให้ลุกขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนหวางเอี๋ยนซูจะตระหนกกว่าหญิงรับใช้เสียอีก ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นราวกับชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับการลุกขึ้นยืน

            หวางเอี๋ยนซีห้วเราะเยียบเย็นแล้วกล่าวว่า “ท่านกลัวอะไรกัน กลัวว่าขาของท่านจะพิการอย่างนั้นหรือ ใครกันที่บอกว่าจะพิสูจน์ความรักด้วยการคุกเข่า ข้าขอบอกไว้ตรงนี้ว่า ข้าไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้เป็นคนขอให้ท่านคุกเข่า” หวางเอี๋ยนซูสะกดกลั้นโทสะแล้วยิ้มแย้มกล่าวว่า “ข้ารู้ ตอนนี้ข้ายังเดินได้ พวกเราไปกันเถิด” พูดจบก็พยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก

            ซือหนานไม่สามารถอดทนได้จึงตะโกนเสียงดังใส่หวางเอี๋ยนซี “องค์ชายรอง ท่านไม่เข้าใจสักนิด ฝ่าบาท...ฝ่าบาทกลัวว่าถ้าชักช้าแล้วท่านอาจจะเปลี่ยนใจไม่รักษานายท่าน ท่าน...ท่านคิดว่าฝ่าบาทห่วงขาของตนอย่างนั้นหรือ?” ซือหนานตำหนิจนหวางเอี๋ยนซีนิ่งงัน หวางเอี๋ยนซูเกรงว่าอีกฝ่ายจะโกรธจึงดุซือหนานก่อนจะหันไปทางหวางเอี๋ยนซีแล้วยิ้มให้ “น้องชายที่ประเสริฐ...ไม่ต้องสนใจคำพูดไร้สาระของซือหนาน...ถ้ากลับไปแล้วข้าจะสั่งสอนนางเอง เป็นความผิดของข้าที่ตามใจพวกนางมากเกินไป” ใบหน้าของหวางเอี๋ยนซูเต็มไปด้วยความหวังและอ้อนวอน เพื่อซูยีแล้ว บุรุษผู้ทรงอำนาจกลับยอมละทิ้งอัตตาของตน

            หวางเอี๋ยนซีมองหน้าอีกฝ่ายอย่างพิจารณาก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วล้วงหยิบขวดยาจากอกเสื้อออกมาแล้วเทใส่มือตนเองพร้อมกับเดินไปทางหวางเอี๋ยนซูและทาที่หัวเข่าอีกฝ่าย “ล่าช้าไปบ้างก็ไม่มีผลอะไร ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะไม่ช่วยจักรพรรดินีของท่าน ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าคนประเภทใดกันที่ทำให้ท่านถึงกับยอมเสียสละตนเอง” ขณะพูดประโยคสุดท้าย ใบหน้าของหวางเอี๋ยนซีปรากฎวี่แววความเหงาและโดดเดี่ยว

            หวางเอี๋ยนซูรู้สึกคล้ายกับโดนกระแทกที่หัวใจ ตอนนี้เขารู้สึกว่าคนผู้นี้แม้ภายนอกจะหยิ่งยะโสเย็นชา แต่แท้จริงแล้วน่าสงสารยิ่งนัก เมื่อคิดดูแล้วเขาไม่ควรที่ต้องรับโทษที่บิดามารดาเป็นผู้กระทำ หวางเอี๋ยนซูหันไปมองบ้านไม้หลังเล็กที่อยู่ห่างจากพระราชวังพร้อมกับคิดในใจ “เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาถึงยี่สิบปี ต่อไปพวกเราต้องทำดีกับเขา”

            ขณะที่กำลังครุ่นคิด หวางเอี๋ยนซูรู้สึกว่าหัวเข่าเริ่มอบอุ่น ความหนาวเย็นและเจ็บปวดที่หัวเข่าหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อพยายามลุกขึ้นยืนก็พบว่าสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย ราวกับไม่ได้คุกเข่าบนหิมะมาก่อน “น้องชายที่ประเสริฐมีทักษะการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ซูซู...ซูซูต้องมีโอกาสรอดแล้ว” พูดจบก็หลั่งน้ำตาแห่งความปิติออกมา

            หวางเอี๋ยนซีมองอีกฝ่ายแล้วพ่นลมออกทางจมูกพร้อมกล่าว “ยังเร็วเกินไปที่จะหลั่งน้ำตาแห่งความสุข” พูดจบก็เดินตรงไปตามทางเดิน หวางเอี๋ยนซูเช็ดน้ำตาแล้วรีบเดินนำทาง

            ที่ตำหนักมโนรมย์ ซูยีไม่สามารถนอนได้อีก ระหว่างที่กระอักโลหิตก็หมดสติไปอีกหลายครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เป็นช่วงบ่ายของอีกวัน แต่หวางเอี๋ยนซูก็ยังคงไม่กลับมา เมี่อคิดว่าหวางเอี๋ยนซูจะต้องทนรับความอัปยศจากองค์ชายรองเพื่อซูยี หัวใจของเขาก็รุ่มร้อนราวกับไฟ หลังจากดิ้นรนลุกขึ้นนั่งบนเตียงก็หอบหายใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ซือน่งช่วย...ช่วยพาข้าไปที่...ที่เรือนขององค์ชายรอง...ข้าไม่อาจปล่อยให้เขาได้รับความอัปยศเพราะข้า...ข้าจะไม่ยินยอมให้เขาเจ็บปวดเพราะข้าอีกแล้ว...เขาเจ็บปวดเพราะข้ามามากแล้ว” พูดจบก็พยายามดิ้นรนลุกขึ้นจากเตียง ซือน่งรีบเข้าไปห้ามและร้องไห้ “ถ้านายท่านไม่ต้องการให้ฝ่าบาทเจ็บปวด ท่านต้องพยายามฟื้นตัวจากอาการป่วย สิ่งที่ฝ่าบาทได้ทำเพื่อนายท่านจะได้ไม่เสียเปล่า”

            หวางเอี๋ยนโจวมองมาที่ซูยีไม่วางตา เด็กชายได้แต่คิดในใจว่า “ตอนนี้พระมารดาอยู่ในห้วงความเป็นความตาย และพระบิดาก็กำลังเผชิญกับความยากลำบาก แม้จะมีแพทย์ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมสักเพียงใดก็ไม่รับประกันได้ว่าจะสามารถฝืนลิขิตสวรรค์ได้ หากพระบิดาและพระมารดาได้อยู่ร่วมกันก็ไม่มีใครเจ็บปวดอีก พวกเราสามารถเดินทางไปสู่ปรโลกด้วยกันทั้งครอบครัว และชาติหน้าจะได้เกิดมาร่วมกันเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง” แม้จะคิดเช่นนั้นตามประสาเด็กแต่เด็กชายก็ยังคงมีความหวังอันริบหรี่ ทำให้เด็กชายไม่พูดอะไรออกไป

            ซือน่งเห็นว่าอาการของซูยีเริ่มย่ำแย่เพราะความเป็นห่วงหวางเอี๋ยนซู แม้ว่าซือหลิวจะช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรงหนึ่งก็ไม่สามารถห้ามให้ซูยีดิ้นรนลุกขึ้นจากเตียงได้

            ขณะที่ทุกคนกำลังเป็นกังวล สมเด็จพระชนนีก็กล่าวขึ้นมาว่า “พวกเจ้าเงียบ” หลังจากนั้นก็หันไปทางซูยีแล้วพูดว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าตอนนี้ลูกชายของข้ากำลังประสบกับความยุ่งยากอย่างไร แต่เขาเต็มใจทำเพื่อเจ้าดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปห้ามเขา ตอนนี้เวลาก็ผ่านมาครึ่งค่อนวันแล้วยิ่งไม่ควรล้มเลิกกลางคัน ข้าอยากให้เจ้านอนพักผ่อนเพื่อรักษาร่างกาย ถ้าเขาสามารถทำได้สำเร็จแล้วกลับมาพบว่าเจ้าไม่สามารถรักษาชีวิตได้แล้ว สิ่งที่ทำไปย่อมเสียเปล่า เจ้านอนลงเถิด”

            สมเด็จพระชนนีนั้นมักจะสำรวมกริยาอาการให้อยู่ในความสงบเยือกเย็นเสมอมา แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเบื้องหลังนั้นได้สะกดความไม่พอใจไว้มากมายเพียงใจ ซูยีรู้ดีว่าคำพูดของสมเด็จพระชนนีนั้นมีเหตุผลทำให้รู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงได้แต่ล้มตัวลงนอน แต่ก็ไม่อาจสงบจิตใจได้ ด้วยความกังวลได้แต่กัดริมฝีปากของตนจนมีเลือดไหลซึมออกมา ขณะที่อับจนปัญญาก็พลันได้ยินเสียงสูงดังแว่วมา “องค์จักรพรรดิ์เสด็จ”

            เมื่อสิ้นเสียงก็ปรากฏร่างของหวางเอี๋ยนซู หวางเอี๋ยนซี และซือหนานเดินเข้ามาในห้อง สายตาของทุกคนในตอนนี้เป็นประกายด้วยความยินดี ซูยีขยับตัวแล้วมองไปที่หวางเอี๋ยนซูอย่างไม่วางตา แค่เพียงสบตากันในเสี้ยววินาที ความรู้สึกมากมายนับพันก็แสดงออกมาจนหมดสิ้นจากดวงตาคู่นั้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ “ที่แท้เจ้าเองที่เป็นองค์จักรพรรดินี” เมื่อซูยีหันไปมองตามเสียงก็ตกใจเมื่อเห็นผู้พูด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

0 ความคิดเห็น