war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,900 Views

  • 395 Comments

  • 1,272 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,272

    Overall
    19,900

ตอนที่ 78 : บทที่ 80

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1698
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            เมื่อหวางเอี๋ยนซูประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร ข้าราชบริพารที่อยู่ด้านล่างต่างก็ยืนเรียงแถวกันเป็นระเบียบตามระดับตำแหน่ง ทั้งหมดคุกเข่าลงและถวายพระพรให้องค์จักรพรรดิ์มีอายุยืนนานหมื่น ๆ ปี ถ้าเป็นเวลาปกติหวางเอี๋ยนซูก็จะอนุญาตให้คนพวกนี้ยืนขึ้นแล้วกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิม แต่เพราะวันนี้เขารู้สึกโกรธจึงกล่าวอย่างเย็นชา “นี่แสดงว่าพวกเจ้ายังเคารพข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ข้ายังคิดว่าพวกเจ้ามาเพื่อพยายามบีบบังคับข้าเสียอีก”

            คำพูดนั้นทั้งเย็นชาและไร้น้ำใจ เมื่อผู้ฟังได้ยินก็อดจะหนาวเหน็บจนเหงื่อไหลซึมที่หน้าผาก คนพวกนั้นได้แต่กล่าวว่า “เหล่าผู้น้อยมิกล้า พวกเรามาที่นี่เพียงเพราะไม่ทราบว่าในช่วงปีใหม่จะยกเว้นการประชุมที่ท้องพระโรง เหล่าผู้น้อยจึงไม่กล้าละเลยที่จะมาปฏิบัติหน้าที่”

            หวางเอี๋ยนซูแสร้งทำเป็นพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่าพวกเจ้าไม่ได้มาเพื่อบีบบังคับให้อดีตจักรพรรดินีตายใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็ดี คืนก่อนหน้านี้จิตใจของข้ารู้สึกสับสนเพราะกังวลอาการป่วยขององค์จักรพรรดินี จึงหลงลืมสั่งให้เว้นการประชุมในท้องพระโรงในช่วงปีใหม่ แต่ไม่เป็นไร ข้าก็จะขอประกาศไว้ที่ตรงนี้ว่า ท้องพระโรงจะเปิดประชุมอีกครั้งในวันที่หก ถ้าหากผู้ใดมีเรื่องเร่งด่วนก็ให้ส่งคนไปรายงานกับข้าโดยตรง จบการประชุม” เหล่าเสนาดีต่างก็เงียบเสียงไปตาม ๆ กันเมื่อได้ยินรับสั่งขององค์จักรพรรดิ์ หลังจากนั้นหวางเอี๋ยนซูก็ลุกขึ้นยืนและเตรียมเดินออกไปจากท้องพระโรง

            เหล่าเสนาบดีไม่เคยคาดคิดว่าองค์จักรพรรดิ์จะทำเช่นนี้ ซึ่งก็ตรงตามที่หยูคังเคยบอกไว้ว่าองค์จักรพรรดิ์นั้นปกป้องซูยี ถ้าหากซูยีมีชีวิตรอด ก็อาจจะแต่งตั้งซูยีเป็นจักรพรรดินีอีกครั้ง บรรดาเสนาบดีต่างก็มองหน้ากัน ในที่สุดเสนาบดีเหอเจิ้งก็ก้าวออกมาในฐานะของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมที่จำเป็นต้องจัดการให้ทุกสิ่งอยู่ในทำนองคลองธรรม “รายงานฝ่าบาท ผู้น้อยมีเรื่องร้องเรียน”

            หวางเอี๋ยนซูพ่นลมออกทางจมูกพร้อมกับคิดในใจว่า “ข้อบกพร่องที่ยิ่งใหญ่ของเสนาบดีที่จงรักภักดีพวกนี้ก็คือไม่รู้กาลเทศะ” หวางเอี๋ยนซูหันกลับมาช้า ๆ แล้วกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ท่านเสนาบดีมีข้อร้องเรียนอะไรก็ให้รีบส่งมา แล้วข้าจะพิจารณาให้ภายหลัง ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปดูแลองค์จักรพรรดินี”

            เหอเจิ้งเข้าใจดีว่าองค์จักรพรรดิ์นั้นพูดบอกใบ้เป็นนัย ๆ เพื่อให้เขาถอยออกไปอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบทำให้เหอเจิ้งกลับพูดด้วยเสียงขึงขังว่า “รายงานฝ่าบาท ซูยีนั้นตั้งใจที่จะก่อกบฎ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรงมาก อันที่จริงเขาควรต้องได้รับโทษให้ถึงแก่ความตาย แต่เพราะฝ่าบาทบอกว่าเขามีความดีความชอบที่คอยดูแลการศึกษาขององค์รัชทายาทจึงยกเว้นโทษตายให้ แต่ตอนนี้ฝ่าบาทพยายามรักษาชีวิตของเขา หากเขายังมีชีวิตอยู่ก็จะเป็นภัยต่อราชวงศ์จินเหลียวของเรา ผู้น้อยขอให้ฝ่าบาทได้พิจารณาใช้บทลงโทษทางกฏหมายอย่างเคร่งครัด สั่งประหารซูยีเพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายของแผ่นดิน”พูดจบก็คุกเข่าลงและค้อมศีรษะลงต่ำ “เสนาบดีเฒ่าหวังว่าองค์จักรพรรดิ์จะได้สติเพื่อแผ่นดินและพสกนิกร ไม่ถูกล่อลวงจากเขาอีก” หลังจากนั้นเสนาบดีทุกคนในท้องพระโรงก็คุกเข่าลงเช่นกัน

            หวางเอี๋ยนซูยิ้มเยือกเย็นแล้วกล่าว “ข้าคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้พวกเจ้ามาเพราะเรื่องนี้ เช่นนี้ก็ดี ในเมื่อพวกเจ้าก็พูดออกมาแล้ว ข้าก็จะบอกต่อพวกเจ้าว่า ข้าตัดสินใจจะยกเว้นโทษทุกอย่างของซูยีและจะแต่งตั้งเขาเป็นจักรพรรดินี สิ่งที่ข้าพูดออกไปนี้จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น”

            องค์จักรพรรดิ์หนุ่มกวาดสายตามองเหล่าข้าราชบริพารในท้องพระโรง เห็นใบหน้าทุกคนต่างก็ซีดเผือดพร้อมกับจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาตะลึงงัน ประกายตาของหวางเอี๋ยนซูฉายแววโหดเหี้ยมแล้วกล่าวว่า “ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับข้า พวกเราก็ยังคงร่วมกันทำงานบริหารบ้านเมืองต่อไป แต่ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับข้าก็ให้ก้าวออกมา แล้วอย่าหวังว่าจะใช้การตายของตนเองเป็นข้อต่อรองให้ข้าทำตามที่เจ้าต้องการ ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นเช่นไร ข้าสามารถมองดูองค์จักรพรรดินีได้รับความทุกข์ทนลำบากมาตลอดครึ่งปีโดยไม่กระพริบตา ดังนั้นข้าก็สามารถมองดูพวกเจ้าตายต่อหน้าได้โดยไม่หวั่นไหวเช่นเดียวกัน ทีนี้ก็แล้วแต่พวกเจ้าตัดสินใจเองก็แล้วกัน”

            บรรดาเสนาบดีต่างก็มองหน้ากันทุกคนที่ได้ยินต่างก็ไม่เชื่อว่าองค์จักรพรรดิ์จะพูดออกมาเช่นนี้ พวกเขารู้สึกเหมือนไม่สามารถควบคุมอารมณ์พลุ่งพล่านของตนเองได้ ต่างก็มีสีหน้าผิดหวังและโศกเศร้า ทันใดนั้นหวางเอี๋ยนซูก็มองไปที่เหอเจิ้งแล้วกล่าวว่า “เสนาบดีเหอ หากเจ้ายังไม่คิดลาออกจากตำแหน่ง ข้าอยากให้เจ้าสืบสวนเรื่องราวบางอย่าง” เสนาบดีเหอก้าวออกมารับคำสั่งทันที หวางเอี๋ยนซูจึงกล่าวต่อไป “เรื่องการก่อกบฎขององค์จักรพรรดินีซูยีตอนนี้ข้าพบว่ามีช่องโหว่มากมาย หากเขาต้องการฟื้นฟูต้าฉีจริง เขาไม่ควรสารภาพถึงความรักความจริงใจที่มีต่อข้าเมื่อใกล้จะตาย นั่นย่อมหมายความว่าช่วงที่เขาอยู่กับข้านั้นเขาซื่อสัตย์ต่อข้าและไม่มีความคิดเรื่องก่อกบฎเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนเหตุการณ์นี้คล้ายมีการจัดฉาก เพราะทุกอย่างในตอนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่การตรวจสอบข้อเท็จแต่กลับรีบลงสรุป ตอนนี้ข้าต้องการให้เจ้าตรวจสอบหาหลักฐานเพื่อดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติ”

            หลังจากที่หวางเอี๋ยนซูพูดจบ เหล่าเสนาบดีต่างก็อยู่ในความโกลาหล หยูคังถึงกับมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตจึงลอบปาดเหงื่อ ตอนนี้บรรดาเสนาบดีต่างก็ถกเถียงอภิปรายกันอย่างเผ็ดร้อน พวกเขาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าองค์จักรพรรดิ์หาเหตุเพื่อปกป้องซูยี แต่อีกกลุ่มเชื่อว่าต้องมีการสืบสวนหาความจริงให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะความสงสัยขององค์จักรพรรดิ์ก็ดูมีเหตุผลรองรับ

            หวางเอี๋ยนซูมองเหล่าเสนาบดีถกเถียงกันด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ก่อนที่จะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากท้องพระโรง ทันใดนั้นก็มีเสียงของหวางเอี๋ยนโจวดังขึ้นที่ประตู “พระบิดา ข้ามีความประสงค์ที่จะแก้ต่างให้กับพระมารดา ข้าพบหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าพระมารดาถูกใส่ความ วิงวอนให้พระบิดาช่วยแก้ไขความผิดให้กลายเป็นถูกให้แก่พระมารดาด้วย” คำพูดดังกล่าวคล้ายกับโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงในน้ำ จนผิวน้ำไหวกลายเป็นระลอกคลื่นกระจายไปทั่ว สายตาของทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่องค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจวที่กำลังเดินเข้ามาในท้องพระโรงเป็นตาเดียว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

0 ความคิดเห็น