เล่ห์รักเล่ห์เสน่หา

ตอนที่ 11 : เล่ห์รักเล่ห์เสน่หา ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 583
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 มี.ค. 56

ตอนที่  11

 

                เรียวปากนุ่มละมุนแสนหวานที่พฤกษ์ได้ลิ้มลอง จับใจเขาจนพาให้อยากทำเช่นนั้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า แม้พอจะดูออกว่าหญิงสาวยังไม่ประสีประสากับสัมผัสวาบหวามเหล่านั้น แต่กิริยาตื่นตะลึงผสานกับความใคร่รู้และยอมให้เขาบดเบียดดื่มชิมความหวานหอมโดยไม่คิดบ่ายเบี่ยง ทำให้พฤกษ์ยิ่งหลงใหลอยากเคล้าคลออยู่อย่างนั้นไม่รู้เบื่อ

 

                หทัยภัทรที่แสดงอาการแข็งขืนในคราแรกด้วยการยกมือยันอกกว้างของพฤกษ์เอาไว้บัดนี้เริ่มอ่อนแรง ร่างบางหายใจสะท้านประหนึ่งกำลังพยายามตะเกียกตะกายให้พ้นจากภาวะขาดอากาศหายใจ พฤกษ์หรี่ตามองก่อนจะเลื่อนฝ่ามือลงลูบไล้แผ่นหลังบางสั่นระริกทั้งที่เรียวลิ้นสากยังไม่หยุดรุกล้ำพลิกพลิ้วปลุกความซาบซ่าน

 

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ ที่สำคัญมือเรียวที่ไขว่คว้าต้นแขนของเขาเอาไว้เพื่อพยุงกายยามถูกปรนเปรอด้วยรสจูบซ่านทรวง ยังละไปล้วงมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทตัวที่เธอสวมอีกด้วย

 

                “คะ พี่วิน”

 

                น้ำเสียงที่หทัยภัทรพยายามบังคับให้ดูเป็นปกติที่สุดดังเพียงแผ่วเบา ภาพเรียวปากอิ่มที่บัดนี้แดงก่ำด้วยถูกบดเบียดเคล้าคลึงอยู่นานทำให้พฤกษ์ถึงกับแอบกัดฟันข่มความต้องการที่พุ่งพล่าน บอกไม่ถูกว่าควรเสียดายหรือดีใจที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นพอดีแบบนี้

 

                “ยังอยู่ที่บริษัทของเจ้านายพี่ หลิว...ไม่เป็นไรค่ะ มีอะไรค่อยไปคุยกันที่บ้านนะคะ”

 

                ใบหน้าเรียวที่ยังคงแดงก่ำแถมแอ่งชีพจรบริเวณลำคอยังรัวจังหวะให้เห็น ทำให้พฤกษ์พลอยหายใจสะดุดตามไปด้วย แต่พอได้ยินคำพูดประโยคต่อมาของเธอพร้อมการพยายามกระถดกายออกห่างด้วยท่าทีเคร่งเครียด พฤกษ์จึงลอบถอนหายใจแล้วเป็นฝ่ายผละไปเสียเอง

 

                “ฉีกมันทิ้งไปแล้ว”

 

                พฤกษ์ไม่รู้ว่าวิภาตได้โวยวายอะไรออกมาบ้าง เพราะได้ยินเพียงแว่ว ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือสีหน้าของหทัยภัทรกำลังเปลี่ยนไปเป็นโกรธขึ้งบึ้งตึง

 

                “ถ้าคุยกันที่บ้านแล้วกลัวว่าแม่จะรู้เรื่องระยำตำบอนของพี่ ก็ไปเจอกันที่ร้านกาแฟแถวนี้ก็ได้ค่ะ ถ้าไปถึงแล้วหลิวจะโทร.หา”

 

                ร่างบางที่เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเสื้อแล้วลุกจากโซฟาอย่างเร่งร้อน หลุบตาลงมองพื้นด้วยความประหม่า พฤกษ์เองแม้จะรับรู้ในความประดักประเดิดนั้นแล้วแต่เขาก็เลือกยืนรอฟังอย่างเงียบ ๆ แทนการเอ่ยถามด้วยยังอยากรั้งช่วงเวลานี้เอาไว้ต่อไปอีก ซึ่งท่าทีของหญิงสาวก็บ่งชัดอยู่แล้วว่าต่างจากตอนที่เห็นเธอพุ่งพรวดเข้ามาในห้องลิบลับ

 

                “ฉัน...ขอตัวก่อนค่ะ”

 

                น้ำเสียงใสที่ยังเจือกระแสความสะท้านถูกเอ่ยออกมาทั้งที่เจ้าของยังก้มหน้าไม่ยอมเงยขึ้นมอง แม้จะรู้ว่าเสียงโวยวายของวิภาตที่ดังแว่วมาจากโทรศัพท์คงสร้างความลำบากใจให้แก่คนเป็นน้องสาวไม่น้อย แต่พฤกษ์ก็อยากมั่นใจว่าคงไม่เกี่ยวกับการที่เธอรีบร้อนจะกลับขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน นอกเสียจาก...กังวลที่จะอยู่ใกล้กัน เพราะลำพังผู้ชายที่เคยผ่านเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาไม่น้อยอย่างเขายังยากที่จะบังคับตัวเองให้หยุดตักตวงรสสัมผัสหอมหวาน นับประสาอะไรกับสาวอ่อนหัดแบบหทัยภัทร

 

                “เดี๋ยว”

 

                พอเห็นหทัยภัทรขยับตัวเตรียมสาวเท้าออกไปจากห้อง พฤกษ์ก็ก้าวไปยืนดักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามออกมาตรง ๆ เพราะเห็นแล้วว่าสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจทำลงไปขณะเดินทางมาถึง ขัดกับน้ำเสียงเร่งร้อนของวิภาตที่ดังมาตามสายแค่ไหน 

 

                “พี่ชายคุณไม่พอใจมากไม่ใช่เหรอที่คุณฉีกเช็คนั่นทิ้ง”

 

                คำถามนั้นทำให้หทัยภัทรเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เธออยากเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง แต่...สายตาคมที่ยังฉ่ำไปด้วยพลังอะไรบางอย่าง ทำให้ต้องยับยั้งความคิดนั้นเอาไว้

 

                “คุณ...ทราบ”

 

                “เขาโทร.หาผม ก่อนหน้าที่คุณจะมาถึง มั่นใจหรือเปล่าว่าจะปลอดภัยหากต้องได้เจอกัน”

 

                การได้เห็นเรียวปากอิ่มที่เขารับรู้ถึงความนุ่มและหอมหวานจนใจสั่นถูกเจ้าของเม้มเข้าหากันราวกับกำลังใช้ความคิด ทำให้พฤกษ์จำต้องเบือนหน้าหนี ความตื่นตระหนกของเธอที่กลายเป็นโอนอ่อนผ่อนตามแบบกึ่งกล้ากึ่งกลัวในตอนหลังชวนให้น่าติดใจน้อยอยู่หรือ

 

                “แล้วคิดว่าจะตกลงกันได้ไหม ต้องการให้ผมช่วยอะไรหรือเปล่า”

 

                คำถามแรกแม้ไม่เจือไว้ด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ทว่าหทัยภัทรก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอาย ด้วยที่ผ่านมาพี่ชายของเธอก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขากระหายเงินจำนวนนั้นของพฤกษ์มากมายแค่ไหน นึกขอบคุณเขาอยู่ในใจที่ยังได้ยินคำถามอันแฝงไว้ด้วยน้ำใจไมตรีที่พ่วงมาในตอนท้าย

 

                “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะต้องทำให้เขาคิดได้ เอ่อ...และจะขอบคุณมากถ้าคุณไม่หยิบยื่นเงินทองใด ๆ ให้อีก  หากจำเป็นต้องหาเงินมาใช้หนี้คุณจริง ๆ ฉันก็จะช่วยเขาหา”

 

                พฤกษ์ปิดปากเงียบ ด้วยรู้ดีว่าสาเหตุที่เขาเสนอเงินให้นายวิภาตนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ทว่าไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ ที่สำคัญ...ไม่รู้ว่าหทัยภัทรจะมองเห็นความปรารถนาดีของเขาหรือเปล่า

 

                เขาขบกรามเข้าหากันแน่นพร้อมความเครียดที่เริ่มก่อตัว ขณะยอมเปิดทางให้หทัยภัทรเดินจากไปโดยปราศจากคำร่ำลา เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวิภาตจะไม่ยื่นข้อเสนอนี้ให้กับคนอื่น ในเมื่อถูกอบายมุขครอบงำจิตใจจนมองไม่เห็นผิดชอบชั่วดี

 

               

 

                แม้ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความเงียบดังเดิมแล้ว ภายหลังร่างบางของหทัยภัทรหายลับออกไปจากห้อง ทว่าใจของพฤกษ์กลับหาความสงบไม่เจอ ป่านนี้หญิงสาวคนนั้นอาจกำลังมีเรื่องโต้เถียงกับพี่ชายของเธอใหญ่โต

 

                ติ๊ด ๆ ๆ

 

                เสียงโทรศัพท์สำหรับใช้ติดต่อกันภายในดังขึ้น ทำให้ความคิดของพฤกษ์สะดุดลงทันที ร่างสูงหมุนเก้าอี้กลับมาก่อนจะคว้ามันขึ้นแนบหู

 

                “คุณพฤกษ์ครับ”

 

                “มีอะไร”

 

“คุณวิภาตจะขอคุยด้วยครับ”

 

พอได้ยินชื่อของชายคนที่กำลังเป็นปมปัญหาของเขาในขณะนี้ พฤกษ์ขมวดคิ้วหน้าเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เหตุเพราะก่อนหน้าวิภาตทำให้เขาปักใจเชื่อว่าพี่น้องคู่นี้แบ่งเงินกันไม่ลงตัว จนต้องบุกมาหาถึงบริษัท ทำให้พฤกษ์ต้องการยุติการติดต่อกับฝ่ายนั้นด้วยการปิดมือถือ กระทั่งมานึกเฉลียวใจว่าตนเองอาจมองหทัยภัทรผิดไป

 

“โอนสายเข้ามา”

 

เสียงเข้มเอ่ยบอกก่อนจะนิ่งรอฟังเสียงของวิภาต ที่ ณ ตอนนี้เขาก็เริ่มเดาไม่ออกแล้วว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่

 

“คุณพฤกษ์ครับ จริงหรือเปล่าที่คุณยอมปล่อยยายหลิวกลับมา น้องสาวผมยังอยู่กับคุณใช่ไหม

 

แค่คำถามแรกพฤกษ์ก็ลำบากใจที่จะตอบเสียแล้ว ที่สำคัญน้ำเสียงของนายวิภาตที่ดูราวกับจะทุ่มความสำคัญให้กับน้องสาวมากกว่าสำนึกในความผิดของตนเอง ก็ทำให้พฤกษ์ได้แต่นึกสมเพทอยู่ในใจ  

 

“ไม่อยู่หรอก เธอกลับไปแล้วจริง ๆ”

 

“โธ่...คุณพฤกษ์ไม่น่าปล่อยให้มันกลับมาเลย”

 

น้ำเสียงของวิภาตที่ฟังดูราวกับจะตำหนิพฤกษ์ว่าเป็นฝ่ายทำให้เสียแผน ปลุกความรู้สึกสะท้อนในอกของพฤกษ์ให้ตื่นโพลง หทัยภัทรดูจะไม่ได้รับความรักและการปกป้องจากพี่ชายเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกับเขาและแพรพิไลลิบลับ

 

“น้องสาวคุณบอกว่าเธอจะไปตกลงกับคุณเองและขอร้องไม่ให้ผมไปยุ่ง ฉะนั้นผมก็จะไม่ไปข้องเกี่ยวอะไรกับคุณอีกแล้ว”

 

แม้จะไม่ได้ตกปากรับคำหทัยภัทรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หากแต่พฤกษ์ก็รับรู้ในคำร้องขอนั้นแต่โดยดี จะว่าไปก็ดีเหมือนกันที่ไม่ต้องสูญเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะดูวิภาตก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนที่เขาตั้งใจจะให้เป็นเช่นกัน

 

“แต่เงินนั้นคุณพฤกษ์ให้ผมแล้ว”

 

ปลายสายทักท้วงมาให้ได้ยินราวกับหวั่นใจว่าจะถูกริดรอนสิทธิอันพึงมีก่อนหน้า

 

“น้องสาวคุณก็ฉีกมันทิ้งไปแล้วเหมือนกัน”

 

“โธ่...ไม่พูดแบบนี้สิครับ ไม่รู้ล่ะ ผมถือว่าเราตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ยายหลิวถือเช็คไปหาคุณ เป็นคุณต่างหากที่ยอมปล่อยให้ฉีกทิ้ง คุณสนับสนุนให้น้องสาวผมทำแบบนั้น แล้วกับผมคุณก็พูดอีกอย่าง”

 

พฤกษ์นึกฉุนในคำพูดของนายวิภาต ที่สุดท้ายก็ทำท่ามาพาลพาโลเอากับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาตั้งใจจะหยิบยื่นโอกาสให้แล้วแท้ ๆ

 

“คุณวิภาต คุณกล่าวหาผมมากไปหรือเปล่า”

 

“เปล่าครับ ผมไม่ได้จะกล่าวหาคุณ เพียงแต่เอ่อ...ขอโทษครับ ผมขอร้องคุณพฤกษ์อีกหน อย่าเพิ่งเปลี่ยนแปลงข้อตกลงระหว่างเรา แล้วผมจะเอาตัวยายหลิวไปส่งให้คุณเองถึงมือ”

 

พฤกษ์ถอนหายใจให้กับความพยายามของวิภาตอีกหน น้ำเสียงที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ของอีกฝ่าย ทำให้เขาชักไม่มั่นใจแล้วว่าหากปฏิเสธแบบตัดเยื่อตัดใย สวัสดิภาพของหทัยภัทรจะยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่

 

“อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจนะครับ”

 

“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ผมหรอกนะคุณวิภาต ดูอย่างเมื่อกี้นี้ไง น้องสาวคุณมาเองได้ เธอก็กลับเองได้”

 

พฤกษ์ว่าทั้ง ๆ ที่รู้ดีหทัยภัทรพรวดพราดเข้ามาหาเขาถึงห้องทำงานด้วยสาเหตุใด ไกลจากสิ่งที่นายวิภาตกำลังคิดอยู่มากมายแค่ไหน

 

“มันขึ้นอยู่กับคุณต่างหาก ผมถือว่าถ้ายกเลิกข้อตกลงตอนนี้ก็ยังทัน ผมไม่มีอะไรเสียส่วนคุณก็รับผิดชอบไปตามมูลความผิดที่ได้ทำกับบริษัท”

 

พฤกษ์รับรู้ถึงความเงียบที่เกิดขึ้นกับนายวิภาตพักใหญ่ ก่อนจะเกร็งมือที่กำโทรศัพท์นั้นจนแน่น เมื่อปลายสายยังคงดันทุรังและที่สำคัญเขาก็หวั่นใจ

 

“ผมจะพายายหลิวไปส่งให้คุณพฤกษ์ที่คอนโดตอน 2 ทุ่มคืนนี้นะครับ รับรองว่าน้องสาวผมจะไม่มีปากมีเสียง”

 

“เดี๋ยว...คุณจะทำอะไรเธอ”

 

น้ำเสียงอันชวนไม่น่าไว้วางใจของนายวิภาต ทำให้พฤกษ์ต้องเอ่ยถามออกไปด้วยความรีบร้อน เวลานับจากนี้ไปจนถึง 2 ทุ่มนั้นเนิ่นนานเกือบ 4 ชั่วโมง หากนายวิภาตจะทำให้หทัยภัทรไม่อาจมีปากมีเสียงได้ เขาจะมั่นใจอย่างไรว่าความปลอดภัยของเธอจะมีอยู่ตลอดจนถึง 2 ทุ่ม

 

“ผมให้คุณได้ถึงแค่ 6 โมงเย็น 2 ทุ่มนานเกินไป”

 

พฤกษ์ไม่ได้กระหายที่จะร่นเวลาเพื่อรับตัวหทัยภัทร หากแต่เสียงหัวเราะของนายวิภาตที่ดังมาแทนคำตอบอันควรได้ต่างหาก ทำให้เขาต้องยอมหยิบยื่นเงื่อนไขไป วิภาตไม่ใช่ผู้จัดการนิสัยดีและซื่อสัตย์เหมือนที่เขาเคยรู้สึกอีกแล้ว

 

“ตกลงครับ 6 โมงผมจะไปหาคุณพฤกษ์ที่คอนโด”

 

เมื่อฝ่ายนั้นยอมตกลงอะไรง่าย ๆ ที่สำคัญคือยังย้ำและคาดหวังในข้อตกลงเดิม ๆ อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง พฤกษ์จึงวางสายพร้อมกับถอนหายใจอีกเฮือก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาต้องห่วงใยและปรารถนาให้เธอมาอยู่ใกล้ตา  

 

 

 

พฤกษ์ปฏิเสธที่จะเรียกทีมวิศวกรและสถาปนิกของบริษัทมาประชุมกันต่อตามที่ชานนเสนอ ด้วยรู้สึกถึงความไม่มีสมาธิของตนเอง และแม้ไม่รู้ว่าวิภาตจะสามารถพาตัวหทัยภัทรมาส่งจนถึงมือเขาเหมือนเช่นที่รับปากเอาไว้หนักแน่นหรือไม่ แต่เมื่อถึงเวลา 17 นาฬิกาเศษ พฤกษ์ก็เตรียมตัวเดินทางออกจากบริษัท

 

                “คุณพฤกษ์จะกลับบ้านแล้วเหรอครับ”

 

                เสียงชานนเอ่ยทักขึ้นในทันทีที่เห็นเจ้านายผลักประตูออกจากห้อง ในมือมีโทรศัพท์และกุญแจรถ บ่งบอกว่าเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปข้างนอกแล้ว

 

                “ใช่ เอ่อ...แต่จะกลับคอนโด ไม่ได้กลับบ้าน”

 

                “อ้าว แล้วที่ตกปากรับคำคุณแพรเอาไว้ล่ะครับ”

 

                ชานนท้วงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปบอกแพรพิไลเองว่าคืนนี้พฤกษ์จะกลับบ้านและค้างที่นั่น หากแต่ยามนี้เจ้านายกลับบอกออกมาในทางตรงกันข้าม

 

                “แล้วฉันจะจัดการเอง นายล่ะ...จะกลับหรือยัง”

 

                “ยังครับ ต้องเคลียร์แฟ้มพวกนี้ให้เสร็จก่อน อีกสักชั่วโมงโน่นแหละครับค่อยกลับ”

 

                กองแฟ้มที่ยังวางอยู่บนโต๊ะทำงานของลูกน้อง มีทั้งที่กางหราอยู่และซ้อนกันเป็นตั้ง บวกกับเจ้าของกำลังขมีขมันในการจัดการ ทำให้พฤกษ์ได้แต่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะสาวเท้าออกเดินมุ่งหน้าไปยังลิฟต์

 

                นายวิภาตหายเงียบไปแล้วตั้งแต่โทรศัพท์มายืนยันว่ายังไงก็ขอให้เขายึดมั่นในข้อตกลงเดิม แถมรับปากแข็งขันที่จะพาหทัยภัทรมาส่งถึงมือเขาให้ได้ พฤกษ์เองก็พอจะรู้ว่าหทัยภัทรนั้นฤทธิ์มาก ที่สำคัญเธอคงไม่ยอมง่าย ๆ ที่จะให้พี่ชายผู้หลงผิดครอบงำความคิด

 

                สภาพการจราจรที่ติดขัดเพราะเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงาน ทำให้คนที่เลือกจะมารับสภาพนั้นบนท้องถนน แทนการนั่งรอเวลาให้การจราจรที่คับคั่งนั้นคลายลงแล้วค่อยเดินทางออกจากบริษัท นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่หลังพวงมาลัย คอยบังคับให้รถแล่นไปตามแต่สภาพท้องถนนจะเอื้ออำนวย เขาไม่รีบร้อนเพราะถึงอย่างไรก็ทัน 18 นาฬิกา

 

                พฤกษ์ไม่รู้หรอกว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นกับหทัยภัทรบ้าง ภายหลังเห็นเธอเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาเมื่อช่วงบ่าย ทว่าสภาพของเธอที่นั่งหลับคอพับอยู่บนเบาะฝั่งคนนั่ง ขณะนายวิภาตเดินนำหน้าเขาไปจนถึงรถเก๋งคันเล็กสีแดงแปร๋นคุ้นตา ก็ทำให้พฤกษ์ถึงตกใจจนแทบชาวาบไปทั้งร่าง

 

                “คุณทำอะไรเธอ”

 

                เขาเอ่ยถามเสียงเครียด นึกเสียใจที่ยอมปล่อยหญิงสาวกลับออกจากห้องทำงานแล้วไปเผชิญชะตากรรมจากพี่ชายร่วมสายเลือดผู้ถูกการพนันปิดหูปิดตาจนมองข้ามความรักและความปรารถนาดีของคนรอบข้างจนหมดสิ้น

 

                “ไม่ได้ทำอะไรหรอกครับ ยายหลิวแค่หลับไปเอง คงเพลียเพราะวันนี้ออกฤทธิ์เยอะไปหน่อย หึ ๆ”

 

                พฤกษ์กำมือแน่นให้กับคำพูดของวิภาต ที่ดูเหมือนจะไม่สำนึกหรือแม้แต่สงสารน้องสาวที่คลานตามกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยคนนี้

 

                “บอกมาว่าคุณทำอะไรเธอ!

 

                พฤกษ์ไม่ยอมเชื่อในคำพูดนั้นง่าย ๆ ร่างสูงหันไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายพลางเอ่ยถามเสียงห้วน นายวิภาตตกใจจนหน้าถอดสี ก่อนจะละล่ำละลักเอ่ยบอก

 

                “ยายหลิวแค่หลับไปจริง ๆ ครับ”

 

                “โกหก!

 

                “เอ่อ...ผม...แค่ใส่ยานอนหลับในน้ำส้ม”

 

                ...พลั่ก...

 

                นายวิภาตถูกผลักไปกระแทกกับด้านข้างของรถอย่างไม่ออมแรงนัก พฤกษ์มองด้วยสายตาเคียดขึ้ง เขาอยากประณามด้วยคำพูดรุนแรงยิ่งนัก ทว่า...ได้รู้อยู่แล้วถึงพฤติกรรมของอีกฝ่าย ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้คือรีบพาหญิงสาวที่ตกอยู่ในสภาพน่าสงสารนั้นขึ้นไปพักผ่อนโดยเร็วที่สุด

 

                “แต่...ยายหลิวก็คงหลับแบบนี้ไม่กี่ชั่วโมง”

 

                นายวิภาตเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ เมื่อรับรู้ว่าพฤกษ์แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยในตัวหทัยภัทร มากกว่าเขาซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ เสียอีก

 

                “ถ้ามีใครบอกว่าคุณกับหทัยภัทรเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน ผมก็จะเชื่อแบบไม่มีข้อกังขาเลย”

 

                พฤกษ์พูดออกได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะควักซองสีขาวบรรจุเช็คที่เขียนไว้รอพร้อมยอดเงินตามเดิมโยนไปที่เบาะรถฝั่งคนขับ แล้วตวัดร่างบางที่หลับใหลไม่ได้สติขึ้นไว้ในอ้อมแขน โดยไม่ลืมคว้ากระเป๋าถือที่วางอยู่บนตักของเธอมาด้วย

 

                “รีบไปซะก่อนที่ผมจะทนไม่ไหว”

 

                พฤกษ์เอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่จับได้ว่าไม่พอใจกับสิ่งที่นายวิภาตลงมือทำเป็นอันมาก ก่อนจะบ่ายหน้าพาร่างบางเบาหวิวนั้นมุ่งหน้าไปยังลิฟต์

 

ทางด้านของนายวิภาต แม้คำพูดของอดีตเจ้านายจะชวนให้รู้สึกหดหู่ แต่เขาก็ไม่ยี่หระด้วยถือว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ อยู่ในซองที่ถูกโยนลงบนเบาะแล้ว หรือต่อให้จะไม่ได้เช็คจำนวนนี้จากพฤกษ์ เขาก็ยังมีจิรกรเป็นตัวเลือกให้ตัดสินใจอยู่ดี

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

106 ความคิดเห็น

  1. #76 มาลิจันทร์ (@malikarn) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มีนาคม 2556 / 14:58
    คุณกลับมาแล้ว ฮ่าๆๆ
    #76
    0
  2. #61 ลลลา (@ppm-140) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มีนาคม 2556 / 07:17
    กลับมาแล้วๆ :)
    #61
    0
  3. #60 sopa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2556 / 22:09
    ดีใจจังที่หนูหลิวมาแล้ว คิดถึงมากๆเลยค่ะ
    #60
    0
  4. #59 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2556 / 13:11
    ดีใจจังที่กลับมาอัพแล้ว...

    อ่านแล้วรู้สึกว่า นู๋หลิวโชคดีในความโชคร้ายนะเนี่ย
    #59
    0
  5. #58 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 14:22
    วิภาตเป็นพี่ชายที่เห็นแก่ตัวมาก
    #58
    0
  6. #57 วนัน (@konwan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 12:06
    มาต่อคะ
    #57
    0
  7. #56 อ่ะสุดจ๊าก (@ssjjjung) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 11:26
    มีพี่ชายแบบนี้อย่างมีเลย
    #56
    0
  8. #55 muLaTAE (@maxxim69) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 09:42
    เพราะผีการพนันแท้ๆที่ทำให้นายวิหน้ามึดตามัวแม้ของที่สำคัญใกล้ตัว(น้องสาว) ยังนำเสนอให้เป็นสินค้าได้
    แล้วเมื่อไรนายวิจะเจอบทลงโทษที่แสนสาหัสบ้างนะ
    หลิวจะเรียกว่าโชดดีหรือเปล่านะที่เจอกับคุณพฤกษ์

    หลิวกับคุณพฤกษ์กลับมาแล้วขอบคุณนะคะคุณน้ำ

    #55
    0