คัดลอกลิงก์เเล้ว

NO HERO SIDE STORY : YU WO ตอน "ไม่เปลี่ยนแปลง"

โดย re - ann

ตอนพิเศษค่ะ

ยอดวิวรวม

742

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


742

ความคิดเห็น


10

คนติดตาม


19
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  10 พ.ย. 55 / 15:24 น.
NO HERO SIDE STORY : YU WO ตอน "ไม่เปลี่ยนแปลง" | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 10 พ.ย. 55 / 15:24


NO HERO SIDE STORY : YU WO

ไม่เปลี่ยนแปลง

 

เมื่อรู้ว่าพ่อบ้านที่มาสมัครนั้นเป็นฝ่ายเสนอตัวขอเป็นพ่อบ้านของเขาเอง เอสโก้ อี ก็ไม่รู้สึกดีใจเลย

 

 

 

มนุษย์คนหนึ่งกระตือรือร้นจะมาเป็นพ่อบ้านของแวมไพร์ โดยทั่วไปไม่มีเรื่องดีหรอก

 

 

 

หากไม่ใช่พวกน่าเบื่อที่ปลื้มแวมไพร์ก็คือคนที่อยากกลายเป็นแวมไพร์เพื่อให้ได้รับชีวิตอมตะ

 

 

 

เอสโก้ อีรอจนเขาด้วยใจระแวดระวัง นึกด้วยซ้ำว่าพ่อบ้านผู้นี้อาจเป็นคนของศาสนจักร ทันทีที่มาถึงก็จะเกิดศึกครั้งใหญ่

 

 

 

แม้ตระกูลที่เขาไหว้วานให้ช่วยหาพ่อบ้านให้จะเป็นตระกูลพ่อบ้านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ไม่ถึงขั้นทรยศนายจ้าง แต่สมัยนี้ยังมีอะไรควรค่าให้เชื่อถือได้อย่างสนิทใจอีกหรือ

 

 

 

เอสโก้ อียืนอยู่ข้างหน้าต่างที่ยาวจรดพื้น แหงนหน้ามองจันทร์กระจ่างกลางท้องฟ้า คืนนี้พระจันทร์สุกสกาว ไกลออกไปมีเสียงหอนของหมาป่าแว่วมาเลือนราง

 

 

 

มนุษย์หมาป่า? เอสโก้ อีหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ชอบให้ในระแวกบ้านที่อาศัยอยู่มมนุษย์หมาป่า บางทีควรหาโอกาสไปจัดการพวกมันเสียหน่อยแล้ว

 

 

 

ก๊อกๆ

 

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เอสโก้ก็กำมือขวาแน่น หลังจากมั่นใจว่าพร้อมทำศึกได้ทุกเมื่อแล้วก็หันไปบอกเรียบๆว่า “เข้ามา”

 

 

 

ประตูห้องหนังสือเปิดออก ชายสวมเสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ตและติดหูกระต่ายสีแดงคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาโค้งแนะนำตัวกับเอสโก้ อีด้วยรอยยิ้มว่า “สวัสดีครับ ผมเป็นพ่อบ้านที่ตระกูลอเล็กซีส่งมา เคโซ อเล็กซีครับ”

 

 

 

เอสโก้ อีไม่ตอบ แค่สังเกตพ่อบ้านนายนี้เฉยๆ อีกฝ่ายดูอย่างมากก็อายุสามสิบ ผมยาวประบ่า หวีไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าตาหล่อเหลามาก แม้จะยิ้มอยู่และท่วงท่าก็ดูอบอุ่นเป็นมิตร แต่กลับมีรัศมีบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกว่าอย่าได้ล่วงเกินเขาง่ายๆเป็นอันขาด

 

 

 

คนคนนี้คงไม่ใช่พ่อบ้านเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามของตระกูลอเล็กซี

 

 

 

แม้ในใบประวัติจะระบุไว้ชัดเจนว่าพ่อบ้านนายนี้อายุสี่สิบแล้ว แต่คนตรงหน้าก็มีแค่จอนผมที่ออกสีเทาเล็กน้อยเท่านั้นที่เข้ากับอายุนี้

 

 

 

“ทำไมอาสามาเป็นพ่อบ้านของฉัน” เอสโก้ อีไม่พูดจาอ้อมค้อม หากคนคนนี้ไม่อาจตอบเหตุผลที่ทำให้เข้าเชื่อถือยอมรับได้เขาก็ยินดีให้ปราสาทของตัวเองขาดคนดูแลจนกลายเป็นซากรกร้างดีกว่าเก็บระเบิดที่ไม่รู้จะระเบิดเมื่อไหร่เอาไว้”

 

 

 

ไม่ทราบว่าคุณเอสโก้ อีจะอนุญาตให้ผมแนะนำใครคนนึงหน่อยได้ไหมครับ” เคโซเสนอคำขออย่างนอบน้อม”เขายืนอยู่นอกประตูนี่เองครับ”

 

 

 

ได้ยินดังนั้น จิตคิดระแวงระวังของเอสโก้ อีก็เพิ่มขึ้น แต่เขาก็ยังอนุญาต

 

 

 

ประตูห้องหนังสือเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มผมสีดำคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมเสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อกั้กเช่นเดียวกัน แค่ว่าไม่ได้ผูกหูกระต่ายสีแดงเท่านั้น

 

 

 

“นี่คือลูกชายของผมครับ ลูกชายแท้ๆ”เคโซแนะนำผู้ที่เดินเข้ามา แถมยังเน้นเป็นพิเศษว่าเป็นลูกชายแท้ๆ จากนั้นก็ขอร้องว่า “ยังอยู่ในระหว่างฝึกงานเป็นพ่อบ้าน หวังว่าคุณจะยินดีให้เขาเป็นผู้รับใช้ประจำห้องรับแขกของคุณ ไม่คิดค่าจ้างใดๆทั้งสิ้นครับ”

 

 

 

เด็กหนุ่มคนนี้ดูอายุยังไม่ถึงยี่สิบ มีรอยยิ้มที่ขี้อายสุดขีด... ทว่าเอสโก้มองแวบเดียวก็พบความจริง

 

 

 

เด็กหนุ่มคนนี้เป็นแวมไพร์อย่างแน่นอน

 

 

 

“เขาโดนกัดเหรอ” แม้การจะถูกกัดจะไม่ทำให้ใครกลายเป็นแวมไพร์ได้ หากแต่ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากอย่างการมอบอ้อมกอดแรก ทว่ามนุษย์มักไม่เข้าใจถึงจุดนี้และเขาคร้านจะอธิบาย

 

 

 

เคโซส่ายหน้า พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่ครับลูกชายของผมไม่จำเป็นต้องได้รับอ้อมกอดแรก เขาเป็นแวมไพร์โดยกำเนิดครับ”

 

 

 

แวมไพร์โดยกำเนิด!

 

 

 

ต่อให้เป็นเอสโก้ อีก็ต้องตื่นตระหนกกับเรื่องนี้

 

 

 

มีเพียงแวมไพร์หญิงเท่านั้นที่สามารถให้กำเนิดแวมไพร์ได้ แต่ถึงอย่างนั้นอัตราการให้กำเนิดก็ต่ำยิ่งกว่าต่ำ อัตราการรอดชีวิตยิ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดินเข้าไปใหญ่ เขามีชีวิตอยู่มาตั้งนานขนาดนี้ จำนวนครั้งที่เคยเจอแวมไพร์โดยกำเนิดยังน้อยจนยกมือข้างเดียวขึ้นมานับได้... และที่มีชีวิตอยู่รอดต่อได้จริงๆ ก็ไม่มีแม้แต่ตนเดียว

 

 

 

“เอสโก้ อี สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มผมดำยิ้ม รอยยิ้มอบอุ่นเป็นพิเศษ ซ้ำเขายังมีดวงตาสีเขียวเหมือนน้ำในทะเลสาบอันนุ่มนวลละมุนละไม ทำให้เขาดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเก่า

 

 

 

แวมไพร์ผู้อ่อนโยน? เอสโก้ อีพูดไม่ออก หวังแค่ว่าความอ่อนโยนนี้จะเป็นเพียงภาพภายนอกเท่านั้น

 

 

 

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาหมดความระแวงต่อพ่อบ้านนามว่าเคโซแล้ว เพราะเขาเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้วถึงสาเหตุที่พ่อบ้านนายนี้เสนอตัวมารับหน้าที่... เห็นได้ชัดว่าการมีลูกชายเป็นแวมไพร์โดยกำเนิดเป็นเหตุผลที่ไม่เลว

 

 

 

เอสโก้ถามแวมไพร์หนุ่มตนนั้นว่า “นายชื่ออะไร”

 

 

 

อีกฝ่ายพูดด้วยรอยยิ้มว่า “โจชัว โจชัว เอนด์เลสครับ”

 

 

 

“นายไม่ต้องเป็นผู้รับใช้ประจำห้องรับแขกหรอก เป็นพ่อบ้านของฉันนี่แหละ พ่อนายรับผิดชอบกะดึก นายรับผิดชอบกะเช้า”

 

 

 

“เอ๊ะ?” โจชัวเริ่มลนลาน รีบพูดว่า “แต่ผมยังอยู่ในช่วงฝึกงานนะครับ ยังไม่ได้เป็นพ่อบ้านอย่างเป็นทางการ ยังไม่อาจ...”

 

 

 

เอสโก้ อีตัดบทอย่างเย็นชาว่า “ถ้าไม่เต็มใจก็ไสหัวออกไปจากปราสาทของฉัน! ทั้งนายกับพ่อของนายเลย”

 

 

 

โจชัวเบิกตากว้าง กะทันหันแบบนี้ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เขาไม่ค่อยได้เผชิญกับคำพูดเจ้าอารมณ์นัก

 

 

 

ในตระกูลอเล็กซี แต่ละคนล้วนเป็นพ่อบ้านผู้เชี่ยวชาญการควบคุมอารมณ์ ต่อให้ไม่ใช่พ่อบ้าน สภาพแวดล้อมที่เห็นอยู่ทุกวันก็หล่อหลอมจนเกิดเป็นนิสัยสุขุมเยือกเย็นไม่มีใครเลยที่จะพูดจาด้วยน้ำเสียงและคำพูดเจ้าอารมณ์แบบนี้

 

 

 

เอสโก้ อีไม่สนใจเขา พูดต่อไปว่า “ในปราสาทมีเด็กผู้หญิงอยู่คนนึง ส่วนมากเธอจะนั่งอยู่ในเรือนกระจก นายช่วยฉันดูแลเธอ ทำตามความต้องการทุกอย่างของเธอ ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็ตาม! เธอจะเข้านอนก่อนสิบสองนาฬิกา หลังจากเธอเข้านอนแล้วก็ไม่ต้องให้นายปรนนิบัติอีก และก็ห้ามเข้าไปในห้องของเธอ เข้าใจมั้ย”

 

 

 

โจชัวพยักหน้าพูดว่า “ครับ คุณเอสโก้ อี”

 

 

 

เมื่อได้ยินคำว่าคุณ เอสโก้ก็ขมวดคิ้ว พูดว่า “เรียกฉันว่าเอสโก้ก็พอ”

 

 

“ครับคุณเอสโก้”

 

“เอาคำว่า คุณออกไป!

 

 

 

“ครับ! คุ...เอส...เอสโก้!” เกือบพูดผิดอีกแล้วเชียว โจชัวตื่นเจ้นจนเหงื่อเย็นๆ ไหลพราก แม้เขาจะฝึกงานมาหลายปีแล้ว แต่ฝึกงานก็คือฝึกงาน ตอนนี้น่ะของจริงแล้วนะ!

 

 

 

“รุ่นที่เท่าไหร่”

 

 

 

“อะไรเหรอครับ”

 

 

 

“ลำดับรุ่นของนายไง!” เอสโก้พูดอย่างรำคาญ

 

 

 

โจชัวเข้าใจแล้ว จึงตะลีตะลานตอบว่า “รุ่นที่ห้าครับ”

 

 

 

“เอสโก้ตะลึง “นายว่ายังไงนะ”

 

 

 

โจชัวไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดอีกแล้ว ได้แต่กล่าวอีกรอบแบบตัวสั่นงันงกว่า “ผมเป็นแวมไพร์รู่นที่ห้าครับ”

 

 

 

“...”เอสโก้พูดไม่ออกไปพักใหญ่ก่อนจะถามว่า “นายรู้ไหมว่าลำดับรุ่นที่ใกล้ที่สุดของแวมไพร์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้คือรุ่นที่เท่าไหร่”

 

 

 

“รุ่นที่ห้าครับ” คราวนี้โจชัวตอบแบบไม่ลังเล

 

 

 

“นายรู้?” เอสโก้กลับเป็นฝ่ายประหลาดใจ

 

 

 

“ครับ” โจชัวพยักหน้า เอ่ยว่า “ท่านพ่อค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับแวมไพร์ไว้เยอะเลยครับ”

 

 

 

“นายต้องการใกล้ชิดฉัน ก็เลยจงใจมาเป็นพ่อบ้านเหรอ”

 

 

 

โจชัวรีบเอ่ยว่า “ไม่ใช่นะครับ ผมเป็นพ่อบ้านฝึกหัดจริงๆ ดังนั้นคุณโปรดอย่ากังวล ผมจะทำหน้าที่พ่อบ้านให้ดีอย่างแน่นอนครับ”

 

 

 

“ก็นี่แหละที่ฉันกังวล!” เอสโก้กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “แวมไพร์รุ่นที่ห้ามาเป็นพ่อบ้านทำบ้าอะไรกัน! แค่นายตั้งใจฝึกพลังเลือดให้ดี อีกหน่อยก็กัดผู้สืบสายเลือดออกมาซักสองตนแล้วก็ให้ผู้สืบสายเลือดไปกัดมาอีกตนละสอง ทำต่อไปอีกหลายๆ รุ่น ดระกูลแวมไพร์อันแข็งแกร่งก็ถือกำเนิดแล้ว นายเป็นรุ่นที่ห้า สามารถสร้างแวมไพร์ที่ลำดับรุ่นไม่เกินสิบได้ตั้งเยอะแยะและลำดับรุ่นก็หมายถึงความแข็งแกร่งของพลังเลือด!

 

 

 

โจชัวอึ้ง ทำท่าจะพูดแล้วก็นิ่ง

 

 

 

เอสโก้ขมวดคิ้ว ตวาดว่า “จะพูดอะไรก็ว่ามา!

 

 

 

โจชัวเอ่ยเบาๆ ว่า “ผมไม่มีความคิดจะก่อร่างสร้างตระกูลหรอกครับ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอ้อมกอดแรกต้องทำยังไงบ้าง ความจริง... ความจริง พลังเลือดผมก็ใช้ไม่เป็นครับ

 

 

 

“นายใช้พลังเลือดไม่เป็น?” เอสโก้ย้อนถามด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “งั้นแปลงร่างล่ะ”

 

 

 

“แปลงร่างคืออะไรเหรอครับ” โจชัวถามกลับอย่างไม่เข้าใจ

 

 

 

“นายโตมาจนป่านนี้ได้ยังไงเนี่ย” เอสโก้คำรามเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อ “ไม่เคยโดนแวมไพร์ตนอื่นโจมตีบ้างเลยหรือไง กะอีแค่พลังเลือดก็ยังใช้ไม่เป็น นายน่าจะตายด้วยน้ำมือแวมไพร์ตนอื่นไปเป็นชาติแล้ว!

 

 

 

“ผมไม่มีประสบการณ์ถูกโจมตีโดนแวมไพร์อื่นครับ” โจชัวว่าไปตามจริง “ผมอาศัยอยู่ในถิ่นที่มั่นของตระกูลอเล็กซีมาโดยตลอด ไม่มีแวมไพร์ตนไหนมาโจมตีที่นั่นครับ

 

 

 

เอสโก้อึ้ง แต่ก็ไม่ประหลาดใจแล้ว ถึงเคโซจะดูไม่เหมือนพ่อบ้านธรรมดา... แต่อย่างนั้นก็เถอะ เขาถึงขนาดสามารถใช้อิทธิพลของตระกูลมาปกป้องลูกชายของตนได้ มิหนำซ้ำลูกคนนี้ยังเป็นแวมไพร์อีกต่างหาก น่ากลัวว่าฐานะคนคนนี้ในตระกูลอเล็กซีจะสูงกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้

 

 

 

เอสโก้นั่งลงหลังโต๊ะทำงาน เล็บกรีดเบาๆไปบนโต๊ะ นี่เป็นท่าเคยชินที่เขาทำเวลาครุ่นคิด

 

 

 

ทันใดนั้นประตูห้องหนังสือก็เปิดออก เคโซเดินเข้ามา มือถือถาดใบหนึ่ง บนถาดมีกาใส่นมและแก้ว เขาวางแก้วลงตรงหน้าเอสโก้ จากนั้นก็รินเครื่องดื่ม ทว่าของเหลวที่ไหลออกมาจากกากลับไม่ใช่สีขาว แต่เป็นสีแดงเข้ม

 

 

 

เอสโก้หยุดท่ากรีดผิวโต๊ะ เรียกออกมาคำหนึ่งว่า “เคโซ”

 

 

 

เคโซหยุดรินเครื่องดื่มแล้วตอบว่า “ครับ เชิญสั่งมาเลยครับ”

 

 

 

“ให้ลูกชายนายมาดูแลความเป็นอยู่ของฉันตอนกลางคืนแทน ส่วนนายรับผิดชอบตอนกลางวัน นายช่วยฉันดูแลเด็กผู้หญิงคนนึง ส่วนใหญ่เธอจะอยู่ในห้องเรือนกระจก...” ขณะที่เอสโก้สั่ง โจชัวที่อยู่ด้านข้างก็อดเบิกตากว้างไม่ได้ เพราะนี่หมายความว่า... เปลี่ยนให้เขาเป็นคนดูแลนายจ้างไม่ใช่หรือ

 

 

 

ในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจแม้แต่น้อย โจชัวได้เริ่มประสบการณ์การเป็นพ่อบ้านอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขา และที่โชคไม่ดีก็คือเอสโก้เป็นแวมไพร์ ก่อนหน้านี้โจชัวเคยเรียนรู้เรื่องกาลเทศะ การปฏิบัติตน และวิถีการดำเนินชีวิตมนุษย์มามากมาย กว่าครึ่งของสิ่งเหล่านั้นล้วนใช้ไม่ได้กับแวมไพร์ บวกกับเอสโก้ก็ไม่ใช่นายจ้างที่รับมือง่ายๆ โดยเด็ดขาด และแล้วเวลาที่แสนอกสั่นขวัญแขวนก็เร่มขึ้นจากนี้ไป...

 

 

 

“มานี่!

 

 

 

โจชัวกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดถูหินสลักที่เกาะเต็มไปด้วยฝุ่น แต่เอสโก้กลับเดินเข้ามาทิ้งวลีนี้เอาไว้ เขาจึงได้แต่ตะลีตะลานวางผ้าขี้ริ้ว ตอบว่า “ครับ” จากนั้นก็รีบเดินตามเอสโก้ไป ระหว่างทางเมื่อเห็นที่ตรงไหนไม่ค่อยสะอาดเขาก็รู้สึกทรมานใจอย่างสุดแสน

 

 

 

ปราสาทหลังใหญ่ขนาดนี้กลับมีเพียงเขาและท่านพ่อดูแลกันอยู่สองคน ถึงเอสโก้จะบอกว่าไม่ต้องดูแลสวนดอกไม้ปล่อยให้มันรกร้างยิ่งดี จะได้ไม่มีใครซี้ซั้วเข้ามาใกล้ แต่แค่การทำความสะอาดในปราสาทก็พอให้ยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแล้ว เก็บกวาดอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ก็ยังได้แค่เช็ดถูบริเวณที่ใช้งานค่อนข้างบ่อยให้สะอาดเท่านั้นเอง

 

 

 

ปราสาทนี้มีสามชั้น มีห้องทั้งสิ้นยี่สิบห้าห้อง ทางเดินสามแห่ง ห้องรับแขกใหญ่สามห้อง ห้องรับแขกเล็กสามห้อง และห้องหนังสือสองห้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเครื่องประดับมีเยอะแค่ไหน แล้วแค่สองคนจะจัดการไหวได้อย่างไร

 

 

 

คิดไปคิดมาโจชัวก็ลองเลียบเคียงเสนอว่า “เสนอโก้” หาคนรับใช้มาเพิ่มอีหน่อยดีมั๊ยครับ ปราสาทแห่งนี้ใหญ่มากจริงๆ...”

 

 

 

“ฉันไม่ชอบมนุษย์!” เอสโก้ปฏิเสธ?นที

 

 

 

โจชัวเดาได้แล้วว่าเอสโก้จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขาจึงไม่แปลกใจเลย แต่กลับเอ่ยเบาๆว่า “แต่ท่านพ่อเคยบอกว่าคุณสุภาพสตรีที่ท่านดูแลอยู่เหมือนจะเหงามาก ถ้าหาคนรับใช้หญิงมาช่วยงานซักสองสามคน นอกจากจะสามารถรักษาความสะอาดของปราสาทแล้วก็จะได้มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนเธอด้วยครับ”

 

 

 

ฟังแล้วเอสโก้ก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา

 

 

 

กระทั่งทั้งสองเดินมาจนถึงสวนดอกไม้ โจชัวก็ยังไม่ได้คำตอบ

 

 

 

โดยทั่วไปการที่นายจ้างไม่ตอบก็คือไม่ยินดี ทว่าหลังจากใกล้ชิดกันมาหนึ่งสัปดาห์ โจชัวก็พอเข้าใจนิสัยเอสโก้ ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ถ้างั้นผมจะไปรับสมัครคนรับใช้หญิงสามคนกับพ่อครัวอีกหนึ่งคนนะครับ ถ้าได้รับประทานอาหารเลิศรส เชื่อว่าคุณสุภาพสตรีจะต้องดีใจมากเลยครับ!

 

 

 

เอสโก้ไม่ตอบ แต่โจชัวกลับเผลอยิ้ม เนื่องจากขอเพียงเอสโก้ไม่ได้ตวาดว่าไม่อนุญาต นั่นก็แปลว่าอนุญาต!

 

 

 

 จริงสิ ตกลงเอสโก้เรียกให้เขามาที่สวนดอกไม้เพื่ออะไรกันนะ

 

 

 

โจชัวมองไปทางเอสโก้ อีกฝ่ายหันหลังให้เขา ชูมือขวาขึ้น ฝ่ามือขาวเกลี้ยงพลันมีไอเลือดสีแดงพุ่งออกมา

 

 

 

“นี่ก็คือพลังเลือด ที่จริงพลังเลือด ก็คือเลือดในร่างของแวมไพร์ แวมไพร์สามารถควบคุมมันได้ตามใจนึก หลังจากได้รับอ้อมกอดแรกนายน่าจะรู้สึกได้ว่าเลือดไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป...”

 

 

 

กล่าวถึงตรงนี้เอสโก้ก็ชะงัก เพราะเขาพลันนึกได้ว่าหมอนี่เป็นแวมไพร์โดยกำเนิด ไม่เคยได้รับอ้อมกอดแรกเสียหน่อย!

 

 

 

ขณะที่โจชัวกำลังมองไอเลือดบนมือนั้นด้วยความประหลาดใจ เอสโก้ก็หมุนตัวมาอย่างฉับพลัน ไอเลือดบนฝ่ามือเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พริบตาเดียวก็จับตัวเป็นกรงเล็บเลือดขนาดมหึมา

 

 

 

แต่นึกไม่ถึงว่ากรงเล็บเลือดนี้จะโบกเข้าใส่หน้าเขาตรงๆ เขาร้องด้วยความตระหนก ทรุดลงกับพื้น เมื่อเผชิญหน้ากับกรงเล็บขนาดมหึมา กระทั่งความคิดจะหนีก็ยังไม่มีได้แต่มองกรงเล็บฟาดเข้าใส่หน้าตาปริบๆ...

 

 

 

ปังๆ!

 

 

 

เอสโก้หลบวูบ เงยหน้ามองไปทางระเบียง พ่อบ้านอีกนายของเขายืนอยู่ตรงนั้น ในมือยังถือปืนลูกโม่อยู่สองกระบอก

 

 

 

เคโซกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คุณเอสโก้ อี ในสัญญาระบุอย่างชัดเจนว่าห้ามนายจ้างสัมผัสร่างกายพ่อบ้าน ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดทั้งสิ้น”

 

 

 

แม้มุมปากของเขาจะยกขึ้น ทว่าใบหน้าไม่มีแววยิ้มแม้แต่นิดเดียว รัศมีที่เปล่งออกมาจากร่างเขาแข็งกล้าไม่แพ้แวมไพร์ตนใดเลย

 

 

 

เอสโก้เหลือบมองโจชัวแวบหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังคลานขึ้นจากพื้น แถมยังทำท่าขวัญหนีดีฝ่อ... มีพ่อดุแบบนี้ ทำไมหมอนี่ถึงมีสารรูปนี้ได้นะ

 

 

 

“ขอประทานโทษด้วยครับ” ขณะที่เล็งปืนไปที่นายจ้าง เคโซก็พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “เนื่องจากคุณละเมิดสัญญา ดังนั้นการว่าจ้างจึงยุติลงเพียงเท่านี้ ผมและลูกชายจะไปเดี๋ยวนี้”

 

 

 

ขี้โมโหใช่ย่อยนะเนี่ย! เอสโก้ขมวดคิ้ว เอ่ยเรียบๆว่า “นายคุ้มครองเขาไม่ได้ทั้งชาติหรอก”

 

 

 

เมื่อได้ยินประโยคนี้ แม้เคโซยังคงรักษาสีหน้าแบบที่ยกมุมปากขึ้นเอาไว้ แต่รอยยิ้มก็เข้มเกินเหตุไปนิด ประกอบกับดวงตาที่ไม่มีแววยิ้มแม้แต่น้อย ผู้มีสายตาเฉียบแหลมต่างก็มองออกว่าที่จริงอารมณ์แค้นของเขาพุ่งทะลุฟ้าเลยทีเดียว แต่เคโซก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงมีมารยาทว่า “อย่างน้อยตอนนี้ผมก็สามารถคุ้มครองไม่ให้เขาโดนแวมไพร์ฆ่าตายได้”

 

 

 

ตอนนี้เอสโก้พอเดาได้แล้วว่าทำไมแวมไพร์รุ่นที่ห้าอย่างโจชัวถึงมีสารรูปแบบนี้ได้... เพราะเขามีพ่อที่คอยคุ้มครองมากเกินเหตุ!

 

 

 

“อยากไปก็ไปสิ!” เอสโก้เก็บกรงเล็บเลือด สะบัดหน้าจากไป

 

 

 

“ขอบพระคุณที่ให้อภัยและเข้าใจครับ” ตอนนี้เคโซถึงได้ลดปืนลง ก้มหน้าพูดกับลูกชายว่า “โจชัว ไปเก็บกระเป๋า”

 

 

 

“ท่านพ่อ พวกเราต้องไปจริงๆ เหรอครับ”

 

 

 

“แน่นอน” เคโซขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดว่า “เขาโจมตีลูก พ่อยอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้”

 

 

 

ฟังแล้วโจชัวก็ไม่รู้ว่าควรไกล่เกลี่ยอย่างไรดี ถึงเอสโก้โจมตีเขาก็จริง แต่เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเขา ทว่าต่อให้เขาอธิบายให้ท่านพ่อฟัง ฝ่ายหลังก็คงพูดว่าเขาไร้เดียงสาเกินไปสินะ

 

 

 

โจชัวกล่าวอย่าลังเลว่า “ท่านพ่อครับ ผม...ผมไม่อยากไปจากที่นี่”

 

 

 

เคโซอึ้ง พูดว่า “ไม่ได้ เขาโจมตีลูก ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันไว้แล้ว เมื่อไหร่มีอันตราย พวกเราจะไปทันที!

 

 

 

เขาเถียงว่า “เอสโก้ไม่ได้เจตนาจะทำร้ายผมนะครับ!

 

 

 

“ทำไมลูกถึงคิดแบบนี้ล่ะ” เคโซพูดด้วยความงุนงง “เขาเป็นแวมไพร์นะ!

 

 

 

อย่างที่คิดไว้เลย... โจชัวเสียใจเหลือเกิน จึงหลุดปากโต้กลับไปว่า “ใช่ครับ เอสโก้กับผมเป็นแวมไพร์เหมือนกัน!

 

 

 

ขณะที่คำพูดออกจากปาก เคโซก็รู้ว่าตัวเองพูดผิดไปแล้ว เมื่อคิดจะขอโทษ ลูกชายกลับทำหน้าเศร้า ตวาดเบาๆ อย่างมีอารมณ์ว่า “ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าจะไปท่านพ่อก็ไปคนเดียวเถอะครับ!

 

 

 

ลูกคนนี้ถึงกับตวาดใส่เขาเชียวหรือ... เคโซตกใจสุดขีด

 

 

 

เห็นท่านพ่อทำท่าตื่นตระหนก โจชัวก็เสียใจ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่พ่อวิจารย์แวมไพร์เมื่อครู่ เขาก็ไม่อาจข่มความโกรธเอาไว้ได้ จึงเอาอย่างเอสโก้ด้วยการเดินสะบัดหน้าไปเสียเลย

 

 

 

“โจชัว!” หลังจากตะโกนเรียกไปหนึ่งครั้ง เคโซก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าลูกชายไม่หันกลับมา หรือว่า...

 

 

 

“ในที่สุดก็ถึงวัยต่อต้านแล้วเหรอ”

 

 

 

เห็นแผ่นหลังลูกชายเดินจากไป เคโซก็อดรู้สึกปลงไม่ได้ว่า ในที่สุดลูกก็เข้าสู่วัยหนุ่มซึ่งเป็นวัยต่อต้านแล้วแต่คิดๆ ดู ถ้าตวาดทีเดียวก็เรียกว่าวัยต่อต้านงั้นที่ก่อนหน้านี้เขาหนีออกจากบ้าน แถมยังบุกเข้าไปในถิ่นแวมไพร์ก็คงเรียกว่าเป็นความผิดอุกฉกรรจ์เลยสินะ

 

 

 

“เฮ้อ ขนาดไม่พอใจยังเรียกฉันว่า ท่านพ่อไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะดีใจหรือเป็นห่วงที่ลูกอ่อนโยนเกินไปดี ฉันก็ไม่ได้อ่อนโยนขนาดนั้นซะหน่อย ทำไมถึงเลี้ยงลูกออกมาอ่อนโยนขนาดนี้ได้นะ”

 

 

 

 

 

“เอสโก้ เดี๋ยวก่อน...”

 

 

 

พูดไปได้แค่ครึ่งเดียวโจชัวก็พบว่าร่างที่อยู่ข้างหน้าหยุดฝีเท้าลงจริงๆ จากนั้นก็หันกลับมา แปลงกรงเล็บเลือดออกจู่โจมเขาอีกรอบ

 

 

 

โจชัวรเองอย่างตื่นตระหนก ล้มหงายหลัง หลับตาทั้งสองข้างลง ยกแขนขึ้นบังตามสัญชาตญาณ... แต่กลับไม่ได้เจอความเจ็บปวดหรือความมืดมิดตลอดกาลเสียที

 

 

 

ลองลืมตาดู กรงเล็บเลือดหาไปแล้ว เอสโก้แค่ยืนอยู่ตรงหน้าก้มมองเขาเฉยๆ แต่บนร่างเอสโก้มีสีแดงจางๆ แผ่ออกมา พอมองให้ละเอียดก็พบว่าไม่แต่เอสโก้แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวต่างก็ปกคลุมไปด้วยสีแดงจางๆ

 

 

 

โจชัวถามอย่างงุนงงว่า “คุณใช้พลังเลือดครอบผมไว้เหรอ ทำไมล่ะ”

 

 

 

“ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นตัวนายเอง” เอสโก้อธิบายเสียงเรียบ “พลังเลือดไม่เพียงใช้โจมตีได้ ยังใช้ป้องกันได้ด้วย”

 

 

 

“พลังเลือดของผม?” โจชัวลุกขึ้น ยื่นมือสัมผัสสีแดงจางๆ นั่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น รู้สึกแค่ว่ามันเย็นๆ เท่านั้น

 

 

 

ลูบอยู่ครู่หนึ่งโจชัวก็พลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงรีบเงยหน้าพูดว่า “เอสโก้ ท่านพ่อแค่เข้าใจผิดว่าคุณจะทำร้ายผม ถ้าเขารู้ว่าคุณจะสอนการใช้พลังเลือดให้ผมจะต้องขอโทษคุณแน่ๆ”

 

 

 

“พวกนายสองคนไปซะเถอะ” เอสโก้เอ่ยอย่างเย็นชา “ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรให้นายมาเป็นพ่อบ้านตั้งแต่แรก”

 

 

 

“ทำไมล่ะครับ” โจชัวเอ่ยอย่างอึ้งๆ “ผมทำได้ไม่ดีเหรอครับ”

 

 

 

เดิมทีเอสโก้ยังคิดจะตอบตรงๆ ว่า ถูกเผงแต่เมื่อเห็นสีหน้าโจชัว จนแล้วจนรอดก็พูดไม่ออก... สีหน้าหมอนี่อย่างกับว่าขอเพียงเขาพูดว่าทำได้ไม่ดี อีกฝ่ายก็จะกระโดดตึกชดใช้ความผิดทันทีอย่างนั้นแหละ

 

 

 

“...ไม่ใช่”

 

 

 

“โจชัวผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ ดีจังเลย งั้นผมกับท่านพ่อก็เป็นพ่อบ้านให้คุณต่อได้แล้วใช่ไหมครับ”

 

 

 

“ไม่ได้!

 

 

 

“ทำไมละครับ” โจชัวรีบพูดว่า “ถ้าไม่มีพ่อบ้าน แล้วใครจะคอยดูแลความเป็นอยู่ให้คุณกับคุณสุภาพสตรีท่านนั้นล่ะครับ”

 

 

 

ได้ยินคำว่า สุภาพสตรี แล้วเอสโก้ก็ลังเลนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยว่า “งั้นก็ให้พ่อนายอยู่ต่อไป นายไปซะเถอะ!

 

 

 

ฟังดังนั้นสีหน้าโจชัวก็ราวกับถูกต่อยหนักๆ เขาหลุบหน้าลง “ทำไมต้องไล่ผมด้วยล่ะครับ หรือเป็นเพราะผมทำได้ไม่ดีจริงๆ”

 

 

 

อตนแรกยังคิดจะพูดว่า เออแต่เมื่อเห็นสีหน้าประหนึ่งความหวังทั้งหลายพังทลายเป็นเถ้าถ่านของโจชัว ยังงั้ยยังไงเอสโก้ก็ไม่อาจเอ่ยคำที่ขัดกับความรู้สึกได้ด้วยความหงุดหงิด เขาจึงตะโกนความจริงออกมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เพราะนายไม่มีทางอยู่ได้ตลอดกาลไงเล่า!

 

 

 

“ทำไมล่ะครับ” โจชัวพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “ผมเป็นแวมไพร์ ก็เหมือนกับคุณ มีชีวิตอันยยืนยาว”

 

 

 

เอสโก้คำรามเบาๆ ว่า “ต่อให้เป็นแวมไพร์ ทันทีที่ศาสนจักรรู้ว่าเกี่ยวข้องกับฉันก็จะโดนจับไปสอบสวนด้วยการทรมานจนตายอยู่ดี! พวกเขาตามล่าฉันมาเป็นพันปีแล้ว! อมนุษย์หน้าไหนก็ขวางพวกเขาไม่อยู่! ถึงตอนนั้นถ้าพวกนายโดนพวกเขาจับไป ฉันจะไม่สนใจความเป็นความตายของนายเด็ดขาด ได้ยินมั้ย! ไม่สนเด็ดขาด”

 

 

 

พันปี? โจชัวเบิกตากว้าง งั้นเอสโก้อายุเท่าไหร่กันแน่

 

 

 

เอสโก้กลับตีความสีหน้าเขาผิด เข้าใจว่าเขากลังแล้ว ดังนั้นจึงตวาดเบาๆ ว่า “เข้าใจแล้วใช่มั้ย ไสหัวไปซะตั้งแต่ตอนนี้เถอะ! ไสหัวไปพร้อมกับพ่อของนายนั่นแหละ!

 

 

 

“ไม่ครับ!” โจชัวกลับกล่าวว่า “ต่อให้ศาสนจักรคิดจะจับผม ท่านพ่อจะปกป้องผม ท่านพ่อเป็นผู้นำตระกูลอเล็กซี ถึงเป็นศาสนจักรก็ไม่สามารถทำร้ายผมได้”

 

 

 

“นาย...” เอสโก้หันขวับไปทันที แม้จะรู้ว่าควรให้อีกฝ่ายไปเพราะเขารังแต่จะนำความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุดมาให้เท่านั้น ทว่าก็ไม่อาจต้านทานความปรารถนาที่อยากมีเพื่อนสักคนได้

 

 

 

เขาพึมพำว่า “อย่าให้ฉันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ฉันเกลียดความเปลี่ยนแปลง โลกนี้มักจะเปลี่ยนเร็วเกินไปอยู่เรื่อย...”

 

 

 

โจชัวเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “ผมจะไม่เปลี่ยนไปหรอกครับ ผมจะเป็นพ่อบ้านอย่างเดียวตลอดไป”

 

 

 

คิดๆ ไปแล้วก็ไม่ถูก เอสโก้รีบพูดว่า “นายเปลี่ยนแปลงซะหน่อยก่อนดีกว่า! แวมไพร์รุ่นที่ห้าเป็นพ่อบ้านอะไรกัน!

 

 

 

“ไม่ครับ ผมจะเป็นพ่อบ้านตลอดไป”

 

 

 

“ไปสร้างตระกูลแวมไพร์ซะ รุ่นที่ห้ายิ่งเหลือน้อยๆ อยู่!

 

 

 

“ไม่ครับ ผมจะเป็นพ่อบ้าน จะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป” โจชัวเอ่ยช้าๆ ทว่าแน่วแน่ ราวกับกำลังกล่าวคำสาบานอันมั่นคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

 

 

-                   END   -

 

 

 

ขอบคุณสำนักพิมพ์ enter และ ท่าน ดาร์กนะคะ

 

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ re - ann จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

10 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 กันยายน 2559 / 11:23
    เข้าใจและ โจชัวเป็นแบบนี้ถึงโดนซาดีนาเอามีดปักคอได้
    #10
    0
  2. #9 never_end2 (@never_end) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 17:53
    โจชัวตอนเด็กๆนี่โมเอะจัง ชอบมากเลยค่ะ>< อยากให้เรื่องนี้มีตอนพิเศษเยอะๆ เรื่องจบไปแล้ว แต่ยังไม่อยากให้จบเลย ชอบเรื่องนี้มากๆค่ะ
    #9
    0
  3. วันที่ 31 มกราคม 2559 / 16:51
    พ่อก็โหดแต้ แม่ก็โรคจิตเข้าขั้นสยอง ตัวเองเป็นแวมไพร์รุ่นที่ห้า ไหงถึงอ่อนโยนขนาดนั้นล่ะลูก 0[]0~~
    #8
    0
  4. วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 / 12:01
    ท่านพ่อห็โหด ท่านแม่ก็โคตรจิตและน่ากลัวมาก แต่ไหงลูกออกมาทั้งสองคนถึงได้น่ารัก และอ่อนโยนเกินผู้ให้กำเนิดแบบนั้นกันล่ะ
    #7
    0
  5. วันที่ 1 เมษายน 2557 / 00:32
    โจวชัว นายเป็นแวมไพร์รุ่นที่ห้าจริงเรอะ??? พ่อก็โหด แม่ก็โครตโหด ไหง๊ออกมาเป็นแบบนี้ได้เล๊าาาาาา 

    ตอนนี้จิ้นเอสโก้ โจวชัว ไปไกลลิบแล้ววค๊าาาา คุณพ่อตาก็โหดแหะ เค้าแค่จะสอนพลังเลือดถึงกับเอาปืนมายิงเลยทีเดียว นี่ถ้าคุณลูกชายโดนทำอะไรมากกว่านี้ จะไม่ของขึ้นจนจับเอสโก้ส่งศาสนจักรเลยเหรอค่ะ?? หุหุหุ
    #6
    0
  6. วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 00:26
    ขอบคุณครับ^^
    #5
    0
  7. วันที่ 27 เมษายน 2556 / 15:20
    พ่อแบบนี้ ~ แม่แบบนั้น

    ไหง! ลูกถึงออกมาเป็นโจชัวผู้อ่อนโยนได้ล่ะ!!!
    #4
    0
  8. วันที่ 26 ธันวาคม 2555 / 10:03
    หนักแน่นดีมากโจชัว
    ขอบคุณพี่แอนมากค่ะ ^^
    #3
    0
  9. วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 / 21:14
    *o*            
    #2
    0
  10. #1 the dark
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555 / 16:47
    ขอบคุณมากค่ะ^_^
    #1
    0