ชีวิตลิขิตโดยเทพเจ้า

ตอนที่ 15 : พันธมิตร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 490
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    12 ก.ค. 62




เวลาผ่านไปได้ไม่กี่วัน ฤดูหนาวก็ได้เข้ามาเยือนเต็มที่ ทั่วทุกสารทิศมีแต่ความหนาวเหน็บ เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันหยุดหาอาหารและเข้าจำศีลเช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องอุดอู้อยู่ในที่พักอาศัยของตนเพราะทนสภาพอากาศภายนอกไม่ไหว แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้

"ยกไปไว้ตรงนั้นได้เลย"

"ระวังตกแตกนะ"

"ช่วยขยับไปทางซ้ายอีกนิดนึง"

ในพระราชวังที่แต่เดิมก็มักจะมีความวุ่นวายอยู่แล้ว มาวันนี้กลับวุ่นวายมากกว่าเดิม สำหรับเมืองวูเรรอนต์ การมาเยือนของฤดูเหมันต์ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีเรื่องสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นั่นก็คือ 'พิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ของจักรพรรดิโคเชสและจักรพรรดินีซากุระนั่นเอง'

"ฉันล่ะตื่นเต้นจริงๆเลยจ้ะโคเชส"

หญิงสาวหน้าตาน่ารักสดใสยืนมองผู้คนด้านล่างจากด้านบนของวังเออริแอร์ที่ประทับของฝ่าบาทด้วยความตื่นเต้นดีใจเพราะผู้คนต่างขมักเขม้นในการจัดงานใหญ่ให้กับตน

"ข้าก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ก็เป็นวันที่เราได้แต่งงานกันนี่นา"

ร่างสูงเดินเข้ามาโอบกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง แต่ในใจกลับนึกบางอย่างขึ้นมาเสียดื้อๆ หลังจากวันขึ้นครองราชย์หนึ่งวันเขาก็แต่งฟริสเทียร์เข้ามาเป็นราชินีอย่างไม่เต็มใจ นับแต่นั้นมานางก็ไม่เคยยิ้มหรือหัวเราะให้ใครอีกเลย

"โคเชส...โคเชส!!"

"ห ห้ะ?"

ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์หลังจากที่ถูกเรียกอยู่หลายครั้งโดยสาวเจ้าในอ้อมกอด

"เป็นอะไรไปจ้ะ เหม่อเชียว"

"อ้อ~ ปล่าวหรอก แค่คิดอะไรเพลินๆนิดหน่อยน่ะ"

"แหม~ คิดอะไรกันเอ่ย"

"คิดเรื่องของเราไง"

แหวะ!! (จากใจ writer)

"ฮิฮิ ปากหวานจริงนะ^_^ จริงสิ! เราไปเยี่ยมฟริสเทียร์กันดีกว่า บางทีเธออาจจะกำลังเตรียมตัวอยู่ก็ได้"

พอหญิงสาวพูดถึงตรงนี้ โคเชสก็มีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้คนที่เขารักคนนี้ไปพัวพันกับนางเสียเท่าไหร่เพราะปักใจเชื่อว่านางคิดไม่ดีกับซากุระอยู่แล้ว และคำพูดในคราวนั้นก็บ่งชี้ชัดว่ามันเป็นความจริง

"นางพูดจาไม่ดีใส่เจ้าขนาดนั้น เจ้ายังจะไปหานางอยู่อีกเหรอ ข้าไม่ให้ไปหรอก ข้าไม่ไว้ใจว่านางจะทำอะไรอีกบ้าง"

"ไม่เอาน่าโคเชส" หญิงสาวทาบมือลงบนแก้มทั้งสองข้างของชายหนุ่มให้เขาได้สงบสติอารมณ์ลงบ้าง "ฉันมาลองคิดดูแล้วนะ ฉันว่ามันไม่มีอะไรหรอก ช่วงนั้นเธอคงจะงานยุ่งจนเครียดก็เลยพูดแบบนั้นออกไป แล้วอีกอย่างฉันว่าเธอน่าจะอารมณ์ไม่ดีเพราะเราไม่ค่อยไปหาเธอเท่าไหร่น่ะ"

"....."

"พวกผู้หญิงต้องการการเอาใจใส่นะจ๊ะ บางครั้งไม่พูดก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรหรอกนะ"

ชายหนุ่มเริ่มคิดตาม บางทีนางอาจจะทำงานหนักมากเกินไปจริงๆ ดูจากงานที่นางตีกลับมาให้เขาในแต่ละวันแล้ว และเรื่องที่เขาไม่ได้ไปหานางบ่อยๆก็ด้วย ก็เขาเกลียดนางนี่นา เรื่องอะไรที่จะต้องไปหาบ่อยๆด้วยล่ะ

"แต่ว่า..."

"ไม่มีแต่จ้ะ^_^"

"เฮ้อ~ เอางั้นก็ได้"

"จิ้ส!! หนาวว่ะ"

ฟิลินดัสนั่งขดตัวอยู่ในห้องทำงานมุมหนึ่งในห้องของหญิงสาว ท่าทางสั่นงกๆเพราะความหนาวทำให้หญิงสาวต้องนั่งเท้าคางมองด้วยความเอือมระอา แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี

"หนาวอะไร อากาศกำลังดีเลย"

"หล่อนก็พูดได้ดิวะ อยู่ได้ทันทุกที่เลยนี่"

ร่างสูงเอ่ยประชดประชันหญิงสาว แต่นั่นก็เป็นความจริงที่นางสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศแบบไหน ต่อให้ที่นั่นจะเป็นนรก สวรรค์หรือแม้กระทั่งปฐพีที่เหยียบย่ำอยู่ก็ตาม

บ๊อก!!

ลูปัสก็เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษสุดยอดเหมือนกับเจ้าของมัน ความหนาวเป็นอุปสรรคของสัตว์นักล่าอย่างมันเอามากๆ เจ้าตูบน้อยกระโดดขึ้นมานั่งบนตักหญิงสาวเพื่อหาความอบอุ่น มันนอนขดเป็นวงทันทีที่ขึ้นมาได้ ฟริสเทียร์เองก็ช่วยอีกแรงด้วยการกอดมันไส้หลวมๆเพื่อให้ความอบอุ่น

"น้ำชาอุ่นๆค่ะ"

ลิลลี่ยกน้ำชายามว่างมาเสิร์ฟให้หญิงสาว สายตาเหลือบไปมองสภาพอันน่าสมเพชของชายหนุ่มแวบนึงแล้วสมน้ำหน้าอยู่ในใจ

"มองอะไรมิทราบ"

"ก็ปล่าว แต่คิดว่าถ้าแค่นี้อยู่ไม่ได้ก็ทำไมไม่ตายไปซะเลยล่ะ"

และแล้วก็มีการปะทะกันทางสายตาจนเกิดประกายสายฟ้าขึ้นมาปะทะกันของทั้งสองคน ฟริสเทียร์เองก็เริ่มรำคาญเพราะตั้งแต่ที่ฟิลินดัสมาอยู่ที่นี่ ลิลลี่ก็มีท่าทีไม่พอใจอย่างนี้มาตลอด

"เทียร์ ดูนางพูดเข้าสิ"

"ก็ถูกของเขานะ แกน่ะเลิกตอแหลได้แล้ว นี่มันแค่ต้นฤดูหนาวเองนะ" ร่างเล็กบอกก่อนจะอุ้มลูปัสแล้วลุกออกจากเก้าอี้ไปที่ประตู

"ไปไหนอ่ะ"

"พาลูกไปหลบหนาว"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

"เอ~ ทำไมถึงเงียบจังเลยล่ะ"

โคเชสกับซากุระมาถึงที่วังจานายส์ในเวลาต่อมา แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อบรรยากาศรอบวังไม่ได้ดูครึกครื้นเหมือนกับที่อื่นเท่าใดนัก

"ถวายบังคมองค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดินี"

แอลลีนเป็นคนออกมาต้อนรับทั้งสองด้วยตนเองซึ่งผิดคาดจากที่คิดว่าฟริสเทียร์จะต้องเป็นคนออกมา

"ฟริสเทียร์ไปไหน เหตุใดนางจึงไม่ออกมา" ร่างสูงเอ่ยถาม

"เอ่อ..."

แอลลีนทำอ้ำอึ้งเพราะไม่สามารถตอบได้ว่านางอยู่ที่ไหน ในวันหนึ่งนางจะไปที่ไหน ทำอะไร ไปกับใคร ไม่มีใครเดาทางนางได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาราวกับสภาพอากาศที่แปรปรวน

"ช่างเถอะจ้า เราเข้าไปหาเธอดีกว่า อากาศหนาวแบบนี้เธอคงยังอยู่ข้างในนั่นแหละ"

ซากุระพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินคล้องแขนชายหนุ่มเข้าไปข้างใน ทั้งสองเดินมาตามทางเดินของวัง จนกระทั่งพบกับฟิลินดัสที่ดูเหมือนจะงานยุ่งอยู่ เขาพูดคุยอะไรบางอย่างกับกลุ่มผู้ชายประมาณ4-5คน แต่ละคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำปกคลุมทั้งตัวและปกปิดใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่งซึ่งดูไม่คุ้นเคยและไม่น่าไว้วางใจอย่างมาก

"พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่!"

โคเชสรีบตรงเข้าไปหาคนพวกนั้นทันที ฟิลินดัสและพวกบุคคลลึกลับหันมาทางเขาเป็นตาเดียวก่อนที่พ่อจอมมารจะสั่งให้คนที่เหลือทำความเคารพเขา

"ถวายบังคมพะย่ะค่ะฝ่าบาท"

"คนพวกนี้เป็นใคร"

ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นอย่างมีอคติเอามากๆ อีกทั้งหญิงสาวที่เกาะแขนเขาอยู่ก็มีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อสังเกตดูใกล้ๆก็ได้เห็นว่าทั้ง 5 คนนั้นมีผมสีเทาและดวงตาสีแดงฉานเหมือนกันหมด

"อ้อ~ ขอแนะนำให้รู้จักพะย่ะค่ะ นี่รีอัส รีออน รีโอ รีอัล แล้วก็รีเอล" ชายหนุ่มแนะนำชื่อไล่ไปทีละคนอย่างแม่นยำ ทั้งที่พวกเขาหน้าตาแทบไม่ต่างกันเลย "พวกเขาคือแฝด 5 พะย่ะค่ะ^_^"

"ห้ะ!?"

ทั้งโคเชสและซากุระอุทานออกมาพร้อมๆกัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสักคนคลอดลูกทีเดียวได้ตั้ง5คน แต่สภาพคนตรงหน้าก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องโกหก

"ว ว้าว~ สุดยอดไปเลยเนอะ"

ซากุระฝืนชมออกมาทั้งที่ยังตกใจกับอะไรหลายๆอย่างอยู่แล้ว ทั้ง5คนไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา ยังคงยืนฟังพวกเขาคุยกันอยู่อย่างนั้น ถ้าถามว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหนล่ะก็ ทั้ง5คนนี้คือบริวารอสูรของฟิลินดัส เรียกอีกอย่างว่าเป็นทหารเอกของเขานั่นเอง เรื่องความสามารถก็ไม่ต้องห่วง ขึ้นชื่อว่าเป็นบริวารรองมือรองเท้าของจอมมารแล้วไม่มีทางอ่อนด้วยแน่นอน

"แล้วยังไง พวกเขามาทำอะไรที่นี่"

"ทำอะไร? แน่นอนว่าต้องมาทำงานอยู่แล้วพะย่ะค่ะ นับแต่นี้พวกเขาจะมาเป็นทหารอารักขา...ของเทียร์"

"อะไรนะ?"

"ห ให้มาอารักขาฟริสเทียร์เหรอจ๊ะ..ฉันว่า..."

ซากุระไม่เห็นด้วยที่จะให้พวกเขามาอยู่ดูแลฟริสเทียร์ ในข้อนี้โคเชสมองว่านางคงเป็นห่วงที่จะให้คนพวกนี้มาคอยเป็นหูเป็นตาให้เพราะพวกเขาดูท่าทางน่ากลัวและลึกลับแปลกๆ แต่ในทางกลับกันนั้นนางจะคิดว่ามันเป็นการขัดขวางการทำเรื่องไม่ดีของนางมากกว่า

"แต่ข้ายังไม่ได้อนุญาต"

"^__^"

"ฟริสเทียร์อยู่ที่ไหน ข้าจะคุยกับนาง"

"อันนี้ก็ไม่ทราบพะย่ะค่ะ"

"หา?"

ฟิลินดัสตอบไปตามความจริงจนทำให้อีกฝ่ายถึงกับเหวอ ก็จริงอยู่ที่ก่อนหญิงสาวจะหายวับไปนางบอกว่าจะกลับไปที่ห้อง แต่ใครจะรู้ว่านางจะไปไหนต่อ บางทีก็บอก บางทีก็ไม่บอก แล้วแต่อารมณ์

"ไม่อยู่? ไปไหนงั้นเหรอจ๊ะ?" ซากุระถามขึ้นด้วยความอยากรู้

"ไม่ทราบได้พะย่ะค่ะองค์จักรพรรดินี บางทีนางอาจจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าพวกท่านจะมาก็เลยหายไปดื้อๆ"

"นี่เจ้าหมายความว่ายังไง!"

"ก็หมายความว่านางไม่อยากพบหน้าพวกท่านน่ะพะย่ะค่ะ"

"หุบปากนะ!!"

โคเชสตะโกนใส่ชายหนุ่มเขาจึงยอมเงียบลง ร่างสูงเหลือบมองซากุระที่มีสีหน้าหมองลงเพราะคำพูดของฟิลินดัส เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง

"ข้าจะรอจนกว่านางจะมา"

จ๋อม~

ในสถานที่หนึ่งจองเขตวังจานายส์ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นสูงและทำเลที่ดินที่ไม่ราบเรียบดั่งเช่นสวนหย่อมหน้าวัง แต่ก็ให้ความสงบเงียบเหมาะแก่การนอนหลับพักผ่อนได้ดี ลึกเข้ามาหน่อยมีบ่อน้ำตามธรรมชาติอยู่กลางป่า ฝูงปลาพากันกระโดดขึ้นมารุมกินเศษขนมปังที่หญิงสาวเจ้าของผมสีเงินประกายเงางามโยนลงไปให้ราวกับไม่เคยเจอใครมาทำอย่างนี้ให้มาก่อนในชีวิต

ฉึบ!

ร่างบางเอนหลังพิงกับต้นไม้ใหญ่ริมสระก่อนจะหลับตาลงอย่างช้าๆซึมซับบรรยากาศรอบตัวและเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด

พรึ่บ!

"เห~ ลูกแมวน้อยน่ารักหลงทางมาจากที่ไหนกันล่ะเนี่ย~"

เสียงอันทรงเสน่ห์ดังอยู่ตรงหน้าหญิงสาวชายหนุ่มร่างสูงโปร่งปริศนาแต่งกายในชุดเครื่องยศสูงส่งจับจ้องใบหน้าหวานยามหลับใหลอย่างเพลิดเพลิน จะมีสักกี่คนที่มานั่งหลับสบายอารมณ์อยู่ในที่แบบนี้ได้ ชายหนุ่มเคลื่อนตัวเข้ามานั่งคร่อมร่างบางไว้ มือข้างนึงยกขึ้นเกลี่ยแกล้มเนียนนุ่มเบาๆระวังไม่ให้นางตื่น

ชิ้ง!

"ยังอยากอยู่แบบครบ32มั้ย"

ของแหลมคมจ่ออยู่ที่คอชายหนุ่ม ร่างสูงรอบกลืนน้ำลายลงคอพร้อมพยายามจ้องมองบางสิ่งที่คอของตน สิ่งนั้นไม่ใช่มีดหรือดาบอย่างที่เขาคิด แต่มันเป็นเล็บของหญิงสาวที่ยื่นยาวออกมาราวกับนิ้วของแม่มดในนิทานหลอกเด็กไม่มีผิด

"ตื่นอยู่...เหรอ"

"ออกไป"

ชายหนุ่มถอยออกห่างแต่โดยดี หลังจากนั้นฟริสเทียร์จึงลุกขึ้นบ้างแล้วปัดฝุ่นตามตัวออกก่อนจะก้าวเดินไปอย่างไม่คิดจะสนใจคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงนี้

"เดี๋ยวๆๆๆๆ"

แทนที่จะเข็ดแล้วอยู่ห่างๆแต่ชายหนุ่มก็ยังตามมาอีก ใบหน้าหล่อเหลามีแววเจ้าชู้ปรากฏยิ้มขึ้นมาเมื่อรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

"นี่! สาวน้อย! เจ้าชื่ออะไร"

ฟริสเทียร์ไม่ตอบและยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มก็ยังคงรบเร้าไม่หยุดจนกระทั่งมาถึงที่หมาย เจ้าหมาน้อยวิ่งออกมาต้อนรับผู้เป็นนายด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู หญิงสาวยกมันขึ้นอุ้มแล้วลูบหัวปลอบด้วยความหมั่นเขี้ยว

"โฮ่! นี่หมาเจ้าเหรอ น่ารักจังเลยน้าา~"

แง่ง!!

"อ้าาา!!!!"

ลูปัสงับเข้าที่มือของชายหนุ่มเมื่อเขาพยายามเอื้อมมือมาจับมัน แต่ยังดีที่มันแค่ขบเบาๆ ไม่ได้ฝังเขี้ยวลึก จึงไม่เป็นอะไรมาก แค่เจ็บเฉยๆ

"ดุซะด้วย"

"หึ!"

"อ้าวๆ จะไม่รับผิดชอบอะไรหน่อยเหรอ หมาเจ้ากัดข้านะ"

ร่างเล็กเดินเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจเสียงเรียกร้องของชายแปลกหน้าอีกเหมือนเดิม นางเดินตรงมาที่ห้องทำงานเพื่อจะสะสางต่อให้จบตามที่ตั้งใจไว้ในทุกๆวัน

"เทียร์ กลับมาจนได้นะคะ"

แอลลีนรีบตรงเข้ามาหาร่างบางทันทีที่เจอ สีหน้าของนางไม่สู้ดีนัก และคงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไร

"มีอะไรเกิดขึ้นมิทราบ"

เมดสาวพักหายใจครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบอกร่างเล็กตรงหน้าไป พลันเก็บความสงสัยถึงบุคคลที่ยืนอยู่เยื้องข้างหลังเอาไว้ก่อน

"คือว่า...องค์จักรพรรดิท่--"

"ไม่ต้องพูดแล้ว"

ไม่ทันที่แอลลีนจะได้พูดจบ ร่างเล็กก็ชิงตัดจบไปเองเสียก่อน พอได้ยินว่านางเอ่ยถึงใครก็พอจะเดาได้แล้วว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ยังทำเพิกเฉยแล้วไปนั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม

"ต แต่ว่า พระองค์มีเรื่องจะคุย..."

"ก็ให้เขาไปคุยกับคนอื่น ใครก็ได้ที่ไม่ใช่เทียร์"

"แต่ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเทียร์ตรงๆเลยนะคะ ท่านฟิลินดัสพาคนแปลกๆเข้ามาในวังแล้วเขาก็บอกว่าจะมาเป็นทหารอารักขาของเทียร์ด้วยค่ะ"

"ทหารอารักขา? พวกเขาชื่ออะไร?"

ร่างบางเริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อยเมื่อหญิงสาวพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับฟิลินดัสที่ไม่ใช่มนุษย์เหมือนกัน

"เอ่อ...จำไม่ได้ค่ะ แต่เห็นว่าเป็นแฝดกันทั้ง5คนเลยค่ะ"

"รีอัส รีออน รีโอ รีอัล รีเอล"

"0_0!"

แอลลีนยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะตกใจเรื่องไหนดีระหว่างเรื่องที่หญิงสาวสามารถไล่ชื่อแต่ละคนได้หมดโดยไม่ทันได้เห็นหน้าหรือเรื่องที่นางรู้จักพวกเขามาก่อนดี ฟริสเทียร์พูดจบก็ลุกออกไปข้างนอกอีกรอบตรงไปยังห้องพักสำรองที่ตนยกให้ฟิลินดัสไปแล้วนั่นเอง

แกรก!!

"อ้าวไง~"

หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ขออนุญาตใคร ข้างในห้องมีฟิลินดัสนั่งอยู่บนเตียงและมีแฝดนรกทั้งห้ายืนรายล้อมเขาอยู่ ซึ่งดูเหมือนเขากำลังแจกแจงงานและแนะนำการใช้ชีวิตในวังให้กับลูกสมุนของตนเองโดยไม่ถามสุขภาพของคนที่จะให้มาดูแลสักคำ

"ถวายพระพรจอมเทพี"

แฝดนรกลงไปนั่งชันเข่ากับพื้นให้การเคารพร่างบางในแบบที่ใช้เคารพเหล่าเทพ ร่างเล็กสั่งให้พวกเขาลุกขึ้นทำตัวตามสบายก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียงแทนที่ฟิลินดัสแล้วเริ่มถามคำถาม

"ไม่เห็นบอกว่าจะให้พวกนี้มา"

"^___^"

"ฟิลสอนอะไรไปแล้วบ้างล่ะ" ฟริสเทียร์หันไปถาม5หนุ่ม ซึ่งได้ความว่า ฟิลินดัสบอกเรื่องที่พวกเขาจะต้องมาเป็นทหารอยู่ที่นี่ และยังมีงานในอีกหนึ่งเดือนให้หลังที่พวกเขาต้องทำโดยมีฟิลินดัสเป็นผู้ควบคุมรองลงมาจากฟริสเทียร์อีกทีและรองจากเบื้องบนอีกทีเช่นกัน อีกทั้งยังบอกด้วยว่าห้ามทำร้ายบุคคลสอวคนที่มาเยือนที่นี่ในวันนี้ด้วย

"ดี! งั้นข้าจะบอกเพิ่มว่าต้องทำอะไรอีกบ้าง"

"...."

"ข้อหนึ่ง ห้ามเรียกข้าว่าจอมเทพี ได้ยินอีกจะตบปาก

ข้อสอง ไม่ต้องตามข้าไปทุกฝีก้าว เอาแค่พอดีอย่าวุ่นวาย

ข้อสาม อย่าแสดงพลังให้ใครเห็น เป็นอันขาด"

"รับด้วยเกล้าขอรับท่านจอมเทพี"

"ก็บอกว่าอย่าเรียกไงเล่า!"

เมื่ออธิบายงานกันเสร็จสรรพ ทั้งรีอัส รีออน รีโอ รีอัล รีเอลก็แยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆในสังจานายส์ แต่ในความเป็นจริงก็แค่เดินสำรวจนู่นนี่นั่นให้คุ้นเคยกับสถานที่ใหม่มากกว่าเพราะดูเหมือนว่าจะยังมีอีกหลายคนที่ยังคงระแวงพวกเขาอยู่ ถ้าพวกเขาถอดผ้าคลุมหน้าแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าโทนสีสว่างกว่านี้จะทำให้เข้ากับคนอื่นได้ง่ายทีเดียว แต่รสนิยมเป็นเรื่องของใครของมันห้ามกันก็ไม่ได้

"โอ๊ะ! ลืมเลยว่ามีคนอยู่ด้วย"

"ฮิฮิ~"

ชายหนุ่มแปลกหน้ายังคงอยู่ที่ห้องทำงานของนางไม่ยอมไปไหน ที่มากกว่านั้นคือเขานั่งจิบชาอย่างสบายใจเฉิบราวกับเป็นบ้านตนเองอีกด้วย

"เจ้าชื่อเทียร์สินะ ชื่อเพราะจัง"

"...."

ร่างสูงคิดเอาเองจากที่ได้ยินแอลลีนเรียกนางแบบนั้น แล้วนางก็เรียกแทนตัวเองไปด้วย ต่อให้ไม่ใช่ก็ต้องมีคำว่าเทียร์อยู่ในชื่อของนางแน่ๆล่ะ

"ข้าชื่อราเซตนะ ยินดีที่ได้รู้จัก"

"ใครอยากรู้"

เพล้ง!

ร่างบางฉีกหน้าอีกฝ่ายโดยการพูดดักคอปฏิเสธไมตรีซึ่งๆหน้า ร่างสูงอยู่ในภาวะน้ำตาตกในและสีหน้าก็เศร้าลงประหนึ่งญาติเสียไปเลย

"แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะกลับ"

"ไม่รู้สิ^_^ ข้ายังอยากอยู่ที่นี่ต่ออ่ะนะ"

"โว้ว~ เทียร์ นี่ใครอ่ะ?"

แล้วฟิลินดัสก็ตามเข้ามาอีกคนเพื่อที่จะคอยรับใช้เจ้านายสาวอยู่ตลอด แล้วก็มาเจอกับบุคคลแปลกหน้าแต่ก็รู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ

"หวัดดี~"

"^_^??"

"ฟิล เอาเขาออกไป"

ร่างบางออกคำสั่งกับผู้ช่วยคนสนิทโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีลนลานเพียงใด ฟิลินดัสหันไปยิ้มแห้งๆให้กับชายหนุ่ม ชายแปลกหน้ายืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวตรงๆ

"รู้มั้ยเจ้าไม่มีสิทธิ์ไล่ข้าแบบนี้นะ"

"....."

"แล้วเจ้าก็ควรจะก้มหัวให้ข้าเสียด้วย เพราะข้าคือ..."

"ซารัส!"

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดให้จบ เสียงของบุคคลที่เข้ามาใหม่ก็แทรกขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวแสนสวยบริสุทธิ์เพียงเปลือกนอกซึ่งถือวิสาสาะเข้ามาโดยไม่รอให้อนุญาติใดๆทั้งสิ้น

"โอ้ว~ โคเชส^_^"

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

"แหะๆ"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

บ๊อก!!

"อะแฮ่ม! ฟริสเทียร์ ท่านผู้นี้คือราเซต จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิทราซิอาร์นทางตอนใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรของจักรวรรดิเรา"

โคเชสแนะนำตัวชายหนุ่มแปลกหน้าให้หญิงสาวได้รู้จัก จักรพรรดิซารัสคนนี้มีความเก่งกล้าสามารถและสติปัญญาเป็นเลิศ ตอนอายุ18ก็สามารถจัดการบ้านเมืองที่เคยวุ่นวายมาตลอดหลายปีให้กลายเป็นปึกแผ่นได้ภายใน 1 ปีเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ตัวพ่อ มีผู้หญิงรายล้อมอยู่ตลอดไม่ขาดสาย และการมาถึงถิ่นของราชินีฟริสเทียร์แห่งวูเรรอนต์ครั้งนี้ทำให้โคเชสเป็นกังวลจนต้องคอยสัวเกตการณ์เอาไว้ ส่วนทางจักรพรรดิราเซตพอเห็นผู้หญิงสวยอยู่ตรงหน้าก็ยิ้มปรี่เลยทีเดียว

"แล้วทำไมจักรพรรดิเจ้าสำราญแห่งทราซิอาร์นถึงมาที่นี่ล่ะเพคะ"

ร่างบางถามด้วยความสงสัย ซึ่งไม่ต่างจากคนอื่นๆนัก ทั้งฟริสเทียร์และจักรพรรดิราเซตต่างก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนทั้งคู่ แต่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องมาถึงที่นี่และพยายามที่จะพูดคุยกับนางเพียงนี้

"ก็ข้ามาหาโคเชสแล้วไม่เจอที่วังใหญ่ ก็เลยถามคนแถวนั้น เขาบอกมาว่าเจ้ามาที่นี่ก็เลยมาตามหา ไอ้เราก็ไม่เคยมาวังนี้สักครั้งผลสุดท้ายคือหลงทางจนมาเจอเจ้านี่แหละ^_^"

"หึ! แย่หน่อยนะที่องค์จักรพรรดิท่านมัวและมาเสียเวลาอยู่ที่นี่และละเลยเพื่อนคนสำคัญอย่างท่านได้ลงคอ"

ร่างเล็กว่าพลางปรายตามองไปทางชายหนุ่ม เจ้าตัวจึงได้แต่ขมวดคิ้วเบาๆพร้อมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้ากับนางเอง

"ไม่หรอกๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้ข้าได้เจอของดี"

"....?"

จักรพรรดิราเซตลุกจากเก้าอี้ลงไปนั่งคุกเข่าขันขาข้างนึงขึ้นตรงหน้าหญิงสาว มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปจับมือบางมาถือไว้ในระดับริมฝีปากตน

"เทียร์ เจ้ามาแต่งงานกับข้าเถอะ"

"0_0!" >โคเชส

"0_0!!" >ซากุระ

"^__^??" >ฟิลินดัส

"-__-" >ฟริสเทียร์

"ไม่ได้โว้ย!!"

โคเชสถึงกับร้อนตัวและรีบปฏิเสธแทนทันที ราเซตยังไม่รู้เรื่องที่ฟริสเทียร์เป็นราชินีซึ่งเป็นภรรยาอีกคนของโคเชส เพราะชายหนุ่มไม่เคยที่จะบอกเรื่องกับเขา มีเพียงแต่ซากุระเท่านั้นที่เขาเล่าให้ฟังเป็นการกังขาไว้ก่อนเพราะความห่วง

"เฮ้ๆ ข้าถามนางนะ ไม่ได้ถามเจ้าสักหน่อย"

"ก็ข้าไม่ให้!"

"ทำไม? นางไม่ได้เป็นอะไรกับเจ้าหรอกใช่มั้ย"

ราเซตถามเพื่อความแน่ใจในขณะที่อีกฝ่ายหน้าแดงเถือกเพราะความโกรธ แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดความจริงออกไปว่าอะไรเป็นอะไร ร่างสูงหันมามองทางหญิงสาวตัวต้นเหตุที่ตอนแรกไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา เห็นว่าโคเชสมองมาที่นางอยู่ก็เชิดหน้าหันไปอีกทางทันที

"ก ก็เจ้ามีเมียอยู่เป็นตัวเป็นตนแล้วนี่ จะเอาอะไรอีก"

พอได้รู้ความจริงข้อนี้ร่างบางก็เป็นต้องชักมือกลับในทันที นางไม่ได้พูดอะไรมากเพียงแค่เดินออกจากห้องไปเฉยๆแต่คนอื่นก็พอรู้ว่านางเป็นอะไร ฟิลินดัสเองก็ตามออกไปด้วยเช่นกัน

"ค คุณราเซตคะ คือฟริสเทียร์เค้า..."

"ข้าตัดสินใจแล้ว"

ซากุระตั้งใจจะบอกความจริงกับเขาแต่อีกฝ่ายก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

"....?"

"ข้าจะพานางกลับไปที่ทรานซิอาร์นในฐานะภรรยาของข้า"

"ราเซต!!"

"นี่ได้ยินข่าวรึยัง"

"จักรพรรดิราเซตขอราชินีฟริสเทียร์แต่งงาน"

"ตลกดีจัง เห็นชัดๆว่าองค์จักรพรรดิไม่เคยพูดเกี่ยวกับพระนางเลย"

ข่าวของเรื่องจักรพรรดิราเซตกับฟริสเทียร์ถูกแพร่ออกอย่างรวดเร็วไปทั่วพระราชวังเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง จักรพรรดิราเซตถูกลากกลับไปยังวังเออริแอร์เพื่อฟังเทศน์ยกใหญ่ที่บังอาจมาหยามหน้าโดยการขอเมียเพื่อนแต่งงานต่อหน้าต่อตา

"แหม~ ก็ข้าไม่รู้นี่นา เจ้านั่นแหละไม่เห็นเคยบอกกันเลย"

"แล้วทำไมไม่คิดจะถามข้าก่อนล่ะ แล้วก็เลิกสักทีเถอะไอ้นิสัยเสือผู้หญิงเนี่ย"

ราเซตยังคงหน้าระรื่นไม่ได้รู้สึกผิดกับเรื่องที่ตนทำไป แถมยังเอาแต่คิดถึงหญิงสาวคนนั้นอยู่ไม่เลิกจนออกนอกหน้าชัดเจน กระทั่งเป็นที่สังเกตของชายหนุ่มและทำให้เริ่มโมโหอีกครั้ง

"ขออนุญาตเพคะ"

ระหว่างการสนทนาของทั้งคู่กำลังดำเนินอยู่นั้น ก็ได้มีแขกคนหนึ่งเข้ามาในห้องขัดจังหวะนั้นเสียก่อน

"อ้าวเทียร์~ คิดถึงจังเลย"

ร่างสูงยังไม่เลิกนิสัยหน้าหม้อโดยหารู้ไม่ว่ามีคนที่แผ่รังสีอำมหิตมาทางตนอยู่ด้านหลัง

"นี่คืองานทั้งหมดของวันนี้เพคะ"

"อ อืม"

ร่างบางส่งเอกสารให้โคเชสเป็นอันหมดธุระ พลันสายตาก็เหลือบไปมองอีกคนที่มองมาทางนางด้วยแววตาเป็นประกายราวกับหมาน้อยนั่งกระดิกหาง นึกแล้วก็เหนื่อยใจ

"เทียร์ เจ้าอายุเท่าไหร่เหรอ~"

ชายหนุ่มโพล่งถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เขาแสดงออกชัดเจนว่ามีความสนใจหญิงสาวอยู่ไม่น้อยแม้ว่านางจะเป็นคนที่มีสามีและเขาคนนั้นก็นั่งอยู่ในห้องนี้ด้วยก็ตาม

"หม่อมฉันเลิกนับตั้งแต่อายุครบ 15 ปีแล้วเพคะ"

"เห~ งั้นเหรอ โคเชส! นางแต่งงานกับเจ้ามากี่ปีแล้วล่ะ"

"...."

"อ้ะๆ เจ้าเพิ่งแต่งงานกับซากุระเมื่อปีที่แล้ว ถ้างั้นนางก็คงเหมือนกัน ถ้างั้นคงไม่เกิน20 ก็แปลว่าเจ้าอายุน้อยกว่าพวกเรา งั้นฟริสเทียร์ เจ้าเรียกข้าว่าพี่ก็ได้นะ^_^"

"นี่! ไม่ต้องเลย เลิกยุ่งกับนางได้แล้ว!"

"ถึงใจพี่จะไม่ว่าง แต่ที่นั่งข้างๆยังไม่มีใครจองนะจ๊ะ^_^"

"หุบปากไปเลย

โคเชสพูดดักคอเอาไว้ก่อนที่ชายหนุ่มจะวุ่นวายกับภรรยาของเขาไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าฟริสเทียร์เองก็จะหลงคารมอีกฝ่ายเข้านิดหน่อยแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่

"ฟริสเทียร์! เจ้ากลับไปได้แล้ว"

ชายหนุ่มพูดเป็นเชิงไล่ทำให้หญิงสาวไม่พอใจ แต่กระนั้นนางก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี

"ได้ไงเล่า ข้ายังอยากคุยอยู่เลย เทียร์! มานั่งนี่เร็ว"

ไม่พูดเปล่า ร่างสูงลุกขึ้นไปดึงแขนหญิงสาวลงมานั่งที่โซฟา ร่างบางถึงกับทำหน้างงเมื่อถูกลากมาเสียดื้อๆ

"ราเซต! เจ้านี่มัน..."

ชายหนุ่มไม่สนว่าโคเชสจะว่ายังไง ร่างสูงเอามือเท้าคางไว้กับโต๊ะแล้วจ้องหน้าหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม

"ชอบกินอะไรล่ะ บอกมาได้เลยนะ"

โป้ก!

"โอ้ย! เจ้าบ้านี่"

โคเชสปาแก้วน้ำชาไปโดนหัวชายหนุ่ม มันหน้าหมั่นไส้ตรงที่เขารู้ทั้งรู้ว่านางเป็นอะไรกับเพื่อนของตนเองแล้วยังคิดจะเดินหน้าต่ออีก

"เลิกเซ้าซี้นางได้แล้ว! ปล่อยให้นางกลับไปพักผ่อนซะ!"

"ก็นี่ไงเล่าพักผ่อน ข้ากำลังชวนนางกินขนมอยู่เนี่ย เทียร์~ อยากกินอะไรเหรอ"

ราเซตเริ่มเอาใจทำคะแนนอีกรอบ แต่คราวนี้น่าแปลกที่หญิงสาวยอมเล่นด้วย

"ถ้างั้นหม่อมฉันขอบราวน์นี่ชอกโกแลต คุกกี้รสขิง มัฟฟินกล้วยหอม เค้กสตอเบอรี่ลาวา มาการองเจ็ดสี แล้วก็ชิฟฟอนชาเขียวเพคะ^_^"

ร่างบางร่ายยาวมาเป็นพรืดจนสองหนุ่มถึงกับต้องอ้าปากค้าง สาวใช้ที่ยืนฟังมาตลอดจึงต้องทำหน้าที่นำเมนูที่สั่งไปบอกคนครัวของวังนี้มห้เตรียมให้โดยไม่รออะไรทั้งสิ้น

"อืมมม อร่อย!"

ร่างบางตักขนมเค้กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยคำแล้วคำเล่าประหนึ่งว่าไม่เคยกินมันมาก่อน เท่านั้นยังไม่พอ มือสองข้างที่ว่างก็หยิบขนมมาข้างละชิ้นและสลับกินทีละชิ้นนั้นอย่างมีความสุข

"555 ไม่รู้นะเนี่ยว่าเจ้าชอบของหวานขนาดนี้"

"ไม่ได้ชอบหรอกเพคะ"

"....?"

"แต่อยู่ที่วังจานายส์ฟิลินดัสแย่งกินไปหมด ข้าก็เลยไม่มีขนมกิน ช่วงนี้ก็รู้สึกว่าจะขาดน้ำตาลอยู่ น่าจะมาที่นี่ตั้งนานแล้ว"

ว่าจบร่างบางก็จับโดนัทชิ้นโตเข้าปากไปอีกชิ้น ตามด้วยคุกกี้ พาย มาการอง และอื่นๆอีกมากมาย ราเซตมองนางทานขนมแล้วก็ยิ้มแห้งๆไปให้ ไม่เคยเห็นใครกินเก่งขนาดนี้มาก่อน กระเพาะทำมาจากหลุมดำหรืออย่างไรกัน

"ไม่มีชูครีมเหรอ อยากกินชูครีมอ่ะ"

"พอสักทีเถอะ! นั่นมันขนมที่คนกินได้ทั้งอาทิตย์เลยนะ!"

แล้วโคเชสก็โวยวายขึ้นมาบ้างเพราะทนการเขมือบของหวานของนางไม่ไหว แม้ในใจก็คิดว่ามันน่ารักดีก็เถอะ

"ปกติก็กินเยอะแบบนี้เหรอ"

"นางแทบไม่กินอะไรด้วยซ้ำ" โคเชสเป็นฝ่ายตอบแทนหญิงสาวที่ปากไม่ว่างเพราะมีขนมคาปากอยู่ "กินยาก แล้วก็กินไม่เป็นเวลาด้วยเรื่องมากน่ารำคาญเป็นบ้าเลย"

"เอ๋~ แบบนั้นก็แย่สิ มิน่าล่ะทำไมดูผอมจัง"

ง่ำ~ ง่ำ~

"555 เลอะปากหมดแล้ว"

ราเซตเอื้อมมือไปเช็ดครีมที่มุมปากให้หญิงสาว การกระทำของชายหนุ่มอยู่ในสายตาของโคเชสทุกขณะ จนตอนนี้เขาแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว ราเซตเลียครีมที่ตนเขี่ยออกมาจากมุมปากหญิงสาวแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ร่างบางถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรุกหนักขนาดนี้ และในขณะเดียวกันโคเชสก็ปล่อยรังสีอำมหิตออกมาแล้วด้วย

"ขออภัยที่รบกวนเพคะ" สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางดูร้อนรน และคำพูดต่อไปของนางก็ทำให้คนทั้งห้องต้องตกใจ "องค์จักรพรรดินีอาทาเซียเสด็จมาเพคะ"

"หาา!?"

และคนที่ตกใจหนักที่สุดก็คงจะเป็นจักรพรรดิราเซตที่ตอนนี้ลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัวแล้ว จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ก็คนที่สาวใช้คนนั้นพูดถึงก็คือจักรพรรดินีอาทาเซียแห่งจักรวรรดิทรานซิอาร์น ภรรยาของเขานั่นเอง

"ทำไมนางถึงมาล่ะ นางบอกว่าไม่อยากมานี่นา"

"ก็เพราะเจ้ามันหลายใจจนไม่อาจไว้ใจได้ไงล่ะ ดีจริงที่นางมา ข้าต้องออกไปต้อนรับนางเสียหน่อยแล้ว"

ว่าแล้วชายหนุ่มก็ทำท่าจะเดินออกไปปล่อยให้เพื่อนรักของตนนั่นคิดไม่ตกอยู่อย่างนั้นไป

"ฟริสเทียร์ เจ้ามากับข้า" ร่างสูงเรียกหญิงสาวไปด้วยเพราะเกรงว่าถ้าหากยังอยู่กับราเซตแล้วอาทาเซียมาเจอเข้าจะพลอยซวยไปด้วย อาทาเซียขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่โมโหร้าย เรื่องตบตีฆ่าฟันก็ไม่ใช่ย่อย ไม่รู้ว่าทำไมราเซตถึงไปตกหลุมรักนางได้

"โคเชส มาพอดีเลย ฉันว่าจะไปหาคุณอามาเซียอยู่พอดี^_^"

เมื่อเดินมาได้สักพักก็เห็นซากุระกำลังเดินมาพอดี โคเชสจึงชวนนางมาด้วยกันอีกคน ทั้งสามเดินมายังทางเข้าของวังเออริแอร์ซึ่งมีหญิงงามผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเครื่องยศสวยงามแต่ดูเรียบง่ายให้ความรู้สึกเหมือนนางพญาผู้น่าเกรงขาม นางมีผมสีม่วงพลัม ใบหน้าเรียวได้รูป ริมฝีปากสีชมพูเหมือนผลไม้ดูน่ารัก แต่สิ่งที่ทำให้นางดูน่ากลัวคงจะเป็นดวงตาที่คมดั่งเหยี่ยวยามตวัดมองใครเป็นต้องขาดใจตายนั่นล่ะมั้ง

"ถวายบังคมจักรพรรดิโคเชส เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาพบพระองค์ในครั้งนี้"

"ทำตัวตามสบายเถอะอาทาเซีย ยังไงเราก็คนสนิทสนมกัน"

"นั่นสิคะ คุณอาทาเซียไม่ต้องมากพิธีหรอกค่ะ ยังไงคุณก็เป็นจักรพรรดินี ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอกค่ะ"

อาทาเซียกลับไปยืนในท่าปกติแล้วหันไปมองซากุระที่ตอนนี้ยังทำสีหน้ายิ้มระรื่นอยู่

"ไม่ทราบว่าอะไรทำให้องค์จักรพรรดิซากุระมีความสุขถึงเพียงนี้กันล่ะ"

"แน่นอนสิคะ คุณอาทาเซียอุตส่าห์เดินทางมาเพื่อร่วมงานเลี้ยงของฉัน มันทำให้ฉันดีใจมากเลยล่ะค่ะ"

"เหรอ~ งั้นก็ดีใจด้วยนะที่มีความสุข"

"^_^"

"เพราะมันไม่มีใครที่มีความสุขให้กับทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงของตนเองหรอก"

คำพูดต่อมาของอาทาเซียทำให้ซากุระต้องหุบยิ้มลง อาทาเซียไม่ชอบท่าทางของซากุระมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว บ่อยครั้งที่นางแวะเวียนมาที่จักรวรรดินี้ในสมัยที่ซากุระยังไม่เป็นจักรพรรดินี นางมักจะเกาะติดกับโคเชสอยู่ตลอด ซึ่งอาทาเซียก็รู้ว่าขณะนั้นชายหนุ่มเองก็มีคู่หมั้นที่ไม่ใช่นางอยู่ก่อนแล้ว คนดีๆที่ไหนจะคอยเกาะแกะอยู่กับคู่หมั้นคนอื่นเสมือนเป็นของตนเองได้แบบนั้นกันล่ะ

"เจ้าสินะที่เป็นราชินี"

อาทาเซียหันมาอีกทางก็สังเกตเห็นร่างเล็กผมสีเงินผู้มีสีหน้าเฉยเมยไม่สนใจใครทั้งสิ้น จนกระทั่งหญิงสาวร้องทักแล้วนางจึงเงยหน้าขึ้นมามอง

"ก็ไม่อยากยอมรับหรอกแต่...ใช่"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

"อ่า~ แฮะๆ ที่รัก~"

ราเซตเมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของภรรยาสาวก็รีบเข้าไปออดอ้อนด้วยเสียงหวานๆนั่นทันที แม้เขาจะยังงงอยู่ว่านางมาได้ยังไงก็ตาม

"อย่ามาจับนะ ข้าล่ะเบื่อท่านจริงๆเลย"

อาทาเซียตอบกลับไปอย่างไม่แยแสในตัวเขา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจเพียงใดเพราะแต่ไหนแต่ไรนางก็มักจะเย็นชาแบบนี้อยู่เสมอ

"ที่รัก~ ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ล่ะ เจ้าบอกว่าไม่อยากมาเจอคนเยอะๆนี่นา"

ราเซตลองถามนางเป็นเชิงดูในขณะเดียวกันก็รอลุ้นไปด้วยว่าจะเป็นอย่างที่ตนคิดมั้ย นางจะรู้เรื่องที่เขาไปขอฟริสเทียร์แต่งงานรึป่าว แล้วเรื่องที่เขาแทะโลมนางไปจะรู้ด้วยมั้ย

"ข้าก็แค่มาดูหน้าใครบางคน"

อาทาเซียตวัดสายตาคมๆมามองที่ฟริสเทียร์ซึ่งหลังจากที่กลับมาในห้องนี้นางก็ไปนั่งกินขนมตามเดิม

"กินมั้ย" ว่าแล้วนางก็ยื่นชิฟฟอนไปให้หญิงสาวหนึ่งชิ้น ร่างบางบอกปฏิเสธจากนั้นฟริสเทียร์ก็จัดการส่วนที่เหลือต่อทันที อาทาเซียยังคงมองดูนางอยู่อย่างนั้นและสลับกับมองที่สามีตนเองอย่างจับผิด แต่ที่จับผิดไม่ใช่ที่ตัวฟริสเทียร์แต่เป็นพ่อตัวดีที่ดูมีพิรุธทุกครั้งที่นางมองเขาต่างหาก ไอ้นิสัยเจ้าชู้ยังไงมันก็แก้ไม่หายจริงๆ

"ราชินีฟริสเทียร์นี่งดงามสมคำล่ำลือจริงนะเพคะ องค์จักรพรรดิโคเชสช่างโชคดีเหลือเกินที่มีหญิงงามเคียงข้างกายเช่นนี้"

อาทาเซียพูดพร้อมกับหันไปมองทางโคเชสที่ตอนนี้ชายหนุ่มก็มีท่าทีอึกอักไม่ต่างกับเพื่อนของเขาเลย ผิดกับฟริสเทียร์ที่ไม่แม้แต่จะสนใจว่าตนกำลังถูกหาเรื่องอยู่

"ล่ำลือ? ใครลือเหรอ? จำได้ว่าไม่มีใครรู้จักนะ"

"ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าพูดอะไรออกไปเหมือนกัน ฉะนั้นอย่าสนใจเลย"

"ง่ายดีเนอะ" ฟริสเทียร์พูดพลางหยิบขนมเอแคร์เจ้าปากไปอีกชิ้น อาทาเซียมองดูกาีกระทำของนางอย่างไม่ชอบใจนัก ท่าทางไร้เดียงสาและไม่สนโลกของนางยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนคุยกันด้วยยากเหลือเกิน

"ฮิฮิ ฟริสเทียร์จ้ะ เธอไม่ควรนั่งกินขนมแล้วคุยกับคุณอาทาเซียอย่างนั้นนะจ๊ะ คุณอาทาเซียน่ะเป็นถึงจักรพรรดินีเลยนะ"

ซากุระตั้งใจพูดให้ฟริสเทียร์เป็นฝ่ายผิดมากที่สุด อาทาเซียเป็นคนโมโหร้าย ฉะนั้นนางต้องไม่ชอบแน่ที่อีกฝ่ายทำตัวเสียมารยาทอย่างนี้

"แล้วจักรพรรดินีของทรานซิอาร์นกับของวูเรรอนต์นี่เหมือนกันรึป่าวเพคะ"

"ไม่เหมือน"

อาทาเซียปฏิเสธออกมาทันที นางไม่มีทางที่จะยอมรับว่าตนเองเหมือนซากุระได้ ซึ่งใครๆต่างก็รู้เรื่องนี้ดี

"งั้นถ้าข้าจะใช้วิธีคุยที่ต่างกันก็คงไม่แปลกสินะ"

"ฟริสเทียร์ อย่าทำตัวเสียมารยาทสิ"

"นั่นสิจ๊ะฟริสเทียร์ ทำแบบนั้นมันก็ยิ่งเหมือนกับว่าเธอคิดจะตอบตกลงคำขอแต่งงานของคุณราเซตจริงๆนะจ๊ะ"

ราเซตถึงกับเหงื่อตกเป็นสายทันทีที่ซากุระ(ตั้งใจ)หลุดปากพูดเรื่องนั้นออกมา มันทำให้อาทาเซียต้องมองมาที่เขาตาขวางและเผยรอยยิ้มสุดสยองออกมาและไม่ลืมที่จะแบ่งปันรอยยิ้มนั้นให้ฟริสเทียร์ด้วย

"สันดานคนมันเปลี่ยนกันไม่ได้จริงๆสินะ"

ราเซตได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน วิญญาณของเขาถูกความเยือกเย็นของภรรยาสาวแช่แข็งเข้าให้แล้ว สาวสวยตรงโซฟาเลิกทานขนมแล้วเตรียมตัวตีกับอาทาเซียเต็มที่ เห็นทีจะอยู่เฉยไม่ได้เมื่อมันดันมีชื่อของนางอยู่ในนั้นด้วย

"ที่รัก~ จ ใจเย็นๆก่อน เรื่องนี้ข้าอธิบายได้นะ^_^;;"

"ไม่ต้องมาแตะ!!"

อาทาเซียสะบัดมือของราเซตออกอย่างแรง จากนั้นก็เข้าไปกระชากคอเสื้อของฟริสเทียร์ขึ้นมา ร่างบางมองอีกฝ่ายด้วยความเหนื่อยใจ ขนมที่กินเข้าไปแทบจะติดคอตายตอนที่นางจับคอเสื้อขึ้นมา

"หล่อนไปทำอะไรห้ะ ตาคนเจ้าชู้นั่นถึงได้มาสนใจหล่อนได้"

"ไม่รู้เว่ย เพิ่งเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเอง"

ฟริสเทียร์ตอบไปด้วยสีหน้านิ่งเฉยปนรำคาญไปด้วย ราเซตกับโคเชสนีบเข้ามาห้ามกันใหญ่ ส่วนซากุระนั้น...ก็ยืนยิ้มอยู่เฉยๆโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่เรียกอีกอย่างก็คือไม่มีใครให้ความสนใจเสียมากกว่า

"หน้าตาก็ดี! สามีก็มีแล้วยังคิดจะเป็นมือที่สามอีกเรอะ!"

"ตรูยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ! อย่ามโนไปเองได้ป่ะ!"

"คิดว่าแค่หน้าตาดีแล้วจะมัดใจไอ้คนเสเพลพรรค์นั้นได้งั้นเหรอ มีผู้หญิงตั้งมากมายที่ต้องช้ำใจเพราะหมอนั่นมาตั้งกี่คนรู้มั้ย"

"อะไร!?"

ฟริสเทียร์เริ่มสับสนที่นางพูด ฟังไปฟังมาดูเหมือนอาทาเซียตั้งใจจะกล่าวหาราเซตในทางแย่ๆมากว่าการหาเรื่องนางเสียอีก ไม่ใช่แค่ฟริสเทียร์ที่งง เพราะถ้าระดับนางยังไม่เข้าใจ ก็ไม่มีใครเข้าใจอีกแล้วเหมือนกัน

อาทาเซียจับคอเสื้อหญิงสาวเขย่าไปมาโดยที่คนอื่นๆไม่อาจห้ามปรามอะไรนางได้

"อยู่ดีไม่ว่าดีริอาจหาเรื่องใส่ตัวนะหล่อน! มีผู้ชายคนเดียวไม่รู้จักพอยังคิดจะจับผู้ชายคนอื่นกินอีก และนอกจากมักมากแล้วยังตาไม่มีแววอีกด้วย คิดยังไงถึงมายุ่งกับไอ้ผู้ชายงี่เง่า เจ้าชู้ กะล่อนปลิ้นปล้อนอย่างหมอนี่น่ะห้ะ!"

"-_-;;"

"แล้วก็ไม่ใช่เจ้าคนเดียวหรอกนะที่เขาทำแบบนี้ด้วยน่ะ! ผู้หญิงมากมายที่หลงคารมเขา แล้วก็เป็นข้าที่ต้องมาแก้ปัญหามากมายให้กับเขา! วันวันไม่มีอะไรนอกจากเรื่องผู้หญิง! คราวก่อนก็ไปจีบสาวร้านตัดเสื้อจน ให้ความหวังกระทั่งเขาเสียใจแทบจะกระโดดน้ำตาย! บางคนก็ถึงดับต้องลาไปเป็นแม่ชีถือศีลไปตลอดชีวิต! เห็นมั้ยว่าอยู่กับคนพรรค์นี้มันมีปัญหามากมายขนาดไหน!"

"-_-+"

แล้วหญิงสาวก็เริ่มที่จะเข้าใจการกระทำของคนตรงหน้าบ้างแล้ว นางไม่ได้จะเอาเรื่องตามประสาคนหึงหวงแต่อย่างใด ก็แค่...พูดเตือนด้วยวิธีที่รุนแรงไปหน่อยเท่านั้นเอง และคนอื่นๆที่ได้ฟังบทสนทนาแล้วก็เข้าใจตามไปด้วยว่าสรุปแล้วคนที่ถูกด่าก็คือจักรพรรดิราเซตเต็มๆ

หลังจากที่คุยกันจนได้ความจริงอันแน่ชัด ซึ่งก็สรุปว่า จักรพรรดิราเซตเป็นคนก่อปัญหาขึ้นมาเอง แต่ฟริสเทียร์ก็บอกให้นางใจเย็นไว้แล้วมานั่งจิบชาด้วยกันก่อน....ตอนนี้อาทาเซียดื่มชาหมดไปแก้วที่ 4 และยังมีคนที่ขึ้นชื่อว่าคนเจ้าชู้นัวเนียอยู่ข้างๆ

"ข้าขอเตือนไว้เลยนะว่าอย่ามายุ่งกับสามีข้าเป็นอันขาด"

"....ข้าควรจะเข้าใจว่าเจ้าหึงหวงสามีดีมั้ยนะ เอาเป็นว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้แล้วเอาผู้ชายคนนั้นไปเก็บก่อนดีมั้ย"

ฟริสเทียร์ชี้ไปทางราเซตที่เอาแต่โอบกอดร่างบางผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมายอยู่ไม่เลิก ก็น่าแปลกว่าทั้งที่รักอาทาเซียมากขนาดนั้นยังคิดมาขอคนอื่นแต่งงานอีกเนี่ยนะ

"ปล่อยได้แล้ว!" อาทาเซียผลักชายหนุ่มออกอย่างไม่ใยดีส่งผลให้ร่างสูงถึงกับต้องหงอยลงเป็นลูกหมา "คิดแล้วเชียวว่ามันจะต้องมีเรื่องแบบนี้ ข้าไม่น่ามาแต่งงานกับท่านเลยจริงๆ"

"โถ่วๆอาทาเซียที่รัก~ ถึงยังไงข้าก็รักเจ้ามากที่สุดเลยน้าาา"

ราเซตยกมือสองข้างของหญิงสาวมากุมไว้ตรงอกแล้วเริ่มทำสายตาออดอ้อน โดยที่ไม่สนใจเลยว่าจะมีใครอยู่ในที่นี้และกำลังจะระเบิดออกมาเพราะทนความไร้ยางอายของชายหนุ่มไม่ไหว ส่วนสาวน้อยหน้าหวานก็ทนฝืนยิ้มกับภาพตรงหน้าทั้งที่ในใจอยากจะเดินออกไปหาที่ระบายเต็มทนแล้ว คิดว่าการมาของอาทาเซียจะทำให้สถานการณ์มันแย่ลง แต่เรื่องดันพลิกเพราะนางเลือกโทษฝ่ายชายซะอย่างนั้น แต่อะไรที่ทำให้นางไม่คิดจะเอาความอะไรฟริสเทียร์เลยกันล่ะ

"งั้นข้ากลับแล้วนะ" ฟริสเทียร์เป็นคนแรกที่ยืนขึ้นเพราะเบื่อที่จะต้องมานั่งดูฉากบรรยายความรักของคนสองคนที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนทั้งคู่เลย

"ข้าไปด้วย"

"ไปไหน"

ทั้งราเซต โคเชสและฟริสเทียร์ถามขึ้นมาพร้อมกันและก็ต้องสงสัยหนักกว่าเดิมเพราะหญิงสาวเดินออกจากห้องรับแขกนำหน้าไปเสียแล้ว และแน่นอนว่าทุกคนก็ต้องตามนางไปนั่นเอง

อาทาเซียเดินมาที่วังจานายส์โดยอาศัยการบอกทางของฟริสเทียร์อีกทีนึง ซ้ำยังถามอีกด้วยว่าห้องบรรทมของนางอยู่ที่ไหน ฟริสเทียร์ก็ยอมบอกไปโดยง่าย และเมื่อมาถึงนางก็ถือวิสาสะเข้าไปล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่หนานุ่มนั่นแบบไม่ต้องถามใครทั้งสิ้น

"คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่"

"-_-"

"ไม่เอาน่าอาทาเซีย^_^;; อย่ารบกวนเทียร์แบบนี้สิ"

"จริงด้วยค่ะ คุณอาทาเซียไปพักที่วังรับรองดีกว่า ที่นั่นสบายกว่าตั้งเยอะนะคะ"

ซากุระเสนอความเห็นออกมา และถ้าคิดให้ลึกลงไปก็จะรู้ว่านางหมายถึงที่นี่มันคนละระดับกับนาง แล้วก็อาทาเซียด้วย

"แต่ข้าว่าอยู่ที่นี่ดีกว่า"

"ผีเยอะนะ"

ฟรึ่บ!

อาทาเซียถึงกับต้องกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งไปเกาะแขนราเซตเอาไว้แน่น จนเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องอย่างพวกเขาและไม่เข้าใจว่านางเป็นอะไรไป

"เทียร์ อย่าล้อเล่นแบบนี้สิ"

ราเซตหันมาดุใส่หญิงสาวแล้วปลอบใจอาทาเซียยกใหญ่ ร่างเล็กมองไปรอบๆวังด้วยท่าทางเป็นกังวลอย่างมาก สักพักก็ถอนหายใจแสดงออกว่าโล่งแล้ว

"แต่ข้าไม่ได้โกหกนะ"

"...."

"วังนี้เมื่อก่อนเคยเป็นโรงหมอ มีผู้ไข้มากมายที่ตายไปเพราะโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ บ้างก็เป็นพวกทหารที่ตายเพราะพิษบาดแผลจากสงคราม แม้กระทั่งพวกหมอที่ตรอมใจเพราะเครียดที่ไม่สามารถรักษาผู้ไข้ได้ก็มี"

อาทาเซียหน้าซีดลงทันทีที่ได้ฟังเรื่องที่หญิงสาวเล่า ทุกคนคิดว่าที่นางพูดเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แต่มีเพียงอาทาเซียที่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องเล่าของนางมาก

"เจ้ามองเห็นวิญญาณใช่มั้ย"

ฟริสเทียร์มองไปที่แววตาของหญิงสาวที่บ่งบอกว่านางมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่น ซ้ำยังมีบรรยากาศรอบตัวมี่ดูมืดมนแปลกๆแตกต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง อาทาเซียพยักหน้าเบาๆอย่างยอมรับ แต่ก็ยังไม่เลิกเกาะแกะราเซตเพื่อระบายความกลัวอยู่ดี

"ทำไมเจ้าถึงต้องกลัวอะไรกับเรื่องที่ตนเองต้องพบเจอเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งๆที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ได้

"...."

"คนที่มีสัมผัสที่หกส่วนใหญ่ก็ไปเป็นบาทหลวง แม่ชี หรือไม่ก็นักบุญกัน มีส่วนน้อยที่ยังใช้ชีวิตแบบปกติไม่มีปัญหาอะไร แล้วเจ้าหลุดมาจากโลกเดียวกับนางเหรอ โลกที่มีแต่ทุ่งลาเวนเดอร์น่ะ"

ฟริสเทียร์พูดธรรมดาไม่พอยังพาดพิงถึงสาวน้อยน่ารักข้างกันนั้นอีกด้วย แต่ประเด็นหลังนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจนัก เรียกได้ว่าการมีตัวตนของเจ้าหล่อนถูกละเลยไปเสียแล้ว

"ทุกท่านตามสบายนะเพคะ หม่อมฉันขอตัวก่อน"

ฟริสเทียร์ทิ้งให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังแล้วตนเองก็เดินกลับไปอยู่ที่ห้องทรงงานต่อ ซึ่งมีฟิลินดัสกับห้าอัศวินเดนนรกรออยู่แล้ว

"จักรพรรดินีอาทาเซียนี่ใครเหรอ? นางดูเป็นกันเองดีนะ"

"เป็นคนที่อยู่ตำแหน่งเดียวกับข้าในงานใหญ่ที่จะถึงนี้"

"อย่างนี้นี่เอง ต้องทำความรู้จักกันไว้แล้วสินะ...."

"อืม นางมีสัมผัสที่หกด้วย"

"ถามจริง?"

"แต่นางจิตอ่อนเกินไป ไม่สมกับคนมีญาณพิเศษเลย"

ร่างเล็กว่าพลางนั่งบนเก้าอี้นวมที่ประจำของตนแล้วเริ่มเปิดเอกสารเพื่ออ่านมัน แต่ยังไม่ทันจะได้อ่านถึงสามบรรทัด ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามารบกวนการทำงานของนางเสียก่อน

"ฟริสเทียร์ เมร์ ลอลิกส์"

อาทาเซียเอามือค้ำโต๊ะขนาดคล่อมไหล่ร่างบางได้ก่อนจะเอ่ยนามหญิงสาวออกมาเต็มๆ ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายซึ่งใบหน้าของอีกฝ่ายก็อยู่แค่เหนือหัวนางเพียงคืบหนึ่งเท่านั้น จนทำให้รู้สึกอยากจะจิ้มตาคมๆนั้นเอาจริงๆ

"จนกว่าจะจบงานเลี้ยงของจักรวรรดิวูเรรอนต์"

"...."

"ข้าจะอยู่ที่นี่"

"เชิญ!!"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

หลังจากที่อาทาเซียตกลงที่จะอยู่พักอาศัยในวังจานายส์เป็นการชั่วคราวทั้งที่ได้ยินเรื่องไม่ดีจากปากฟริสเทียร์เองกับหูแล้วแท้ๆ มันจึงเป็นความกังวลใจของราเซตอย่างหนักที่ไม่อยากให้หญิงสาวมาพบเจอกับอะไรแบบนี้

"เทียร์ เจ้าช่วยพูดกับอาทาเซียให้หน่อยได้มั้ย"

"เรื่อง?"

"ก็ ...เรื่องห้องนอน"

"อ้อ! อันนั้นไม่มีปัญหาเพคะ เพราะหม่อมฉันสั่งให้ฟิลย้ายไปอยู่ห้องคนใช้เป็นการชั่วคราวแล้ว หม่อมฉันก็จะได้ไปอยู่ที่ห้องสำรองนั้น เท่านี้ก็ไม่มีอะไรขัดข้องแล้ว"

"ไม่ใช่แบบนั้น!"

"...."

"ข้ารู้แล้วว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามาเป็นเรื่องจริง เพราะงั้นน่ะ ข้าอยากให้เจ้าช่วยพูดกับอาทาเซียหน่อย นางอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก นะเทียร์ ถ้านางยอมข้าจะตอบแทนเจ้า อะไรก็ได้"

ชายหนุ่มอ้อนวอนด้วยสีหน้าจริงจัง แต่การกระทำของเขาทำให้นางต้องเหนื่อยใจเพราะมือหนายังคงจับมือของนางไว้ไม่ยอมปล่อย ตกลงจะมาขอร้องหรือมาหยอดกันแน่-_-

เพี้ยะ!!

"โอ้ย!"

มือของชายหนุ่มเป็นอันต้องปล่อยลงเพราะถูกฟาดด้วยไม้เรียวยาวๆจากการกระทำของร่างบางเจ้าของดวงตาคมคู่สวย ร่างเล็กแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนชายหนุ่มเป็นต้องตัวหดเล็กลงไปในทันที

"เผลอไม่ได้เลยจริงๆนะ!"

ว่าจบก็ตวัดสายตามาทางฟริสเทียร์อีกคน ร่างบางไม่แยแส ในเมื่อคนที่เริ่มก็คือสามีนางเอง ฉันนั้นก็คุยกันเองเถอะ

"ที่รัก ข้าขอร้องล่ะ ย้ายไปอยู่ที่วังกลางเถอะนะ รึไม่งั้นข้าจะขอโคเชสให้เจ้าพักที่วังของซากุระก็ได้"

"กะล่อนนักนะ! แค่นางคนเดียวยังทำหม่อมฉันปวดหัวไม่พออีกเหรอเพคะ"

"โว้ย! รำคาญว่ะ!"

ฟริสเทียร์บ่นออกมาก่อนจะหยิบยาดมในลิ้นชักขึ้นมาดมแก้เครียดและได้แต่นั่งดูสองสามีภรรยาทะเลาะกันเรื่องภายในบ้านต่อไป

"เจ้าทำให้ข้าเป็นห่วงนะอาทาเซีย"

"หึ! ยังไงหม่อมฉันก็จะอยู่ที่นี่ จะไม่ไปยุ่งกับจักพรรดิโคเชสและผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด อยู่กับผีดีกว่า"

"ไม่เอาน่าา~"

"พูดแล้ว จบแล้ว ยังไงหม่อมฉันก็จะอยู่ที่นี่ แล้วถ้าพระองค์อยากจะไปขึ้นสวรรค์ที่ไหนก็เชิญเลยเพคะ แต่อย่าให้หม่อมฉันจับได้แล้วกัน ไม่อย่างนั้นล่ะก็มีเรื่องแน่!"

ว่าแล้วนางก็เดินออกไปจากห้องพร้อมกับปิดประตูเสียงดังบ่งบอกอารมณ์โมโหของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบพักนึง ก่อนที่ราเซตจะเริ่มพูดอะไรออกมาก่อน

"ข้าจะทำยังไงดีเนี่ย"

"นางก็บอกเองว่าจะอยู่ ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรอีกนี่"

"นั่นแหละที่เป็นปัญหา"

"....แค่มองเห็นผีมันลำบากขนาดนั้นเลยเหรอ.." พอได้ยินคำถามของหญิงสาว ราเซตก็จมอยู่กับเรื่องในอดีตอยู่พักนึง "เล่าให้ฟังได้มั้ย"

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่

หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กเพียงลำพัง ร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีซีดมีรอยเปื้อนอยู่นิดหน่อยกำลังเก็บดอกไม้อยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านนัก ดอกไม้ทุกดอกถูกเก็บมาอย่างพิถีพิถัน ร่างบางยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้เห็นพวกมันที่เติบโตขึ้นมาเบ่งบานบนโลกกว้างเช่นนี้ ไม่เหมือนกับนางในทุกวันนี้

"มาอยู่ที่นี่เอง"

"0_0!"

ชายหนุ่มเจ้าของผมสีแดงสด ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววความขี้เล่นตามฉบับคนรักสนุก ร่างสูงลอบมองใบหน้าหญิงสาวด้วยความสุข จะมีอะไรที่ทำให้จักรพรรดิผู้สูงส่งยอมออกจากพระราชวังมาถึงที่นี่กัน

"ฝ่าบาท?"

ร่างบางรีบถอยตัวออกห่างอย่างไวเพราะบรรยากาศรอบตัวเข้านับได้ว่าเป็นบุคคลที่ไม่ควรยุ่งอย่างยิ่ง ชายหนุ่มหัวเราะพึงพอใจกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก่อนจะก้าวตามไปอีกที

"พระองค์มีธุระอันใดเพคะถึงได้มาที่นี่"

"ก็มาหาเจ้าไง" ร่างสูงว่าพลางจับมือหญิงสาวขึ้นมาจุมพิตเบาๆ "ข้ายังยืนยันคำเดิม จักรพรรดินีของข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น"

"หม่อมฉันก็ยืนยันคำเดิมเพคะว่าไม่"

ร่างเล็กปฏิเสธเสียงแข็ง แม้ว่านางจะมีฐานะที่ยากจนเพียงใดก็ไม่อาจทำใจร่วมใช้ชีวิตกับคนไม่รู้จักพอแบบนี้ได้แน่ๆ

"ทำไมล่ะ เจ้าจะได้เป็นจักรพรรดินี มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีผู้คนเคารพนับถือ จะไม่ต้องมีใครมาดูถูกเจ้าว่าเป็นตัวประหลาด เจ้าจะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์อยู่เพียงลำพังในกระท่อมเก่าๆแบบนี้ เท่านี้ไม่เพียงพอเหรอ หรือเจ้าต้องการอะไรอีก บอกมาสิข้าจะหามาให้"

"หม่อมฉันไม่ต้องการสิ่งใดทั้งสิ้น! พระองค์เลิกยุ่งกับหม่อมฉันได้แล้วเพคะ"

อาทาเซียพูดไปก็น้ำตาร่วงไปด้วย หญิงสาวสะบัดมือออกแล้ววิ่งกลับเข้าไปในกระท่อมปิดประตูสนิทก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างหมดความอดทน ตลอดระยะเวลาที่ได้รู้จักกัน ราเซตเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น ทุกคนในหมู่บ้านมองนางว่าเป็นตัวประหลาดเพราะนางมองเห็นวิญญาณและพูดคุยกับพวกเขา การกระทำเพราะความไม่รู้ประสีประสาในวัยเด็กทำให้นางต้องถูกกีดกันจากสังคมนับแต่นั้น พ่อแม่ที่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวก็มาด่วนตายจากไปด้วยโรคร้าย ไม่มีใครคนไหนคิดจะยื่นมือช่วยเหลือพวกท่าน จนกระทั่งทั้งสองจากไปโดยไม่มีแม้กระทั่งคำอาลัยใดๆ ในขณะที่นางกำลังหมดหวังอยู่ตรงหน้าหลุมศพของพวกท่านทั้งสอง ราเซตก็เข้ามาคุยกับนางด้วยความเป็นมิตร แม้จะรู้ข่าวลือที่ว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้มาบ้างแต่รอยยิ้มและความอ่อนโยนของผู้ชายคนนี้ช่วยเยียวยาแผลในใจของหญิงสาวให้กลับมามีกำลังใจได้อีกครั้ง ดั่งหยาดฝนที่หยดลงบนกลีบดอกไม้ที่เหี่ยวเฉารอวันลาจากให้ชูช่องดงามอีกครั้ง และนางก็คิดได้ว่าไม่ควรจะมัวมานั่งเสียใจอยู่เช่นนี้ ต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง จะทำให้พ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์เป็นกังวลไม่ได้ นางเริ่มที่จะอยู่ห่างสถานที่ที่มีวิญญาณ เลิกพูดคุยกับมัน แต่อะไรๆก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้น พวกวิญญาณถ้าดีด้วยมันจะเป็นพวก แต่ถ้ากลัวและคิดอคติกับมันมันก็กลายเป็นศัตรูได้ นางเริ่มถูกวิญญาณคอยตามหลอกหลอน บางครั้งก็จะมาเข้าฝันและที่อันตรายที่สุดคือช่วงที่นางถอดจิต พวกเขาจ้องจะยึดร่างของนาง หากปล่อยเอาไว้นางก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเฉกเช่นพวกเขา ราเซตเมื่อรู้ข่าวก็เป็นห่วงและมาเยี่ยมเยียนหญิงสาวมากขึ้น นางใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวจนเริ่มหมดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ ชายหนุ่มคิดว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้จึงตัดสินใจขอนางแต่งงาน แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็คือการปฏิเสธ หญิงสาวไม่อาจทำใจให้คนที่ตนเองรักมารับอันตรายกับตนได้ เรื่องทั้งหมดนี้ให้มันจบที่นางแต่เพียงผู้เดียวดีกว่า แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้และมาที่นี่ในทุกวันซึ่งรวมถึงวันนี้ด้วยเช่นกัน

"อาทาเซีย เปิดประตูให้ข้าเถอะนะ"

"ฮึก!"

ร่างสูงนั่งลงตรงหน้าประตู พยายามพูดออดอ้อนให้ร่างเล็กยอมให้เข้าได้ก้าวเข้าไปกอดปลอบนางสักครั้ง

"พระองค์กลับไปเถอะเพคะ ไปหาคนใหม่ที่ดีกว่าหม่อมฉัน"

"ไม่! ข้าไม่เลือกใครอีกแล้ว มีเจ้าเท่านั้นน่ะอาทาเซีย แต่งงานกับข้าเถอะนะ"

"....."

"ข้ารักเจ้า"

"ฮึก! พอได้แล้ว~"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ตกดึกคืนนั้น

ร่างบางนอนหลับไปโดยที่ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่ที่หางตา ราเซตนั้นก็คาดว่าคงจะกลับไปตั้งนานแล้ว คงไม่มีใครยอมอยู่นานขนาดนั้นหรอก เขาคงตัดใจแล้วล่ะ

กุกกัก! กุกกัก!

"อืมม"

เสียงแปลกๆบางอย่างปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นมากลางดึกสงัด ร่างบางพยุงตัวขึ้นมาจากเตียงไม้เก่าๆ หญิงสาวขยี้ตาไปมาไบ่ภาพมัวๆออกจากดวงตาและเริ่มมองไปรอบๆ ใครทำเสียงอะไรแปลกๆ

เพล้ง!!

"เฮือก!!"

แก้วน้ำบนโต๊ะหล่นลงมาแตกเสียงดังเป็นผลให้ร่างบางต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงฝีเท้าเดินไปเดินมาอยู่ในครัว

กึก! กึก! กึก!

อาทาเซียกำผ้าห่มเอาไว้แน่นจนมันยับยู่ยี่ไปหมด ใครอยู่ในครัวของนางกัน? ร่างบางได้แต่คิดในใจเพราะตอนนี้ร่างกายนางแข็งทื่อไปหมด อย่าว่าแต่จะพูดอะไรเลย แม้แต่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

เอี้ยดดด~

ประตูห้องครัวถูกเปิดออกช้าๆ ภายในนั้นมืดสนิทมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น มันว่างปล่าวเกินไป และยังรู้สึกหนาวเย็นแปลกๆด้วย

"กรี้ดดดด"

ร่างบางร้องลั่นเมื่อรู้สึกถึงมือใครบางคนจับเข้าที่ไหล่ของนาง หญิงสาวรุดออกจากเตียงวิ่งตรงไปที่ประตูบ้านแล้วเปิดออกวิ่งไปข้างนอกในทันที

"อาทาเซีย!"

เสียงที่คุ้นเคยตะโกนไล่หลังหญิงสาวมา ร่างเล็กหันไปมองตามความรู้สึกแล้วจึงพบว่าเป็นราเซตนั่นเอง

หมับ!

หญิงสาวโผเข้ากอดคนตรงหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรอีก ตอนนี้นางต้องการที่พึ่ง ขอแค่ใครสักคนที่ช่วยปลอบใจนางในสถานการณ์แบบนี้ก็พอแล้ว

"ไม่เป็นไรนะ"

ชายหนุ่มกอดตอบอย่างอ่อนโยน เขาไม่ได้ไปไหนเลยตั้งแต่ตอนนั้น เขายังคงอยู่ตรงนี้ รอนางอยู่ที่นี่ ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ

"ฮือออ~"

ร่างบางซบหน้าลงบนอกกว้างแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเปียกเสื้อชายหนุ่มเต็มที่ เมื่อได้ร้องให้จนพอใจแล้ว ราเซตก็พาหญิงสาวกลับมาที่พระราชวังด้วยกัน ร่างบางก็รู้สึกเป็นกังวลกับการที่ตนจะต้องมาอยู่ในที่หรูหราอลังการแบบนี้

"ไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรเจ้าแน่นอน"

ร่างสูงโอบไหล่หญิงสาวเข้าไปในพระราชวังท่ามกลางเหล่าทหารและคนรับใช้ที่ออกมาต้อนรับเขากันอย่างเพรียบพร้อม อาทาเซียได้แต่มองดูภาพคนมากมายที่ก้มหัวให้กับเขาแล้วก็ต้องตะลึงกับอำนาจบารมีของชายหนุ่มคนนี้ ไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะได้มาข้องเกี่ยวกับคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้

"เตรียมห้องให้นางด้วย"

ชายหนุ่มออกคำสั่งกับชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นพ่อบ้านเมื่อดูจากการแต่งตัวแล้ว

"เอิ่ม ไม่ต้องหรอกเพคะ หม่อมฉันนอนที่ห้องคนใช้ก็ได้"

"ได้ไงล่ะ เจ้าจะเป็นจักรพรรดินีแล้วนะ ต้องให้สมเกียรติสิ"

"หม่อมฉันไม่ได้--"

จุ๊บ!!

ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเถียงต่อ ร่างสูงก็ชิงปิดปากของนางไว้ด้วยปากตนเองเสียก่อน เพียงพักเดียวชายหนุ่มก็ถอนจูบออก แต่มันทำให้หญิงสาวค้างไปเสียแล้ว

"ไปอาบน้ำแล้วเข้านอนซะนะ^_^"

ร่างสูงกำชับกับหญิงสาวก่อนจะแยกตัวออกไปอยู่อีกห้องหนึ่ง แม้จะนึกเสียดายที่ทำได้แค่นั้นแต่เขาก็ต้องให้เวลานางปรับตัว ร่างเล็กเพิ่งเจอสถานการณ์ที่แย่ๆมา เขาไม่ควรจะทำให้นางกังวลอะไรมากไปกว่านี้อีก อาทาเซียอาบน้ำและเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มสั่งให้คนเตรียมเอาไว้ให้นาง ร่างบางคิดในใจว่านี่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับนาง ได้แช่น้ำสบายๆ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ นอนบนเตียงนุ่มๆ ทุกอย่างดูเหมือนเป็นความฝันไปหมด ถ้านางมาเป็นคู่ชีวิตของเขาจริงๆจะเป็นยังไงนะ

"เฮ้อ~ พอๆ เลิกฟุ้งซ่านได้แล้ว"

อาทาเซียตบหน้าตัวเอง 2-3 ครั้งก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงหนาแล้วผล็อยหลับไปเพราะความง่วงจากเหตุการณ์ที่พบเจอมาทั้งวัน

ตุบ!

ในขณะที่หญิงสาวกำลังนอนหลับอย่างสงบ เรื่องผิดปกติบางอย่างก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ร่างของหญิงหล่นลงมากระแทกพื้นเสียงดังปลุกให้ร่างบางสะดุ้งตื่นอีกครา จะว่านอนตกเตียงก็ไม่ใช่เพราะสภาพห้องโดยรอบแตกต่างจากห้องนอนหรูหรานั้นอย่างสิ้นเชิง นางโผล่มาอยู่ที่ทางเดินของพระราชวังท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดหน้าต่างมาเท่านั้นที่พอทำให้มองเห็นทางอยู่บ้าง

"เกิดอะไรขึ้น....โอ๊ะ!!"

มีบางอย่างวิ่งมาชนที่ไหล่ของนาง เมื่อมองดูดีดีก็เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง นางวิ่งไปข้างหน้าแล้วหยุดอยู่กับที่ก่อนหันมาทางหญิงสาวพร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่างสดใส

"หนูน้อย ดึกดื่นแบบนี้เจ้ามาทำอะไรที่นี่ พ่อแม่เจ้าอยู่ไหน"

หญิงสาวพยายามคุยกับนางและคิดว่ามันไม่มีอะไร ก็แค่เด็กที่ออกมาวิ่งเล่นคนหนึ่ง เด็กสาวไม่ตอบอะไรกลับมาและยังคงมองหน้าอาทาเซียนิ่ง สักพักนางก็มองไปที่พระจันทร์ดวงโตบนท้องฟ้า จากนั้นก็เดินไปที่หน้าต่างพร้อมกับเปิดบานกระจกออก

"ระวัง!!"

ร่างบางรีบวิ่งหวังจะไปหยุดนางไว้เมื่อเห็นว่าหล่อนกำลังทำเรื่องที่คาดไม่ถึง เด็กสาวปีนขึ้นไปนั่งขอบหน้าต่าง ในระยะเพียงแค่เอื้อมมือนาวก็กระโดดลงไปยังพื้นเบื้องล่างไปเสียแล้ว ร่างเล็กมองตามลงไปด้วยความตกใจแต่ทุกอย่างว่างเปล่าประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งร่างของเด็กสาวเมื่อครู่นี้จึงพอจะจับใจความได้แล้วว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั่ว อาทาเซียตัวสั่น พยายามพาร่างที่แข็งเกร็งของตนเดินออกไปจากตรงนี้ แต่ขาทั้งสองข้างไม่รู้ว่าเป็นอะไรจึงพาเดินออกมาถึงข้างนอกพระราชวัง ท่ามกลางความแปลกใจของทหารเฝ้ายามทั้งหลายแหล่ที่คิดเป็นคำถามเดียวกันว่า 'ว่าที่จักรพรรดินีมาทำอะไรที่นี่'

"เอ่อ...ท่าน"

ทหารคนหนึ่งพยายามจะเรียกนางไว้ แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังเดินไปข้างหน้าต่อ และแล้วร่างบางก็ทรุดนั่งลงกับพื้นเมื่อเดินมาถึงบริเวณหนึ่งซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เด็กคนนั้นกระโดดลงมา และถ้าเป็นตามปกติร่างของนางควรจะอยู่ตรงนี้...ถ้านางเป็นคน

"อาทาเซีย!"

ราเซตวิ่งหน้าตาตื่นออกมาตามหาหญิงสาวหลังจากที่พบว่านางไม่ได้อยู่ที่ห้องของตน จนได้มาพบหญิงสาวนั่งอยู่กับพื้นหญ้าอยู่เช่นนี้ อาทาเซียหันมามองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา พอเห็นดังนั้นราเซตจึงรีบเข้าไปถามไถ่ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

"นางตายแล้ว~ พวกเขาตายแล้ว~ คนพวกนั้นตายแล้ว~"

"แล้วตกลงเด็กคนนั้นเป็นใคร"

"เฮ้อ~ เป็นลูกใครสักคนในบรรดาคนรับใช้ในวังนั่นแหละ นางเล่นซนแล้วพลัดตกลงมาจากตึกตาย"

"อืม...เก่งทุกเรื่องยกเว้นเรื่องผีๆสินะ"

ฟริสเทียร์ได้ฟังเรื่องเล่าของอาทาเซียจนจบ ไม่แปลกที่นางจะกลัววิญญาณ โดนรังควานขนาดนั้นยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ได้ก็นับว่าเก่งเอามากๆแล้ว ไหนจะมีสามีไม่ได้เรื่องอย่างนี้อีก

"แต่แบบนี้ก็เท่ากับว่าทุกที่มีวิญญาณอยู่ ไม่ว่านางจะอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นเรื่องแบบนี้ แล้วพระองค์มีวิธีจัดการยังไงเพคะ"

"อืม หลังจากที่นางเข้ามาอยู่ในวังฐานะจักรพรรดินี ข้าก็ให้บาทหลวงมาทำพิธีเดือนละครั้ง แล้วก็ให้นางพกเครื่องรางปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ติดตัว"

"แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ"

"....."

"วิธีพวกนั้นช่วยอะไรได้ไม่มากหรอก"

"....."

"คนตายไม่มีสิทธิ์พูด คนกับผีอะไรมันน่ากลัวกว่ากัน ถ้าไม่รู้จะสอนให้"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

86 ความคิดเห็น

  1. #57 Dar699699 (@Dar699699) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 08:39
    รอๆๆๆๆ
    #57
    0
  2. #54 0845600039 (@0845600039) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 05:48
    ล็อกทำไมอะ.
    #54
    1
  3. #53 enthalia (@enthalia) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 05:27
    อ่านไม่ได้ค่ะ
    #53
    2
  4. วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 21:57
    แรงๆ จุกมั้ยนั่น
    #52
    0
  5. #51 Ma_molygina (@ranamei11) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 21:56
    ล็อคอยู่อะ
    #51
    2