ชีวิตลิขิตโดยเทพเจ้า

ตอนที่ 4 : อาหารโลกมนุษย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    14 ก.พ. 62






"ทานข้าว?"

"เพคะ เป็นคำเชิญจากองค์จักรพรรดินีเพคะ"
แอลลีนพูดขึ้นหลังจากช่วยหญิงสาวแต่งตัวจนเสร็จ ชุดของมนุษย์ราชินีไม่ได้เป็นที่ถูกใจนางเท่าใดนัก มันทำให้เคลื่อนไหวลำบากแล้วก็ดูเกะกะเวลาเดินด้วย
"ทำไมต้องเชิญด้วยล่ะ ไม่ใช่ว่าข้ากับนางเลิกคุยกันไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอ"
หญิงสาวนึกได้ว่าตอนที่ฟริสเทียร์คนเก่าถูกป้ายความผิดว่าทำให้จักรพรรดินีแท้งลูก ฝ่ายนั้นก็เหมือนจะปักใจเชื่อและห่างเหินกับนางไปเอง นับว่าเป็นเรื่องดีในตอนนี้ที่ไม่ต้องมาผูกมิตรจอมปลอมกันอีก
"จักรพรรดินีอยากให้พระองค์ไปทานอาหารร่วมกันเพคะ เมื่อวันก่อนฝ่าบาททั้งสองก็มาเยี่ยมพระองค์ด้วยนะเพคะ"
"หืม งั้นเหรอ" หญิงสาวทำหน้าเรียบเฉยไม่รู้สึกอะไร "ไปสักครั้งคงไม่เสียหายอะไร หรือถ้ามีอะไรจริงๆก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก"
เมื่อสำรวจการแต่งกายของตนเสร็จก็เดินออกจากห้องไปตามที่แอลลีนบอกทันที

ณ ห้องทานอาหาร
เดิมทีจะมีแค่จักพรรดิและจักรพรรดินีที่มานั่งทานอาหารที่นี่ ความจริงฟริสเทียร์ก็มีสิทธิ์ที่จะมาร่วมโต๊ะกับทั้งสองตลอดแต่นางต้องสะสางงานของจักรพรรดินีตลอด อีกเรื่องคือไม่อยากมาพบหน้าคนทั้งคู่โดยที่นางต้องมามองพวกเขามีความสุขกันอยู่สองคน
"ฉันดีใจน้ะจ้ะที่เห็นฟริสเทียร์แข็งแรงดีแล้ว^_^"
"..."
ฟริสเทียร์มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย นี่น่ะเหรอมนุษย์ที่มีร่าเลือกมาให้เมืองนี้ รอยยิ้มที่ราวกับทุกอย่างช่างดูสวยงามสำหรับนาง ช่างเป็นบุคคลที่น่ารำคาญเสียจริง
"ฉันตกใจมากเลยนะที่ได้ยินว่าเธอกินยาพิษเข้าไปน่ะ ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่าทำไม แต่อย่าทำอีกเลยน้ะจ้ะ"
"...."
"สัญญากับฉันได้มั้ย"
ร่างเล็กเริ่มอยากจะลุกออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว นางมักจะทำหน้าเศร้าเวลาเจอเรื่องเลวร้ายและทำหน้ายิ้มแย้มในเวลาที่เหลือ และนางก็มักจะโมโหกับเรื่องงี่เง่าอย่างเช่นตอนเห็นโครเชสคุยกับผู้หญิงคนอื่น น่าหน่ายใจเหลือเกิน
"องค์จักรพรรดิเสด็จ!!"
เสียงคนคนหนึ่งดังขึ้นมาก่อนจะปรากฏร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบของจักพรรดิที่รู้จักกันในนามจักพรรดิโครเชส แห่งวูเรรอนต์ ทั้งหมดยืนขึ้นทำความเคารพจักพรรดิหนุ่มก่อนจะเข้าสู่อากัปกิริยาเดิมของตน โครเชสเดินวนมานั่นตรงหัวมุมโต๊ะที่ประจำ สายตาหันไปมองหญิงสาวผู้มาใหม่พักนึงก่อนจะหันไปยิ้มให้นางในดวงใจต่อ
"ออกมากินข้าวได้แบบนี้คงไม่เป็นอะไรแล้วสินะ"
โครเชสถามอย่างเยาะเย้ย ที่จริงก็ไม่ได้เป็นอะไรมาตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมาก็แค่ปรับตัวให้เข้ากับร่างใหม่ได้เท่านั้น
"เพคะฝ่าบาท ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง"
"ถ้าอย่างนั้นมาทานข้าวกันเถอะจ้ะ ฉันหิวแล้ว^_^"
ซากุระเอ่ยขึ้นจากนั้นทุกคนก็เริ่มลงมือทานอาหาร มันดูจะเป็นเรื่องปกติถ้าไม่ติดที่ว่า ฟริสเทียร์หรือดวงจิตของแอนซิสต้าไม่เคยกินอาหารมาก่อน เทพมีคุณสมบัติพิเศษคือไม่ต้องกินอะไรก็อยู่ได้เป็นร้อยเป็นพันปี นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นางแตะต้องอาหารของมนุษย์
"ฟริสเทียร์ เนื้อไม่ถูกปากเหรอจ้ะ"
หญิงสาวหั่นเนื้อสเต็กเข้าปากและจึงมารู้ทีหลังว่า มันเป็นเนื้อสัตว์ ในฐานะที่เป็นเทพก็ไม่อยากเบียดเบียนชีวิตของสรรพสัตว์แม้แต่น้อย จะให้คายทิ้งก็คงไม่ได้ ทำได้เพียงหยิบไวน์บนโต๊ะขึ้นมาดื่มล้างคอเท่านั้น
"ปล่าวเพคะ แค่หม่อมฉันไม่กินเนื้อสัตว์"
โครเชสกับซากุระหันไปมองหน้ากันก่อนจะกลับมามองที่หญิงสาวอีกที
"ทุกทีก็กินได้นี่ วันนี้เกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมาอีกล่ะ"
โครเชสถามไปโดยไม่ลืมที่จะใส่น้ำเสียงหยาบๆไปด้วย ร่างเล็กเลี่ยงจะไม่ตอบเพราะถึงตอบไปมนุษย์อย่างพวกเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
"พวกท่านเสวยไปเถอะเพคะ ไม่ต้องสนใจหม่อมฉันหรอก"
น้ำเสียงฟังดูไร้มารยาทแต่ทั้งสองก็ยังติดอยู่กับความสงสัยจึงยอมปล่อยผ่านไป ฟริสเทียร์เปลี่ยนมากินแต่ผักและขนมปังแทนแล้วเหลือเนื้อชิ้นโตเอาไว้ จวบจนการรับปนะทานอาหารผ่านพ้นไปได้ในที่สุด
"หม่อมฉันมีเรื่องจะแจ้งเพคะ"
ทั้งสองหยุดฟังหันไปมองที่นางเป็นตาเดียว ฟริสเทียร์จ้องมองไปที่ซากุระที่มองนางกลับมาตาแป๋ว
"หม่อมฉันคิดว่าองค์จักรพรรดินีก็อยู่ที่นี่มานานพอสมควรแล้ว"
"...."
"เห็นทีว่าควรจะทำงานทั้งหมดที่หม่อมฉันดูแลแทนอยู่ได้ด้วยตนเองเสียทีนะเพคะ"
"เอ๊ะ? งานอะไรเหรอจ้ะ"
ซากุระถามด้วยความแปลกใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนมีงานที่ต้องทำเพราะโครเชสไม่เคยบอกนางและห้ามใครพูดให้ฟังด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวน้อยวัยใสต่างมิติผู้ไม่เคยรับรู้ถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้ปกครองเมืองจะไม่ทราบถึงงานที่ต้องแบกรับของตน
"งานราชการแผ่นดินไงเพคะ เป็นหน้าที่ของจักรพรรดินีอยู่แล้ว"
"บังอาจ!!"
ปัง!!
โครเชสทุบโต๊ะเสียงดังแล้วยืนขึ้นชี้หน้าหญิงสาว ร่างเล็กมีท่าทีนิ่งเฉยไม่ได้รู้สึกอะไรกับท่าทีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"เจ้ากล้าดียังไงถึงมาบอกเรื่องนี้กับจักรพรรดินี! ในเมื่อข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าไม่ให้บอกนาง"
"หม่อมฉันก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่ว่าจะต้องยอมทำงานแทนคนอื่นไปตลอดชีวิตนะเพคะ"
"ฟริสเทียร์!!"

ชายหนุ่มเริ่มขึ้นเสียงดังด้วยความโมโห ร่างเล็กยืนขึ้นอย่างช้าๆจ้องหน้าอีกฝ่ายกลับบ้าง ให้มันรู้ไปเลยว่าใครเหนือกว่าใคร

"พอเถอะจ้าทั้งสองคน เรามานั่งคุยกันดีๆเถอะนะจ้ะ"

ฟริสเทียร์นั่งลงก่อนเป็นคนแรกตามด้วยโครเชสที่นั่งได้เพราะถูกดึงมือจากคนรักให้นั่งลง

"ฉันไม่รู้มาก่อนว่าฟริสเทียร์ทำงานทุกอย่างแทนฉันมาตลอด ต้องขอโทษด้วยนะจ้ะ"

"ซากุระ"

โครเชสจับมือหญิงสาวเป็นเชิงถามว่าทำไมต้องขอโทษนางด้วย ซากุระส่ายหน้าบ่งบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

"แต่ไม่ต้องแล้วล่ะ นับจากนี้ฉันจะทำงานที่ฉันต้องทำเองน้ะจ้ะ^_^"

หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูเศร้าเมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องเผชิญต่อจากนี้

"ก็อาจจะกระทันหันเกินไป ถ้ายังไงหม่อมฉันจะสะสางงานที่แล้วมาให้เสร็จ แล้วพระองค์ก็ทำงานในส่วนที่จะมาหลังจากนี้แทนแล้วกันนะเพคะ"

"...."

"ขอตัว"

ร่างเล็กโค้งคำนับแล้วเดินจากไป ท่ามกลางความแปลกใจของคนรับใช้ทั้งหลายบริเวณนั้นว่าเหตุใดองค์ราชินีถึงดูแตกต่างจากทุกมีเช่นนี้

.

.

.

.

.

.

.

.

"เฮ้อ~"

เล่มเอกสารถูกปิดลง ข้าจัดการสะสางงานทั้งของตนเองและของจักรพรรดินีจนแล้วเสร็จภายใน 1 วัน นับว่าเป็นเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้

"น้ำชาเพคะ"

"อืม"

แอลลีนนำน้ำชามาเสิร์ฟให้หลังจากที่หญิงสาวโหมงานจนเสร็จ ร่างเล็กยกชาขึ้นมาจิบแล้วคิดถึงเรื่องราวต่างๆนาๆ

"มันมีอาหารอะไรที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์บ้างนะ"

"เพคะ?"

"นม ขนมปัง ก็มีอยู่เยอะแยะนี่"

ฟริสเทียร์นึกถึงอาหารที่กินไปเมื่อไม่กี่วันก่อนกับอาหารที่กินมาตลอด 3 วันหลังจากนั้น

"พระองค์ถามอย่างนั้นทำไมเพคะ"

"มนุษย์ล่าแล้วก็ฆ่าพวกสัตว์มาใช้เป็นอาหาร พวกเขาต้องมาตายโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะให้กินเข้าไปแบบไม่รู้สึกอะไรได้ยังไงกัน"

แม้จะยังงงกับคำพูดของอีกฝ่ายแต่ก็เข้าใจรูปการ แอลลีนทำท่าครุ่นคิดแล้วหลังจากนั้นก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

"ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ องค์ราชินีลองกินสิ่งนี้ดูนะเพคะ"

"...?"

เวลาผ่านเลยไปจนถึงช่วงเวลาเย็น แอลลีนเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารใบขนาดพอดี บนถาดมีเพียงถ้วยข้าวมีฝาปิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

"อะไรน่ะ"

"หม่อมฉันสั่งให้คนครัวทำให้พระองค์โดยเฉพาะเลยเพคะ"

แอลลีนชามลงตรงหน้าหญิงสาวแล้วเปิดฝาออก เผยให้เห็นข้าวต้มร้อนๆที่ใส่ผักสีสันต่างๆอาทิ แครอท ต้นหอม แล้วก็ข้าวโพด

"มันคือ?"

"ข้าวต้มไงเพคะ"

ด้วยความที่ไม่รู้จักอาหารของมนุษย์มากนัก จึงได้ถามออกไปแบบนั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้เอะใจเพราะคิดว่านางคงไม่คุ้นเคยกับอะไรแบบนี้

"ไม่มีเนื้อสัตว์ ลองทานสิเพคะ"

ร่างเล็กหยิบช้อนสั้นตักข้าวขึ้นมาช้อนหนึ่งแล้วนำมันเข้าปาก

"อ้ะ!!"

"ระวังเพคะ!!"

ข้ารีบคายข้าวที่กินเข้าไปทิ้งหมดเลย มันร้อนเอามากๆ  ร้อนจนสามารถลวกลิ้นได้เลย

"ร้อนแบบนี้จะกินได้ยังไง"

"พระองค์ต้องเป่าก่อน ส่งสิมาเพคะ" แอลลีนหยิบช้อนไปจากมือข้า ตักข้าวขึ้นมาเป่าไล่ลมร้อนออกจากนั้นก็ยื่นมาตรงหน้า มันคือสิ่งที่เรียกว่า การป้อน ที่ผู้ใหญ่มักจะทำกับเด็กรึป่าวนะ ถ้าอย่างนั้นแอลลีนก็คิดว่าข้าเป็นเด็กงั้นสิ "อ้ามมม ^0^"

"-____-"

"อ้าปากสิเพคะ^∆^"

"•_• .... =_= "

ข้าอ้าปากกินข้าวที่แอลลีนตักมาให้ เอางั้นก็ได้ ยังไงข้าก็อายุน้อยกว่านางอยู่แล้วนี่นา

"•0•"

โอ้ะ!! ไม่ร้อนแล้ว แถมยังกินง่ายอีกด้วย แค่เคี้ยวไม่กี่คำก็กลืนได้ไม่ต้องกลัวติดคอเลย แถมยังอร่อยด้วย ดีกว่ากินเนื้อตอนนั้นหลายเท่า

"ก็มีอาหารหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้เนื้อทำนะเพคะ"

"ถ้าอย่างนั้น จากนี้ข้าก็ไม่ต้องกินเนื้อก็ได้สินะ"

"^_^...อ้าาาม"

"•0•"

"พวกเจ้าทำอะไรกัน"

โอ้ะโอว แขกไม่ได้รับเชิญโผล่มาซะแล้ว

"ฝ่าบาท..."



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

86 ความคิดเห็น

  1. #4 Dar699699 (@Dar699699) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:06
    ใกล้จะเป็นยูริเข้าไปละ55
    #4
    0
  2. #1 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:37

    จักรพรรดิสมองได้แค่นี้ประเทศอยู่รอดมาได้ไงเนี้ย

    #1
    0