THE MUTED BOY [YAOI]

ตอนที่ 6 : CHAPTER 5 - THE MADNESS - (3rd re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 599
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    7 ก.ย. 62

CHAPTER 5 – THE MADNESS –

 

                    ชายหนุ่มร่างสูงเดินหัวเสียเข้ามายังห้องของหัวหน้าหน่วยในสำนักงานใหญ่เขต 18 ในตอนนี้ หน่วยปราบปรามคดีพิเศษยังคงทำงานกันอย่างเร่งรีบไม่ผิดกับเวลากลางวัน เขต 18 จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล หัวหน้าหน่วยอาคามากิ ริทสึกะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา ใบหน้าดูเคร่งเครียด และไม่ค่อยพอใจนักกับชายวัยห้าสิบต้นๆ ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวซึ่งนั่งจิบกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ด้วยท่าทีเหมือนผู้มีอำนาจระดับสูง

                    “หัวหน้าอาคามากิครับ” คริสโตเฟอร์เอ่ยปากขึ้นเรียกหลังจากสังเกตว่าหัวหน้าหน่วยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขามาถึงที่นี่แล้ว

                    ชายวัยใกล้เกษียณหันมามองชายหนุ่มร่างโปร่งตรงหน้า คิ้วที่ไม่เคยขมวดของเขาตอนนี้แทบจะผูกกันเป็นปม “ศาสตราจารย์โรบอตโต้ จากศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนามนุษย์มาขอพบนายแหนะ  รีบๆ เข้าไปคุยซะสิ” ว่าแล้วพยับเพยิบส่ง

                    คริสโตเฟอร์เดินผ่านหน้าโต๊ะของหัวหน้าหน่วยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงโซนรับแขกในห้อง ชายวัยห้าสิบคนนั้นก็วางแก้วกาแฟลงพร้อมหันมาส่งยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นได้ชะงักให้ชายหนุ่มฉุกคิดอะไรบางอย่าง

                    หมอนี่มาจากหน่วยพัฒนาจักรกลและมนุษย์สังหาร... เกี่ยวกับเด็กคนนั้น?

                    ชายหนุ่มค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวด้านตรงข้ามพลางสังเกตท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตรงหน้า ความจริงแล้ว เวลาเที่ยงคืนกว่า คนที่มีธุระด่วนน่าจะดูร้อนรนกว่านี้ แต่คนคนนี้กลับไม่ใช่ เขาทำตัวตามสบายเสียจนน่าสงสัย

                    “สวัสดีครับ ผม คริสโตเฟอร์ แคมป์เบลล์ หัวหน้าทีม 13 สังกัดหน่วยปราบปรามคดีพิเศษครับ” ร่างสูงเอ่ยปากแนะนำตัว ขณะเดียวกัน สายตาของเขาสังเกตเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะรับแขก “ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรด่วนเป็นพิเศษอย่างนั้นหรือครับ”

                    “ผมกำลังตามหาคนคนหนึ่งอยู่ และได้ข่าวว่า เด็กคนนั้น อยู่กับคุณ เป็นความจริงสินะครับ”

                    เมื่อชายคนนั้นยื่นซองเอกสารส่งมา เขาก็รีบเปิดซองนั้นออกดู

                    เอกสารในซองเป็นปึกกระดาษขนาดเอสี่หนาเป็นนิ้ว มีข้อความถูกกรอกบันทึกด้วยลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทางหัวมุมกระดาษด้านบนซ้ายมีรูปภาพใบหนึ่งหนีบแนบประกอบมาอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าภาพจะดูมีอายุมากกว่าห้าปีแล้วก็ตาม แต่มันก็สามารถบ่งบอกลักษณะของคนในรูปได้อย่างดี ร่างผอมบาง เส้นผมสีมะฮอกกานี และดวงตากลมสีฟ้าจางเหมือนท้องฟ้าที่มองดูผ่านลูกแก้วใส

                    คริสโตเฟอร์มองอยู่ครู่เดียวก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือใคร

                    “เจ้าหนู” เขาพึมพำขึ้นมาเบาๆ

                    “แสดงว่าที่ผมได้ยินมาก็เป็นความจริงสินะครับ ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่ไหนครับ”

                    “ห้องพักเจ้าหน้าที่ครับ ผมต้องทำการรับรองความปลอดภัยของเด็กคนนั้นในฐานะพยานปากเอก” คริสโตเฟอร์เอ่ยปากตอบออกไป “ไม่ทราบว่าท่านต้องการสื่ออะไรหรือครับ”

                    “ถ้าถามขนาดนี้ ผมพูดตรงๆ เลยละกันนะครับ ผมต้องการเด็กคนนั้นคืน” ศาสตราจารย์โรบอตโต้พูดขึ้นก่อนจะชี้ไปทางเอกสารปึกหนา “เด็กคนนั้นเป็นตัวอย่างทดลองในโครงการมนุษย์สังหารที่อยู่ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์อาซาอิ ครับ”

 

---------------------------------------------------------------------------

 

                    เด็กหนุ่มร่างบางรับแก้วโกโก้อุ่นจากมือชายหนุ่มในเครื่องแบบเจ้าของรอยยิ้มสไตล์พี่ชายใจดี เขารับมาแต่ไม่ได้ดื่มในทันที ร่างของเขายังคงร้อนรุ่มไปด้วยมนตร์สะกดแห่งรสสัมผัสอันร้อนระอุของร่างสูง ริมฝีปากของเขาที่เอิบอิ่มยังคงจำสัมผัสสุดร้อนแรงจากเรียวปากสุดเลิศรส สองแก้มอาบไปด้วยสีกลีบกุหลาบจนชายหนุ่มในเครื่องแบบทั้งสองอดประหลาดใจไม่ได้

                    “ถ้าง่วง นอนไปก่อนเลยก็ได้นะ” ชุนเอ่ยปากถามขึ้นมา ขณะจับจ้องใบหน้าสวยของเจ้าของร่างบางเล็กในชุดนอนตัวใหญ่โคร่ง “เดี๋ยวหัวหน้ามาแล้วฉันจะปลุกเอง”

                    ร่างบางส่ายหน้าน้อยๆ อย่างดื้อดึง ดูแล้วหากไม่ใช่คริสโตเฟอร์ เด็กคนนี้คงไม่ยอมอะไรง่ายๆ แน่        ชุนจึงถอนหายใจยาวเฮือก เขาเองก็พอเข้าใจเพราะเขาเองก็มีน้องสาววัยเรี่ยๆ กันแถมยังติดเขาแจซะยิ่งกว่าเหาฉลาม ทั้งวีนทั้งงอนเมื่อเขาไม่ได้อย่างใจ

                    “ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะดูแลนายเอง” เขายกมือขึ้นแตะลงบนผมเส้นละเอียดสีมะฮอกกานีแสนสวย ลูบมันเบาๆ และคลี่ยิ้มหวานให้เด็กหนุ่มคนนั้น

                    “อย่าสปอยล์เด็กนั่นให้มากนักจะได้ไหม ชุน เดี๋ยวเด็กก็เสียนิสัยหรอก” จุนอิจิเตือนขึ้นมา แต่สายตาก็ยังไม่วายจับจ้องโครงหน้าสวยของเด็กหนุ่มร่างบางคนนั้น “นายเองรีบๆ กิน รีบๆ นอนได้แล้ว มันน่ารำคาญ ทำท่าทำทางเป็นเด็กเอาแต่ใจอยู่ได้”

                    เด็กหนุ่มก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธอยู่อย่างนั้น เขายกสองมือขยี้ตาด้วยความง่วงนอน ตาปรือๆ ของเขาทำให้หน้าตาโครงสวยนั้นน่ารักขึ้นเป็นกอง แต่นั่นก็คือที่สุดของความดื้อดึงที่ทำให้ทั้งชุนทั้งจุนอิจิปวดหัวไปตามๆ กัน สงสัยพวกเขาคงต้องรอให้หัวหน้าทีมกลับมา ถึงจะจบปัญหาเด็กเอาแต่ใจตรงนี้ได้

                    ไม่นานนัก ประตูห้องพักเจ้าหน้าที่เปิดแง้มออก ร่างสูงในเครื่องแบบประดับเข็มทองปีกขนนกเดินเข้ามาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะในมือ สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด สองคิ้วขมวดกันด้วยความปวดหัว ท่าทางหงุดหงิดนั่นทำให้ลูกทีมทั้งสองพอจะรู้ว่าเรื่องยุ่งยากกำลังจะมาหา แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับพาร่างเล็กๆ ของเขาเข้าไปดึงปลายแขนเสื้ออ้อนให้ร่างสูงพากลับไปนอนเสียที ท่าทางเหมือนเด็กวัยไม่ถึงสิบขวบดีทำเอาคริสโตเฟอร์แทบอยากจะทิ้งการงานทุกอย่างตอนนี้ แล้วตามใจเจ้าเด็กคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

                    เขายกมือใหญ่วางลงบนหัวและลูบไล้ผมเส้นละเอียดสีมะฮอกกานี พลางพาร่างนั้นไปนั่งที่โซฟาตามเดิม ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ สุดฝืนกับท่าทางเมื่อครู่นี้ออกมา

                    “เจ้าหนู มีคนมาหานายแหนะ” เขาค่อยๆ ติดกระดุมเสื้อนอนของร่างบางให้เรียบร้อยก่อนจะนั่งลงข้างหน้า “สัญญากับฉันก่อนว่านายจะทำตัวดีๆ พวกฉันจะรออยู่ข้างนอก ถ้าเสร็จแล้วให้ออกมาบอกนะ”

                    ได้แต่พยักหน้าสัญญากับเขา ร่างบางขยี้ตาเบาๆ ก่อนดึงปลายเสื้อชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะเดินออกไปให้หยุดหันมามองอีกครั้ง แววตาง่วงๆ นั้นทำให้เขาก้มลงมาแตะริมฝีปากอุ่นชุ่มชื้นที่ร้อนผ่าวลงกลางหน้าผากมนสวย

                    สำหรับคริสโตเฟอร์ เด็กคนนั้นเหมือนน้องชายตัวเล็ก แต่ในบางเวลาก็กลับอยากให้เด็กคนนี้รู้เสียทีว่าเขาคิดอย่างไรกับความน่ารักเกินจะยั้งมือตัวเองเอาไว้

                    ชายหนุ่มหัวหน้าทีมถอยห่างออกมาช้าๆ อย่างไม่อยากจะละมือออกห่าง พาลูกทีมทั้งสองเดินออกมา สวนกับชายวัยห้าสิบต้นๆ ที่กำลังแง้มประตูเปิดเดินเข้ามา

                    ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง เนื้อตัวแข็งเกร็งจนขยับไปไหนไม่ได้ ดวงตาของเขารีบกวาดไปหาคริสโตเฟอร์และลูกทีมทีม 13 ที่เพิ่งออกไปพ้นห้องได้ไม่นาน ใบหน้าเรียวโครงสวยเปลี่ยนสีจากขาวอมชมพูเป็นซีดเผือด ริมฝีปากที่เอิบอิ่มกลับแห้งผากและเย็นเฉียบ

                    ชายวัยห้าสิบกว่าในชุดเสื้อกาวน์หนีบบัตรประจำตัว ‘Prof. Dr. Alex P. Roberto’ เดินตรงเข้ามาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม ทันทีที่รอยยิ้มกว้างสไตล์คุณพ่อของชายตรงหน้าถูกแย้มออกมา ร่างบางก็ผลุดลุกขึ้น วิ่งตรงดิ่งไปยังประตู แต่ประตูนั้นกลับเปิดผัวะกลับเข้ามา จุนอิจิที่ถือแก้วน้ำเย็นเข้ามาชนกับร่างนั้นอย่างจัง เขารีบดึงแขนเด็กหนุ่มเอาไว้และพากลับมานั่งตามเดิม

                    สิ่งที่เขาอดประหลาดใจไม่ได้คือท่าทางหวาดกลัวที่แสดงออกมาเสียชัดเจนของเด็กคนนี้

                    “เดี๋ยวสิ มิโกโตะ” ศาสตราจารย์วัยห้าสิบเอ่ยปากขึ้น ร่างบางสะดุ้งโหยงรีบคว้าเอาแขนของจุนอิจิเอาไว้แน่น “เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่อยากคุยกับฉันรึยังไงกัน เด็กดี”

                    เด็กหนุ่มส่ายหน้าเร็วรัว มือที่กำรอบข้อมือของเจ้าหน้าที่หนุ่มเย็นเฉียบจนสัมผัสได้

                    “ศาสตราจารย์รู้จักเด็กคนนี้ด้วยหรือครับ” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย แต่อีกใจก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงมีอาการแบบนี้ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วแทบไม่คิดจะสนใจเขาเลยด้วยซ้ำ

                    เด็กหนุ่มส่ายหน้ารัวเร็วอีกครั้งเหมือนตั้งใจจะปฏิเสธ ฝ่ามือที่จับแขนเสื้อจุนอิจิยิ่งบีบแน่น แรงจิกของเล็บมือจากเรียวนิ้วสวยดึงทึ้งเสียจนส่งเสียงครืด เนื้อผ้าตึงจนแทบขาด

                    “ผมเป็นอาจารย์ของ มิโกโตะ เองครับ ถ้ายังไง ผมขอการคุยเป็นส่วนตัวได้ไหมครับ”

                    “ครับ ถ้าเสร็จแล้ว กรุณาบอกผมที่หน้าห้องด้วยนะครับ” ชายหนุ่มขยับแว่นกรอบเหลี่ยม วางแก้วน้ำดื่ม และรีบเดินจากไป แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมเด็กคนนี้จึงทำท่าทางแบบนี้

                    เด็กหนุ่มพยายามคว้าข้อมือของจุนอิจิเอาไว้อีกครั้งแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาคนนั้นรีบจ้ำเท้าออกไปหวังรักษามารยาทโดยไม่หันกลับมามองความต้องการของเด็กหนุ่มเลย ทั้งห้องถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ร่างบางนั่งลงสุดเบาะโซฟา และทันทีที่รอยยิ้มหวานผุดออกมาบนใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งวัยของศาสตราจารย์ ร่างบางก็ถึงกับสั่นเทาไปทั้งตัว

 

---------------------------------------------------------------------------

 

                    “บ้าเอ๊ย!!” เจ้าของความสูงเกือบสองเมตรสบถออกมาเมื่อเห็นแฟ้มงานที่ถูกวางตั้งเอาไว้บนโต๊ะทำงานของหัวหน้าหน่วยอาคามากิ ริทสึกะที่ตอนนี้มีท่าทีหงุดหงิดพอๆ กัน “นี่มันอะไรกันครับ ทำไมกรมตำรวจถึงโอนงานบ้าๆ แบบนี้มาให้พวกเราอีกแล้วล่ะครับ”

                    “คริส ใจเย็นๆ ก่อนสิ!” รองหัวหน้าทีมออกปากดุ พลางส่งสายตาเซ็งๆ ไปหาพ่อของเขาซึ่งตอนนี้นั่งกุมขมับ “พ่อครับ นี่มันอะไรกัน ผมไม่เห็นเข้าใจเลย”

                    “กรมตำรวจโอนคดีไม่คืบหน้ามาให้พวกเราอีกแล้วน่ะสิ”

                    “ทำไมล่ะครับพ่อ”

                    ในขณะที่ยูสึเกะพยายามทำความเข้าใจเหตุผล คริสโตเฟอร์ได้เข้าใจมันเรียบร้อยแล้ว และเพราะแบบนั้นเอง เขาถึงได้ขมวดคิ้วผูกปมให้เห็นร่องรอยแห่งวัยสามสิบต้นๆ ผุดออกมา

                    “เจ้าพวกนั้นไม่สนใจคดีพวกนี้แล้วน่ะสิ ตอนนี้พวกมันสนใจแต่คดีของศาสตราจารย์อาซาอิที่จู่ๆ ดันเกิดคืบหน้าก็เลยโยนงานอื่นมา ที่สำคัญ คดีที่เจ้าพวกบ้านั่นโอนมาก็ใกล้ถึงเส้นตายปัดเป็นคดีปิดเพราะไม่คืบหน้าในอีกสองเดือนข้างหน้าอยู่แล้ว ถ้าพวกเราปิดคดีทั้งกองนี้ไม่หมดภายใน 2 เดือนที่เหลือนี้ มันจะกลายเป็นคดีไม่คืบหน้าที่ถูกบังคับปิดคดี และยอดทำคดีสำเร็จของพวกเราจะตกตามที่เจ้าพวกนั้นต้องการ”

                    คริสโตเฟอร์ทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะของหัวหน้าหน่วยอย่างอารมณ์โมโหเต็มขีดสุด มือไม้ก็คว้าเอาแฟ้มคดีมาถือเอาไว้อย่างเสียไม่ได้ “แต่พวกผมจะเอาเวลาที่ไหนไปปิดคดีพวกนี้ให้ทันล่ะครับ อีกอย่าง ผมต้องดูแลเด็กนั่นด้วย”

                    “คริส อันนั้นฉันก็เข้าใจ” ยูสึเกะเข้าไปดึงแขนเสื้อของคริสโตเฟอร์ที่เตรียมจะเขวี้ยงแฟ้มนั้นลงกับพื้นเพื่อเตือนสติ “ยังไงซะ มันก็เป็นงานนะ”

                    “เออ!! รู้แล้วน่ะ”

                    “คริส... โอนเด็กนั่นไปให้กรมตำรวจดูแล เถอะนะ”

                    ไม่ได้!!

                    ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงหันมาตวาดเสียงลั่น เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนออกมา ก่อนจะเอามือขวาขึ้นมาก่ายหน้าผาก คิ้วขมวดปมจนรอยย่นระหว่างกลางหน้าผากปรากฏขึ้นมาเด่นชัด

                    “ฉันขอล่ะ ฉันจะทำทุกอย่างให้เสร็จ อย่าเอาเด็กคนนั้นไป”

                    “ผมเห็นด้วยกับหัวหน้าคริสนะครับ”

                    ทันทีที่ชุนเอ่ยปากเพิ่มเสียงสนับสนุน ยูสึเกะดูจะไม่เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงมามีอิทธิพลเหนือสองคนนี้มากนัก แต่เขาก็ได้แต่ทำหน้าหงุดหงิดไม่ค่อยจะพอใจ

                    “เด็กคนนั้นติดหัวหน้าคริสแจจนไม่ยอมฟังใครขนาดนี้ ขืนปล่อยไปอยู่กับพวกตำรวจมันจะไม่ยิ่งแย่เหรอครับ”

                    “เหตุผลฟังไม่ขึ้นน่า” รองหัวหน้าขึ้นเสียงขัดขึ้นมาอย่างดัง พลางมองมาทางเพื่อนสนิทของเขาที่พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้คงที่อยู่ “มันลำบากไม่ใช่รึไง การดูแลเด็กใบ้น่ะ”

                    ชุนพยายามทำใจเย็น เขารู้ดีว่ารองหัวหน้ายูสึเกะเป็นห่วงหัวหน้าทีมขนาดไหนจึงได้พูดแบบนี้ออกมา “แต่หน้าที่ดูแลพยานปากเอกในคดีประเภทนี้ มันเป็นหน้าที่ในขอบข่ายของหน่วยพิเศษฯ ไม่ใช่รึไงครับ รองหัวหน้ายูสึเกะ”

                    “แต่คดีเกือบ 15 คดีมันกินเวลาทำงานนานมากเลยนะ พวกเราไม่มีทางทำคดีทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กับการดูแลเด็กนั่นได้หรอก” ยูสึเกะก็ยังคงแย้งด้วยความเป็นห่วงอยู่ดี “คริสจะเหนื่อยมากเกินไปนะ โอนเด็กนั่นไปเถอะ”

                    “ขอร้อง” คริสโตเฟอร์พูดขึ้นมาด้วยเสียงแผ่ว นั่นเป็นเสียงที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่ามันจะออกมาจากปากชายหนุ่มคนนี้ “อย่าเพิ่งเอาเด็กนั่นไปจากฉัน

 

---------------------------------------------------------------------------

 

                    ไม่นานนัก ศาสตราจารย์วัยห้าสิบกว่าก็ได้เดินออกมาจากห้องพักเจ้าหน้าที่ เขาส่งยิ้มและโค้งน้อยๆ เพื่อแสดงความขอบคุณให้กับจุนอิจิที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกประตู จุนอิจิเองก็ยิ้มตอบตามมารยาท

                    แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่ตงิดใจแปลกๆ ซึ่งเขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

                    “เสร็จแล้วหรือครับ” จุนอิจิถามขึ้นพลางขยับแว่นให้พอดีสายตา ในใจนึกบ่นแว่นตาของตนที่จู่ๆ วันนี้ก็เกิดใส่ไม่พอดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น แถมยังเลอะคราบมันอีกต่างหาก “แล้วศาสตราจารย์จะไปไหนต่อหรือครับ”

                    “ผมต้องไปให้การที่กรมตำรวจต่อ ถ้ายังไงผมขอตัวนะครับ”

                    จุนอิจิพยายามสอดส่องสายตามองหาความผิดปกติที่เขาอยากรู้นักอยากรู้หนาว่าคืออะไร แต่ก็ไม่ได้พบอะไรเลยที่ผิดสังเกต หนำซ้ำเขายังรู้สึกด้วยว่าศาสตราจารย์คนนี้แต่งตัวเนี้ยบมากกว่าคนไหนๆ ที่เขาเคยเจอมา

                    หลังจากที่ศาสตราจารย์คนนั้นเดินหายลับจากสายตาไป ชายหนุ่มในเครื่องแบบก็ถอดแว่นตาออกมาเช็ด ขยี้ตาแก้ง่วง และเปิดประตูเข้ามาภายในเพื่อดูแลพยานปากเอกต่อตามหน้าที่ สายตาที่สั้นมากกว่าคนปกติเยอะทำให้เขาเห็นทุกอย่างภายหน้าแค่ลางๆ ภาพร่างบางๆ เลือนๆ สีตุ่นๆ อยู่ตรงบริเวณที่เขาว่าน่าจะเป็นเคาน์เตอร์

                    ไม่ผิดแน่ ยังไงก็ต้องเป็นเจ้าเด็กนั่นได้คนเดียวเท่านั้น จะเป็นใครอื่นได้

                    เสียงของวัตถุเหมือนโลหะกระทบกับไปมาดังขึ้นเบาๆ ร่างเลือนๆ นั้นหันกลับมายังเขา ในมือลางๆ มีอะไรบางอย่างที่เขายังบอกไม่ได้ว่าคือสิ่งใด

                    ความจริงเขาเองก็ใส่ใจกับเด็กหนุ่มร่างบางคนนี้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เขาถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวของนายทหารทั้งฝ่ายพ่อและแม่จึงทำให้เขาแสดงออกไม่ค่อยเก่งนัก และก็เพราะถูกพ่อปลูกฝังเอาไว้ประจำว่าอย่าแสดงความรู้สึกออกมาให้ใครเห็นได้ง่ายๆ เขาจึงกลายเป็นผู้ชายที่มีเปลือกนอกเย็นชาแบบนี้

                    “เจ้าหนู นายจะทำอะไรเหรอ” จุนอิจิถามขึ้น มือก็ยังเช็ดแว่นที่เลอะคราบมันจากการใช้งานเป็นเวลายาวนาน “หิวน้ำเหรอ เดี๋ยวฉันตักให้เอง ไปนั่งเถอะไป”

                    เขาก็ยังคงเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้น สองแขนทิ้งข้างลำตัวในมือข้างซ้ายมีอะไรบางอย่างสีเงินวาววับอยู่ ความเลือนลางของสายตาของเขาบอกได้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นเริ่มเดินใกล้เข้ามาช้าๆ ความรู้สึกเย็นวาบราวกับถูกสิงโตจ้องมองมาก็ได้วิ่งจากสันหลังแผ่ขยายไปทั่วรยางค์ร่างกาย

                    จุนอิจิรีบคว้าเอาแว่นกรอบเหลี่ยมที่ตอนนี้สะอาดเอี่ยมอ่องขึ้นมาสวม ทุกอย่างภายหน้าพลันชัดเจนขึ้น ของแหลมสีเงินสว่างสะท้อนกับแสงไฟขาวถูกร่างบางหวดขึ้นมาเหนือหัว ก่อนจะพุ่งลงตรงเข้าหาเขาด้วยความเร็วยากเกินหลบหลีก

                 “ไอ้เจ้าเด็กบ้า เล่นอะไรของแกวะ!!

                    อีกเพียงไม่ถึงนิ้ว ถ้าช้ากว่านี้ หนุ่มแว่นคนนี้คงได้ตายไปจริงๆ เสียแล้ว มีดเฉือนเข้าปลายคางของเขาไปเพียงเล็กน้อย รอยกรีดได้ฉีกเอาผิวหนังบางๆ ของเขาเป็นทางยาว แต่เมื่อเขาสวนสายตาเอาเรื่องไปประชันด้วยความโกรธ เขาก็ได้พบกับความน่าสะพรึงกลัวที่ทั้งชีวิตนี้ เขาไม่เคยคิดจะได้พบเจอ

                    “จ... เจ้าหนู”

                    นัยน์ตาสีฟ้าจางตอนนี้กลับไร้แววตา ดวงตาคู่นั้นจับจ้องจรดลงมาที่เขาราวกับหมาป่าที่พร้อมจะจับฉีกเฉือนชำแหละกวางเนื้อตัวน้อยให้ได้ชุ่มชโลมไปด้วยเลือดสีแดงข้น ใบหน้าของร่างบางเฉยเมยเหมือนว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ได้เกิดขึ้นจริง

                    นี่อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จุนอิจิจะได้เผชิญหน้ากับมนุษย์สังหาร

 

---------------------------------------------------------------------------

 

                    เพจเจอร์ติดต่อสื่อสารของชุนดังขึ้นแทรกระหว่างความเงียบในการหาข้อสรุปของการรับผิดชอบคดี มันขึ้นคำว่า EMERGENCY CALLและนั่นทำให้ชุนรีบลุกขึ้น ตรงเข้าไปหาหัวหน้าหน่วยอาคามากิ ริทสึกะที่ตอนนี้กำลังนั่งกุมขมับกับความดื้อรั้นของผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสอง

                    “หัวหน้าหน่วยครับ” เขาเอ่ยปากเรียก ทำเอาหัวหน้าหน่วยต้องยอมเงยหน้าขึ้นมามอง “ผมได้ EC (Emergency Call) จากหมายเลขแปลกๆ ขอผมใช้ฐานข้อมูลติดต่อหน่อยได้ไหมครับ”

                    ยูสึเกะที่นั่งอยู่ตรงโซฟายาวตัวประจำของพ่อเขาลุกขึ้นมาดูด้วยอีกคน

                    “นั่นมันรหัส EC ของเพจเจอร์จุนจังนี่”

                    “อ้าว เหรอครับ จุนอิจิเปลี่ยนเพจเจอร์ตอนไหนเหรอครับ”

                    “ราวๆ สองสามวันที่แล้ว บังเอิญจุนจังทำตกท่อตอนนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน”

                    “ขอโทษนะ แต่มันใช่เวลามานั่งถามรายละเอียดกันเหรอ” คริสโตเฟอร์ที่ยืนพิงเสาอยู่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าดุดัน น้ำเสียงหงุดหงิดจากเรื่องที่มีปากเสียงกันทำเอาสองลูกทีมหน้าเสีย “จุนอิจิอยู่ที่ไหน”

                    “ผมให้จุนอิจิเฝ้าเด็กคนนั้นเอาไว้ครับ”

                    ชุนตอบอย่างเรียบๆ เขาไม่ได้คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนร่วมงานฝีมือฉมังอย่างจุนอิจิอยู่แล้ว แต่เมื่อคำตอบนั้นถูกเปล่งออกมา คริสโตเฟอร์กลับเบิกตากว้าง ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกวิ่งไปทันที

                    “หัวหน้าครับ!!

                    เจ้าของความสูงเกือบสองเมตรวิ่งตรงเข้าไปตามทางที่เขาคุ้นเคย ตามหลังด้วยลูกทีมทั้งสองที่วิ่งด้วยความเร็วพอๆ กัน ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังห้องพักเจ้าหน้าที่ที่ได้ทิ้งเด็กหนุ่มให้ได้คุยกับคนรู้จักไว้

                    ประตูห้องเปิดอยู่ มันเลอะไปด้วยคราบเลือดที่เป็นสายพาดยาวจากวงกบมาถึงลูกบิด กลิ่นเลือดคลุ้งกลบกลิ่นหอมของน้ำยาปรับอากาศสนิทเสียจนชุนแทบจะล้มไปทั้งยืน สภาพเละเทะนั่นทำเอาคริสโตเฟอร์ถึงกับหน้าเสีย เขาเป็นกังวลเกี่ยวกับเด็กหนุ่มและลูกทีมอีกคนที่อยู่ภายในเหลือเกิน

                    เพล้ง!!!

                    เสียงแก้วแตกทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยง คริสโตเฟอร์ชักปืนกระบอกสวยประจำตัวขึ้นมา วิ่งตรงเข้าไปภายใน และจ่อปืนเล็งเอาไว้ด้านหน้าอย่างระมัดระวัง

                    ห้องพักเจ้าหน้าที่ขนาดไม่ใหญ่มากนักติดต่อกับห้องของสัตวแพทย์รักษาสุนัขตำรวจประจำเขต มันเป็นห้องที่วิเศษมาก เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียดจากการงาน พร้อมเล่นกับสุนัขนิสัยเชื่องและแสนน่ารัก

                    แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

                    เมื่อสองเจ้าหน้าที่ก้าวขาผ่านประตูเข้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ภาพข้างหน้าแทบทำคริสโตเฟอร์เผลอปล่อยปืนลงกับพื้นพรมที่ถูกชโลมด้วยเลือด เด็กหนุ่มร่างบางเนื้อตัวเลอะเลือดไปทั้งเสื้อ กางเกง ใบหน้า และเส้นผมยืนนิ่งมองตรงมาทางเขา ความเย็นยะเยือกของความตกตะลึงวิ่งผ่านไปทั่วร่างกาย มือซ้ายที่จับมีดเคลือบไปด้วยเลือดสีแดงสดหยดแหมะกระเซ็นไปทั่วพื้น ตรงหน้าของเด็กหนุ่มมีสุนัขตำรวจถึงสามตัวนอนไส้ทะลักอยู่ เครื่องในทั้งหมดของพวกมันฉีกขาดปลิ้นออกมาวางแบะอยู่ด้านนอก

                    ร่างบางหันไปทางตู้เอกสารเหล็กขนาดใหญ่ด้วยท่าทีนิ่งเฉย ตรงเข้าไปทีละก้าว ทีละก้าว หวดมีดคมนั้นจ้วงใส่เกราะกำบังชิ้นสุดท้ายของใครบางคนในนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ตู้ค่อยๆ ยุบ บุบ และเลอะไปด้วยของเหลวแดงข้น

                    ไม่ว่าจะมองไปไหน ก็มีแต่เลือดทั้งนั้น!

                    ทันใดนั้นเอง สุนัขตำรวจอีกตัวที่คล้ายกับถูกของมีคมปาดบริเวณหูซ้ายได้พุ่งตรงเข้ามาจากทางด้านหลังของร่างเล็กซึ่งชโลมด้วยเลือดนั้น คมมีดซึ่งเคยบี้อัดตู้เอกสารวิ่งด้วยความเร็วดุจแสงปักทะลุเข้าไปเสียบร่างที่ไร้เวลาแม้แต่ครางร้องขอชีวิตคาเข้ากับเบาะเก้าอี้ตัวหรู เลือดสีสดค่อยๆ ซึมไปตามเนื้อผ้า แปรเปลี่ยนสีขาวบริสุทธิ์เป็นสีแดงดุจเพลิงกัลป์ เจ้าของคมสังหารนั้นดึงกระชากมีดทำกับข้าวออกมา สร้างเสียงชวนสยอง ก่อนจะหวดปลายแหลมนั้นวิ่งฉีกเฉือนเส้นเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนังของสัตว์น้อยผู้น่าสงสารนั้นอย่างเร็วและไร้ความปราณี

                    “คริส ทำอะไรอยู่น่ะ ข้างในเป็นยังไงบ้าง” ยูสึเกะที่เพิ่งมาถึงเท้ามือลงบนเข่า หายใจหอบแฮ่ก ไม่ได้มองภาพภายหน้า แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้น “นี่มัน...”

                    “หัวหน้าครับ ทำยังไงดี” เสียงของชุนแผ่วเหมือนคนใกล้จะเป็นลมเต็มที

                    คริสโตเฟอร์ถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรต่อไป หน้าซีดเซียวของเขาบ่งบอกได้ดีว่าหัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เขาได้แต่มองเด็กหนุ่มคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่นใจ

                    “เด็กคนนั้นเสียสติไปแล้ว” ชุนที่แทบจะล้มพับพยายามเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ

                    หัวหน้าทีมกัดฟันสู้กับความเย็นเยือกที่แช่แข็งขาของเขาแล้ววิ่งตรงเข้าไปยั้งข้อมือที่จับมีดของร่างบางเอาไว้ก่อนที่มีดนั้นจะได้พุ่งทะลุกะโหลกของซากสุนัขตำรวจตัวนั้น เด็กหนุ่มหันกลับมามองใบหน้าคนตรงหน้าด้วยดวงตาที่ไร้ซึ่งชีวิต มันเบิกออกยิ่งกว่าครั้งไหน สีหน้าของเขาค่อยๆ กลับมาเป็นคนเดิม มีดที่อยู่ในมือซ้ายถูกปล่อยลงมาแทบเท้า สายตาของเขากวาดไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก เนื้อตัวเริ่มสั่น เรียวฟันกัดกระทบกันดังออกมา น้ำตาเม็ดใสวิ่งผ่านข้างแก้ม ไหลไปตามโครงหน้าสวยเปรอะเปื้อนเลือดของเขา เสียงครางของการร่ำไห้ถูกดันออกมาจากลำคอ แข้งขาอ่อนจนทรุดไปกับพื้นที่มีแต่ซากกองเกลื่อนด้วยฝีมือเขา

                    หมอนี่สติแตกอีกแล้วเหรอเนี่ย!!

                    คริสโตเฟอร์เป็นคนเดียวในตอนนี้ที่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนตรงหน้านี้คือ มนุษย์สังหาร หนึ่งในการวิจัยชิ้นเอกของศาสตราจารย์อเล็กซ์ พี. โรบอตโต้ แห่งหน่วยพัฒนาจักรกลและมนุษย์สังหารที่ถูกฝึกการใช้ชีวิตเพื่อ ฆ่า อย่างสมบูรณ์แบบ

                    ในขณะเดียวกัน ยูสึเกะกับชุนก็ได้ช่วยจุนอิจิ อีกหนึ่งสมาชิกทีม 13 ออกมาจากตู้เอกสารสภาพบุบเบี้ยวนั้น เนื้อตัวของเขาบอบช้ำสาหัส เลือดไหลอาบไปเกือบทั้งตัว และกำลังหายใจโรยริน

                    เด็กคนนี้ทำได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ!!


Rewrite: 7 กันยายน 2562

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

244 ความคิดเห็น

  1. #215 KiHaE*129 (@princezzaofz) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 02:59
    โรบอตโต้พูดอะไรกับมิโกโตะอ่ะ
    #215
    0
  2. #189 mephii (@mephii) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 13:08
    ตาแก่นิแกพูดอะไรกับเด็กน้อยของฉันยะ
    ดูสิโหดร้ายเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเฉยเลย TT
    ฉันว่าแกคือฆาตากรตัวจริง
    #189
    0
  3. #156 แกงส้ม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 13:22
    ไม่น่าให้พบนี่นา
    #156
    0
  4. #64  αʟΘηzσ  (@godtattoo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กันยายน 2555 / 19:12
    หมอนั่นเเน่ๆเลย พูดอะไรเเปลกล่ะสิ!
    #64
    0
  5. วันที่ 22 กันยายน 2555 / 20:36
    ต้องเป็นเพราะเจ้าโรบอตนั่นแน่ๆเลย !:(
    #41
    0
  6. #24 lovecartoon1996 (@lovecartoon1996) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2555 / 15:55
    ความจริงเริ่มเปิดเผย:-O
    #24
    0