war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,907 Views

  • 395 Comments

  • 1,274 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,279

    Overall
    19,907

ตอนที่ 82 : บทที่ 84

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ซูยีมองเงาร่างของสองคนที่กำลังเดินออกไป ก่อนจะยิ้มแล้วพูดกับหวางเอี๋ยนซูว่า “ทั้งคู่เหมือนกับเป็นอาหลานกันจริง ๆ ทั้งที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่กลับสนิทสนมกันมากกว่าอาหลานคู่อื่นที่มีสายเลือดเดียวกันเสียอีก ข้าไม่เคยเห็นโจวเอ๋อร์เกาะติดใครขนาดนี้มาก่อน”

            หวางเอี๋ยนซูยิ้มแล้วกล่าวว่า “เป็นเพราะเขารู้ว่าถึงแม้ซีเอ๋อร์จะดูเย็นชาแต่ก็เป็นคนเปิดเผยจริงใจ ข้าเองก็ไม่คิดว่าบุคลิกอย่างซีเอ๋อร์จนทนความเหลวไหลของโจวเอ๋อร์ได้ ทั้งที่โจวเอ๋อร์สร้างความวุ่นวายให้กับเขามากมายแต่ก็ยังคงสนิทสนมกัน” หวางเอี๋ยนซูถอนหายใจและกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เชื่อว่าเขาจะจริงใจต่อพวกเราเพราะเขามีความเกลียดชังจนไม่อาจถ่ายถอนได้ แต่ผู้ใดจะคิดว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไม่นานข้าก็คิดอย่างสนิทใจว่าเขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของข้า”

            ซูยีพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “แม้ว่าใบหน้าของเขาจะเคร่งเครียดเย็นชาตลอดเวลาแต่หัวใจกลับอบอุ่นยิ่ง สำหรับคนที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียวนับตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาจึงต้องการความรักจากครอบครัว ข้าได้ยินซือน่งเล่าว่า สมเด็จพระชนนีเดินไปเจอเขาโดยบังเอิญ ทั้งคู่ดูกระอักกระอ่วนใจ แต่โจวเอ๋อร์กลับจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย สมเด็จพระชนนีถึงกับเอ่ยปากชวนเขาและโจวเอ๋อร์ให้ไปเที่ยวเล่นที่ตำหนักของพระองค์ ข้าคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี” หวางเอี๋ยนซูได้ยินดังนั้นจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เขาสมควรจะได้รับแล้ว”

            ซูยีเห็นว่าหวางเอี๋ยนซูกำลังอยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซูยีจึงเอ่ยปากพูดว่า “หวางเอี๋ยน เมื่อเรื่องนี้ได้ข้อสรุปที่น่ายินดีแล้ว ข้าไม่ต้องการให้ท่านคิดถึงเรื่องอื่นที่ผ่านมา...” ก่อนที่ซูยีจะพูดจบ ก็เห็นประกายตาโหดเหี้ยมในดวงตาของหวางเอี๋ยนซู

            หวางเอี๋ยนซูพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าย่อมมีวิธีจัดการของข้าเอง” เมื่อพูดแล้วก็มองไปที่ซูยี ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบแปรเปลี่ยนใบหน้าเป็นยิ้มแย้มอย่างรวดเร็วและยกถ้วยยาขึ้นมา “ซูซู พรุ่งนี้เป็นวันฉลองเทศกาลโคมไฟ พวกเราไม่ควรพูดเรื่องพวกนี้ในช่วงเวลาที่รื่นเริง ควรพูดแต่เรื่องที่เป็นมงคลและน่ายินดี เจ้ารีบดื่มยาถ้วยนี้เถิด”

            ซูยีมองถ้วยยาแล้วขมวดคิ้ว หลังจากนั้นก็มองหวางเอี๋ยนซูด้วยแววตาอ้อนวอน “อาการป่วยของข้านั้นได้รับการรักษาแล้วจนหายดีแล้ว ข้า...ไม่ดื่มได้หรือไม่ ยาถ้วยนี้ขมจนสุดจะทานทน” ซูยีมองหวางเอี๋ยนซูที่ทำหน้าเรียบเฉยคล้ายกับไม่เชื่อว่ายาถ้วยนี้จะมีรสขมถึงปานนั้น ซูยีจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ชิดแล้วดึงชายเสื้อคลุมของอีกฝ่ายพร้อมพูดว่า “ที่ข้าพูดเป็นความจริง ยาบำรุงถ้วยนี้ขมมากเหลือเกิน ครั้งนี้ข้าขอไม่ดื่มได้หรือไม่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” ซูยีไม่ทันคิดว่าพฤติกรรมของตนเองในตอนนี้ถ้าจะพูดไปแล้วก็คล้ายกับจะ “ออดอ้อน”

            หวางเอี๋ยนซูไม่เคยเห็นซูยีเป็นเช่นนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกที่ซูยีแสดงความรู้สึกด้านที่อ่อนแอออกมาทำให้ซูยีดูน่าสนใจและมีเสน่ห์อย่างคาดไม่ถึง หวางเอี๋ยนซูรู้สึกว่าสติของตนเริ่มจะบินหายไปซึ่งกว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้ก็ใช้เวลานาน จึงอุ้มซูยีให้นั่งบนตักของเขาแล้วพูดว่า “ถ้าซูซูบอกว่ายาบำรุงนี้มีรสขม ข้าจะดื่มยานี้ร่วมกับเจ้า ก่อนหน้านี้ยามเมื่อเจ้าได้รับความทุกข์ยากจากการถูกลงโทษข้าไม่มีโอกาสได้แบ่งความทุกข์ของเจ้า แต่นับจากนี้ไปถ้าหากเจ้าคิดว่ามีเรื่องใดที่จะทำให้เจ้าเกิดความทุกข์หรือไม่สบายใจ ข้าก็จะขอแบกรับเรื่องนั้นร่วมกับเจ้า” พูดจบก็ยกถ้วยยาบำรุงนั้นขึ้นดื่มทันที

            ซูยีตกใจเพราะไม่คาดคิดว่าหวางเอี๋ยนซูจะปฏิบัติเช่นนี้ ได้แต่ระล่ำระลักพูด “ท่านตั้งใจดื่มยานี้จริง ๆ หรือ...” พูดยังไม่ทันจบ ริมฝีปากของซูยีก็ถูกปิดด้วยริมฝีปากของหวางเอี๋ยนซู พร้อมกับยาบำรุงรสขมที่ล่วงผ่านลำคอ ที่แท้หวางเอี๋ยนซูไม่ได้ดื่มยาจริง แต่ป้อนยาให้กับซูยีด้วยปากของตนเอง

            ยารสขมนั้นทำให้ซูยีถึงกับไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะจ้องหน้าหวางเอี๋ยนซูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ข้าดื่มเองย่อมดีกว่า” พูดจบก็หยิบถ้วยยาขึ้น พร้อมกับบีบจมูกตนเองแล้วดื่มยาบำรุงที่เหลืออยู่จนหมด เมื่อหวางเอี๋ยนซูเห็นซูยีทำกริยาเช่นนั้นก็หัวเราะด้วยความขบขัน เพราะดูน่ารักไม่สมกับที่เป็นซูยี แล้วกล่าวว่า “ยาบำรุงนี้ขมจริง...” หวางเอี๋ยนซูยังพูดไม่จบประโยค ก็ฉวยโอกาสใช้ริมฝีปากของตนควานหารสขมที่ยังหลงเหลือในโพรงปากของซูยี และจูบนั้นก็เริ่มรุกล้ำเร่าร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

            ตอนนี้ในสวนพลัมนั้นไร้เสียงผู้คน นางกำนัลและขันทีที่คอยรับใช้ได้ล่าถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนทำให้สถานที่นี้คล้ายอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกและสรวงสวรรค์ ในเวลานี้มีเพียงคนสองคนที่ตกอยู่ในบรรยากาศที่หอมหวานปานกับรสของน้ำผึ้ง

            ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “พระบิดา พระมารดา” เด็กชายวิ่งเข้าไปที่ศาลาน้อยก็เห็นทั้งพระบิดาและพระมารดาของตนเด้งตัวออกห่างกันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนั่งตัวตรงพร้อมวางสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีเรื่องราวใด

            “พระมารดา” รอยยิ้มซุกซนปรากฏทั่วใบหน้าของหวางเอี๋ยนโจว

            “มีอะไร?” แม้ว่าซูยีจะพยายามทำสีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงยังคงแฝงความลำบากใจ

            “กระดุมเสื้อของท่านเปิดอยู่” หวางเอี๋ยนโจวพูดด้วยความหวังดี “วันที่อากาศเย็นแบบนี้ ไม่ควรที่จะถอดเสื้อ เพราะร่างกายของพระมารดายังไม่แข็งแรง และที่นี่ก็ยังเป็นศาลากลางสวน...”

            ซูยีกระทุ้งศอกใส่หวางเอี๋ยนซูที่อยู่ด้านหลังอย่างแรงด้วยความโกรธ หวางเอี๋ยนซูพยายามหาทางกำจัดบุตรชายอีกครั้งจึงตะโกนขึ้นอย่างไร้ความรับผิดชอบว่า “ซีเอ๋อร์ ซีเอ๋อร์เจ้ารีบมาที่นี่ พาโจวเอ๋อร์ไปเล่น...”

            “ท่านไม่จำเป็นต้องตะโกนเรียกหาเขา กระต่ายขาหักที่อยู่ในบ้านของเสด็จอาหายดีแล้ว ตอนนี้เขากำลังยุ่งอยู่” หวางเอี๋ยนโจวมองหน้าของผู้เป็นบิดาที่ยังอยู่ในอาการสับสน “เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ?” หวางเอี๋ยนโจวมองบิดาของตนอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าตกตะลึง หลังจากนั้นหวางเอี๋ยนซูก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น มือก็ปัดวุ่นวายด้วยความรีบร้อนจนจานชามบนโต๊ะร่วงหล่นแตกกระจาย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #309 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 19:18
    ขา!!! ขาซูยีมีหวังแล้วใช่มั้ย
    #309
    0
  2. #227 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 23:00
    ซีเอ๋อร์เป็นน้องชายที่ประเสริฐจริงๆ หาทางช่วยรักษาขาของซูยีด้วยอ่ะ แงงงงง แต่พระเอกนายเอก พออะไรๆดีขึ้นก็หวานเหลือเกินนนน
    #227
    0