โซ่รักสีรุ้ง [ชุดบ่วงดวงใจ เล่ม 2]

ตอนที่ 3 : บทที่ ๒ | จุดเริ่มต้นของกับดัก {รีไรต์}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,595
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    10 เม.ย. 60

บริสุทธิ์ ใสซื่อ อ่อนต่อโลก...

คือคำจำกัดความที่พนมกรมีให้ผู้หญิงที่เต้นรำกับเขาอยู่ในเวลานี้ 

หล่อนไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากรายงานที่เขาได้รับสักเท่าไร

‘นางสาวสายรุ้ง นาฏยรัตน์ ลูกสาวคนเล็กของคุณดิลก นาฏยรัตน์  อายุ 20 ปี เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2536 กำลังศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ มีเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งคน เรียนอยู่คณะเดียวกันชื่อเมวลิน ไม่สนิทกับเพื่อนผู้ชายคนไหนเป็นพิเศษ นิสัยเรียบร้อย ขี้อาย หัวอ่อน ไม่สู้คน...’

ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หล่อนดูสงบเสงี่ยม ค่อนข้างขี้อาย สังเกตได้จากดวงตากลมโตคู่นั้นแทบจะไม่มองสบเขาเลย จะเหลือบขึ้นมาสบก็เฉพาะตอนตอบคำถามเท่านั้น

ดวงตาของหล่อนดำขลับ ไม่ดุดันเกรี้ยวกราด และมักจะทอดมอง       คนอื่นๆ อย่างมีเมตตา เขายอมรับ...ดวงตาของหล่อนสวย มันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความอ่อนโยนและดื้อรั้น หล่อนอาจจะดื้อเงียบ แต่ก็ไม่คณามือเขาหรอก

ผิวของหล่อนขาวเนียนออกชมพูเล็กน้อย ต่างไปจากในรูปที่เขา      เคยเห็น ตอนแรกเขาวาดภาพไว้ว่าหล่อนน่าจะขาวซีดราวกระดาษจนดูจืดชืดไปเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว หล่อนดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ชุดที่เลือก เหมาะกับหล่อนดี แต่น่าเสียดาย มันทำให้หล่อนกลืนไปกับผู้คนจนแทบไร้ตัวตน 

ผมดำขลับยาวประบ่าที่ไม่ได้ตกแต่งใดๆ เพียงแต่ไดร์หรือหนีบให้มันตรงสลวย แล้วประดับด้วยที่คาดผมนั้น...ดูเด็กเกินไป ทั้งๆ ที่หล่อนก็ยี่สิบแล้ว แต่ยังแต่งตัวราวกับเด็กสิบห้าก็ไม่ปาน สาวๆ ที่เขารู้จักสมัยนี้ พอเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่หันมาแต่งตัวเซ็กซี่เปิดนู่นเปิดนี่กันเกือบหมดแล้ว สายรุ้งคงเป็นส่วนน้อยที่ไม่ชอบอวดเรือนกายของตนเองให้หนุ่มๆ สนใจ

มือของหล่อนเล็ก เย็นเฉียบ...บอกชัดว่าประหม่า 

ผิวของหล่อนนุ่มเนียนน่าลูบไล้ แม้จะชื้นเหงื่อไปบ้าง แต่เขาก็ยังเพลิดเพลินกับการได้จับมัน 

เอวของหล่อนไม่คอดเล็กอย่างนางแบบหรือดารา เทียบกับสาวเดบูตองส์คนอื่น น่าจะใหญ่กว่าเล็กน้อย 

ส่วนสูงที่เขาได้รับรายงานมา...155 cm วาดภาพไว้แล้วว่าหล่อนต้องเตี้ยมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเตี้ยขนาดนี้ ตอนนี้เขาเหมือนกำลังเต้นกับเด็กสิบอายุสิบห้าอย่างไรอย่างนั้น

พนมกรเก็บเสียงหัวเราะอย่างขบขันกึ่งเอ็นดูของตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ สูดลมหายใจลึก และเอ่ยถามอย่างปรานี

“ถ้าเบื่อเมื่อไรก็บอกผมนะ ผมจะได้พาคุณออกไป”

“ออกไปได้เหรอคะ? ไม่ต้องเต้นจนจบเพลงเหรอคะ?”

“ไม่ต้องหรอก เขาไม่ได้บังคับนี่นา” ชายหนุ่มเอียงคอมองหล่อน ก่อนเอ่ยอย่างรู้ทัน “แสดงว่าอยากออกไปแล้ว”

“ก็...” สายรุ้งกัดริมฝีปากเล็กน้อย ไม่อยากยอมรับกับเขาเลยว่าหล่อนอึดอัดกับงานนี้มากขนาดไหน แต่หล่อนก็ไม่อยากโกหกเช่นนั้น จึงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ 

“นิดหน่อยค่ะ รุ้งชักเมื่อยแล้ว” หล่อนยิ้มแหยๆ ก่อนสำทับไปว่า “อยากดื่มน้ำด้วยค่ะ”

“งั้นไปครับ”

เวลานั้น แขกคนอื่นๆ เริ่มจับคู่มาเต้นรำกันหลายคู่แล้ว จึงเป็นโอกาสให้พนมกรพาสายรุ้งแยกตัวออกมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจับจูงมือหล่อนไม่ยอมปล่อย...ใช่ว่าเขาไม่ตั้งใจ แต่มันคือตั้งใจที่ยิ่งกว่าตั้งใจอีก

มือเล็กๆ คู่นี้เขาจะจับยึดไว้ไม่ยอมปล่อย...ไม่มีวันปล่อยจนกว่า      เขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ!

มือใหญ่กระชับมือเล็ก สอดประสานอย่าสนิทแนบ ทำให้หล่อนคลายความประหม่า คลายความวิตกกังวล และเหนืออื่นใด...เขาหวังว่าหล่อนจะรับเขาเป็นเพื่อน เมื่อไรก็ตามที่หล่อนยอมรับ เมื่อนั้นบันไดแห่งความสำเร็จก็มาจดจ่ออยู่ตรงปลายเท้าของเขาแล้ว!

พนมกรฉวยพันซ์แก้วหนึ่งเมื่อบริกรหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านมา แล้วจับจูงมือสายรุ้งเดินลัดเลาะออกทางด้านหลังของโรงแรม ผ่านทางเดินอิฐซึ่งทอดตัวสู่สวนหย่อมขนาดใหญ่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และอวลกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ สนามหญ้าเขียงชอุ่มชุ่มน้ำค้าง พื้นดินค่อนข้างเฉอะแฉะราวกับคนสวนเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จ สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใส่รองเท้าส้นสูงอย่างหล่อน พอเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้า ข้อเท้าก็พลิกเกือบจะล้มอย่างหมดท่า แต่พนมกรไวมากพอจึงช่วยพยุงหล่อนไว้ได้ทัน

จริงๆ แค่จับตัวหล่อนไว้ก็พอแล้ว แต่เพราะเป้าหมายของเขามันมากกว่านั้น ร่างเล็กๆ ของหล่อนจึงเซถลาเข้ามาซบบนอกของเขา โดยมีสองแขนของเขาตระกองกอดไว้อย่างแนบแน่น

กลิ่นกายของหล่อนไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่สาวส่วนใหญ่ฉีดพรมจนต้องเบือนหน้าหนี

ไม่ใช่กลิ่นเย้ายวนชวนให้นึกถึงภาพขาขาวๆ อกอิ่มๆ หรือกลีบปากที่เคลือบด้วยลิมสติกสีแดงสด

แต่เขากลับนึกถึงดวงตาใสซื่อ รอยยิ้มสดใส และแก้มยุ้ยๆ แดง     ระเรื่อ

...เป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่รู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” 

อ้อมกอดของเขาอาจจะไม่อุ่นพอหรือไม่ก็ร้อนเกินไป หล่อนจึงรีบผละออกห่างโดยเร็ว ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นอาจจะทำเป็นเอนซบอยู่เช่นนั้นให้นานเท่าที่จะนานได้ หรืออาจจะให้ท่าแล้วไปจบกันที่เตียงในห้องนอนของใครสักคน

“แล้วก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ”

“หืม? ขอโทษเรื่องอะไรครับ?”

“ก็ที่ฉัน...ที่ฉันกอดคุณเมื่อกี้ไงคะ”

หล่อนพูดผิด...เป็นเขาต่างหากที่กอดหล่อน ไม่ใช่หล่อนกอดเขา

และ...หล่อนไม่จำเป็นต้องขอโทษเขาด้วยซ้ำ 

พนมกรมองแก้มอันแดงปลั่งของหล่อนด้วยแววตาเอ็นดูกึ่งขบขัน 

“คุณไม่ได้กอดผมนะครับรุ้ง” เขาพูดเจือเสียงหัวเราะ มือยังกุมมือไม่ยอมปล่อย “ผมต่างหากที่กอดคุณ”

มือของหล่อนขยับยุกยิก คงอยากจะให้เขาปล่อยเต็มทีแล้ว แต่...มือนี้สำคัญกับเขามาก จะให้เขาปล่อยไปได้อย่างไร ยิ่งจับยึดไว้นานเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

หัวใจที่เสมือนเด็กของหล่อนจะยิ่งอ่อนไหวและเปิดรับเขาได้เร็วขึ้น     เขาชูแก้วพันซ์อันว่างเปล่าขึ้นมาดูแล้วส่ายหน้า

“หกหมดแล้ว ไม่เหลือสักหยดเลย”

“เดี๋ยวรุ้งเข้าไปเอาให้ใหม่นะคะ” 

หล่อนเสนอตัว ทำหน้าตาขึงขังจริงจังอีกด้วย เห็นดังนั้นเขาก็ยิ่ง        ยิ้มกว้าง 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมหยิบมาเพราะตั้งใจจะเอาให้คุณต่างหาก...คุณบอกว่าหิวน้ำนี่”

“ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งแค่หิวนิดหน่อยน่ะค่ะ” หล่อนจ้องแก้วในมือเขาแล้วยังถามย้ำอีกครั้ง “ไม่เอาแน่นะคะ”

“แน่สิครับ...พันซ์น่ะสำหรับผู้หญิง มันเบาไปสำหรับผู้ชาย” เขาหลุบสายตาลงมองเท้าของหล่อน “ว่าแต่เท้าของคุณเป็นยังไงบ้างครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” หล่อนขยับเท้าประกอบคำพูดของตนเอง 

“รุ้งไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงน่ะค่ะ ใส่ทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที”

พนมกรช้อนสายตาขึ้นสบดวงตากลมโตคู่นั้น ดวงตาเป็นประกายระยับเมื่อเขาพูดว่า

“จับมือผมไว้แบบนี้คงไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจะช่วยพยุงคุณเอง” แล้วเขาก็จับจูงมือหล่อนเดินไปที่ศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสนาม กลิ่นกุหลาบรวยระรินทำให้คนที่เดินตามหลังอุทานออกมาเบาๆ

“หอมจัง!”

เมื่อมายืนอยู่ใต้หลังคาศาลาหลังนั้น และแหงนเงยหน้ามอง สายรุ้งจึงได้เห็นกุหลาบสีชมพูจิ๋วกำลังพลิ้วไหวไปตามลม ดูงดงามน่าทะนุถนอมยามแสงจันทร์สาดส่อง

“คุณน่าจะชอบที่สงบๆ ผมเลยพามาที่นี่” เขาเอ่ยพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ยอมปล่อยมือหล่อนให้เป็นอิสระเสียที

พนมกรนึกเสียดาย แต่การจะให้จับมือหล่อนไว้นานๆ อาจจะส่อพิรุธเกินไปและอาจทำให้หล่อนสงสัยในตัวเขาได้

“แต่บางที ผมอาจจะทำผิดไป”

“คะ?” 

ยามเมื่อดวงตากลมโตตวัดมามองสบ เขาก็โปรยยิ้มทรงเสน่ห์ ไหวไหล่น้อย แล้วชี้นิ้วไปที่ตัวเอง

“เพราะคุณอาจจะเปลี่ยนมากลัวผมแทนน่ะสิ”

คนฟังหัวเราะในลำคอ เดินถอยหลังไปพิงเสาศาลาแล้วยกมือกอดอก 

“อืม...” หล่อนหรี่ตาและเอียงคอมองเขา “แล้วคุณน่ากลัวรึเปล่าคะ”

คนถูกถามเพียงแต่ยิ้ม แบสองมือออกข้างลำตัว เป็นทำนองว่าผมก็ตอบไม่ได้ หรือไม่ก็คุณต้องหาคำตอบเอาเอง เป็นเวลาเดียวกับที่นายพัน...   คนขับรถประจำครอบครัว วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสวน พอเห็นคุณหนู   คนเล็กก็ถึงกับถอนใจเฮือก

“คุณรุ้ง! มาอยู่ตรงนี้เอง ผมตามหาซะให้ทั่วเลย”

“อ้าว ตามหารุ้งทำไมคะน้าพัน”

“คุณท่านไม่เห็นคุณรุ้งในงาน เป็นห่วงก็เลยให้ผมมาตามครับ”

คนฟังสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย รีบหันมาเอ่ยลาคนที่ช่วยชีวิตหล่อนไว้

“รุ้งคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณที่ช่วยรุ้งนะคะ” 

หล่อนไหว้เขาอย่างนอบน้อม แล้วหมุนตัวเดินจากไป พนมกรทอดสายตามองตามร่างเล็กนั้นจนหล่อนลับตา รอยยิ้มหมายมาดจึงจุดขึ้นตรง      มุมปาก

พรุ่งนี้ในหน้าข่าวสังคมน่าจะมีข่าวของเขากับหล่อน

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของ    เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

เมื่อมีข่าวแรก ก็ต้องมีอีกหลายข่าวตามมา และหลังจากนั้น...เขาก็จะหาข้ออ้างโทร.ไปหาหล่อน นัดมาคุยกันเพื่อนแก้ข่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะนำไปสู่ความใกล้ชิด

พนมกรลุกขึ้นยืน สาวเท้ามาอิงเสาต้นที่หล่อนพิงอยู่เมื่อครู่ กลิ่นน้ำหอมของหล่อนยังกรุ่นกำจาย สร้างความซาบซ่านแปลกๆในหัวใจ แต่เขาไม่คิดค้นหาคำตอบ เพราะมุ่งมั่นอยู่แต่กับจุดหมายของตัวเอง

หล่อนได้ ‘ถูกเลือก’ มาตั้งแต่ต้นแล้ว

สาวหัวอ่อน เป็นน้องนุชสุดท้อง ขี้อาย และเก็บตัว ช่างเหมาะเจาะกับการล่อหลอกให้ตกหลุมกับดักเหลือเกิน

กับดักนี้จะเรียกว่ารักคงไม่ได้...แต่น่าจะเป็นสะพานที่นำพาเขาไปสู่ความสำเร็จมากกว่า

เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์...นั่นละจุดหมายปลายทางของเขา

...อีกไม่กี่ปี เขาหวังว่าจะปีนขึ้นไปบนจุดนั้นแทนที่เจ้าพ่อคนเก่า!


พนมกรเอนกายพิงพนักโซฟาบุหนังสีดำ มือข้างหนึ่งโยนหนังสือพิมพ์ที่อ่านจบแล้วลงบนโต๊ะ สองตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกสูงจดเพดาน 

ผ้าม่านสีขาวถูกรวบไว้ด้านหนึ่ง เปิดให้แสงตะวันสาดส่องเข้ามาภายใน ทิวทัศน์เบื้องนอกคือภาพที่เขาเห็นจนชินตา สองปีมาแล้วหลังจากขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเอสพีกรุ๊ปแทนผู้เป็นบิดาซึ่งลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขามักจะยืนชมวิวตรงหน้าต่างมองภาพตึกรามบ้านช่องซึ่งแออัดยัดเยียดอยู่ท่ามกลางอาคารสูงสิบกว่าชั้น บางอาคารเรียกว่าสูงเสียดฟ้าก็คงได้ เขาอยากจะขึ้นไปสูงแบบนั้น หรือกว่านั้น...บนจุดสูงสุดที่สูงกว่าใครอื่น

เขาทะเยอะทะยานมากเกินไปหรือเปล่า?

เคยถามตัวเองเช่นนั้น แต่คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงคำเดียวทุกครั้งไป

...ไม่!

มันไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรอก เพราะเขามั่นใจว่าเขามีความสามารถมากพอ!

ชายหนุ่มเบือนสายตามามองหนังสือพิมพ์ที่พับอย่างเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะ กระนั้นก็ยังจำรูปภาพและข้อความประกอบด้านข้างซึ่งอยู่จัดวางอยู่ด้านล่างของหน้าสังคมได้

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

เนื้อความไม่ต่างอะไรจากที่เขาคิดไว้...ก็จะแปลกอะไร ในเมื่อข่าวนี้เขาส่งคนไป...จะพูดว่าอะไรดีละ ‘พูดกรอกหู’ ‘จุดประกาย’ ‘จุดความสนใจ’ ‘โน้มน้าว’ ‘หลอกล่อ’ หรือ ‘สะกดจิต’ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ทั้งสามฉบับเอง แค่พูดเปรยๆว่า

‘สองคนนี้เหมาะสมกันดีนะ’

‘ฉันเห็นคุณพนมกรจ้องคุณสายรุ้งตาไม่กะพริบเลย สงสัยจะปิ๊งเสียแล้วมั้ง’

‘มองกันซะตาหวานเยิ้มแบบนี้ สงสัยจะได้คู่รักคู่ใหม่เร็วๆนี้แล้วแหละ’

พร่ำพูดไปครั้งแล้วครั้งเล่า จากความไม่สนใจก็จะกลายเป็นสนใจอย่างง่ายดาย

แล้วเป็นอย่างไรเล่า...ข่าวปิ๊งปั๊งระหว่างเขากับหล่อนถูกจัดลงในหน้าสังคมจนได้ แม้จะรูปเล็กและอยู่ล่างสุด เสี่ยงต่อการถูกละเลย แต่เขารับรองได้ว่าครอบครัวนาฏยรัตน์ต้องมองเห็นมันอย่างแน่นอน!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

468 ความคิดเห็น

  1. #465 saifon2014in (@saifon2014in) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 20:20

    ???????????? นึกแล้วเชียวว่าไม่จริงใจ​ เพราะความใสซื่อ


    ไร้เล่ห์เหลี่ยมกลับกลายเป็นนำภัยมาสู่ตนเอง

    #465
    0
  2. #462 myui2 (@myui) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 11:06
    พระเอกใจร้ายทำอย่างนี้ได้ไง
    #462
    0
  3. วันที่ 15 กันยายน 2559 / 14:52
    นางเอกน่าสงสาร
    #98
    0
  4. #85 Nurin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 09:41
    เอ่ออิพนมกร แกแอบร้ายแต่ต้นเลย อยากประสปความสำเร็จ ในธุรกิจสร้างเองซิ มาเอาผู้เป็นบันไดซะงั้น

    #85
    0
  5. #77 pimtha12 (@pimtha12) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 11:30
    พระเอกแอบร้าย ชักสงสารยัยหนูรุ้ง
    #77
    0
  6. #41 Arachaporn9809 (@arachaporn9809) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2558 / 21:14
    อร๊ายยย วันนี้คุณศศิใจดีจังเลยค่ะ อัพให้ตั้ง 2 ตอน ซาบซึ้ง น้ำตาไหลพราก ><~

    #41
    0
  7. #12 การัณ (@garungee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 15:50
    ชอบจัง
    #12
    0
  8. #11 nayne (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 07:54
    เอิ่ม...มาต่อได้ล้วค่าไรเตอร์...กำลังรอติดตามตอนตาอไปอยู่ค่า..รอๆๆๆๆ...อิอิ

    #11
    0
  9. #10 kpumja (@kamlangjai-dd) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 21:52
    หนุกดีๆๆขอให้เศร้าพอทนนะค่ะ  อย่าบีบคั้นหัวใจมากนัก สงสารนางเอก แต่ไม่สงสารพระเอกแน่ เพราะดูแล้วคนที่ทำร้ายนางเอกเราคือพระเอกและไรเตอร์ 55อิอิ
    #10
    0
  10. #8 Leklek Ja (@leklekja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 21:17
    น่าร๊ากกกรอนะคะสนุกดี
    #8
    0
  11. #7 โปรย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 14:48
    ติดตามมาหลายplot แล้วค่ะ แต่plot นี้เปลี่ยนเยอะนะคะ ขอไม่เศร้ามากก้อพอ ขอบคุณค่ะ
    #7
    0
  12. #6 Nakida (@tameeya1989) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 14:31
    อิอิ มารอๆๆๆๆๆค่าาาาาาา
    #6
    0