war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,658 Views

  • 392 Comments

  • 1,264 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,030

    Overall
    19,658

ตอนที่ 92 : บทที่ 94

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1616
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            อาจจะกล่าวได้ว่าซูยีนั้นไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะตัดสินใจ เขาต้องการที่จะไปด้วยและรับฟังรายงาน เพราะเขาอยู่ในฐานะแม่ทัพมาเป็นเวลาหลายปีและเข้าร่วมสมรภูมิมาหลายครั้ง อีกทั้งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ หากไปพร้อมกับหวางเอี๋ยนซู คนอื่น ๆ อาจจะเห็นว่าไม่เหมาะสม จึงทำให้เกิดความลังเล

            หวางเอี๋ยนซูสามารถคาดเดาความคิดของซูยีได้ จึงยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า “ซือน่ง ซือหยวน เจ้าทั้งสองคนช่วยเหลือซูซูให้ตามข้ามา” พูดจบก็เดินนำหน้าไป หญิงรับใช้ทั้งสองคนก็รีบประคองซูยีเดินตาม

            เหตุการณ์เป็นว่าประเทศเหยาหลิง ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ชายแดนทางทิศตะวันตกของจินเหลียวเห็นว่าประชาชนของจินเหลียวนั้นการค้ามั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองเพราะนโยบายการลดภาษีของหวางเอี๋ยนซู จึงลอบเข้าโจมตีสองสามเมืองแถบชายแดน เพื่อเข้าขโมยทรัพย์สินมีค่าจากประชาชน แต่ไม่ทันคาดคิดว่าหวางเอี๋ยนซูนั้นให้ความสำคัญต่อการป้องกันประเทศ แม้ว่าทหารที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนจะมีจำนวนไม่มากแต่ก็ล้วนเก่งกาจสามารถ เมื่อทหารของเหยาหลิงโจมตีล้มเหลว ก็กระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นและเมื่อคิดว่าประเทศของตนนั้นก็มีคนที่มีความสามารถด้านการต่อสู้อยู่เป็นจำนวนมาก เทียบกับจำนวนทหารที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนของจินเหลียว จึงตัดสินใจประกาศสงครามกับจินเหลียว ดังนั้นแม่ทัพที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนจึงส่งรองแม่ทัพมาขอกำลังเสริมจากเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน

            หวางเอี๋ยนซูรับฟังรายงานแล้วกล่าวว่า “เป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ และป่าเถื่อนยังกล้าท้าทายอำนาจกองกำลังทหารที่ยิ่งใหญ่ของข้า” แล้วหันไปทางซูยี “เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไร ที่จริงข้าก็คิดไว้ในใจแล้ว แต่อยากจะฟังความเห็นของเจ้าก่อน” แม้ว่าหวางเอี๋ยนซูจะไม่ได้ให้ซูยีได้เข้าร่วมประชุมในท้องพระโรง แต่ก็ให้มีส่วนในการอภิปรายออกความคิดเห็นในฐานะคนที่สนิทและไว้วางใจที่สุด

            ซูยีรู้ว่าหวางเอี๋ยนซูไว้ใจเขามาก ถ้าเขาเลี่ยงที่จะไม่ตอบก็ไม่สมควรกับความรักและความเคารพที่หวางเอี๋ยนซูมีต่อเขา ดังนั้นซูยีจึงตอบว่า “แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านจะมีขนาดเล็ก แต่เป็นพวกชนเผ่าที่นิยมการต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทกำลังทางทหารของพวกเขา ตอนที่ข้าประจำการอยู่ที่ชายแดนก็เคยได้ยินข่าวว่าพวกมันส่งทหารไปก่อกวนปล้นสะดมประชาชน แต่เพราะข้าต้องเตรียมกำลังทหารเพื่อป้องกันการบุกโจมตีจากจินเหลียวของท่านจึงไม่ได้ส่งกองกำลังใด ๆ ไปช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะรู้ว่ากองกำลังของข้าอยู่ใกล้กับพื้นที่จึงไม่กล้าที่จะเปิดการโจมตีเพราะกลัวว่าข้าจะส่งกองกำลังไปแก้แค้น ไม่คิดว่าสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้ ขณะนี้พวกนั้นได้ส่งกองทัพเพื่อเตรียมเข้าโจมตีเรา ดังนั้นข้าจึงคิดว่าควรจะส่งผู้บัญชาการทางทหารที่มียศตำแหน่งและความสามารถสูงเพื่อโจมตีในคราวเดียวให้ราบคาบเพื่อให้หลาบจำ มิฉะนั้นกองทหารของเหยาหลิงที่ชมชอบความรุนแรงและการปล้นสะดมก็จะเป็นหอกข้างแคร่ของเราเช่นนี้ต่อไป”

            หลังจากกล่าวจบ ซูยีก็เห็นหวางเอี๋ยนซูพยักหน้า “ข้าเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน” ซูยีถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “น่าเสียดายที่หยูคังฆ่าตัวตายไปแล้ว มิเช่นนั้นงานนี้นับว่าเหมาะสมกับเขาที่สุด”

            หวางเอี๋ยนซูหัวเราะแล้วพูดว่า “ซูซู เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่านอกจากหยูคังแล้ว จินเหลียวของเราไม่มีผู้นำทางการทหารที่มีความสามารถในการรบอีกเลยหรือ เจ้าอย่าลืมว่าพวกเราชาวจินเหลียวนั้นก็เป็นชนเผ่านักสู้ที่เติบโตบนหลังม้า” พูดจบก็ยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไปกอดซูยี “พวกเรากลับไปพักผ่อนกัน ข้ามีชื่อคนผู้นั้นในใจแล้วและประกาศในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้”

            ซูยีทำท่าจะคัดค้าน บอกว่าในช่วงเวลาเช่นนี้เขาไม่สามารถจะหลับตาลงได้ แต่หวางเอี๋ยนซูกลับยิ้มแย้มอย่างมีความสุขราวกับไม่เคยได้ยินเรื่องสงครามนี้มาก่อน เขาอุ้มซูยีขึ้นแล้วเดินกลับไปยังตำหนักมโนรมย์ ตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะมีแสงแรกของดวงอาทิตย์ปรากฏ บนทางเดินในพระราชวังก็เริ่มมีนางกำนัลและขันทีจำนวนมากเดินปฏิบัติหน้าที่กันอย่างคึกคัก สายตาของทุกคนที่จ้องมองมาทำให้ซูยีรู้สึกอับอายอยู่ไม่ใช่น้อย แต่แถวนี้ก็ไม่มีหลุมให้เขามุดลงไปซ่อนตัวได้

            เมื่อกลับมาถึงตำหนักมโนรมย์ ซูยีก็แทบลืมความเจ็บปวดในขาของตน แต่กลับแค้นเคืองหวางเอี๋ยนซูที่ “ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศ และประมาทเลินเล่อโดยประเมินความสามารถของศัตรูต่ำเกินไป” แม้ว่าหวางเอี๋ยนซูจะรู้สึกว่าตนเองถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม แต่เพราะรู้ว่าอาการเจ็บปวดที่ขาของซูยียังคงมีอยู่ จึงได้แต่เงียบเสียงไม่โต้แย้ง ในใจคิดว่าตราบใดที่ทำให้ซูยีลืมความเจ็บปวดที่ขาไปได้ ไม่ว่าจะต้องถูกลงโทษอย่างไรก็คุ้มค่า

            ในช่วงสองสามวันมานี้ หวางเอี๋ยนซีมารักษาซูยีทุกวัน ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดจะลดน้อยลงทุกวัน ในวันที่สิบหลังจากที่หวางเอี๋ยนซีตรวจสอบอาการแล้วใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งแรก เขายืนขึ้นและบอกกับซูยีว่า “จากที่ข้าเห็น ขาของท่านหายดีแล้ว จากวันนี้ก็ให้เริ่มฝึกหัดเดิน คาดว่าสักสองสามวันท่านก็น่าจะเดินได้เป็นปกติ  เหมือนตอนที่เป็นแม่ทัพที่ประสบชัยชนะและเป็นเจ้าแห่งสมรภูมิรบ”

            ซูยีหัวเราะอย่างขมขื่น “ท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว ไม่เคยได้ยินหรือเช่นไรว่า เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตก็จมอยู่ในครัว นี่เป็นถึงประตูวังหลวง วันคืนที่เคยอยู่ในสนามรบกลายเป็นความหลังไปแล้ว ข้าไม่กล้าที่จะคิดถึงเรื่องที่จะกลับไปสู่สมรภูมิอีก”

            หวางเอี๋ยนซีเห็นซูยีมีสีหน้าเศร้าหมองจึงได้แต่โทษตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด “ข้าแทบไม่เชื่อว่าท่านสามารถทนทานต่อความเจ็บปวดนี้ได้ เมื่อสองสามวันก่อนข้าได้ยินมาว่ามีข้าศึกมาโจมตีชายแดน ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร”

            ซูยีส่ายศีรษะ “ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน หวางเอี๋ยนซูแม้จะมีกลยุทธ์การศึกสงครามที่ดีแต่ก็ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องชัยชนะ เมื่อข้าถามเขาถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงไปพูดเรื่องอื่น พอข้าโมโห เขาก็ได้แต่บอกว่ากำลังต่อสู้ พวกเขากำลังต่อสู้ ข้าไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไร  ถ้าข้าถามมากเกินไปก็จะถูกคนอื่นมองว่าก้าวก่ายการบริหารงานแผ่นดิน แต่ถ้าไม่ถามก็ไม่ได้...”

            ก่อนที่ซูยีจะกล่าวจบ หวางเอี๋ยนซีก็หัวเราะ “หัวใจของท่านมักจะเป็นกังวลอยู่เสมอ ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องที่จะมีคนคิดว่าท่านแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะครอบครัวขององค์จักรพรรดิ์ก็ไม่แตกต่างจากครอบครัวของคนทั่วไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้ท่านเข้าร่วมประชุมในท้องพระโรงแต่เขาก็เคารพท่านมาก”

            ขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่ หวางเอี๋ยนซูก็เดินเข้ามาในห้อง หวางเอี๋ยนซีรู้ว่าพี่ชายของตนนั้นต้องการอะไร จึงรีบยืนขึ้นและเตรียมตัวกลับ “ข้าขอกลับก่อน เพราะมีเรื่องที่ต้องทำ ท่านต้องฝึกหัดเดินแต่อย่าหักโหม ให้เดินสายกลางจะดีที่สุด” พูดจบก็เดินจากไป ทิ้งให้หวางเอี๋ยนซูเดินเข้าไปกอดซูยีด้วยอาการใจลอย ใบหน้าที่เคร่งขรึมของหวางเอี๋ยนซูทำให้ซูยีรู้สึกงุนงงสงสัยมากขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

0 ความคิดเห็น