war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,755 Views

  • 395 Comments

  • 1,272 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,127

    Overall
    19,755

ตอนที่ 90 : บทที่ 92

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            คืนนั้นมีพายุพัดลงมาจากทางทิศเหนือ เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายจากฟากฟ้า นางกำนัลและขันทีในพระราชวังเริ่มกลับไปพักผ่อน ยกเว้นบางคนที่ต้องดูแลผู้เป็นนาย ห้องหับในพระราชวังที่เรียงรายซับซ้อนมีเพียงแสงไฟไม่กี่จุดที่ยังส่องสว่างอยู่ และไม่สดับสำเนียงใด ๆ ทั้งสิ้น ในเวลานี้ทุกคนในพระราชวังต่างก็นอนหลับอย่างมีความสุขบนเตียงนอนของพวกเขา

            หวางเอี๋ยนซูเฝ้ามองซูยีและคอยเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาที่หน้าผาก ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังอดทนต่อความเจ็บปวดมาหลายชั่วยามแล้ว แต่กลับไม่แสดงอาการใด ๆ

            “ซูซู ถ้าเจ้าเจ็บปวดก็ร้องออกมา ไม่จำเป็นต้องฝืนมันเพื่อข้า เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะไม่ขี้ขลาดอีกแล้ว เจ้าร้องออกมาเถอะ” เขากอดซูยี พยายามจัดท่าให้อีกฝ่ายได้อยู่ในท่วงท่าที่สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือของคนทั้งคู่กระหวัดรัดกันแน่นตลอดเวลา คนทั้งคู่ต่างก็แอบอิงซึ่งกันและกัน

            “ไม่...ไม่เป็นอะไร...ไม่ได้เจ็บปวด...ท่าน...อย่าเชื่อที่ซีเอ๋อร์บอก” ซูยีกัดฟันเพื่อระงับความเจ็บปวด พยายามฝืนยิ้มอย่างสุดความสามารถ แล้วบีบมือที่เกาะกุมกันไว้ “หวางเอี๋ยน ท่านรู้หรือไม่ว่าในตอนนี้...ข้าไม่ได้เจ็บปวด...ข้ากำลังคิดเรื่องอื่น...” ซูยียกมือที่ทั้งคู่ประสานกันขึ้นมาแล้วพูดว่า “ท่าน...เมื่อท่านเห็นแบบนี้...ท่านคิดว่าอย่างไร?”

            หวางเอี๋ยนซูยังคงเงียบงัน จวบจนเวลาไปสักระยะ ซูยีก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ท่านไม่รู้จริง ๆ หรือ...” ก่อนที่ซูยีจะพูดอะไรต่อ หวางเอี๋ยนซูก็จูบเบา ๆ ที่หน้าผากอีกฝ่ายแล้วพูดว่า “ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าคิดจะพูดอะไร ซูซู ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าพวกเราจะจับมือกันเช่นนี้ ชราไปด้วยกัน จนกว่าวันที่ความตายจะพรากเราจากกัน...” ก่อนที่จะกล่าวจบ น้ำตาก็ไหลหยดลงมาที่ริมฝีปากของซูยี หวางเอี๋ยนซูซุกใบหน้าที่ลำคอของซูยีแล้วพูดต่อ “ใช่...ใช่แล้ว ซูซู พวกเราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ จนพวกเราแก่เฒ่า ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า เราจะอยู่ด้วยกันจนผมเปลี่ยนสี”

            ความตั้งใจเดิมของซูยีนั้นก็เพื่อบรรเทาความเศร้าของหวางเอี๋ยนซู แต่ตอนนี้เขากลับทำให้หวางเอี๋ยนซูร้องไห้ ซูยีพยายามสะกดกลั้นน้ำตาของตนเองไม่ให้ไหลออกมาและพูดอย่างยิ้มแย้ม “ดูท่านสิ พูดจาหวานเลี่ยนเหลือเกิน พวกเราสองคนมากันไกลถึงเพียงนี้ คำพูดพวกนั้นย่อมไม่จำเป็นแล้ว” ซูยีหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วก็จูบแก้มของหวางเอี๋ยนซีและพูดนุ่มนวล “ตอนนี้หัวใจของข้ากับท่านก็เป็นดวงเดียวกัน ความปรารถนาของพวกเราย่อมต้องเป็นจริงแน่นอน”

            ซูยีที่มักจะเคร่งขรึมและเชื่อมั่นในตนเองเสมอมา  มักจะปากแข็งไม่ยอมพูดความจริง แม้ว่าครั้งนั้นที่ซูยีบอกต่อเขาเพราะคิดว่าตนเองใกล้ตายจึงยอมเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง หลังจากนั้นก็ไม่ยอมพูดอีกเลย แต่ในตอนนี้เมื่อได้ยินซูยีพูดจาหวานล้ำ หวางเอี๋ยนซูจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจกระชับร่างของซูยีเข้ามากอดแน่นขึ้นแล้วพึมพำ “หัวใจของเราสองคนเป็นดวงเดียวกัน ความปรารถนาของพวกเราย่อมต้องเป็นจริงแน่นอน”

            ซูยียกมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นปิดปากอีกฝ่าย แล้วยิ้มแย้ม “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ท่านต้องเข้าประชุมในท้องพระโรงตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ท่านรีบนอนเถิด ความเจ็บปวดของข้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คิดว่าสักพักก็คงจะหลับเช่นกัน”

            หวางเอี๋ยนซูกล่าวว่า “ข้าจะยกเลิกการประชุมวันพรุ่งนี้ ช่วงนี้ข้าต้องการอยู่กับเจ้า ไม่ต้องการจากเจ้าไปแม้แต่วินาทีเดียว...” เขาพูดยังไม่ทันจบ ซูยีก็ขัดขึ้นมาก่อน “ทำเช่นนี้ได้อย่างไร มิฉะนั้นสิ่งที่ซือหยวนเป็นกังวลจะกลายเป็นเรื่องจริง ท่านต้องการให้ข้าเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องงดการประชุมเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ ท่านอย่าได้พูดเช่นนี้อีก มิฉะนั้นข้าจะหนีกลับบ้านไปทำสวนทำไร่”

            หวางเอี๋ยนซูรีบรับคำแต่ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ “ซูซู เจ้ารับราชการตั้งแต่หนุ่ม และใช้เวลาตั้งแต่เด็กเพื่อการร่ำเรียนตำรับตำราและวิชาวรยุทธ์ เจ้ารู้หรือว่าการทำสวนทำไร่เขาทำกันอย่างไร” ซูยีได้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได้ “ถึงข้าจะไม่รู้วิธีการทำสวนทำไร่ แต่ข้ารู้วิธีการสอนคน ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเป็นครู”

            หวางเอี๋ยนซูพยักหน้า “นั่นจึงเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับเจ้า ดูจากที่เจ้าสามารถทำให้โจวเอ๋อร์เชื่อฟัง คาดว่ายังมีเด็กอีกมากมายที่ซุกซนเช่นเดียวกับเขาอยู่” หลังจากพูดจบก็มองหน้าซูยีที่มีสีหน้าอ่อนเพลีย เขาจึงสั่งให้คนมานำเทียนออกไปจากห้องเพื่อเตรียมตัวนอนหลับ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องโอบอุ้มร่างของคนทั้งคู่ที่นอนกอดกันอยู่

            เมื่อนึกถึงความเจ็บปวดของซูยี หวางเอี๋ยนซูก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ในช่วงระยะหลังมานี้ดูเหมือนหวางเอี๋ยนซูจะติดนิสัยที่มักจะตื่นเป็นระยะเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของซูยี ซูยีรู้ดีว่าหวางเอี๋ยนซูคงจะนอนไม่หลับและเกรงว่าจะไปประชุมในเช้าวันรุ่งขึ้นไม่ทันเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ซูยีจึงขบฟันแน่นระงับความเจ็บปวดแล้วแกล้งทำเป็นหลับ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของหวางเอี๋ยนซู เขาจึงลืมตาแล้วค่อย ๆ ดึงมือที่เกาะกุมกันออก แล้วเกี่ยวกระชากเนื้อที่ขาของตน สิ่งที่หวางเอี๋ยนซีพูดไว้เป็นความจริงทุกประการ ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์รุนแรงมาก แม้จะฉีกเนื้อของตนเองแล้ว ความเจ็บปวดก็ไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย แต่ซูยีก็ยังไม่กล้าส่งเสียงใดออกมาจากปาก

            ซูยีพยายามจัดการกับความเจ็บปวด แม้จะกัดริมฝีปากของตนจนเลือดไหลก็แทบไม่รู้สึก เขาหลับตาและหอบหายใจแต่พยายามที่จะไม่ทำให้เกิดเสียงดังลอดออกมา ทันใดนั้นริมฝีปากของเขาก็ถูกงัดขึ้นเบา ๆ และวัตถุที่นุ่มและยืดหยุ่นก็แทรกเข้าไปในปาก ด้วยความเจ็บปวดซูยีได้แต่กัดสิ่งนั้นโดยแรง พลันกลิ่นและรสของเลือดก็กระจายไปทั่วโพรงปาก เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นว่าหวางเอี๋ยนซูกำลังจ้องมองเขาอยู่อย่างอ่อนโยน และสิ่งที่ซูยีกัดนั้นที่แท้เป็นแขนของหวางเอี๋ยนซู หยดเลือดนั้นไหลช้า ๆ ลงมาตามแขน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

0 ความคิดเห็น