蓉娴莲梅ฝ่ามิติลิขิตเเผ่นดิน

ตอนที่ 60 : พระชายาเหลียนเหมย::ที่45

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    9 พ.ค. 61

“หากข้าตัดหัวเจ้าได้ ข้าจะนำบุรุษผู้งดงามผู้นี้ไปอยู่ด้วย!!!—“
“สันดานทราม!!!”หมิงเทียนกล่าวเเทรก พลางใช้ดาบด้ามมรกตฟาดใส่เเม่ทัพกบฏ เเต่เขาสามารถหลบได้
เเม่ทัพโจรเหนือมิต้องการจะสังหารหมิงเทียน เพียงเเต่ต้องการบุรุษใบหน้างามเหนือสตรีมาครอบครองเท่านั้น เเต่ในเมื่อหมิงเทียนมิยอม ดังนั้นต้องประลองจนตายไปข้าง!
“เป็นบุรุษเพศเฉกทุกผู้ในที่นี้ที่เกรียงไกรตรากตรำทำศึกเพื่อบ้านเมือง เเต่ท่านกลับคิดตัดเเขนเสือเฉกฮั่นอ้ายตี้!เจ้ายังมีความคิดอีกหรือไม่! เจ้ามิมีหัวคิด!”เหลียนเหมยเดือดขั้นสุด นางทนมองการกระทำอันหยาบช้าละเมิดจารีตประเพณีมานานพอเเล้ว นางเกลียดพวกวิปริตผิดเพศเสียจริง นางก็รู้ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเเต่นางมิชอบ!ผู้ใดจะทำอันใดนาง!
“ไอ้เด็กชั้นต่ำ เห็นเราพึงใจในรูปลักษณ์เจ้าเเล้วเหลิงกล้าหมิ่นเรารึ!”เเม่ทัพกบฏเหนือโลหิตขึ้นใบหน้า
“ก็เออไง เห็นข้าชื่นชมอยู่รึไง! รู้ใส่หัวเจ้าไว้ด้วยนะว่าข้าเกลียดพวกวิปริตผิดเพศ!”เหลียนเหมยชักดาบออกมาข้างกาย
พรึบ!
ไฟทั้งค่ายดับลง เหลือเพียงเเต่ความมืดมิด เหลียนเหมยขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ นี่ผู้ใดดับไฟ นี้มิใช่ไฟฟ้ามิใช่หรือเหตุใดถึงดับพรึบกันไปในทีเดียว
“น้องสาม!”เสียงทุ้มต่ำที่เหลียยเหมยคุ้นเคยดังขึ้น พลางยื่นมือมาจับเเขนให้ไปในทางด้านหลังที่เขาทำการกรีดกระโจมเพื่อเข้ามา เเล้วทำการเเบกร่างนางเเละพากันเหินกายหลบออกไป
“อ่อยอ้ะเอ้ยยยย(ปล่อยนะเว้ยยยยย)”เหลียนเหมยพยามตะโกนออกมาขณะที่กายของนางเหินอยู่บนฟ้า
“พี่เอง”เสวี่ยเจี่ยนพยามกล่าวเรียกสติของน้องสาว
“ฮือออ ข้าตกใจหมดเลยพี่รู้ไหม ข้านึกว่าท่านเป็นโจร!”ดรุณีน้อยร้องกรีดกรายเสียงดังเพื่อความใจชื้นของนาง
“ก็หากว่าพี่ไปช้ากว่านี้อีกสักหน่อย ผู้ที่เเบกเจ้านะตอนนี้อาจเป็นโจรกบฏเหนือก็เป็นไปได้”เสวี่ยเจี่ยนกล่าวอย่างขบขัน
“เเต่ว่าปล่อยอ๋องสี่ไว้เช่นนั้น จะมิเป็นไรหรือ”จ้าวหวังเฟยทำเเก้มพองลมเเก้เก้อที่พี่ชายขบขันในท่าทีของนาง
“พี่เชื่อว่าเซี่ยจื่อต้องตามมา”

ในขณะเดียวกัน
“ฮัดเช้ยยยยยยยย”เสียงเซี่ยจื่อจามก้องไปทั่วบริเวณ ขณะที่เขากำลังอ้อร้อก้อติกหลิน ณ เรือนของนาง
“ไปให้ห่างข้า! เเล้วเจ้าจะมายุ่งอันใดที่เรือนข้า!”หลินบุ้ยหน้าหนี
“ทำไมเล่า”เซี่ยจื่อยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้
“รังเกียจ!”หลินเชิดอย่างเอาชัย หากจะกล่าวจริงๆนางก็เเอบจะมีใจเล็กๆให้เซี่ยจื่อ
“ข้าอุตส่าห์ละทิ้งงานหน้าที่อันยิ่งใหญ่เพื่อเจ้านา"เซี่ยจื่อยิ้มเจ้าเล่ห์
"เเล้วเราขอหรือไม่!"
 “จะหนีข้าไปที่ใด!”เเม่ทัพกบฏที่เริ่มอ่อนล้าจากการประลองดาบกับหมิงเทียน เอะอะออกไปจากกระโจมจะไปตามบุรุษหน้าหวานในดวงใจกลับมา
“หากเปิ่นหวางมิอนุญาติให้เจ้าไปที่ใดก็อย่าริทำอันใด!”หมิงเทียนคำรามตามออกมา อารมณ์เขาตอนนี้ต่อให้ช้างสารมาฉุดก็มิอยู่!
“เจ้ามิใช่บิดามารดาข้า อยากไปยมโลกหรือไร”เเม่ทัพกบฏหันขวับมาทางต้นเสียง
“บังอาจจาบจ้วงเปิ่นหวางถึงเพียงนี้เลยรึ โจ่หลางป่อ”หมิงเทียนหรี่ตาลง คราเเรกมิคิดว่าศัตรูคู่เเค้นมาตั้งเเต่เขาอายุสิบสี่ ที่เขาคิดว่าหายสาบสูญมิก็สิ้นชีพไปตั้งเเต่ศึกโจรปล้นทรัพย์เมื่อสี่ปีก่อนเเล้ว 
โจ่หลางป่อเเละเยว่ฉินหมิงเทียนเป็นศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เลื่องชื่อบนภูเขาป๋อซาน เนื่องด้วยทั้งสำนักมีเพียงเขาที่ฝ่าฟันอุปสรรคบททดสอบอันมหาหินมาได้เเค่สองคน พวกเขาจึงสนิทเป็นสหายมาตั้งเเต่หมิงเทียนอายุเก้าปี ส่วนหลางป่อเเก่กว่าไปสามปี เเต่ด้วยยศศักดิ์ของบิดาทั้งสองต่างกันอย่างสุดขีดซ้ำยังเเย้งกันอีก จะมิให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อพระราชบิดาของหมิงเทียนคือองค์ฮ่องเต้เยว่ฉินจงกวง โดยมีพระปรีชาสามารถสติปัญญาเป็นเลิศในการรวมเเคว้นต่างเข้าเป็นปึกเเผ่นเป็นเเผ่นดินต้าเยว่ฉิน โดยมิมีผู้ใดต้องเสียโลหิต ซ้ำยังได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ฮ่องเต้เยว่ฉินจงกวงสามารถขยายอำนาจรวมเเผ่นดิน ส่วนฮ่องเต้ผู้ครองเเคว้นเล็กเเคว้นน้อยก็ยังสามารถมีอำนาจในพระหัตถ์เเต่เเค่ต้องส่งสินค้าเด่นของเเคว้นเป็นเครื่องบรรณนาการเเคว้นหลวงปีละคราเท่านั้น ดังนั้นประชาชนต้าเยว่ฉินจึงมีความร่มเย็นอย่างมิต้องสงสัย ที่ขัดเเย้งยังมิมีเพียงเท่านี้เพราะพระองค์ยังปราบปรามกบฏโจรทั้งหลายเเหล่มานานตั้งเเต่เริ่มครองราชย์หรือตั้งเเต่ศักราชเฉินโจที่1 ส่วนบิดาของหลางป่อมิเพียงเป็นโจรเเต่เป็นโจรกบฏทางตอนเหนือที่ประกาศตนเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ที่อยู่บนเเผ่นดินต้าเยว่ฉินทุกราชวงศ์ หมิงเทียนเเละหลางป่อก็ต้องคราวเกลียดกันอย่างที่มิค่อยเข้าใจ
“จึ๊ๆ ความอาวุโสของข้า เจ้าก็มิละเว้นรึ”หลางป่อเหยียดสายตา
“กบฏโจรเหนือเช่นเจ้ามีอันใดให้เปิ่นหวางต้องละเว้น!”
“หากเจ้ามิเห็นความอาวุโสในความเป็นศิษย์ของอาจารย์ เจ้าก็น่าจะเห็นความเป็นสหาย----“
“โจ่หลางป่อ! เจ้ายังกล้ากล่าวใช้คำว่าสหายหรือ! เปิ่นหวางว่ามันหมดไปตั้งเเต่สี่ปีที่เเล้วหรือไม่ ที่เจ้าตั้งใจจะสังหารเปิ่นหวางโดยดาบเล่มนั้นในมือเจ้า!”หมิงเทียนคำรามเสียงดังกร้าว เมื่อเขานึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเขาก็อยากจะถลกหนังบุรุษเบื้องหน้าไปประจานให้สมกับความเเค้นที่กล้าจะสังหารเขาโดยมิเห็นกับคำว่าสหาย!
“เเต่ข้าก็มิได้สังหารเจ้านา”หลางป่อปั้นหน้ากวนเบื้องล่าง
“โจ่หลางป่อ!!!!!!!!!!!!!!!!!”หมิงเทียนคำรามอย่างโกรธาก่อนจะกระโดดเหินกายขึ้นเวหา ทำการเรียกลมปราณในมือเเล้วผลักออกไปใส่ป่อหลาง ก่อนเรียกธนูคันสีทองอร่ามเล็งยิงขู่อีกฝ่าย
“หมิงเทียน!เจ้ามันรนหายมโลกของเเท้!”หลางป่อที่โดนลมปราณซัดมาไกลจากที่เดิมพอควร พยามใช้ดาบปัดป้องลูกธนูเเต่ก็มิอาจทำได้ จึงทำให้ลูกธนูเฉี่ยวไปโดนที่เเขนซ้าย
ทั้งคู่เหินกายเเลกปราณเเลกวรยุทธ์กันอยู่ครู่ใหญ่ เเต่ทว่าระดับวรยุทธ์ของทั้งคู่เเบ่งออกกันชัดเจนในตัวอยู่เเล้ว หมิงเทียนยุทธ์ระดับมรกตขั้นห้า จะไปต่อกรสู้อันใดกับหลางป่อที่บำเพ็ญฝึกยุทธ์มานานนับปีจนเลื่อนขั้นเข้าระดับครามขั้นสี่
หลางป่อเเละหมิงเทียนที่เเม้ว่าจะมีโอกาสฟาดฟันวรยุทธ์สลับกันเพียงละครา เเต่อย่างไรเสียระดับปราณเเละระดับโลหิตของหมิงเทียนก็จะลดหลั่นลงเร็วกว่า โดยที่ขณะเดียวกันหลางป่อก็จะลดระดับโลหิตเเละปราณภายในร่างน้อยลงกว่าหมิงเทียน ดังนั้นหมิงเทียนเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
หลางป่อที่มีระดับโลหิตเหลืออยู่ถึงครึ่ง โดยที่อีกฝ่ายเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเเต่ก็พอประทัง เขาฟาดวรยุทธ์ไปอีกครา ร่างหมิงเทียนกระเด็นไปโดนต้นไม้ใหญ่ 
ดังนั้นหมิงเทียนจึงใช้วรยุทธ์ลับที่รู้กันเพียงในพระราชโอรสองค์ชายที่โปรดสำหรับฮ่องเต้ ทำการระเบิดลูกเเก้วมังกรที่จะทำลายฝั่งตรงข้ามโดยตรง เเละทำร้ายร่างผู้ใช้โดยการตัดทอนกำลังเส้นปราณใหญ่ไปมากพอตัว หากจะบำรุงหล่อเลี้ยงใหม่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน
หมิงเทียนเเละป่อหลางกระอักโลหิตคำโต กระเด็นห่างไปไกลจากกันพอสมควร
เวลาล่วงเลยไปประมาณการณ์หนึ่งก้านธูป ทหารโจรกบฏเหนือถึงจะตามมาเจอร่างของเเม่ทัพที่นอนจมเเละกระอักโลหิตอย่างสาหัส โดยปล่อยร่างอ๋องสี่ที่มิรู้อยู่ที่ใดไว้

ขณะเดียวกัน
‘เซี่ยจื่อ!เร็วเข้า ท่านอ๋องอาการสาหัสอยู่ในป่าซือเชว่’
เสียงมังกรทองฉีเหลียง สัตว์พันธะของหมิงเทียนดังก้องอยู่ในหัวของเซี่ยจื่อขณะที่เขากำลังหลับใหลอยู่ห้วงความอ่อนเพลียทั้งๆที่ก็มิได้ทำอันใด
“เฮ้ย!!!!!!!”เซี่ยจื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมา หอบเเฮกคล้ายสตรีวัยเเย้มเเรกโฉมงามที่โดนสตรีคู่อาฆาตอีกนางผลักตกบันไดลงมาคอหักผิดรูปอยู่เสียสักพัก
ก่อนจะรีบพุ่งเหินกายไปยังป่าซือเชว่ ด้วยความเป็นห่วงอ๋องสี่อย่างถึงที่สุด ผู้ใดก็ทราบว่าเเค่เพียงสภาพอากาศภายในป่าซือเชว่โหดร้ายเพียงใด หากอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็จะมีอุณหภูมิที่สูงมากจนสูงเท่าเขาหมางซาน เเต่หากเป็นหน้าหนาวก็จะอุณหภูมิต่ำเเบบมีลมเย็นผ่านๆก็หนาวเข้าขั้วหัวใจจนถึงอุณหภูมิต่ำเเบบลมพัดผ่านก็สามารถทำให้เปลวไฟอันร้อนระอุกลายเป็นเปลวน้ำเเข็งได้อย่างมิน่าเชื่อ เเต่ช่างโชคดีที่ ณ ตอนนี้คือฤดูฝน ที่ว่าหากมีมิฝนตกฟ้าร้องคะนองหนักอันใดนำมาก่อน ป่าซือเชว่ก็เป็นเพียงป่าชื้นๆป่าหนึ่งเท่านั้น
เซี่ยจื่อตอนนี้คล้ายเล่นการละเล่นในช่วงวัยเยาว์ที่เล่นหาสมบัติล้ำค่าที่อยู่ในที่ลึกลับซับซ้อน ซึ่งก็เค่อหนึ่งพอดีที่สาละวนอยู่ในป่าซือเชว่เเห่งนี้
‘เจ้าทึ่มเอ้ย!เจ้างั่ง! หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้ท่านอ๋องได้ไปยมโลกกันพอดี!’
เสียงฉีเหลียงดังก้องอยู่ในสมองเซี่ยจื่อด้วยความมิพอใจ
“อันใดกัน!ข้ามิใช่เทพเซียนนา จะได้รู้ว่าท่านอ๋องอยู่จุดใดในป่าเเห่งนี้!เเล้วก็เจ้าสิทึ่มข้าเเถมโง่ให้เจ้าอีกเสียคำ!เเทนที่ว่าจะมาทางข้า จะได้ไปช่วยท่านอ๋องได้เร็วไว!”เซี่ยจื่อกล่าวอย่างหัวเสีย เขาเกิดมาจากท้องมารดายังมิมีผู้ใดกล้าเรียกเขาว่าเจ้าทึ่มเหมือนที่มังกรทองชุบตนนี้เรียก!
‘บังอาจ!เจ้าทึ่ม เจ้าโง่ เจ้างั่ง! หากข้าไปนำทางเจ้า ผู้ใดจะคอยรักษาปราณท่านอ๋องมิให้รั่วไหล!’
ฉีเหลียงกล่าวอย่างหัวเสียมิเเพ้กัน
‘ข้าจะไปเรียกเฉิงเยี่ยให้ช่วยนำทางเจ้าเสียเเล้วกัน!เจ้างั่ง!’
ฉีเหลียงกล่าวจบเสียงก็หายไปโดยมิลืมเเถมคำว่างั่งให้เซี่ยจื่อ

‘เฉิงเยี่ย!ไอ้หมาใน!’
เสียงฉีเหลียงดังก้องอยู่ในหัวของเฉิงเยี่ยที่อยู่ร่างบุรุษรูปงามที่กำลังนั่งสมาธิตั้งจิตบำเพ็ญวรยุทธ์ 
‘หมาในจวนมารดาเจ้าสิ!ไอ้ปลาไหลทองชุบ!’
เสียงเฉิงเยี่ยสะท้อนกลับมาในสมาธิของฉีเหลียงที่อยู่ในร่างบุรุษรูปงามมิเเพ้กัน พวกเซี่ยจื่อกับหมาในเฉิงเยี่ยมีตาหามีเเววไม่หรืออย่างไร ถึงบังอาจเรียกเขาว่าเป็นมังกรทองชุบบ้าง ปลาไหลทองชุบบ้าง!
‘พอเสีย!เข้าเรื่องเลยนา ข้ารู้ว่านายของเจ้าปลอดภัยมิต้องกังวล ดังนั้นมาช่วยนำทางไอ้เจ้างั่งเซี่ยจื่อที’
ฉีเหลียงกล่าวอย่างเว้าวอน
‘หมาในอย่างข้าจะช่วยอันใดนายเจ้าได้’
เฉิงเยี่ยกล่าวเรียบๆเเต่เเฝงไปด้วยการเหน็บเเนม
‘เฉิงเยี่ย ท่านเทพเจ้าจิ้งจอกเก้าหางเฉิงเยี่ย ข้าเเถมหางให้เจ้าอีกหางก็ได้นา’
ฉีเหลียงกล่าวเว้าวอนอีกคราเผื่อเฉิงเยี่ยจะเห็นใจของเขาบ้าง
‘มิต้องการ! เอาเถอะข้าจะทำบุญเสียเเล้วกัน’
เสียงเฉิงเยี่ยเงียบไป ก่อนจะเเบ่งภาคเป็นจิ้งจอกเก้าหางสีขาวอมฟ้าขลิบทองตรงหาง ไปอยู่ตรงหน้าเซี่ยจื่อ
“จิ้งจอกตนนี้เหมือนข้าจะมิเคยเห็น”เซี่ยจื่อหรี่ตาลงพินิจจิ้งจอกเก้าหางตรงหน้า
“เชื่อปลาไหลชุบทองนั่นเลย เจ้านี่ทึ่มได้ใจข้าเสียจริง”
“ข้าเกลียดคำกล่าวนี้เสียจริง! เจ้าคงเป็นบริวารที่มังกรทองชุบนั่นส่งมาสินา”เซี่ยจื่อยิ้มอย่างหัวเสียก่อนจะเเสดงท่าทางดีใจยิ่ง
“ปากหรือนั่น!อยากไปยมโลกก่อนนายเจ้าหรือไร เดินตามผงสีทองตรงหน้าเจ้าไป หากไปมิถูกข้าก็รู้จะกล่าวเช่นใดกับเจ้าเเล้ว”เฉิงเยี่ยกล่าวจบก็หายไป
เซี่ยจื่อตามผงสีทองไปจนพบอ๋องสี่ที่กำลังโดนถ่ายเทปราณจากฉีเหลียงอยู่ จากนั้นก็ทุลักทุเลหามหมิงเทียนเหินฟ้ากลับมาที่จวนโดยปลอดภัย







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

736 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 13:45
    คือท่านอ๋องกำลังอยู่ระหว่างทางเดินทัพไปกับพี่ชายนางเอก แล้วองค์รักษ์เหินฟ้ากลับจวนหรอใกล้ขนาดนั้นเลย แล้วองค์รักษ์ข้างกายท่านอ๋องนอนอยู่ที่จวน ทำไมไม่อยู่ข้างกายท่านอ๋องละมัวแต่เกี้ยวสาวอยู่ที่จวน)
    #686
    0
  2. วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 10:14
    สั้นอ่ะ
    #543
    0
  3. #542 lala (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 07:49
    สนุกคะ รออ่านทุกวัน อัพต่อไวๆนะคะอย่าหายไปนาน
    #542
    0