war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,670 Views

  • 392 Comments

  • 1,265 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,042

    Overall
    19,670

ตอนที่ 84 : บทที่ 86

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1571
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 77 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            นับตั้งแต่หวางเอี๋ยนซีได้ช่วยชีวิตซูยี เขาก็ไม่ได้พำนักที่บ้านน้อยทางทิศเหนือของทะเลสาบอีกแล้ว หวางเอี๋ยนซูได้จัดเรือนพักเป็นตำหนักหลังหนึ่งข้างตำหนักมโนรมย์ เพื่อให้สะดวกในการเดินทางไปรักษาซูยี และจะได้เป็นเพื่อนสนทนาของซูยีด้วย

            แม้ในพระราชวังจะมีผู้คนมากมาย แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นสตรี ส่วนหวางเอี๋ยนโจวนั้นก็ต้องศึกษาเล่าเรียนอีกทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง ดังนั้นหากมีหวางเอี๋ยนซีเป็นเพื่อนคุยให้ซูยีก็ย่อมเป็นการดี ตอนแรกหวางเอี๋ยนซูคิดจะเชิญสือเจิงหัวมาที่พระราชวังเป็นเพื่อนซูยี แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ใดจึงเลิกล้มความตั้งใจ หวางเอี๋ยนซูพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ซูยีมีความสุขมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

            ตอนนี้หวางเอี๋ยนซูก็อุ้มซูยีเดินไปยังตำหนักของหวางเอี๋ยนซี เจ้าของสถานที่มองเห็นคนทั้งคู่เดินมาแต่ไกลแต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปต้อนรับ ยังคงจัดการกับขาหลังของกระต่าย เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้จึงกล่าวขึ้นมาว่า “พวกท่านดูเหมือนจะหูยาวกว่ากระต่าย สงสัยว่าโจวเอ๋อร์คงไปบอกเรื่องนี้กับพวกท่านแล้ว เพราะเขาคงเก็บความลับนี้ไม่ได้”

            หวางเอี๋ยนซูพูดอย่างเร่งร้อน “น้องชายที่ประเสริฐ อย่าได้พูดเรื่องที่ไม่สำคัญเลย การทดลองของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ขาของซูซูจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่?” แม้ว่าน้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความหวัง แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นกังวล

            เมื่อหวางเอี๋ยนซีเห็นสภาพของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “หลังจากใช้ความพยายามอยู่นาน ขาที่แตกหักก็ได้รับการรักษาให้กลับคืนเหมือนเดิมได้” เขามองซูยี่ที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของหวางเอี๋ยนซูแล้วกล่าวว่า “ท่านไม่ต้องเป็นกังวล ตราบใดที่กระดูกขาของท่านยังไม่ถึงกับแหลกละเอียด ข้าก็สามารถรักษาให้เป็นปกติได้ แต่ทว่า...”

            ทันใดนั้นเขาก็ไม่พูดต่อ แววตาคล้ายกับหวั่นไหวเหมือนกับไม่ต้องการใช้วิธีนี้รักษาซูยี “แต่ทว่าวิธีการรักษานั้นสร้างความเจ็บปวดมากและต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเสร็จสิ้น กระต่ายตัวนี้เกือบตายจากความเจ็บปวด ทุกครั้งที่ข้าได้ยินเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมานของมัน ข้าก็แทบอยากจะเลิกรักษามัน ข้าคิดว่าท่าน...จะทนการรักษานี้ได้จริงหรือ”

            หลังจากฟังคำพูดดังกล่าว หวางเอี๋ยนซูก็เริ่มหวาดวิตกขึ้นมาอีกครั้ง “เจ็บปวดเช่นนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นพวกเรา...” ก่อนที่กล่าวได้จบประโยค ซูยีก็จับมือของหวางเอี๋ยนซูไว้แล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “องค์ชายรองอาจจะเข้าใจผิดว่าตัวข้านั้นอ่อนแอ แต่ข้าเคยเป็นถึงแม่ทัพ แม้ว่าตอนนี้ข้าจะอาศัยอยู่แต่ในวัง ทว่าร่างกายของข้าก็ยังคงแข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลง แค่ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยย่อมไม่สามารถทำอะไรข้าได้ ท่านไม่ต้องลังเลใจ ถ้าหากรักษาแล้วไม่ได้ผล ข้าก็ยังคงขอบคุณท่าน”

            หวางเอี๋ยนซีทำสีหน้าไม่พึงพอใจและกล่าวว่า “นี่เพราะท่านเป็นคนพูดคำเหล่านี้ ถ้าเป็นคนอื่นข้าจะไม่ยินยอมรักษาเขาเป็นอันขาด สิ่งสำคัญในการรักษาของข้าก็คือต้องได้ผลแน่นอน” พูดจบก็พูดกับกระต่าย “กระต่ายน้อย ตอนนี้เจ้าหายดีแล้ว” หลังจากนั้นก็เรียกนางกำนัลรับใช้มารับตัวกระต่ายไป “นำมันไปให้อาหารอย่างดี มันได้รับความเจ็บปวดมามากแล้ว”

            เมื่อหวางเอี๋ยนซูเห็นว่าหวางเอี๋ยนซีมีความมั่นใจที่รักษา หัวใจก็ปลาบปลื้มยินดี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นห่วงว่าอีกฝ่ายจะยังคิดเรื่องที่หวางเอี๋ยนซูเคยทำผิดต่อเขาเมื่อในอดีตดังนั้นจึงแย้มยิ้มแล้วถามอย่างเอาใจ “ซีเอ๋อร์ คนที่คอยรับใช้เจ้ามีเพียงนางกำนัลไม่กี่คนเท่านี้หรือ ให้ข้าส่งนางกำนัลมาดูแลรับใช้เจ้าเพิ่ม...” ก่อนที่เขาจะพูดจบ หวางเอี๋ยนซีที่เหมือนจะคาดเดาความคิดอีกฝ่ายได้ถูกต้องก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องเป็นกังวล อย่างไรข้าก็จะรักษาเขา” เขาส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาแล้วหันไปทางซูยี “ข้าไม่รู้ว่าท่านใช้เวทมนตร์คาถาใดกับเขา จึงได้เปลี่ยนแปลงคนที่มีจิตใจแข็งกระด้างเช่นเขาให้เป็นเช่นนี้ได้”

            ทั้งหวางเอี๋ยนซูและซูยีต่างก็รู้สึกอับอายจนต้องก้มศีรษะ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของซือน่งจากหน้าประตู “ฝ่าบาท ท่านเสนาบดีเหอขอเข้าเฝ้า เขากำลังรอพระองค์อยู่ที่ห้องทรงพระอักษร” ซูยีรีบพูดกับหวางเอี๋ยนซูทันที “ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์บ้านเมืองเร่งด่วน ท่านควรรีบไปดู”

            เมื่อเห็นสีหน้าของหวางเอี๋ยนซูแปรเปลี่ยนไป ซูยีรู้สึกคล้ายกับมีเรื่องผิดปกติ เขาจับตามองหวางเอี๋ยนซูที่ปล่อยเขาลงจากอ้อมแขนพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม ก็ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับซูยีมากยิ่งขึ้น จนหวางเอี๋ยนซีหัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชาและพูดว่า “ข้าได้ยินมาจากโจวเอ๋อร์ว่า พี่ชายของข้าใช้ให้เสนาบดีเหอ เจ้ากระทรวงยุติธรรมไปตรวจสอบเรื่องราวเบื้องหลังที่ท่านถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ ดูท่าเขาคงจะได้ความอะไรมาบ้างแล้ว”

            ซูยีอดที่จะตกใจไม่ได้ เพราะในช่วงระยะหลังมานี้ หวางเอี๋ยนซูดูแลเขาเป็นอย่างดีจนซูยีรู้สึกมีความสุขมากเกินจะวัดได้ แม้ว่าในบางเวลาเขาจะยังคิดถึงเรื่องของเหล่าบัณฑิตที่ถูกจับตัวไว้ แต่เพราะซือหยวนนั้นรับประกันความปลอดภัยของคนพวกนั้น ดังนั้นเขาจึงยังคิดว่าเรื่องนี้ยังคงสามารถรอได้อีก แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

            ถึงตอนนี้ซูยีก็ยังไม่เข้าใจคนอย่างหวางเอี๋ยนซูว่าเป็นคนชนิดใดกัน แม้ว่าเขาจะเอาใจใส่ดูแลและตามใจซูยีเพื่อลบล้างความผิดที่ทำต่อซูยี แต่ถ้าเขารู้เรื่องการคิดก่อกบฏของเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย ก็ไม่แน่ใจว่าจะยินยอมปล่อยคนพวกนั้นเพื่อซูยีหรือไม่ ที่จริงเขาไม่อาจตำหนิหวางเอี๋ยนซูได้ ถ้าหากซูยีอยู่ในฐานะเดียวกับเขาก็คงไม่อาจปล่อยบรรดาคนพวกนั้นที่คิดกบฏไปได้เช่นกัน มิฉะนั้นจะสู้หน้าข้าราชบริพารและประชาชนได้เช่นไร และก็อาจจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคนที่คิดจะก่อการกบฏต่อไป  นี่เป็นเหตุผลที่ซูยีเลือกที่จะยอมรับผิดแทนที่จะให้หวางเอี๋ยนซูได้รับรู้ความจริง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจหวางเอี๋ยนซูแต่เป็นเพราะเขาเข้าใจสถานการณ์นี้เป็นอย่างดีจึงเลือกทำเช่นนั้น

            ขณะที่กำลังรู้สึกเป็นกังวล ซือน่งก็เดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง พร้อมกับบ่นพึมพำ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เมื่อหญิงสาวพบกับซูยีจึงกล่าวขึ้นว่า “นายท่าน ท่านว่าน่าประหลาดใจหรือไม่ ซือหยวนบังคับให้ผู้น้อยมาเชิญนายท่านไปลอบฟังฝ่าบาทที่ห้องทรงพระอักษร นางบอกว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้นายท่านสบายใจ ผู้น้อยไม่เห็นเข้าใจที่นางพูด นายท่านต้องการไปหรือไม่?” ขณะที่ซือน่งกำลังพูดอยู่นั้น ขันทีสองสามคนก็แบกเสลี่ยงเดินเข้ามา

            “ข้าจะไป” ซูยีไม่สามารถปิดบังความรู้สึกได้อีกต่อไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขารู้ดีว่าซือหยวนได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้แต่เกรงว่าเขาจะไม่เชื่อ ดังนั้นจึงให้ซือน่งพาเขาไปได้ยินด้วยหูของตนเอง ซูยีเห็นซือน่งทำหน้าสงสัยแต่ก็ไม่สอบถามอะไร ขันทีพาเข้าบนไปนั่งบนเสลี่ยงและแบกไปที่ห้องทรงพระอักษร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 77 ครั้ง

0 ความคิดเห็น