THE MUTED BOY [YAOI]

ตอนที่ 10 : CHAPTER 9 - THE MISSION - (3rd re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 364
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ก.ย. 62

CHAPTER 9 – THE MISSION –

 

                    “บ้าเอ๊ย!! ก็ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่รึไงว่าหลับไปแล้ว!!

                    คริสโตเฟอร์ตบโต๊ะดังลั่นด้วยความเหลืออดกับการดื้อดึงถามเหตุผลของคู่หมั้นที่ตอนนี้ก็เดือดดาลไม่แพ้กัน “จะเอาอะไรกับฉันนักหนา ชิโรคาวะ!?

                    “ถ้าพี่คริสบอกว่าหลับไปแล้ว แล้วทำไมถึงมีเสียงพี่กับเด็กนั่น ฮึ้ย!!” ชิโรคาวะหวีดเสียงแหลมเข้าสู้กับเขาท่ามกลางการห้ามของบรรดาลูกน้องทั้งสองฝ่าย

                    เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่โทรศัพท์มือถือของคริสโตเฟอร์ถูกโยนลงพื้นทิ้งเอาไว้ให้นอนนิ่งอยู่กับพื้น ไม่ว่าสายของเจ้าหล่อนจะเข้ามามากขนาดไหน คริสโตเฟอร์ก็ไม่คิดจะรับมัน ปล่อยให้นอนดิ้นพร่านอยู่บนพรมเก็บเสียงนั้น แต่ก็สบจังหวะกับที่มิโกโตะมาหยิบมันขึ้นพอดี เขากดรับสาย หวังจะให้ร่างสูงมารับ แต่กลับกัน ชายหนุ่มกลับคว้าเอาร่างบางนั้นเข้าสู่ท่วงทำนองแห่งเพลิงรักฉบับใหม่อย่างทันควัน

                    และแน่นอน เสียงทั้งหมดถูกส่งผ่านไปถึงต้นสายครบตั้งแต่ต้นยันจบ

                    “ทั้งคู่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ” ชุนไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ออกปากห้ามปรามทั้งสองที่หวิดจะวางมวยกันอยู่แล้ว ในใจก็นึกถึงความสงบริมชายหาดแก้เครียด

                    “ถ้าเป็นนาย นายจะใจเย็นได้เหรอ!?” ชิโรคาวะตะคอกเสียงแหลมสูง ทำเอาทุกคนอยากปิดหูแล้วรีบๆ ออกไปจากห้องประชุมนี้เสีย คริสโตเฟอร์ที่เพิ่งนั่งลงได้ถึงกับดีดตัวยืนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเหลืออดเต็มทน “คู่หมั้นของนายมีคนอื่น แถมยังมีอะไรกับเพศเดียวกันอีก นายจะรู้สึกยังไง”

                    คิ้วที่ขมวดจนจะเป็นปมข่มขวัญของอีกฝ่ายได้ดี แต่ไม่ใช่กับชิโรคาวะ คู่หมั้นจอมหัวรั้นของเขา

                    “เธอเองไม่เคยคิดอยากแต่งงานกับฉันอยู่แล้ว เธอจะมาเดือดร้อนอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ล่ะ”

                    เมื่อดูท่าสถานการณ์จะไม่ดี คางุยะ เพื่อนสนิทและลูกน้องของชิโรคาวะก็ส่งสัญญาณให้กับเพื่อนร่วมห้องประชุมก่อนหันมาแตะข้อมือบางของหัวหน้างานเบาๆ

                    “เรารีบคุยเรื่องของริวเซย์ก่อนดีกว่านะ เสียเวลามามากแล้ว”

                    ชิโรคาวะค้อนร่างสูงผู้เป็นคู่หมั้นด้วยอารมณ์เสียสุดๆ ความจริงเธออยากจะตบเขาเสียฉาดหนึ่งแต่ด้วยความที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วย คงไม่ดีแน่ถ้าลงไม้ลงมือไป เจ้าหล่อนกระแทกส้นเข็มเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน หยิบซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ไปโยนลงตรงหน้าคริสโตเฟอร์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะทำงานของตัวเอง

                    คริสโตเฟอร์ยื่นมือมาหยิบซองนั้นเปิดออกอ่าน มันเป็นสำเนาลายมือที่จดบันทึกเทปไฟล์เสียงการสอบปากคำและถามข้อมูลต่างๆ จากพนักงานภายในศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนามนุษย์นับ 500 คนในตำแหน่งต่างๆ  ตั้งแต่แม่บ้านไปยันนักวิจัย เขาอ่านปาดอย่างรวดเร็วและวางเอกสารปึกนั้นลงบนโต๊ะตามเดิม

                    “ริวเซย์เป็นคนทำมา ถ้าไม่พอใจอะไรก็ไปโวยหมอนั่นเองก็แล้วกัน” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองพิเศษเบ้ปากพูด  สายตาเธอก็จิกกัดคู่หมั้นไปพลางๆ “ว่ามา ริวเซย์”

                    “ครับ” ชายหนุ่มวัยเกือบสามสิบลุกขึ้นหลังจากเงียบมาตั้งแต่เริ่มการประชุม “พนักงานภายในศูนย์วิจัยฯ 415 คน รวมอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เมื่อสิบปีก่อนทุกคนเท่าที่ผมจะสามารถไปตรวจสอบได้ บางคนให้การว่าไม่รู้จักศาสตราจารย์อาซาอิ บ้างก็จำไม่ค่อยได้” ชายหนุ่มพักหายใจก่อนจะยื่นเอกสารมาให้ “แต่ก็มีบางส่วนที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน”

                    “หือ? แม่บ้านที่เกษียณอายุไปแล้วเมื่อห้าปีที่แล้วเหรอ” รองหัวหน้าทีม 13 อาคามากิ ยูสึเกะถามขึ้นมาเมื่ออ่านข้อความภายในเอกสารนั้น

                    “แม่บ้านคนนี้เป็นพนักงานกะดึก ทำความสะอาดบริเวณล็อบบี้ของชั้นสองด้านหน่วยพัฒนาการจักรกลและอาวุธสังหารครับ จากการสอบถามได้ความว่า วันก่อนที่จะมีการเปิดหน่วยพัฒนาจักรกลและมนุษย์สังหาร เธอได้รับการไหว้วานจากหน่วยพัฒนาอาวุธสังหารฯ ให้ไปตามศาสตราจารย์อาซาอิเข้าประชุม”

                    “แล้วเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” จุนอิจิที่นั่งเก้าอี้วีลล์แชร์อยู่ทางริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่หันมาถามหลังจากนั่งฟังอยู่นาน สองมือก็ลูบไล้เส้นผมละเอียดของเด็กหนุ่มพยานปากเอกซึ่งนอนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องอยู่ใกล้ๆ

                    “เธอพบว่า ศาสตราจารย์อาซาอิกับศาสตราจารย์โรบอตโต้กำลังมีปากเสียงกันอยู่” ริวเซย์รอจังหวะให้ไม่มีใครพูดอะไร เขาจึงเริ่มพูดต่อ “แต่ทันทีที่ทั้งคู่เห็นเธอคนนั้น สองคนก็รีบแยกตัวออกมา นอกจากนี้เธอยังบอกอีกด้วยว่าเห็น ศาสตราจารย์อาซาอิกับศาสตราจารย์โรบอตโต้ออกไปดื่มฉลองด้วยกัน หลังจากนั้น”

                    ริวเซย์หันไปสบตากับผู้ร่วมประชุมที่มีความรู้สึกเดียวกัน คือ มันทะแม่งๆ ชอบกล

                    “หืม” คริสโตเฟอร์ส่งเสียงในลำคอท่าทางครุ่นคิด เขาเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง “นายบอกว่า มีปากเสียงกันแต่กลับออกไปฉลองด้วยกัน เหรอ”

                    “ครับ”

                    มันจะแปลกเกินไปแล้ว ฉลองกันทั้งๆ ที่มีเรื่องขัดแย้งกันเนี่ยนะ

                    คริสโตเฟอร์นั่งเงียบอยู่นาน นั่นทำให้ทุกคนพลอยนิ่งเงียบตามไปด้วย พวกเขารู้ว่าท่าทางแบบนั้นมันหมายถึงอะไร ทุกครั้งที่คริสโตเฟอร์ทิ้งเสียง “หืม” ลากยาวลงท้ายแล้วเงียบไปนั้น ความที่มีเหตุผลมักจะตามมาเสมอ

                    แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เขากลับนึกถึงอย่างอื่นขึ้นมา

                    ทำไมตอนนี้ฉันถึงนึกถึงเจ้าเด็กตาสีน้ำเงินคนนั้นได้วะ

                    ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟายาว ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามาเมื่อคืนอย่างชั่งใจว่าจะโทรกลับไปดีรึไม่ เขาได้แต่ถอนหายใจยาวยืด

                    มันเป็นเมซเซจจากเบอร์ที่ไม่รู้จักซึ่งลงท้ายข้อความด้วยชื่อ อาซาอิ มิยูกิ ภรรยาของผู้ตาย (ซึ่งก็คือศาสตราจารย์อาซาอิ คัตสึยะ) ข้อความสั้นๆ ที่ทิ้งเบอร์โทรศัพท์สายภายในให้ติดต่อกลับพร้อมแจ้งสาเหตุที่ส่งเมซเซจนี้มาก่อกวนจิตใจของเขาเหลือเกิน

                    คริสโตเฟอร์ถอนหายใจพลางกดเบอร์ตามที่ศาสตราจารย์มิยูกิได้ทิ้งเอาไว้ให้ รอสัญญาณอยู่ประมาณสี่ห้าสัญญาณ และมันก็ได้รับการตอบรับ

                    “สวัสดีครับ ผม คริสโตเฟอร์ แคมป์เบลล์ สังกัดทีม 13 หน่วยปราบปรามคดีพิเศษครับ ไม่ทราบว่าทางนั้นคือศาสตราจารย์อาซาอิ มิยูกิรึเปล่าครับ”

                    “ใช่ค่ะ” ปลายสายตอบรับเสียงน้ำเสียงสุภาพ “ดิฉันทราบข่าวจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ว่าคุณมาติดต่อ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องด่วนอะไรหรือคะ”

                    “มีครับ” เขากล่าวเรียบๆ ก่อนพยายามจะฟังเสียงปลายสายว่ามีอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่ “ผมจำได้จากเทปคำให้การของคุณว่าคุณกับสามีมีลูกด้วยกันสองคนที่ตอนนี้อยู่ในการดูแลของหน่วยพัฒนาจักรกลและมนุษย์สังหาร” เขาหันไปมองเด็กหนุ่มร่างบางที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ จุนอิจิ “ลูกชายของคุณที่ชื่อมิโกโตะ ตอนนี้แกอยู่ในการดูแลของพวกเราครับ”

                    น้ำเสียงปลายสายดูจะออกอาการประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของมิโกโตะ แต่คริสโตเฟอร์ไม่รอช้า รีบถามคำถามต่ออย่างรวดเร็ว

                    “ลูกชายของคุณคนนี้ เป็นลูกคนโตหรือคนเล็กครับ”

                    “แกเป็นลูกคนเล็กค่ะ”

                    น้ำเสียงปลายสายออกอาการตื่นเต้นเล็กน้อย ราวกับอยากจะมาหาลูกชายของเธอเสียเดี๋ยวนี้เลย นั่นทำให้ร่างสูงเผลอยิ้มออกมา เธอคนนี้ทำให้เขานึกถึงแม่ แม่ที่แสนดีและแม่ที่รีบจากเขาไปโดยไม่ทันให้เขาตั้งตัว แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกเศร้าจับใจเช่นกันที่แม่แบบนี้ต้องพรากจากลูกชายไปตั้งแต่เพิ่งคลอดเสร็จ เธอคงทำใจนานไม่น้อยเลยทีเดียว

                    “ไม่ทราบว่าฉันขอพบแกได้ไหมคะ”

                    คำถามนั้นทำให้คริสโตเฟอร์ตื่นจากภวังค์ “เห็นจะยังไม่ได้หรอกครับ แกเป็นพยานปากเอกของคดีนี้ แต่ถ้าเป็นหลังปิดคดีแล้วก็ไม่มีปัญหาครับ” เขาได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ จากคู่สนทนาทางปลายสาย มันเป็นเสียงแห่งความยินดีที่พลอยทำให้หัวใจเขาพองโต “ผมขอถามอีกข้อได้ไหมครับ”

                    “ยินดีค่ะ ไม่ทราบว่าจะถามอะไรหรือคะ”

                    “ลูกชายคนโตของคุณ แกชื่ออะไรหรือครับ”

                    มาซาโตะ ค่ะ”

                    “มาซาโตะหรือครับ”

                    “ค่ะ อาซาอิ มาซาโตะ ค่ะ”

                    คริสโตเฟอร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง บันทึกข้อมูลทุกอย่างที่เธอว่าเอาไว้ในหัว คิดทบทวนมันอย่างคร่าวๆ และเอ่ยปากขอบคุณ

                    อาซาอิ มาซาโตะ อย่างนั้นรึ?

                    ชายหนุ่มกดตัดสายจากศาสตราจารย์อาซาอิ มิยูกิและหันกลับมา เดินตรงเข้าไปแตะข้างแก้มนุ่มมือของร่างบางที่ยังคงนอนหลับหนุนตักของจุนอิจิ ลูกทีมของเขา คริสโตเฟอร์ถอนหายใจยาวและเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหันหลับมามองริวเซย์อีกครั้ง

                    “นายรู้จัก อาซาอิ มาซาโตะ ไหม” เขาพูดขึ้นมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ มิโกโตะที่หลับสนิทอยู่ตามเดิม “มีใครที่นั่นพูดถึงชื่อชื่อนี้บ้างรึเปล่า”

                    “หมายถึง ตัวอย่างทดลองในโครงการมนุษย์สังหาร ใช่ไหมครับ” ริวเซย์ยกขาขึ้นพาดโต๊ะกาแฟที่ใช้เป็นที่ประชุม (เนื่องจากชิโรคาวะเตรียมสถานที่ไม่ทันและเธออยู่ในภาวะโมโหจัดนั่นเอง) “ผมเคยพบอาซาอิ มาซาโตะครั้งหนึ่งครับ” เขาปรับน้ำเสียงให้ดูเรียบที่สุด ข่มความกลัวที่ยังฝังใจเขาอยู่เอาไว้เพื่อรักษาภาพพจน์ของลูกทีมที่ดี “เด็กคนนั้นดูท่าทางน่ากลัวมาก อายุราวๆ 20 ปีเห็นจะได้”

                    “แล้ว...”

                    “ผมไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่เลย ข้อมูลทั้งหมดของเด็กคนนี้ผมส่งให้นิมุระคุง แผนกข่าวกรองเรียบร้อยแล้วครับ”

                    “ชุน ฝากจัดการให้หน่อยนะ”

                    คริสโตเฟอร์หันไปออกคำสั่งกับลูกทีมคนสนิทก่อนใช้ฝ่ามือแตะเข้าที่บ่าของเด็กหนุ่มคนนั้น “มิโกโตะ ตื่นได้แล้ว” ว่าแล้วก็ออกแรงเขย่าเบาๆ เพื่อปลุกเจ้าหนุ่มขี้เซาคนนี้

                    มิโกโตะหยีตาคู่กลมโตน้อยๆ ยกมือคู่บางขยี้แก้งัวเงีย เขาหาวหวอดก่อนจะคว้าเอาแขนร่างสูงมาโอบกอดเอาไว้พาดคอแทนหมอน แก้มนุ่มๆ อุ่นๆ แนบเข้ากับกล้ามสวยของคริสโตเฟอร์ ทำเอาเขาอดถอนใจในความไร้เดียงสาและน่าเอ็นดูนี้ไม่ได้ แต่กลับกัน คู่หมั้นคนสวยกลับนั่งย่นหน้าเซ็งอย่างไม่เคยได้ทำมาก่อนในชีวิต

                    ได้ทียูสึเกะ รองหัวหน้าทีมออกปากเย้าแหย่ยั่วโมโห “เธอแพ้แล้ว ชี่จัง~” น้ำเสียงล้อเลียนความพ่ายแพ้อันน่าอดสูของหัวหน้าหน่วยยามาชิตะ ชิโรคาวะ ผู้ที่ได้ชื่อว่าสาวมั่นเต็มร้อย ทำเอาเธอแทบระงับอารมณ์อยากเตะเสยคางเอาไว้ไม่อยู่ “โดนทิ้งซะแล้ว”

                    เมื่อพูดอะไรเถียงความจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ ชิโรคาวะก็เลยค้อน ส่งเสียง “ฮึ !” ออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะจิกคอเสื้อเด็กหนุ่มร่างบางจ้อยขึ้นมาให้นั่งดีๆ

                    เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงทันทีที่ร่างของเขาหล่นตุบลงกับเบาะโซฟายาว ดวงตากลมโตสีฟ้าจางเบิกกว้าง มองตรงมาที่เธออย่างแปลกใจ ใบหน้าโครงเรียวสวยราวกับนางฟ้าหลงลงมาโลกมนุษย์ยังทำเธอเผลอคิดว่าสวยขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งมองลงที่ไหปลาร้าได้รูปกับผิวเนียนนุ่มนั่น ยิ่งทำให้เธออยากยอมแพ้เต็มที

                    ชิโรคาวะปัดมือของคริสโตเฟอร์ที่ตรงเข้ามาจะแย่งเจ้าหนูนั่น เธอนั่งลงตรงข้ามด้วยความเหนื่อยใจ เธอรู้ว่าไม่มีทางชนะเด็กคนนี้ได้เห็นๆ ทั้งว่าง่าย ทั้งน่ารัก ผิดกับเธออย่างหน้ามือกับฝ่าเท้า เธอรู้ว่ามิโกโตะเหมาะที่จะอยู่ข้างๆ คริสโตเฟอร์ แต่ยังไงก็ยอมรับไม่ได้อยู่ดีที่ตนแพ้แม้กระทั่งผู้ชาย

                    นั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชุนเปิดประตูกลับเข้ามาพร้อมมือด้วยซองเอกสารสีน้ำตาลจากกระดาษรีไซเคิล เขาตรงเข้ามายื่นซองนั้นให้คริสโตเฟอร์ที่ยืนรออยู่แล้ว

                    ภายในซองนั้นเป็นเอกสารสำเนาข้อมูลของมนุษย์สังหาร รหัส A - 134 หรือก็คือ อาซาอิ มาซาโตะ มีข้อมูลว่าอายุ 20 ปี ส่วนสูง 176 เซนติเมตร น้ำหนักขณะนั้น 60 กิโลกรัม และผลการทดลองตลอด 18 ปีที่บันทึกด้วยลายมือหวัดๆ ลงชื่อ Prof. Alex P. Roberto หัวหน้าหน่วยพัฒนาจักรกลและมนุษย์สังหาร ซึ่งมันต่างจากสำเนาเอกสารข้อมูลของมิโกโตะที่ศาสตราจารย์โรบอตโต้เคยให้เขาดูตรงที่ผลการทดลองนั้นเป็นลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อยของศาสตราจารย์อาซาอิ ผู้ตาย

                    หมายความว่า เด็กคนที่เข้ามาทำร้ายมิโกโตะก็คือมาซาโตะ

                 แต่... เดี๋ยว !

                 ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พี่ชายจะฆ่าน้องชายตัวเอง น่ะสิ !?

                    ร่างสูงทบทวนทุกอย่างที่เขาเคยได้อ่านได้รับฟังมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขารับคดีนี้เข้ามาในความรับผิดชอบของทีม 13 จิกซอว์ทุกชิ้นเริ่มประกอบกันเข้าเป็นรูปร่างมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่เป็นเหมือนกาวสมานเรื่องราวให้ประติดประต่อกันได้

                    แล้วทำไมมาซาโตะถึงบอกว่ามิโกโตะเป็นคนฆ่าศาสตราจารย์อาซาอิ ทั้งๆ ที่เป็นน้องชายของตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่ลูกชายจะฆ่าพ่อ โดยเฉพาะเด็กไร้เดียงสาแบบนี้

                 เขานิ่งเงียบ ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างนานกว่านาที ก่อนจะหันกลับมาควานหาอะไรบางอย่างในสำเนาเอกสารอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็เจออะไรที่น่าสนใจเสียด้วย

                    ทำไมมาซาโตะออกมาจากศูนย์วิจัยฯ ได้ ทั้งๆที่อยู่ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์โรบอตโต้

                 หรือว่า... !!!

                 ยังไม่ทันที่ข้อสันนิษฐานของคริสโตเฟอร์จะจบกระบวนความ คางุยะก็ลุกขึ้นยืนทำหน้าเคร่งเครียดใส่ทั้งห้องประชุม เหมือนจะบอกว่า “ฟังฉันหน่อยสิ” ชิโรคาวะเห็นแบบนั้นก็พยักหน้าอนุญาตให้เธอได้พูด

                    “ชี่จัง ฉันว่าบอกเรื่องนี้กับมิโกโตะคุงเถอะจ้ะ ไม่ว่ายังไงแผนการนี้เราก็ต้องใช้เขานะ”

                    คริสโตเฟอร์ ยูสึเกะ ชุน และจุนอิจิหันมามองคางุยะเป็นตาเดียวโดยไม่ได้นัดหมาย ความสงสัยประเดประดังเข้ามาเหมือนน้ำหลากลงจากภูเขา และทำให้พวกเขาเงียบเสียงลงจนเหมือนว่าในห้องนี้ไม่มีใครอยู่เลย มิโกโตะเองก็เช่นกัน เขามองสองสาวด้วยความแปลกใจที่จู่ๆ ตนไปอยู่ในแผนโดยไม่เคยได้รู้เห็นมาก่อน

                    ชิโรคาวะเม้มปากแน่น ถอนหายใจ และพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อนของเธอ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า “เพื่อผลประโยชน์ของคดี อาซาอิ มิโกโตะ” เธอหันมามองเด็กหนุ่มตากลมโตคนนี้อย่างหนักใจ “กลับเข้าไปในศูนย์วิจัยฯ ตามเดิมได้ไหม

                    สิ้นเสียงคำร้องของหัวหน้าหน่วยข่าวกรองพิเศษ เด็กหนุ่มร่างบางก็นิ่งอึ้งไป นัยน์ตาสีฟ้าจางของเขาเบิกกว้างขึ้น กว้างขึ้นและกว้างขึ้นจนสังเกตเห็นได้ ปลายนิ้วเริ่มเย็นเฉียบสั่นริกๆ อยู่บนหน้าตัก รอยยิ้มที่เคยเปื้อนหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นถูกความหวาดหวั่นเข้าควบคุม สีหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากริมฝีปากของเขา เด็กหนุ่มผู้เคยร่าเริงกลับเงียบสนิทไม่แม้แต่ขยับตัว

                    ชุนและจุนอิจิเห็นสภาพการเปลี่ยนไปซึ่งเป็นผลตอบสนองของเด็กหนุ่มต่อคำขอร้องของชิโรคาวะ แต่พวกเขาที่ไม่มีสิทธิมีเสียงไปเถียงระดับหัวหน้าก็ได้แค่ส่งสายตาคัดค้านไปยังรองหัวหน้าและหัวหน้าของตัวเอง รองหัวหน้ายูสึเกะเองก็เม้มปากอย่างเสียไม่ได้ เขาเองก็ไม่มีสิทธิไปพูดเหมือนกัน

                    ทุกอย่างเป็นไปตามการตัดสินใจของหัวหน้าทีม 13 อย่างคริสโตเฟอร์ แคมป์เบลล์เท่านั้น

                    คริสโตเฟอร์ที่ยืนพิงเสาอยู่ริมห้องของหัวหน้าหน่วยยามาชิตะ ชิโรคาวะ สังเกตเห็นท่าทางผิดปกตินั้นเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันได้อีกส่วนหนึ่งว่า...

                    ทุกอย่าง... มีคนในศูนย์วิจัยฯ เป็นเบื้องหลัง สินะ

                    ร่างสูงถอนหายใจยาวลากความหงุดหงิดออกไปจากหัว ก่อนหลับตาหลบสายตาอ้อนวอนของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามที่เพ่งตรงเข้ามาปะทะความกังวลเดียวกันในจิตใจของเขา

                    ใช่! เขาไม่อยากปล่อยมิโกโตะไปจากเขาอีกแล้ว

                    “น้ำหนักของเหตุผลที่ฉันต้องยอมตามยังอ่อนไป”

                    คำตอบของคริสโตเฟอร์ถูกเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเกินอธิบาย รอยย่นระหว่างคิ้วปรากฏขึ้นชัดเจน ฝ่ายลูกทีมของหน่วยข่าวกรองพิเศษ เมื่อได้รับการปฏิเสธก็พลันลอบกลืนน้ำลายลงคอตามๆ กันด้วยความหวั่นเกรงอำนาจของอีกฝ่าย แต่สำหรับหัวหน้าหน่วย ยามาชิตะ ชิโรคาวะ คู่หมั้นปากร้ายและเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งแล้วนั้นกลับรู้สึกตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง

                    “ในแง่ของชี่จัง หรือว่าในแง่ของพี่คริสกันแน่คะ ที่ว่าอ่อนไป” เธอสวนกลับขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเข้มยิ่งกว่าครั้งไหน ขาเรียวยกขึ้นพาดไขว่ห้างบนโต๊ะกาแฟด้วยท่าทีมั่นใจ “ชี่จังรู้นะคะว่าพี่คริสไม่อยากแยกจากเจ้าเปี๊ยกนี่ แต่...” เธอหยุดเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ก่อนพูดต่อออกมาอย่างหนักแน่น “ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ชี่จังอยากให้พี่คริสทบทวนให้ดีก่อนว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐ”

                    เจอคำค้านแบบนั้น หัวหน้าทีมถึงกับสะอึก ใบหน้าคมตอนนี้ขมวดคิ้วจนพาลทำเอาลูกทีมเครียดตามไปด้วย และนั่นทำให้ความอดทนอดกลั้นของชุนหมดลง

                    “เดี๋ยวก่อนสิ! ถึงจะพูดแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าการให้มิโกโตะกลับเข้าไปจะเป็นประโยชน์กับคดีเสียหน่อย” ชุนตีหน้าเครียดตามหัวหน้าไปด้วยอีกคน “และที่สำคัญ... การให้พยานปากเอกเข้าไปทำอะไรแบบนั้นมันอันตรายเกินไป ในฐานะของผู้รับผิดชอบคดี ผมขอคัดค้าน!

                    “ผมก็ขอคัดค้านด้วยเหมือนกันครับ หัวหน้าคริส หัวหน้าหน่วยยามาชิตะ” จุนอิจิประกาศตัวอีกคน

                    “ไม่หรอก... มันเป็นการเสี่ยงที่ใช้ได้พอตัวเลยล่ะ ชุนจัง จุนจัง” ผิดคาดที่รองหัวหน้าออกความเห็นเหมือนเข้ากับฟากของชิโรคาวะเสียอย่างนั้น “พวกนายมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ลองนึกดูดีๆสิ” เจ้าของใบหน้าสวยถอนหายใจยาวก่อนเริ่มอธิบายต่อ “พวกนายรู้แล้วใช่ไหมว่ามาซาโตะ คนที่มาไล่ฆ่ามิโกโตะ คือพี่ชายของมิโกโตะเอง”

                    “ครับ”

                    “แล้วพวกนายก็รู้ใช่ไหมว่ามาซาโตะเป็นหนึ่งในตัวอย่างทดลองโครงการมนุษย์สังหาร ภายใต้การควบคุมดูแลของศาสตราจารย์โรบอตโต้”

                    “อันนั้นก็ทราบเหมือนกันครับ”

                    “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอถามพวกนาย...” ยูสึเกะสรุปประเด็นในที่สุด “ในเมื่อมาซาโตะเป็นตัวอย่างในการทดลองแล้ว มาซาโตะออกมาจากศูนย์วิจัยฯ ได้ยังไงกัน”

                    เจอคำถามย้อนกลับมาแบบนี้ สองลูกทีมก็เบิกตาออกกว้างด้วยความตกใจ คำตอบของความสงสัยในหัวพลันปรากฏขึ้น ทั้งคู่หันมามองทั้งคริสโตเฟอร์และชิโรคาวะเพื่อขอคำยืนยัน

                    “มีความเป็นไปได้สูงที่คนในศูนย์วิจัยฯ จะมีส่วนเกี่ยวข้อง” ริวเซย์ สมาชิกหน่วยข่าวกรองพิเศษสนับสนุนการตัดสินใจของหัวหน้าตน “ดังนั้นการส่งมิโกโตะเข้าไปภายในศูนย์วิจัยฯ ย่อมทำให้ฆาตกรที่แท้จริงต้องเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน”

                    ไม่ต้องมาย้ำซ้ำเติมหรอกน่า! ฉันรู้ดีว่าการทำแบบนี้มันดีต่อรูปคดีที่หยุดนิ่งมากกว่าเจ็ดปี แต่ยังไงก็เถอะ... ถ้าปล่อยมิโกโตะเข้าไป มันไม่อันตรายเกินไปหรือไง!?

                    ความคิดประท้วงดังกึกก้องอยู่ในห้องของเขา คริสโตเฟอร์ลอบกัดฟันกรอดขณะที่พยายามซ่อนความขุ่นเคืองใจจากบุคคลรอบข้าง แต่ถึงพยายามเท่าไรก็ปิดบังเพื่อนร่วมทีมทั้งสามคนไม่ได้อยู่ดี พวกเขาทั้งสามเม้มปากแน่นราวกับอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ด้วยอำนาจตัดสินใจเป็นของหัวหน้าทีม พวกเขาจึงได้แต่ภาวนาว่าหัวหน้าทีมคนนี้จะหาเหตุผลมาโต้แย้งได้

                    “ส่วนเรื่องความปลอดภัย วางใจได้เลยค่ะ” คางุยะที่รู้ว่าร่างสูงคนนี้จะงัดเอาแง่ความปลอดภัยของตัวพยานออกมาสู้ได้ขัดเอาไว้ทันที “ชี่จัง... ฉันหมายถึง... หัวหน้ายามาชิตะจะส่งสายสืบเข้าไปด้วยค่ะ”

                    เจอประโยคนี้เข้าไปก็เหมือนเดินไปเจอทางตัน คริสโตเฟอร์ส่งเสียง “ชิ!” ออกมาดังจนแม้กระทั่งมิโกโตะที่จับต้นชนปลายความคิดของแต่ละคนไม่ถูกยังได้ยิน เขาพ่นลมหายใจยาวออกมาด้วยความเสียอารมณ์ก่อนมองหน้าคู่หมั้นของตนเขม็ง แค่นี้ชิโรคาวะก็รู้เลยว่าอีกฝ่ายจนเหตุผลเสียแล้ว

                    หัวหน้าหน่วยข่าวกรองพิเศษเองก็ตีหน้าเข้มสู้กับอีกฝ่ายที่ขมวดคิ้วหน้ายุ่งเช่นกัน

                    “ชี่จังรู้ค่ะว่าพี่คริสรักเด็กคนนี้มากกว่าใครที่พี่คริสเคยรัก แต่ชี่จังอยากให้พี่คริสตัดเรื่องส่วนตัวออกไปก่อน และฟังสิ่งที่ชี่จังจะพูดต่อไปนี้ให้ดี” ชิโรคาวะมองดวงตาสีแดงเพลิงของคู่หมั้นตน

                    “จะพูดอะไรก็รีบพูดมา!

                    เป็นครั้งแรกที่หัวหน้าทีม 13 มาดนิ่งผู้นี้ระเบิดอารมณ์ของตนเองออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ลูกทีมทั้งหมดรู้ดีว่าเพราะความรักของเขาที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนี้มันมากมายเกินสิ่งใด นั่นจึงไม่แปลกที่เขาจะแสดงความไม่พอใจออกมาแม้เขาจะไม่เคยทำให้เห็นมาก่อนก็ตาม แต่สำหรับชิโรคาวะแล้ว เมื่ออีกฝ่ายอนุญาต เธอก็พูดออกมาตรงๆ ตามที่คิด และนั่นได้ทำให้คริสโตเฟอร์ถึงกับพูดไม่ออกไปทันใด

                    “จากเหตุการณ์ที่มิโกโตะโจมตีจุนอิจิคุงเมื่อไม่นานมานี้กับเหตุการณ์ที่มาซาโตะตามฆ่าน้องชายของตนเองเป็นเครื่องยืนยันแล้วในความอันตรายของมนุษย์สังหารได้เป็นอย่างดีว่า สิ่งประดิษฐ์ นี่เป็นภัยอันตรายต่อประชากรทุกคนในมหานคร Last Eden แห่งนี้ ซึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน พวกเรายังทราบไม่แน่ชัดเลยด้วยซ้ำว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการปล่อยตัวมาซาโตะออกมานั้นเพียงเพื่อปิดปากมิโกโตะที่เป็นพยานในคดีสังหารศาสตราจารย์อาซาอิจริงหรือเปล่า”

                    ดูจากวิธีการพูดของคู่หมั้นคนนี้ คริสโตเฟอร์ที่รู้จักชิโรคาวะมาหลายสิบปีรู้ได้ในทันทีว่าประโยคต่อไปของเธอคืออะไร

                    “พี่คริสรู้ใช่ไหมคะว่าชี่จังกำลังจะบอกอะไร”

                    “รู้สิ...”

                    “ถ้าอย่างนั้นก็บอกชี่จังทีสิคะว่าชี่จังจะพูดอะไร”

                    หัวหน้าทีมเม้มปากแน่น ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในให้สงบนิ่งตามที่เขาเคยเป็น แม้ครั้งนี้หัวใจของเขาจะเจ็บปวดเหมือนถูกมีดคมกรีดคว้านก็ตาม

                    “หากเป้าหมายของฆาตกรไม่ได้หยุดลงเพียงแค่ปิดปากศาสตราจารย์อาซาอิและมิโกโตะ แต่เป็นการใช้มนุษย์สังหารทั้งสองคนนี้เป็นอาวุธเพื่อก่อความเสียหายให้แก่มหานคร Last Eden แห่งนี้แล้วล่ะก็... ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้บานปลายต่อไป ในอนาคต ปัญหาที่อันตรายกว่านี้อาจเกิดขึ้นก็เป็นได้”

                    มองสีหน้านิ่งแต่ซ่อนด้วยความขมขื่นใจจากแววตาของร่างสูงแล้ว หัวหน้าหน่วยยามาชิตะ ชิโรคาวะเองยังอดสงสารไม่ได้ แต่เธอจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อผลประโยชน์ของมหานคร Last Eden แห่งนี้

                    “พี่คริสคะ ชี่จังรู้ค่ะว่ามันเจ็บปวด...” หญิงสาวมองคู่หมั้นของเธอด้วยความฝืนใจ ยิ่งแววตาของความเจ็บปวดของชายหนุ่มคนนั้นจับจ้องมาที่เธอมากเท่าไร เธอก็ยิ่งต้องทำใจเพื่อพูดประโยคนั้นมากขึ้นเท่านั้น “แต่ถ้าความเจ็บปวดของพี่คริสคนเดียวสามารถแลกกับความเจ็บปวดของผู้คนมากมายได้ มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าในการเสียสละเจ็บปวดไปคนเดียวไม่ใช่หรือคะ”

 

                    “ตกลง ฉันจะให้มิโกโตะเข้าไปในศูนย์วิจัยฯ ตามที่เธอต้องการ ชิโรคาวะ”

                    หลังจากนึกไตร่ตรองอยู่นาน คริสโตเฟอร์เอ่ยปากขึ้นทำลายความเงียบและความคาดหวังทั้งหมดให้พังครืนลงไปทันตาเห็น แม้ว่าจะดูเหมือนเขาไม่ใส่ใจอะไร แต่ความจริง เล็บมือจิกแขนเสื้อทึ้งเสียจนแทบจะขาดอยู่แล้ว

                    มิโกโตะหันมามองคริสโตเฟอร์อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับอยากพูดกร่นว่า “ทำไมถึงปล่อยผมไปในที่แบบนั้นอีก” หรือไม่ก็พูดตัดพ้อว่า “อย่าทิ้งผมไป” แต่เมื่อเขาไม่มีแม้แต่เสียงจะพูดก็คงได้แต่ทำใจยอมรับคำสั่งนั้นไป

                    ร่างสูงแอบกัดฟันกรอดที่ไม่สามารถรั้งตัวเจ้าหนูนั่นเอาไว้ได้ เขามองไม่เห็นหนทางที่จะให้เหตุผลฟังขึ้นกับชิโรคาวะและคางุยะเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือกำแขนเสื้อจิกเล็บทึ้งจนยับยู่ยี่ เสียงครืดๆ ของเล็บที่ขูดขีดกับเนื้อผ้าเริ่มส่งเสียงออกมาบ้างแล้ว ถึงแม้ชิโรคาวะและเหล่าลูกน้องของเธอจะมองไม่เห็น แต่ทีม 13 ทุกคนรู้แล้วว่าคริสโตเฟอร์รู้สึกอย่างไร

                    “ก็ดี พรุ่งนี้ฉันจะส่งมิโกโตะเข้าไปเอง” ชิโรคาวะลุกขึ้นมาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองบนโต๊ะทำงานส่งให้ร่างสูงคู่หมั้นของเธอ “รับนี่ไป ในซองเป็นเอกสารสรุปข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ 24 สิงหาคม 7 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน”

                    “เป็นการแลกเปลี่ยน ฉันขอสองอย่าง” คริสโตเฟอร์เอ่ยปากขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นั่นทำให้สาวสวยถึงกับเกร็งไปเลยทีเดียว “เธอจะทำให้ฉันได้ไหม ชิโรคาวะ”

                    “ได้ค่ะ พี่คริส ว่ามาเลยค่ะ”

                    “อย่างแรก ทุกอย่างที่เป็นข้อมูล ต่อจากนี้ต้องผ่านมือฉันก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”

                    ชิโรคาวะพยักหน้ารับ

                    “อย่างที่สอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมิโกโตะ ฉันเอาเธอตายแน่

                    พูดจบ คริสโตเฟอร์ก็ตรงเข้าไปดึงข้อมือของร่างบางให้ตามเขาไป มิโกโตะถูกลากไปด้วยแรงของความเหลืออดของชายหนุ่มตรงหน้า และตามมาด้วยเสียงปิดประตูตามหลังดังโครมใหญ่อย่างที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าหัวหน้าทีมคนนี้จะทำได้

                    ชุนลุกขึ้นและตรงเข้าไปนั่งตรงข้ามกับหญิงสาวหัวหน้าหน่วย เขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก สายตาบ่งบอกถึงความโกรธ ความโมโห และความผิดหวังปนระคนกันไป ในตอนนี้เขาอยากจะชกหน้าผู้หญิงคนนี้เสียเหลือเกิน แต่ด้วยความเกรงใจเลยได้แต่นั่งย่นคิ้วกดดัน

                    “อะไร ชุน” ชิโรคาวะถามขึ้นมาหลังจากถูกสายตากดดันอยู่กว่าสองนาที “มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ ฉันไม่มีเวลามานั่งจ้องตาหาคำตอบเอาเองหรอกนะยะ”

                    เขาอยากจะเรียกเธอคนนี้ว่า “ยัยสมองกลวง” จริงๆ แต่เขารู้ว่าด่าไปก็ไร้ประโยชน์ จึงได้พูดสิ่งที่เขาคิดออกมาตรงๆ “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมิโกโตะล่ะก็ หล่อนเตรียมตัวถูกทะลวงกะโหลกได้เลย ฉันกับหัวหน้าคริสไม่ปล่อยหล่อนเอาไว้แน่ ! ยัยคนอำมหิต !!

                    ชุนตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อหญิงสาวคนนั้น ส่งสายตาขู่ว่า “ฉันเอาจริงนะ”

                    “แล้วจะให้ฉันทำยังไงกันล่ะ ห๊ะ !?

                    “ก็ทำแบบอื่นสิ ยัยงี่เง่าเอ๊ย !! มีสมองไว้คั่นหูรึไง”

                    “อย่ามาทำพูดดีนะ คิดว่าฉันอยากจะให้เจ้าเด็กบ้านั่นเข้าไปช่วยในคดีนักรึไงกัน” ชิโรคาวะแผดเสียงแหลมดังลั่นพร้อมกระชากมือคู่แข็งแรงของชุนออกจากคอเสื้อตน เธอขมวดคิ้วแน่นจนรอยย่นขึ้นกลางหน้าผาก “ตอนนี้ใครๆ เขาก็พูดกันว่าเด็กคนนี้เป็นฆาตกร ไม่ก็คนที่เป็นเบื้องหลัง ถ้าเจ้าบ้านั่นเป็นอย่างที่เขาว่ากันขึ้นมาจริงๆ ฉันไม่ซวยรึไงล่ะ” เธอกระแทกก้นลงนั่งตามเดิม “ชิ ! ไอ้พวกคนดีแต่พูด”

                    ชุนตั้งท่าจะเถียงโต้เพื่อปกป้องเด็กหนุ่มคนนั้น เขา เชื่อ ว่ามิโกโตะไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ และเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจ สายตาที่แน่วแน่ของเขาเกือบทำลายความมั่นใจของชิโรคาวะ เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับเขาลงเสียแล้ว แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนหัวรั้นจึงทำให้ความคิดเดิมยังคงอยู่ไม่ไปไหน

                    จุนอิจิขยับแว่นมองมาทางรองหัวหน้ายูสึเกะที่ตัดสินใจลุกขึ้นและตรงเข้าไปดึงสติของชุนกลับคืนมา เขารู้ดีไม่แพ้ใครว่ายังไงหัวหน้าหน่วยข่าวกรองพิเศษอย่างยามาชิตะ ชิโรคาวะ ก็ไม่มีวันเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพยายามสื่อด้วยสายตาได้ ชุนหันมายกนิ้วกลางใส่เธอคนนั้นก่อนจะเข็นเก้าอี้ผู้ป่วยของจุนอิจิตามรองหัวหน้าออกไปจากที่นั่นทันที

 

---------------------------------------------------------------------------

 

                    “ศาสตราจารย์โรบอตโต้ ขออนุญาตครับ”

                    เจ้าหน้าที่คนหนึ่งแง้มประตูห้องพักเข้ามาเรียกชายวัยห้าสิบตอนต้นที่นั่งก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับเอกสารให้เงยหน้าขึ้นมามอง

                    “มีอะไร ว่ามา”

                    “มีคนมาขอพบศาสตราจารย์อยู่ที่ล็อบบี้ ชั้น 2 ครับ”

                    “เออๆ ขอบใจมาก”

                    หลังจากประตูนั้นปิดลงตามเดิม ศาสตราจารย์ก็ทำหน้ามุ่ยพลางโยนเอกสารที่กำลังอ่านค้างอยู่ลงกลางโต๊ะ ขยับถอดแว่นสายตายาวมาเสียบกระเป๋าเสื้อกาวน์  ก่อนลุกขึ้นเดินไปตามที่เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกเอาไว้ ในใจก็นึกด่าเจ้าคนคนนั้นที่โผล่เข้ามาช่วงเวลาเขากำลังสรุปงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ต้องใช้สมองและสมาธิเป็นอย่างมาก

                    ประตูอัตโนมัติของล็อบบี้เปิดออกทันทีที่ศาสตราจารย์วัยห้าสิบเดินตรงเข้ามา สายตาของเขามองเห็นไปได้ไกลกว่าปกติด้วยอิทธิพลของร่างกายที่เสื่อมถอยตามกาลเวลา

                    เด็กหนุ่มร่างเล็กเจ้าของผิวสีขาวหิมะดูนุ่มมือน่าสัมผัส เส้นผมละเอียดสีมะฮอกกานีซอยทรงทันสมัย และนัยน์ตาสีฟ้าจางสวยนั่งรอเขาอยู่ตรงโซฟา เขาคนนั้นหันมามองชายสูงวัยที่เดินตรงเข้ามามอบรอยยิ้มคุณพ่อให้แก่เขา

                    ยินดีต้อนรับกลับบ้าน มิโกโตะ

 

Re-write: 14 กันยายน 2562

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

244 ความคิดเห็น

  1. #219 KiHaE*129 (@princezzaofz) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 04:36
    อร๊ากกกกกกกกก
    มิโกโตะจะเป็นไรมั๊ยอ่ะ
    ทำไมคริสต์ถึงยอม
    #219
    0
  2. #193 mephii (@mephii) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 15:08
    มิโกโตะอย่าเป็นอะไรน่ะั 
    #193
    0
  3. #160 แกงส้ม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 14:46
    ระวังตัวนะ มิโกโตะ
    #160
    0
  4. #79 กระเป๋าใบเล็ก (@hibirdpipi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กันยายน 2555 / 15:38
    อย่าให้ดรบอตทำอะไรมิโกโตะได้อีกนะ ฮึ้ยยยย -[]-*
    #79
    0
  5. #68  αʟΘηzσ  (@godtattoo) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กันยายน 2555 / 19:44
    เฮ้ย!! ทำไมเฮียคริสต์ปล่อยไปง่ายๆเเบบเนี้ย 
    ติดตามนะครับ^^
    #68
    0
  6. #52 ♀Lucky Devil♂ (@chocolit) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กันยายน 2555 / 04:26
    อร๊ากกกกกกก~~ ทำไมตอนสุดท้ายศารสตราจารย์เหมือนคนโรคจิตยังไงก็ไม่รู้!!!!
    มิโกโตะจะเป็นไงเนี้ย?! ปล่อยไปแบบนี้มันก็ส่งเหยื่อให้จรเข้(?)เฉยๆนะซิ!!!
    #52
    0
  7. #28 lovecartoon1996 (@lovecartoon1996) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กันยายน 2555 / 16:57
    แงงงงงคนเขียนมาอัพไวๆนะคะ เรื่องนี้สนุกมากเลยยยยยยยยย รออยู่นะคะคนเขียนสู้ๆ
    #28
    0
  8. #20 CrueLPrincesS (@CrueLPrincesS) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กันยายน 2555 / 17:29
    รออ่านต่อค่่าาาาา
    #20
    0