คัดลอกลิงก์เเล้ว

HEART IN SWORD หัวใจในปลายดาบ

จอมมารถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับมหันตภัยหนาว ผู้กล้าต้องออกตามหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ 'คีเรน'ภูตวีรชนในอาวุธเลือก 'ลุกซ์'ชายหนุ่มผู้อ่อนโยนเป็นเจ้านาย ทว่าคนไร้ตัวตนอย่างเธอมีสิทธิ์รักใครได้หรือ?

ยอดวิวรวม

88

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


88

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  14 มี.ค. 57 / 17:09 น.
นิยาย HEART IN SWORD 㹻´Һ HEART IN SWORD หัวใจในปลายดาบ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

บทนำ...

ในฤดูร้อนที่สดใสมีชีวิตชีวา  ชาวไร่ชาวนายังคงขึ้นเกวียนไปยังที่ทำการเกษตรของตนแต่เช้าตรู่  พ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็เริ่มเปิดร้านของตน   เด็กๆ วิ่งเล่นไปตามทุ่งหญ้าเขียวขจี  แม้อากาศจะอบอ้าว

 จู่ๆ ใบไม้ก็เปลี่ยนสี  เป็นสีส้ม  แดง  น้ำตาล  ก่อนถูกสายลมหนาวปลิดปลิวจากต้น   ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์   ต้นไม้แทบทุกต้นในประเทศไซริซิสก็ไร้ใบ   เหลือเพียงลำต้นเก้งก้างยืนหยัดเตรียมรับหิมะทั้งที่อยู่ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม  ลมหนาวเริ่มมาเยือน  เมื่อถึงต้นเดือนกันยายน  หิมะแรกของปีก็ตกลงมาให้เห็น

                เหตุการณ์ประหลาดนี้  ประชาชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา    ผู้ที่ตื่นตระหนกี่สุดเห็นจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่  พวกเขาต่างพูดตรงกันว่า จอมมาร เลือกประเทศนี้เป็นศูนย์กลางแห่งความมืดแล้ว

  เมื่อจอมมารเลือกที่ใด  ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางแห่งความมืด  พลังมืดทั้งมวลจะรวมตัวกัน ณ จุดนั้น  แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างตามพลังอำนาจที่จอมมารในขณะนั้นมี   ทำให้บริเวณโดยรอบเกิดเหตุการณ์ผิดปกติที่เรียกกันว่า     

 ‘อาเพศ

 หลังจากเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น  แสงอาทิตย์ของประเทศนี้เริ่มเลือนราง  กลางคืนที่ยาวนานเต็มไปด้วยปีศาจร้ายออกทำร้ายชาวเมือง  การอพยพเป็นไปอย่างยากลำบาก  เพราะทะเลใกล้ชายฝั่งเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง  อาหารที่ยังเก็บเกี่ยวได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเริ่มร่อยหรอ  ผู้กล้าที่ราชาส่งไปได้เพียงทีละคนตายไปถึงสามคนก่อนจะถึงหุบเขามิวร์ ที่สถิตของจอมมารเสียอีก

            อาวุธศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเริ่มเป็นที่กล่าวขวัญถึง...

           อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วโลก  รอคอยให้ผู้ที่คู่ควรค้นพบ   แต่การจะตามหาอาวุธในเวลาอันสั้นยากเย็นเกินกำลังที่ผู้กล้าคนเดียวทำได้แน่   ราชาจึงมีพระบัญชาผู้ใดหาพบย่อมมีค่าตอบแทน

         ทั้งทหารและชาวบ้านจึงมักรวมกลุ่มกันออกตามหา   สถานที่ที่น่าจะมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่...

                แล้วมันเกี่ยวกับความรักตรงไหน?ใครคนหนึ่งถามนักเล่านิทาน

                หึๆๆ   อย่าใจร้อนนักได้ไหม   เรื่องที่จะเกิดขึ้นมันเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหากเล่า

 

 ขอบคุณโค้ดจาก : http://my.dek-d.com/knotnicenety/writer/viewlongc.php?id=756837&chapter=74

               

 

 

 

 

 

 

                                              b b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 มี.ค. 57 / 17:09


ป่าดิบปรากฏขึ้นกลางทุ่งน้ำแข็งที่หนาวเหน็บอย่างผิดธรรมชาติที่สุด  แต่ในอาณาจักรที่ถูกความหนาวเย็นปกคลุมอย่างที่ไม่ควรเป็นนี้  การปรากฏตัวของมันถือเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง   ชายหนุ่มค่อยๆ เดินเข้าไปช้าๆ  เขากระชับดาบใหญ่ในมือแน่น   สัญชาตญาณระแวงไพรตื่นตัวเต็มที่

ฉับพลัน! ต้นไม้ทุกต้นในป่าขยับเคลื่อนไหว  กิ่งก้านกลับกลายเป็นแขนโบกสะบัดอย่างมีชีวิต  ใบไม้คมกริบดังใบมีด   พุ่งเข้าจู่โจมเขาเพียงคนเดียวที่เป็นสิ่งแปลกปลอมของป่าอาถรรพ์แห่งนี้  

นักรบหนุ่มทำอะไรไม่ได้นอกจากหนี  เขาวิ่งหลบหลีกไปในที่กว้าง  ซุกร่างไว้ในซอกหินแข็งแกร่งที่ยึดเป็นปราการ  ทว่ากิ่งก้านที่มีชีวิตยังคงปัดป่ายโจมตีเขาอย่างดุดัน  ใบไม้คมปักฝังลงบนผิวเนื้อเกือบตลอดร่าง  เลือดโชกชุดเกราะจนได้กลิ่นคาวคลุ้งคล้ายสนิมเหล็ก  ทว่าชายหนุ่มยังคงยืนหยัดสู้  คมดาบของเขาพยายามปัดป้องมันออกไปให้ได้มากที่สุด  ขณะที่เขายังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

เพื่อไปให้ถึงวิหารใจกลางป่านั้น...

อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ปราบจอมมารต้องเป็นของเขา  หากไม่ได้มันมาก็ให้คนไร้ค่าอย่างเขาตายอยู่ที่นี่เถิด!!!

 

ในวิหารใจกลางป่ายังมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งมองชายหนุ่มอยู่บนแท่นบูชาเทพเจ้า  ผมสีทองของเธอสว่างในแสงสลัว  ดวงตาสีเพลิงพราวระยับอย่างสนุกสนาน  เมื่อใบไม้คมมีดใบแรกเรียกเลือดจากเขาได้สำเร็จ  ความทรงจำไหลออกมาจากเลือดนั้น  แสดงให้หญิงสาวได้เห็น

หมู่บ้านอันห่างไกล  ผู้คนอยู่อย่างสงบสุขตามอัตภาพ  ชายหนุ่มทหารคนนั้นยังคงยิ้มหัวเราะให้กับทุกคน  ดูเหมือนจะเป็นบ้านเกิดของเขา  ข้างกายของเขามีเด็กสาวคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่าเขาอย่างมากเจ็ดปีอยู่ข้างกายเสมอ  เด็กคนนั้นมีดวงตาสีอำพันอบอุ่นเช่นเดียวกับชายหนุ่ม  ดูเหมือนทั้งคู่จะเป็นพี่น้องกัน

ชายหนุ่มยังคงโดนคมมีดใบไม้ที่โจมตีไร้ทิศทางอีกครั้ง  คราวนี้หญิงสาวได้เห็นเขาต่อสู้ขับไล่ปีศาจในหมู่บ้านท่ามกลางทุ่งหิมะขาวโพลนที่น่าจะเคยอุดมสมบูรณ์มาก่อน   ฝีมือดาบของเขาใช้ได้  หนักหน่วงและรุนแรง  แสดงถึงความเด็ดขาด  เป็นเพลงดาบที่ดี   หญิงสาวแอบชื่นชมในใจ  การต่อสู้ของเขานำมาซึ่งชัยชนะ 

ครั้งที่สาม...ชายหนุ่มโดนพร้อมกันหลายแผลเพราะพยายามฝ่ามีดใบไม้มายังวิหาร  เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของชายหนุ่มดังแทรกลมหนาวที่พัดหมุนวนภายในห้อง  ในอ้อมแขนของเขาคือร่างน้องสาวที่เสียชีวิตจากภัยหนาว  ใบหน้าของเธอซีดเซียวอย่างน่ากลัว  ใครคนหนึ่งในหมู่บ้านพูดขึ้นว่าเธอป่วยเป็นวัณโรคมานานแล้ว   ไม่ว่าจะมีจอมมารหรือภัยพิบัตินี้หรือไม่  เด็กสาวก็ต้องตาย...  ทว่าดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่อาจทำใจยอมรับได้เลย

ความทรงจำต่อมาถูกถ่ายโอนมาเป็นภาพมนตราอย่างรวดเร็วตามความประสงค์ของเธอ   ชายหนุ่มเจรจากับชายสูงศักดิ์  เขาชี้แจงความประสงค์ว่าอยากได้เงินที่มากพอจะช่วยคนทั้งหมู่บ้านแลกกับการนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาให้ผู้กล้าคนที่สี่ซึ่งเป็นนายของเขา

ยังไม่ทันที่ความทรงจำที่ห้าจะเริ่ม...เสียงรองเท้าหัวเหล็กหนักๆ ก็ดังก้องไปทั่ววิหารหิน  หญิงสาวโบกมือสลายภาพอย่างรวดเร็ว  เพื่อยืนขึ้นต้อนรับผู้มาเยือน   ดวงตาของเธอเปล่งประกายเคร่งขรึมน่าเกรงขาม  ไม่เหลือแววซุกซนหรืออาทรอีกต่อไป

“รอดมาได้อย่างไร” เธอเอ่ยถามชายหนุ่มที่บาดเจ็บน้อยกว่าที่คาดก่อน

เขาแย้มรอยยิ้มพราย  ดูบริสุทธิ์ใจ  แต่แฝงแววผู้ชนะ “ต้นไม้ทกต้นมีปุ่มปมตรงกลาง  ขอแค่อะไรไปกระทบมันก็หยุดเคลื่อนไหว  หินทุกก้อนในป่าคืออาวุธที่มีอานุภาพยิ่งกว่าปืนไฟ  ไม่ว่าขว้างออกไปอย่างไร  ก็จะทะลวงทุกสิ่งพุ่งเข้าหาเป้าหมายเสมอ  เป็นแผนที่แยบยลจริงนะขอรับ”

“เจ้าเก่ง” หญิงสาวดวงตาสีเพลิงเอ่ยชมเขาจากใจจริง   ทว่าประโยคถัดมาของเธอทำเอาเขาตัวชาวาบ “น่าเสียดายที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่เลือกนายแล้ว   ท่านคงนำมันกลับไปให้นายของท่านไม่ได้แล้วล่ะ”

 

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปกับคำพูดนั้น  ให้วงความคิดมีแต่คำว่าทำไมและเพื่ออะไร  เขายอมเสี่ยงชีวิตถึงเพียงนี้  แต่งานกลับไม่สำเร็จเพราะมีคนตัดหน้าไปก่อนอย่างนั้นหรือ   ในขณะที่ชายหนุ่มยืนนิ่ง  หญิงสาวก็เดินมาแตะบ่าเขา  บาดแผลทั้งหมดหายไปราวกับเป็นสิ่งลวงตา   แต่สำหรับชายหนุ่ม  สิ่งที่ดูราวกับไม่มีจริงคือใบหน้างดงามราวกับประติมากรรมเทพธิดาของเธอต่างหาก

ตัวตนของหญิงสาวดูสว่างไสว  ราวกับแสงตะวันยามรุ่งอรุณ  ดูอบอุ่น  แต่ก็ร้อนแรง  น่าเกรงขามเสียจนกลัวที่จะเข้าใกล้  เขาถอยออกจากเธออย่างรวดเร็ว  ด้วยไม่อย่างให้ความคิดของตนจมลึกไปกับคนตรงหน้ามากกว่านี้

“ท่านรู้หรือไม่...คนที่จะนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไปได้ต้องผ่านการทดสอบก่อน  และคนที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ครอบครองอาวุธ  เข้าใจไหมท่าน  ข้าไม่อาจให้ท่านนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไปให้เจ้านายของท่านได้เพราะมันไม่ใช่สิ่งของธรรมดาที่จะส่งมอบอย่างไรก็ได้”

                “บอกข้าแล้วจะมีประโยชน์อะไร  ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ทำงานผิดพลาด” ชายหนุ่มยิ้มเครียด  ดวงตาสีอำพันฉายแววผิดหวังอย่างตรงไปตรงมา  ท่าทางเช่นนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากหญิงสาวผู้ทดสอบเขาอย่างไร้สาเหตุที่สุด

                เสียงหัวเราะที่ใสกระจ่างแบบนั้น  ดูเจ้าเล่ห์มากในยามนี้  ชวนให้หวาดระแวงว่าหญิงสาวตรงหน้าคิดจะทำอย่างไรกับตน 

                “นายของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็คือท่าน...ลุกซ์  เฮลเลอร์  มีเพียงท่านที่ผ่านการทดสอบจากข้า  มีเพียงคนเช่นนั้นที่สามารถใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างดาบเล่มนี้ได้  ใช้มันปราบจอมมารตามความประสงค์ของท่านเถิด  นายท่าน...” 

หญิงสาวคุกเข่าลง  ถือดาบในมือขึ้นเหนือศีรษะ ชายหนุ่มนิ่งค้างไปอีกครั้ง  หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้วเขาจึงนั่งลงเสมอกับเธอ สีหน้าของเขาลำบากใจ  วางมือที่เธอเคยจับไว้บนบ่าที่หุ้มด้วยเกราะของหญิงสาว 

“ข้าเกิดในครอบครัวชาวนา  มีเกียรติพอจะรับอาวุธของท่านได้หรือ  คนเป็นแค่ทหารยศเล็กๆ สามารถทำเช่นนั้นได้หรือ”

“นั่นไม่สำคัญเท่ากับหัวใจที่มุ่งมั่นของท่าน  ความตั้งใจของท่านจะทำให้ท่านผ่านอุปสรรคระหว่างทางได้” หญิงสาวกล่าวอย่างจริงจัง  แววตาเธอมองเขาเต็มไปด้วยความเทิดทูนยกย่อง  ทำเอาคนไม่เคยคิดว่าจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ยิ่งลำบากใจหนักกว่าเก่า

“เหตุใดจึงเรียกข้าเช่นนั้นเล่าท่านผู้ทดสอบ” ชายหนุ่มยังไม่หมดคำถาม  ไม่คิดว่าหญิงสาวที่เขาคิดว่าเป็นเทพมาตลอดจะลดตัวลงมาเคารพเขาเช่นนี้

“ข้าคือภูตประจำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ค่ะ  ที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์มีพลังกว่าอาวุธใดเพราะมี ภูตวีรชนสิงสถิตอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้ตามหาตน”

                 “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าลดตัวมาเคารพคนอย่างข้าเลย”

              “หมายความว่าอย่างไรคะ” ดวงตาสีเพลิงของหญิงสาวฉายแววฉงนอย่างชัดเจนที่สุด  จนชายหนุ่มอดขำไม่ได้   สายตาที่เขามองเธอทอแววอ่อนโยนกันเอง

                “ข้าตามหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์  เพื่อขอยืมพลังมาใช้ปราบจอมมาร  แต่ข้าก็เคยได้ยินมาว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทำอะไรได้เลยหากไร้นาย  ในเมื่อเราต่างต้องพึ่งพากัน  เหตุใดจึงต้องลดตัวลงมาเคารพข้าเล่า  ยิ่งเป็นคนที่ไม่ได้คิดจะเป็นผู้กล้าแต่แรกอย่างข้า เจ้าย่อมต้องเหนื่อยขึ้นเป็นเท่าตัวกว่าข้าจะปราบจอมมารสำเร็จ ”

                “ความสัมพันธ์เช่นนี้  เราเรียกมันว่า เพื่อนไหม?

                ชายหนุ่มยิ้ม...  ยิ้มกว้างอย่างจริงใจที่สุดอย่างที่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะมีรอยยิ้มแบบนี้ให้ใครได้อีกนอกจากพวกพ้องของตน  ดวงตาสีแดงของหญิงสาวเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง  ก่อนที่ใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มเช่นกัน

                “ข้ายังไม่มีชื่ออย่างมนุษย์เลย  ช่วยตั้งให้ข้าได้หรือไม่” หญิงสาวที่ยืนขึ้นแล้ว  เอ่ยขอกับชายหนุ่มที่กำลังก้มลงเก็บดาบของตนเพื่อเตรียมตัวออกจากปราสาท 

                “ชื่อเหรอ...” ชายหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง  มีชื่อวนเวียนอยู่ในหัวสองสามชื่อ  แต่ก็ไม่เหมาะกับหญิงสาวนัก  ทำให้ชายหนุ่มต้องมองพิจารณาหญิงสาวตรงหน้า

                ผมซอยสั้นสีทองสว่าง  ดวงตาสีแดง  ทว่า ผิวกายขาวจัด  โครงหน้าเรียวงามได้รูปราวกับประติมากรรมเทพธิดาในจินตนาการ...  แต่กลับสวมเกราะนักรบ  เป็นคนที่ให้อารมณ์ขัดแย้งกันนัก  ไฟที่อ่อนหวานเหรอ

                ใช่แล้ว...เธอคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนแสงอาทิตย์

         “คีเรน...ต่อไปนี้  ข้าจะเรียกเจ้าว่าคีเรน (รัศมีของดวงอาทิตย์)  ฝากตัวด้วยนะ”เขากำมือวางบนอกซ้าย  โค้งตัวลงต่ำแสดงถึงการยอมรับ

“ฝากตัวด้วยเช่นกัน...ลุกซ์” ร่างงดงามของหญิงสาวสว่างวาบ  เมื่อแสงจางหาย  คีเรนก็ไม่อยู่เสียแล้ว  ดาบที่เคยเปล่งประกายดับแสงวูบ  ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง  ก่อนจะ

           ลุกซ์หยิบมันขึ้นมาดูอย่างพิจารณา  มือหนาไล้ไปตามคมดาบนั้น  ก่อนจะเลื่อนสายตามายังโกร่งดาบที่สลักเป็นลายงดงาม  บอกเล่าเรื่องราวของเปลวไฟ  ตรงกลางฝังอัญมณีสีเดียวกับดวงตาของคีเรนเอาไว้ 

               

            การเข้าเฝ้าพระราชาที่เมืองหลวง   คีเรนนึกประหลาดที่ลุกซ์เอ่ยปากทวงเงินกับพระราชาเอง เขาแทบไม่สบตากับเธอที่ยืนอยู่ข้างตัวด้วยซ้ำ  เมื่อได้รับเงินรางวัลจากการตามหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ครบถ้วน  ว่าที่ผู้กล้าขอให้เธอออกจากเมืองหลวงทันที

                คีเรนได้แต่ยอมทำตามที่เขาบอกโดยไม่พูดอะไร  อย่างไรเสียคนที่เหนื่อยก็คือเขา  ไม่ใช่เธอที่สิงอยู่ในอาวุธ  หญิงสาวนึกอยากรู้นักว่าเหตุใดคนที่ดูนอบน้อมเสมออย่างลุกซ์  คนที่ยอมรับเธออย่างเท่าเทียมมีท่าทีเช่นนี้ได้

        ลุกซ์เลือกซื้อม้ามาตัวหนึ่ง มันเป็นม้ารูปร่างอ้วนพีสีขาวที่ดูเข้ากับสถานะภาพตอนนี้ของเขาดี  คีเรนไม่รู้ว่าในที่ที่อากาศหนาวเย็นจนคนมากมายต้องอดอยากมีม้าลักษณะดีแบบนี้ได้อย่างไร  แต่ดูเหมือนลุกซ์จะไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้มากนัก  คีเรนจึงได้แต่กลับไปเป็นดาบเหมือนเดิมจะได้ไม่ต้องเปลืองพลังเวทย์ของตน

                เมืองบ้านเกิดของลุกซ์อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก  อดีตมันเคยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด  เพราะตั้งอยู่บนปากแม่น้ำ   ตอนนี้แม่น้ำสายนั้นได้กลายเป็นน้ำแข็ง  หิมะปกคลุมนาที่เคยปลูกข้าวสาลี  ต้นไม้ไร้ใบน้อยต้นยืนรับหิมะตามลำพัง 

                ตลอดทางที่ทั้งคู่ผ่านไป  คีเรนพบแต่ความหดหู่ของหมู่บ้าน  บ้านแต่ละหลังปิดสนิทหนีลมหนาว  เมื่อผ่านที่โล่งๆ เธอก็พบศพชาวบ้านหลายศพนอนรวมกัน  คิดว่าคนหมู่บ้านคงรวบรวมไปฝังหรือไม่ก็เผาไกลๆ  ตลอดทางที่ลุกซ์ผ่านไป  ชาวบ้านจะแอบมองจากทางช่องเล็กๆ ของหน้าต่าง  หรือไม่ก็แง้มผ้าม่านดูด้วยความสงสัยใคร่รู้

                 ลุกซ์จะขอให้หัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมชาวบ้านที่เหลืออยู่  เขาชี้แจงเรื่องของจอมมารกับทุกคน  บอกทางไปยังสถานที่ที่ดีกว่านี้  แนวทางการอพยพ  ก่อนออกเดินทาง  เขาให้เงินรางวัลจากการตามหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์กับชาวบ้านไปถึงหนึ่งในเกือบทั้งหมด

                ดูเหมือนว่าเขาจะวางแผนไว้นาแล้ว  ขาดก็แต่ความพร้อมเรื่องเงินทุนและเสบียงอาหารที่ต้องเพียงพอจะส่งชาวบ้านทั้งหมดไปยังท่าเรือ  เพราะที่นี่ห่างไกลจากทะเลมากนัก  คีเรนเข้าใจเหตุผลที่ลุกซ์รับจ้างไปเอาเธอมาแล้ว   เขาตั้งใจจะช่วยชาวบ้านพวกนี้จากใจจริง

 

                หลังส่งทุกคนไปแล้ว  ลุกซ์พาเธอมาที่หลุมศพของเลนนี่  น้องสาวของเขา  แววตาที่ลุกซ์มองป้ายชื่อน้องสาวเปี่ยมไปด้วยความรักและอาลัยอย่างลึกซึ้งเสียจนคนนอกอย่างเธอรู้สึกได้  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขารักน้องมากเพียงใด  คีเรนรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนโง่งมที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาคลายเศร้าดี

                “เจ้ารู้ไหม...สำหรับข้า  การมีอยู่ของจอมมารเลวร้ายที่สุด  แม้จะเป็นทางอ้อม  แต่มันก็พรากน้องสาวของข้าไป  ไม่ว่าอย่างไร  ข้าก็จะฆ่ามันด้วยสองมือนี้ให้ได้” คีเรนไม่เห็นสีหน้าของลุกซ์  ทว่ารับรู้ได้ถึงะแสความแค้นที่แผ่ออกมาจากเขา  มากเสียจนหญิงสาวกลัว  

                ในสถานการณ์แบบนี้  บางทีความรู้สึกนี้อาจมีประโยชน์ก็ได้

                เป็นครั้งแรกที่คีเรนรู้สึกว่าตนเลือกคนไม่ผิด...

                ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอ  แต่ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น  สองมือของเขามีไว้เปลี่ยนอนาคต  มันพร้อมจะสู้ถึงขีดสุดพร้อมกับหัวใจของเจ้าของ

                คีเรนรู้สึกราวกับว่าได้ตนเห็นหัวใจของมนุษย์...หัวใจของลุกซ์  เฮลเลอร์  

คีเรนกอดชายหนุ่มจากด้านหลังหวังให้กำลังใจ  แม้จะฝืนทำเข้มแข็งเพียงใดแต่หญิงสาวที่แอบดูความทรงจำของเขาย่อมรู้ว่าหัวใจดวงนี้กำลังแตกสลาย  เขาจะไม่อาจสู้ได้ต่อหากไร้ที่ยึดเหนี่ยว  

“ข้ารู้ว่าการมีอยู่ของข้าแทนที่น้องสาวของเจ้าไม่ได้  แต่ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า  ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม”  คีเรนซุกหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง  ไออุ่นของชีวิตและความโดดเดี่ยวถูกส่งผ่านมายังหญิงสาว  ความทุกข์ของเขา  คีเรนตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะช่วยแบกรับมันเช่นกัน   ทว่า สิ่งที่คาดไม่ถึงคือลุกซ์หันมากอดตอบเธอ  ร่างใหญ่สั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้น

“เจ้าสัญญาแล้วนะ”

“ด้วยเกียรติของข้า  ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณนี้  ข้าสัญญาต่อนายของข้า  สหายเพียงคนเดียวของข้า”  

 

                การเดินทางอันยาวนานสู่เทือกเขามิวร์ที่อยู่เกือบเหนือสุดของประเทศเริ่มต้นขึ้นกว่าสามสัปดาห์   มันไม่ควรช้าถึงเพียงนี้  หากลุกซ์กับคีเรนไม่ต้องเดินทางด้วยเกวียนแบกสัมภาระที่ใช้เอาชีวิตรอดตลอดการเดินทาง  ค่ำไหนนอนนั่น  ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งสีขาวโพลนที่ให้ความรู้สึกโหดร้ายและไร้ชีวิตชีวา 

                ทว่า ผู้กล้ากับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยอยู่ที่ไหนได้นาน

                ลุกซ์! ตื่น...มันมาอีกแล้ว

        เสียงหวานดังขึ้นในความฝัน  แต่ปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากการหลับใหลได้  มือของเขาเลื่อนไปแตะดาบอย่างเคยตัว  ความงัวเงียไม่หลงเหลืออยู่ในท่าทีเขาอีกแล้วทั้งที่เพิ่งข่มตาหลับได้แค่สองชั่วโมงเท่านั้น

              “ลำบากเจ้าแล้วคีเรน” ลุกซ์กระชับดาบเบา  เผลอจับสองมือทั้งที่เป็นดาบมือเดียว  เขาได้ยินอาวุธของเขาโวยวายในหัวชัดเจนมาก

                ผู้กล้าสอนไม่รู้จักจำ!  เจ้าตื่นแล้วแน่เหรอ!!’

           “ข้าตื่นแล้วน่า”

                เงาดำนับสิบสายพุ่งเข้าหาลุกซ์ด้วยความเร็วสูง  ผู้กล้าปัดมันออกอย่างง่ายดาย  แต่เงาดำไร้รูปร่างนั่นก็ยังไม่ยอมแพ้  มันกระจายตัวโอบล้อมเขาแล้วพุ่งเข้ามาพร้อมกัน   เมื่อเงาดำปะทะกับคมดาบ  คีเรนที่สิงสถิตอยู่ในอาวุธจึงเห็นใบหน้าน่าเกลียดของพวกมันชัดเจน

                ลุกซ์! มันคือภูตเงา!  ฟันอย่างไรก็ไม่ตายหรอก

                ลุกซ์ คีเรนเรียกเตือนสติผู้กล้าเมื่อรู้สึกถึงความไม่มั่นคงยามที่ผู้กล้าถือดาบ  เงาพวกนั้นเร็วมาก  แต่ลุกซ์กลับเชื่องช้า  เงอะงะ  ทุกครั้งที่เงาพวกนั้นถึงตัวลุกซ์   มันจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคมดาบเฉือนร่างกายเขาทันที 

                ดาบเปล่งประกายแสงร้อนแรงละลายหิมะที่อยู่รอบตัวผู้กล้าและปีศาจ  ภูตเงาบางส่วนเริ่มหายไป  แต่พริบตาเดียวมันก็เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้อีกครั้ง  คราวนี้รวมตัวกันเป็นรูปร่างมนุษย์  ถือดาบยาวโค้งพุ่งเข้าหาเขา

 ลุกซ์ตั้งรับอย่างยากลำบาก   ดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกปัดตกพื้น  คีเรนไม่เคยรู้สึกโกรธเท่านี้มาก่อนเลย  เมื่อเธอใช้จิตเพ่งดูผู้กล้าของเธอ  เขาปลอดภัยดี  ในมือของเขามีดาบใหญ่อีกเล่มหนึ่ง  เป็นดาบสองคมที่ท่าทางหนักเอาเรื่อง  คีเรนไม่โกรธเขาที่ไม่สนใจเธอ  แต่รู้สึกดีใจอย่างประหลาดที่เขายังปลอดภัย

การกวัดแกว่งดาบของลุกซ์ดูมั่นใจขึ้น   ทุกครั้งที่ออกดาบ  คีเรนสัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาล  แม้ไม่อาจเรียกว่าเป็นฝ่ายบุก  แต่ท่าทางก็ดูใช้ดาบเป็นกว่าเมื่อครู่  อย่างน้อยดาบโค้งของมันจะถูกลุกซ์กดดันจนบุกไม่ได้เลย

ลุกซ์ไม่ได้ไร้ความสามารถเลย  แต่สไตล์การต่อสู้ของเขาเน้นกำลังมากกว่าความเร็ว  การใช้ดาบเบาจึงทำให้ลุกซ์ใช้ความสามารถของตนได้ไม่เต็มที่

คีเรนปรากฏกายขึ้นบนทุ่งหิมะอีกครั้ง  เธอมองดาบเรียวงดงามของตนเองอย่างอาลัย  ก่อนหันไปมองผู้กล้าของเธออีกครั้ง  น้ำตาหยดหนึ่งไหลจากแก้มภูตลงบนคมดาบ  สัมผัสได้ถึงความรักมากมายที่ไหลเวียนอยู่ในหัวใจเธอ

ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไร  เจ้าต้องมีชีวิตรอดให้ได้นะลุกซ์

ดาบเบาเปล่งประกายสีทองฉาบย้อมทุ่งหิมะให้สว่างวาบ  เมื่อสิ้นแสงนั้นกลับปรากฏดาบใหญ่สองคมเล่มหนึ่งแทนที่   ดูเหมือนลุกซ์จะสังเกตเห็น  เขาฉวยโอกาสที่ภูตเงาโจมตีเขาจากด้านบนกลิ้งหลบไปหยิบดาบศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา  คราวนี้เมื่อดาบเปล่งประกายด้วยเปลวไฟที่ลุกท่วม  ผู้กล้าก็พุ่งเข้าแทงร่างไร้ตัวตนของภูตเงาเต็มกำลัง  ร่างเงานั้นหายไปอย่างไม่เคยมี

ร่างบางของหญิงสาวทรุดลงตรงหน้าลุกซ์ที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ 

 

เหนื่อย...  เหนื่อยจนไม่อยากลืมตาขึ้น  เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัวเลย

แต่เธอเป็นภูตไม่ใช่หรือ...  เป็นภูตยังเหนื่อยได้อีกหรือ   ท่านผู้อยู่เบื้องบนเที่ยงธรรมเกินไปแล้วนะคะ

คีเรนรู้สึกถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่หน้าผากของตน  พร้อมกับเสียงไร้อารมณ์ของใครคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นไม่ห่างนัก  เสียงนั้นเรียกชื่อเธอครั้งแล้วครั้งเล่า  แม้เธอไม่ลืมตาขึ้นเสียทีเขาก็ยังเรียกอยู่อย่างนั้น  น่าแปลกนัก  ทุกครั้งที่เขาเรียกชื่อ  เธอจะรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด

เปลือกตาของหญิงสาวปรือขึ้น  ดวงตาสีแดงเลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนเริ่มฉายแววสติสัมปชัญญะ  หากเธอลุกไหว  เธอลุกขึ้นนั่งทันทีที่เห็นชายหนุ่มแปลกหน้านั่งจ้องเธออยู่!

“เจ้า...เป็นใคร” คีเรนถามเขาอย่างยากลำบาก  ความรู้สึกเหนื่อยล้ายังคงไม่หายไปไหน  ถึงกระนั้น ดวงตาที่แข็งกร้าวเสมอของเธอยังจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำไร้แววของเขานิ่ง

 “เจ้าคือจอมมาร!!!

ชายหนุ่มหน้าคมเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นปีศาจยังคงนั่งหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น  แต่ช่วยฉุดแขนเธอให้ลุกขึ้นนั่งพิงต้นไม้  คีเรนเพิ่งรู้ตัวมาตลอดว่าที่เธอนอนอยู่เมื่อครู่คือพื้นหิมะที่เย็นเฉียบ  

“อย่างที่เจ้าว่า  ข้าคือจอมมารคนปัจจุบัน”

“เจ้า...มา..ทำอะไร  ที่นี่  ...ตอนนี้”

ดวงตาไร้แวว  ไร้อารมณ์ยังจ้องเธอที่พูดไปหอบไปเขม็ง  มือเย็นเฉียบยังไม่ปล่อยออกจากต้นแขนเธอ  มันบีบแรงขึ้น  จนร่างภูตรู้สึกเจ็บ

“เจ้าคิดจะฆ่าตัวตายหรืออย่างไร  อาวุธศักดิ์สิทธิ์” น้ำเสียงของคนที่ได้ชื่อว่าจอมมารเรียบเย็น  จริงจังอย่างน่ากลัว  กระแสกดดันรอบตัวเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัด   แต่ด้วยนิสัยของเธอ  ทำให้รอยยิ้มที่แสดงออกมาอวดดีอย่างที่สุด  แววตาที่มองจอมมารมั่นคงไม่หวั่นไหว

“ข้าไม่คิดจะตายก่อนฆ่าเจ้าหรอก”

ชายในชุดคลุมสีดำยิ้มมุมปากให้กับคำตอบนั้นก่อนเบือนหน้าหนี    มือที่บีบต้นแขนของหญิงสาวเริ่มคลายออก  ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า  แต่หญิงสาวรู้สึกว่าดวงตาที่ไร้แววนั้นดูเศร้าเหลือเกิน

“รีบมาฆ่าข้าเสีย  ก่อนที่เจ้าจะเดือดร้อนมากกว่านี้”

“อยากรีบตายขนาดนั้นเลยหรือไง”

“ใช่  อยู่อย่างไร้ค่ามันน่าเบื่อเอาเรื่อง  เจ้าคิดอย่างนั้นหรือเปล่า  ภูตวีรชน” ถ้อยคำห้วนสั้นที่ไม่คาดคิด  แต่กลับทำให้หัวใจของภูตวีรชนสั่นสะท้าน  ก่อนที่สีขาวของหิมะจะถูกความมืดกลืนกินอีกครั้ง...
 

 

เสียงปะทุของเปลวไฟเป็นเสียงแรกที่คีเรนได้ยินหลังได้สติ  ความเหนื่อยล้าที่มีเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้ว แต่ความอบอุ่นที่ได้รับกลับเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยชินกับมันเสียที

ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขา  เจ้านายที่เธอพร้อมจะแลกชีวิตเพื่อเขาได้...

คีเรนลอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้ายามหลับใหลของชายหนุ่มนิ่ง  หวังจะจดจำมันไว้ให้นานที่สุด   หวังให้มันฝังแน่นอยู่ในหัวใจ  เผื่อว่าวันหนึ่ง...จะไม่มีเธออยู่บนโลกอีกแล้ว

ลุกซ์ลืมตาขึ้น  เหมือนจะรับรู้ถึงสายตานั้น  เล่นเอาหญิงสาวเบือนหน้ากลับแทบไม่ทัน 

“ฟื้นแล้วหรือ  เจ้าหลับไปตั้งสามวัน”

“หา! ข้านี่นะ  สามวันเชียวเหรอ” หญิงสาวสะบัดตัวออกจากวงแขนของเขา  ซ่อนใบหน้าแดงก่ำไม่ให้ใครได้เห็น

“เจ้านั่นล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นรีบเดินทางเถอะ  เราช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว” หญิงสาวตั้งท่าจะลุกขึ้น  ทว่าลุกซ์กลับคว้าตัวเธอเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ได้!  ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปตอนนี้จะเป็นอย่างไร”คีเรนนิ่งไป  เธอไม่แน่ใจเช่นกันว่าสภาพอย่างนี้จะไปไหนได้  บางทีจอมมารอาจจะพูดถูก...  เธอคงกำลังฆ่าตัวตาย

ลุกซ์ไม่พูดพร่ำทำเพลง  เขาเดินไปเปิดกล่องไม้ที่ใส่เสบียงหยิบขนมปังมาสามสี่แผ่นมาเสียบไม้ผิงไฟ  ก่อนยื่นให้เธอพร้อมกับชาร้อน

           “หากเจ้าคิดว่าตัวเองไหว  กินก่อนแล้วค่อยไปก็ได้นี่นา” คีเรนรับอาหารพวกนั้นมาอย่างว่าง่าย  ไอร้อนของชาทำให้อบอุ่นได้บ้างก็จริง  แต่สิ่งที่ทำให้เธออบอุ่นหัวใจในยามนี้  คือแววตาสีอำพันที่อ่อนโยนเสมอของเขาต่าง
        “คีเรน  อาวุธศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนรูปร่างได้ด้วยหรือ” ลุกซ์ยกดาบข้างตัวขึ้นมาลูบๆ คลำอย่างถูกใจ  ใบหน้าคมเข้มระบายรอยยิ้มราวกับเด็กๆ เล็กๆ ชวนให้ยิ้มตาม

                “บางที...อาจจะมีแค่ข้าเท่านั้นที่ทำได้  ดีใจที่ชอบนะ”

                “ขอบคุณนะ  ข้าโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนอย่างเจ้า”

                ลุกซ์ไม่มีโอกาสรู้เลยว่าประโยคนั้นกรีดแทงหัวใจหญิงสาวอย่างไรบ้าง  ดวงตาของเขาฉายแววอาทร  คีเรนชอบยามที่เขามองเธออย่างนี้ที่สุด  พอๆ กับที่เกลียดมันที่สุด  อย่าทำให้ข้ารักเจ้ามากกว่านี้ได้หรือไม่  ลุกซ์...

               

เสียงคมดาบประทะกันดังตัดกับเสียงหวีดหวิวของลมหนาว  ทุกครั้งที่เสียงนั้นเกิดขึ้นก็จะมีอีกสองเสียงตามมาเรื่อยไป

                ตุบ!

                “รับมือ!

                แล้วก็จะมีเสียงเหล็กกระทบกันดังต่อเรื่อยไป...

                ทั้งหมดนั่น  คือการฝึกการต่อสู้ของผู้กล้าที่ต้องทำหน้าที่ปราบจอมมารให้ได้   คู่ฝึกซ้อมที่คู่ควรคือคนเดียวที่ได้รับสิทธิ์ตามเขามาด้วย  นั่นคือภูตวีรชนที่อยู่ในอาวุธศักดิ์สิทธิ์

                หลังโดนอัดลงไปกองกับพื้นรอบที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบ  ผู้กล้าก็ทิ้งตัวนอนลงไปบนพื้นน้ำแข็งนุ่มเย็นนั่นอย่างหมดสภาพ   ไม่คิดตามเก็บดาบที่ปลิวหลุดจากมือเขาไปด้วยซ้ำ  ทว่ามือเรียวของหญิงสาวกลับดึงคอเสื้อเขาให้ลุกขึ้นยืนอย่างง่ายดาย

                “เป็นถึงผู้กล้า  ไม่มีดาบแล้วสู้ไม่เป็นหรือไง”

                คำสบประมาทของครูฝึกเฉพาะกิจทำให้ลุกซ์ฉุนขาด  เขาเหวี่ยงหมัดใส่คนตรงหน้าทันที  พยายามลืมให้สิ้นว่าเธอเป็นผู้หญิง  เพราะเมื่อเขายั้งแรง  เธอจะได้จังหวะซัดเขากลับด้วยพละกำลังที่มีมากกว่าถึงสองเท่า  ด้วยความเร็วที่มากกว่าเขาถึงสามเท่า

                คีเรนเป็นผู้หญิงแต่ร่างใช่ไหมนี่

             การเสียสมาธิเพียงชั่ววูบของเขาทำให้ถูกเจ้าหล่อนซัดไปชนต้นไม้อย่างแรงจนคนเป็นทหารหลังแทบหัก  หิมะที่อยู่บนกิ่งไม้ร่วงพรูใส่หัวเขาจนดูไม่จืด  ลุกซ์สาบานได้ว่าเนความห่วงใยในดวงตาของคีเรน  เพียงครู่เดียวเธอก็หัวเราะเยาะเขา  และกลับมาทำตัวถือดีได้อีกครั้ง

                “ไปเก็บดาบของเจ้าด้วยล่ะ  ท่านผู้กล้า”

                “ผู้กล้า!!!” น้ำเสียงเล็กใสของคนที่ไม่คุ้นเคยเรียกให้คีเรนหันขวับ  ลุกซ์ปัดน้ำแข็งออกจากผมตนอย่างรวดเร็ว  มองตามสายตาของหญิงสาวไป

                เด็กสาวคนหนึ่งอุทานของมา  ดาบในมือเธอหล่นตุบ  เธอมองคีเรนที่ถือดาบสลับกับลุกซ์ที่ยังนั่งหมดสภาพบนพื้นสลับกันไปมา  ก่อนจะกรีดร้องเสียดังลั่น

                “ปีศาจ!  ปีศาจจะฆ่าผู้กล้าอีกแล้ว!” ผู้กล้ากับอาวุธศักดิ์สิทธิ์เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นมีใครอื่นอีกนอกจากพวกตน  จึงหันกลับมามองหน้ากันเองอีกครั้ง

                คราวนนี้ถึงตาลุกซ์หัวเราะบ้างแล้ว

                “เธอว่าเจ้าเป็นปีศาจน่ะคีเรน ฮ่าๆๆ”

                หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจตลอดเวลาหันรีหันขวางอย่างเงอะงะ  เห็นอย่างนั้นเขายิ่งหัวเราะนักขึ้นจน      คีเรนชักทนไม่ไหว  เหวี่ยงผู้ชายร่างใหญ่อย่างลุกซ์ไปหาเด็กสาวคนนั้น

                “อธิบายให้เธอฟังที”  ว่าแล้วภูตนักรบก็เดินหายไปอย่างรวดเร็ว   ทิ้งชายหนุ่มไว้กับเด็กสาวแปลกหน้าตามลำพัง

 

         “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าจะมีผู้หญิงรบเก่งขนาดนี้อยู่  ข้านึกว่าคนที่อัดผู้กล้าได้ขนาดนั้นจะมีแต่ปีศาจเสียอีก”

            เด็กสาวแปลกหน้าที่ลุกซ์เรียกเธอว่า นาโอลินทักคีเรนแทบในทันทีที่เธอกลับไป  ไม่รู้ลุกซ์เล่าอะไรให้เด็กสาวฟังบ้าง  แต่ท่าทีของทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมากจนไม่อยากเชื่อว่าเพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อน

                ดูเหมือนลุกซ์จะได้รับข่าวใหม่มาว่าคนในหมู่บ้านของเด็กสาวยังไม่อพยพกันเลยแม้แต่คนเดียว  เพราะเป็นพวกห่วงถิ่นฐานของตนมาก  ชื่อหมู่บ้านทำให้คีเรนต้องกางแผนที่ดูอีกครั้ง  พบว่ามันคือหมู่บ้านสุดท้ายที่ยังไม่ถูกจอมมารทำลายด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง

                บางทีอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่จอมมารอยากให้เธอไปฆ่าเร็วๆ ก็ได้

                ความมืดจะรวมตัวกันที่ใดสักแห่งทุกๆ ร้อยปี ที่ใดที่ความมืดรวมตัวกันมาก   ที่นั่นจะมีมนุษย์ที่ได้รับเลือกให้เป็นภาชนะแห่งความมืดอยู่

                คีเรนจำได้ว่าเคยมีคนบอกเรื่องนี้กับเธอเมื่อนานมาแล้ว   เธอจึงประหลาดใจมากเมื่อพบกับจอมมารตัวจริงมาเร่งรัดให้เธอไปฆ่าเขา  บางทีเหตุผลนั่นอาจจะเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ก็เป็นได้
 

           คนในหมู่บ้านของนาโอลินเหลืออยู่ถึงสามสิบกว่าคน  คนที่เด็กที่สุดคือนาโอลิน  อายุสิบหกปี ไม่รู้ว่าร่างกายและจิตใจทำด้วยอะไรถึงได้ร่าเริงนัก  เด็กสาวกระโดดโลดเต้นตลอดเวลา  ชวนลุกซ์คุยจ้อไม่หยุด  โดยแทบไม่สนใจคีเรนอีกเลย  ทั้งยังเกาะแขนลุกซ์ไม่ปล่อยอีกด้วย

                คีเรนหงุดหงิด   บอกไม่ถูกว่าหงุดหงิดหรือโมโหอะไร  แต่เธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย

                “ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องอยู่กับนาโอลินนะ  ส่วนข้าจะไปรบกวนบ้านท่านลุงข้างๆ  คนในหมู่บ้านนี้เขาถือเรื่องการอยู่ร่วมกันของชายหญิงน่ะ  เจ้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

 “แล้วพ่อแม่ของเด็กคนนั้น...” คีเรนตั้งท่าจะขัดเต็มที่   หากไม่ต้องการปิดเรื่องที่เธอเป็นภูตเอาไว้  เธอคงกลับได้ไปสิงในอาวุธ

“ตายหมดแล้วล่ะ...ทั้งพ่อแม่และพี่ชาย...” น้ำเสียงของลุกซ์อ่อนลงอย่างชัดเจน  เธอเห็นดวงตาสีอำพันคู่นั้นสั่นไหว   ทิฐิทั้งหมดของคีเรนพังทลายสิ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าลุกซ์เคยมีน้องสาว

งั้นหรือ...เพราะนาโอลินให้ความรู้สึกเหมือนน้องสาวของเขาสินะ  บางทีที่เด็กสาวถูกชะตากับลุกซ์อาจเป็นเพราะเธอสูญเสียพี่ชายไปกับภัยพิบัติครั้งนี้เช่นกัน

“ข้าไม่มีปัญหาอะไรหรอกลุกซ์  คงต้องรบกวนคนที่นี่สักวันสองวันล่ะนะ”

 

การมาอยู่กับนาโอลินเลวร้าย! เลวร้ายที่สุด!!!

หญิงสาวแทบจะฆ่าตัวตายเมื่อตนโดนเธอจับใส่ชุดกระโปรงยาวสีหวานอย่างที่พวกผู้หญิงชอบใส่กัน  ดูเหมือนเด็กสาวจะเชื่อลุกซ์โดยไม่ติดใจสงสัยอะไรว่าต่อมความรู้สึกของคีเรนตายด้าน   คอเสื้อถึงได้ลึกนัก  ชุดมันถึงได้รัดนัก  ไม่รู้ไปยืมสาวบ้านไหนมา  แถมยังมีคนอาสาจับเธอแต่งหน้าอีก   ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากเลี้ยงต้อนรับผู้กล้าแต่จะให้ผู้ช่วยอย่างเธอสภาพดูไม่จืดก็ไม่ได้

ลุกซ์เองก็เปลี่ยนเสื้อผ้า  ล้างเนื้อล้างตัวแล้วเช่นกัน  เมื่อเห็นเด็กสาวใส่ชุดที่ดีที่สุด  เขาออกปากชมเธอว่าน่ารัก  แต่เมื่อเห็นเธอที่เดินตามหลังมาเท่านั้นล่ะ  ชายหนุ่มถึงกับผงะตกเก้าอี้ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน

ทำเอาความมั่นใจของคีเรนลดลงเหลือศูนย์แทบจะติดลบ  หากไม่มีใครรั้งไว้  เธออาจหนีกลับเข้าไปสิงในดาบและไม่กลับออกมาจนกว่าจะถึงเวลาสู้จริงแล้วก็ได้  ไม่อยู่ให้หนุ่มโสดในหมู่บ้านแซวหรอก

น่าขายหน้าที่สุด! ข้าแก่กว่ายายพวกเจ้าสองสามเท่าเชียวนะ

คีเรนได้แต่บ่นในใจ  ดูเหมือนลุกซ์จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของหญิงสาวอยู่บ้าง  เขาจึงได้ลุกจากที่นั่งมาพาเธอไปนั่งข้างๆ ทั้งยังแสดงท่าทีกีดกันชัดเจนไม่ให้ใครมาวอแวกับเธอได้อีก  ดูเหมือนอะไรบางอย่างจะทำชายหนุ่มธรรมดากลายเป็นทหารกล้าที่น่าเกรงขามขึ้น  เพียงแค่เขาหันไปมองคนพวกนั้นก็ไม่มีใครกล้าคุยกับคีเรนอีกเลย

ลุกซ์จะรู้ไหมว่าการกระทำเช่นนี้ของเขาทำร้ายเธอมากเพียงไหน  คีเรนไม่เคยคิดจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อชายหนุ่มเลย  เธอกลัวเหลือเกินว่าเขาจะเปลี่ยนไป  แต่ลุกซ์กลับทำเหมือนให้ความหวังเธอ

จู่ๆ คีเรนก็รู้สึกวูบไป  สายตาเริ่มพร่ามัวจนเห็นสีดำแต้มเป็นจุดๆ   เลือดสีสดไหลออกมาจากจมูกของหญิงสาว

“คีเรน!  คีเรน!!!

 

 

เสียงการฝึกซ้อมอาวุธป็นเสียงแรกที่คีเรนได้ยินหลังจากตื่นมา  หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวอีกเช่นกันว่าเธอกลับเข้าไปอยู่ในอาวุธของศักดิ์สิทธิ์ตามเดิมเสียแล้ว  ความเหนื่อยล้าไม่มีสาเหตุยังไม่หายไปทั้งหมด  แต่ก็ไม่มากพอจะทำให้เธอวูบได้อีก

หญิงสาวมองผ่านหน้าต่าง  เห็นลุกซ์กำลังซ้อมดาบกับหุ่นไม้ที่ประกอบขึ้นง่ายๆ อยู่ตรงลานหลังบ้าน  ถึงเธอจะบ่นเสมอว่าลุกซ์ไม่ได้เรื่อง  แต่ท่าทางของเขาดูแข็งแกร่งกว่าตอนที่เธอพบเขาใหม่ๆ เสียอีก  เห็นอย่างนี้หญิงสาวก็เบาใจ  ถึงจอมมารจะบอกว่าให้ไปฆ่าได้ง่ายๆ  แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าไว้ใจนัก   เธอจะให้เขาอยู่โดยพึ่งเธออย่างเดียวไม่ได้และไม่มีวันยอมให้ใครครหาเขาว่าเป็นผู้กล้าที่ไร้ฝีมือเด็ดขาด

“ที่แท้ท่านก็เป็นภูตในอาวุธศักดิ์สิทธิ์นี่เอง  มิน่าถึงได้สู้เก่งนัก” นาโอลินถือชามซุปเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้มไร้เดียงสา

“ข้าไม่ได้เก่งเพราะเป็นภูตหรอกนะ” คีเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์  แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าลุกซ์คงเห็นเธอเป็นน้องสาว  แต่ในใจระแวง   ความรู้สึกไม่ชอบหน้ายิ่งทำให้คีเรนไม่อยากมองหน้าเด็กสาวเท่าไร

                “ได้ยินว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์จะเลือกนายเอง  อะไรทำให้ท่านเลือกเขาเหรอคะ” เด็กสาวถามขณะมองลุกซ์ที่ยังฝึกซ้อมอยู่ 

                “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...รู้แค่ว่าความพยายามของหมอนั่นน่าสนใจดี” พอนึกถึงตอนพบกันครั้งแรกคีเรนก็อดยิ้มไม่ได้  ดวงตาที่มองเขาเริ่มอ่อนโยนลงอีกครั้งจนเด็กสาวสังเกตได้ 

        “ท่านแน่ใจนะ  ว่าไม่ได้เลือกเขาเพราะรัก” เด็กสาวถามทีเล่นทีจริง  เหมือนจะหยอกล้อ  คำถามของเขาทำให้    คีเรนชะงัก  หน้าร้อนวูบ  หุบยิ้มแทบในทันที  ดวงตาสีเพลิงไหวระริกก่อนกลับมานิ่งสงบอีกครั้งยามมองเด็กสาว  แล้วเธอก็ยิ้มกลบเกลื่อนอีกแบบหนึ่ง 

                “ข้าเป็นภูตนะ  เป็นเพียงจิตวิญญาณในอาวุธ  ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้เลย  เจ้าคิดว่าข้าจะรักใครได้”

                นอกจากคิดจะฆ่าตัวตายอย่างที่จอมมารว่า...

        ทั้งคู่เงียบไปชั่วอึดใจ  ก่อนที่นาโอลินจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง  ด้วยน้ำเสียงที่ยากคาดเดาความรู้สึก  ไม่เหมือนเด็กสาวคนเดิมอีก

                “พี่ลุกซ์ต้องสู้กับจอมมารจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งใช่ไหม  ท่านจะเป็นคนเดียวที่ได้อยู่เคียงข้างเขาใช่ไหม  รู้อะไรไหม  ข้าเห็นท่านอยู่ข้างเขาเสมอจนไม่เคยรู้สึกว่าท่านเป็นภูตเลย”

                นาโอลินลุกออกไปโดยไม่รอคำตอบจากคีเรน  เธอเดินออกไปหาลุกซ์พร้อมกับน้ำและผ้าขนหนู   ท่าทางของสองคนนั้นดูใกล้ชิดกันมากขึ้น   จนลุกซ์สามารถเล่นหัวเธอได้  คีเรนมองภาพนั้นอย่างไม่สบายใจเอาเสียเลย 
                 ถ้าเรารักใครสักคน  ก็ย่อมอยากให้คนที่รักมีความสุข  แม้ว่าเราจะไม่ใช่ความสุขของเขาก็ตาม  
                     ทำไมถึงเจ็บขนาดนี้นะ  เจ็บยิ่งกว่าถูกคมดาบกรีดแทง  ความกลัวแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจชวนให้หนาวเหน็บยิ่งกว่ายืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
                        หากทั้งคู่รักกัน  มันคงดีที่ลุกซ์จะมีคนดูแล  เขาจะได้ไม่ต้องเสียใจมากนักเมื่อคีเรนจากไป   แต่สิ่งที่คีเรนกลัวก็คือ...ความโดดเดี่ยว  เมื่อถึงคราวที่เธอต้องหายไป   เมื่อเวลาผ่านไปนับสิบปี  ภูตที่ไร้ตัวตนอย่างเธอจะยังอยู่ในหัวใจของเขาไหม   เขาจะยังมองเห็นเธอไหม  หญิงสาวไม่อาจรู้เลย

 

             พายุหิมะพัดถล่มอย่างหนักจนไม่อาจเดินทางไปสู่หุบเขามิวร์ได้  ลุกซ์กับคีเรนโชคดีที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก  แม้เจ้าม้าคู่ใจที่เดินทางด้วยกันมาตลอดจะตายในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ตาม       คีเรนไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือร้อนใจดีที่กำหนดการถูกเลื่อนออกไป   คนที่ดีใจอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นใครไม่ได้นอกจากนาโอลิน  ที่ถึงกับฝ่าพายุหิมะไปหาลุกซ์ที่บ้านข้างๆ จนลุกซ์ทนไม่ได้  ต้องหอบข้าวของมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกับพวกเธอเสียเอง   คราวนี้คีเรนตอบได้เต็มปากว่าเธอไม่ได้หงุดหงิดเพราะความหัวโบราณแน่นอน

                “ข้าคิดว่าพวกเราควรไปทันทีที่พายุสงบ” คีเรนเปิดประเด็นขึ้นขณะที่เธอและลุกซ์นั่งรอนาโอลินทำอาหารอยู่หน้าเตาผิง 

                “ข้าก็ว่าอย่างนั้น  ยิ่งนานวันประชาชนยิ่งเดือดร้อนล้มตายกันมาก  ข้าอยากให้มันจบโดยเร็ว  ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม”

                ลุกซ์ประกาศเจตจำนงของตนอย่าแน่วแน่ทั้งแววตาและน้ำเสียง  ทว่าครู่เดียวแววตาของผู้กล้าก็ลอกแลกด้วยความลังเล   ท่าทางอึกอักเหมือนลำบากใจจนคีเรนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม 

                “ข้าเป็นห่วงนาโอลิน” คำตอบที่ได้รับจากชายหนุ่มสั้นง่ายเพียงเท่านั้น   คีเรนฝืนยิ้ม...  เธอพยายามยิ้มแบบคนไม่แยแสต่อโลกเช่นทุกครั้ง  แต่บางอย่างในจิตใจกำลังกรีดร้อง  สั่นไหว  คีเรนอยากตะโกนออกไป   อยากตะโกนบอกความในใจทั้งหมดของเธอให้เขารู้

                แม้ตัวตนของข้าจะไม่มีอยู่จริง ถึงข้าจะเป็นแค่จิตวิญญาณของคนตาย   แต่หัวใจดวงนี้เป็นของจริง

            ‘ข้ารักเจ้า  ได้ยินไหม  ข้ารักเจ้า!

           คีเรนได้แต่ทวนความในใจซ้ำไปซ้ำมา  คนไร้ตัวตนอย่างเธอ  มีคนนับว่าเป็นเพื่อนก็ดีมากแล้ว...  ลุกซ์ไม่ได้มองเธอเป็นแค่อาวุธ  แต่ยอมรับในตัวเธอก็ดีมากแล้ว... สิ่งที่ไม่ควรได้รับแต่แรกเธอได้รับจากเขาทั้งหมดแล้ว   เธอให้หัวใจกับคนที่ไม่ควรรักไปแล้ว  ไม่ได้รับความรักตอบก็ไม่เป็นไร 

                เพราะสิทธิที่จะรักเขามันไม่เคยมีอย่างไรล่ะ

                ขอบตาของหญิงสาวร้อนผ่าว  ดวงตาสีเพลิงไหวระริกแสดงความอ่อนแอ  ลุกซ์เอ่ยปากจะถาม  ร่างโปร่งบางของคีเรนค่อยซีดจางลง  ก่อนหายไปอย่างภูตพราย
 

ในส่วนที่กั้นเป็นครัวเล็กๆ นาโอลินผู้สดใสไม่ได้ปรุงอาหารด้วยความสุขอีกต่อไป  สีหน้าของเธอเคร่งเครียด   แววตาเจิดจ้ากำลังไหวระริก   ตัวสั่นสะท้าน  ในมือของเธอกำขวดแก้วที่มีน้ำสีเขียวแน่น  มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับซุปผักเลยแม้แต่น้อย   ทั้งเด็กสาวก็ดูท่าทางหวาดกลัวมัน   ในที่สุดเด็กสาวก็เปิดจุกขวดออก  มือเริ่มสั่นน้อยลงเหมือนรวบรวมความกล้าได้ทั้งที่น้ำตาไหลพราก 

ก่อนที่ของเหลวสีน่ากลัวจะไหลลงหม้อเพียงเสี้ยววินาที   เด็กสาวก็รู้สึกถึงความเย็นของโลหะที่ลำคอของตน   ร่างเล็กถูกรั้งให้ถอยไปข้างหลังจนห่างจากเตา   เธอถูกผลักลงไปกองกับพื้นพร้อมกับขวดแก้วในมือ 

“ท่านคีเรน...”

นาโอลินเงยหน้ามองคนที่จู่โจมเธอด้วยความตกใจ  สีหน้าซีดเผือดเมื่อสบเข้ากับดวงตาเย็นชาที่ก้มมองมายังตน  รู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่คละคลุ้งทุกครั้งที่หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้   มันบีบให้เด็กสาวยิ่งถอยหนี   แม้อาวุธที่อยู่ในมือของหญิงสาวผู้นี้จะเป็นมีดทำครัวมิใช่ดาบ 

ถอยจนถอยไม่ได้อีกต่อไป...

“เจ้าคิดจะทำอะไร” น้ำเสียงของคีเรนเย็นเยียบไม่แพ้สีหน้า  มีดในมือถูกกระชับแน่นขึ้น  คล้ายกับจะขู่ขวัญ  เมื่อเห็นนาโอลินเอาแต่นั่งสั่นไม่ยอมตอบคำถาม  หญิงสาวก็ต้องพิสูจน์ข้อสงสัยด้วยตนเอง  เธอจรดริมฝีปากลงบนปากขวด  ดื่มน้ำสีเขียวลงไปอึกหนึ่ง

ร่างภูตที่เคยเด่นชัดซีดจางลง  ก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง   ในขณะที่เข่าของภูตวีรชนทรุดลง  อย่างหมดแรง  หลังร่างกระพริบสองสามครั้ง  คีเรนก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม  คราวนี้แววตาของภูตหวงเจ้านายวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น

“เจ้าคิดจะวางยาข้ากับลุกซ์!” ขวดยาถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้   ร่างปราดเปรียวของคีเรนโถมเข้าใส่นาโอลินด้วยความเร็ว   มีดทำครัวถูกง้างขึ้นจ่อคอของเด็กสาว   มืออีกข้างบีบคอของเด็กสาวแน่น  ไม่สนใจเด็กสาวจะดิ้นรนเพียงใด  คงเพราะความทรมานที่ได้รับทำให้   ความเจ็บปวดรุนแรงสะท้อนผ่านดวงตาสีเพลิงนั้นอย่างชัดเจน

“ทำไม...ทำไมต้องทรยศเขา” ความโกรธทำให้เสียงของภูตศักดิ์สิทธิ์สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้  แรงที่กดลงไปยิ่งเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว   นาโอลินน้ำตาไหลพรากด้วยความทรมานและหวาดกลัวจนไม่ทันเห็นสีหน้าเจ็บปวดของหญิงสาว   การดิ้นรนของเธอทำให้เท้าไปถีบเข้ากับโต๊ะไม้อย่างรุนแรงจนโต๊ะไหวสะเทือน  ข้าวของที่ตั้งอยู่บนนั้นหล่นกระจาย  ขวดแก้วใส่ยาพิษหล่นลงมาแตก
           ข้าคิดจะฝากเขาไว้กับเจ้า  คนที่เขามอบหัวใจให้  ทำไมต้องทำร้ายเขา  ทำไม!

เสียงนั้นคงดังพอที่จะสู้กับเสียงพายุภายนอก  ลุกซ์วิ่งเข้ามาที่ห้องครัว   เห็นภาพที่ภูตในอาวุธของตนกำลังเงื้อมีดจะแทงนาโอลินที่ถูกกดให้นอนอยู่บนพื้น  ท่ามกลางข้าวของกระจัดกระจาย  ไม่ว่าใครก็รู้สึกได้ว่าคีเรนในยามนี้น่ากลัวเหลือเกิน

“หยุดเดี๋ยวนี้!  คีเรน!!!!” ชายหนุ่มตวาดห้าม  แต่คีเรนยังไม่ยอมปล่อยมือจากเด็กสาวจนเขาต้องไปดึงร่างเธอออกให้พ้นทางก่อนตรงเข้าไปประคองเด็กสาวให้ลุกขึ้น

ถ้าลุกซ์มาห้ามไม่ทัน  นาโอลินคงได้ตายทั้งที่คีเรนยังไม่ทันได้ลงมีดไปแล้วจริงๆ  รอยมือของเธอพาดโอบรอบคอของเด็กสาวเป็นหลักฐานยืนยันเจตนาฆ่าได้เป็นอย่างดี 

“อธิบายมาเดี๋ยวนี้....คีเรน” น้ำเสียงของลุกซ์ลอดไรฟันที่ขบกันแน่น  มันกำลังสั่นไหวด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุด!

 

“คีเรนจะฆ่าข้า  เธอหาว่าข้าคิดร้ายกับท่าน  มันไม่เป็นความจริงนะคะ  เธอใส่ร้ายข้า” คีเรนชะงัก  เหลือบมองหน้าซื่อๆ ของหญิงสาว  เธอกอดเขาไว้ทั้งที่ตัวสั่นระริก   น้ำตานองหน้าด้วยความหวาดกลัว  คีเรนเชื่อว่าสิ่งที่เด็กสาวแสดงออกนั้นคือความรู้สึกจริงๆ  แม้เธอจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลยก็ตาม   แต่คำพูดของเด็กสาวไม่เป็นความจริง!!!

“คีเรน!!!” ลุกซ์เรียกเธอซ้ำ  เมื่อเห็นหญิงสาวยังยืนนิ่ง  คีเรนรู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ  เมื่อได้ฟังคำพูดของเด็กสาว 

“ใช่...เมื่อครู่  ข้าคิดจะฆ่าเธอจริงๆ” คีเรนยอมรับด้วยอาการสงบนิ่ง  ทั้งที่ในใจหวาดกลัวต่ออารมณ์ของตน  เธอได้แต่กล่อมตนเองซ้ำๆ ว่าเธอไม่เสียใจ  เธอจะไม่เสียใจต่อสิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่

ถ้าเธอไม่อยู่  ลุกซ์ต้องอยู่ได้อย่างปลอดภัย  เขาต้องมีความสุข

เพราะฉะนั้น...เธอจะไม่เสียใจเด็ดขาด

“เด็กคนนี้คิดจะฆ่าเจ้า  แม้ข้าจะไม่รู้เหตุผล  แต่ข้ายอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้”

คีเรนประกาศชัดทั้งคำพูด  สีหน้า  และแววตา  ดวงตาสีแดงสบกับดวงตาสีอำพันนิ่ง  ในขณะที่คีเรนมองเขาอย่างซื่อตรง  ดวงตาที่มองกลับมากลับอัดแน่นไปด้วยความสับสน

“ข้าไม่เคยคิดทำร้ายพี่  แต่ฉันปล่อยให้พี่ไปตอนนี้ไม่ได้  ข้ากลัวพี่จะเป็นอันตราย  เลยคิดจะวางยานอนหลับพี่เฉยๆ”

คราวนี้ลุกซ์ก้มลงมองนาโอลินในอ้อมกอดของตน  เด็กสาวซุกหน้าลงกับบ่าเขา  น้ำเสียงของเธอสั่นเพราะสะอื้น  ยิ่งทำให้ดูน่าสงสาร 

น่าสงสารจนคีเรนนึกหมั่นไส้!

ยานอนหลับที่มนุษย์กินถึงตาย!  คิดจะทำอะไรกันแน่

“งั้นบอกข้ามา  ทำไมคีเรนถึงคิดฆ่าเจ้า”

ลุกซ์ถามนาโอลินกลับ  ดูเหมือนเขาอยากให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองเท่าเทียมกัน  ก่อนหันดาบเข้าใส่ใครคนใดคนหนึ่ง  หรือไม่ก็เขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่คีเรนพูด

 “คีเรนรู้เรื่องนี้  เขา...เขาบอกว่าพี่..มีหน้าที่  ต้องทำ  เขายอมให้ใครขวางพี่ไม่ได้  เขาบอกว่าคนอย่างข้าไม่มีทางอยู่เคียงข้างพี่ได้  เป็นได้แค่ตัวขัดขวาง”

          “อย่าเอาความคิดสกปรกของเจ้ามาบอกว่าเป็นคำพูดของข้า!” คีเรนเถียงด้วยเสียงอันดัง  ทำท่าจะพุ่งเข้าหาเด็กสาวอีกครั้งจนลุกซ์ต้องมาห้ามไว้  เขาออกแรงบีบมากจนเธอรู้สึกเจ็บ 

        “หรือท่านจะเถียงว่าท่านไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขามากกว่าความเป็นเพื่อน  ท่านปฏิเสธได้หรือว่าท่านไม่เคยหึงหวงเขา” ไม่มีการหาเรื่องอยู่ในทีท่าของนาโอลิน   สิ่งที่เธอแสดงออกคล้ายกับกำลังเรียกร้องความยุติธรรมที่ไม่มีจริงให้ตนเองอยู่  แต่จุดประกายความกราดเกรี้ยวในอกของหญิงสาวได้ดีนัก

                เมื่อถูกเปิดโปงความรู้สึกของตน  แม้แต่ภูตศักดิ์สิทธิ์ก็เถียงไม่ออก  แม้พยายามคิดหาคำพูดมาแย้ง  ก็ไม่รู้จะเถียงอย่างไร  เช่นเดียวกับลุกซ์ที่ตะลึงงัน  มองคีเรนสลับกับนาโอลินไปมา   แรงบีบที่แขนคลายออกโดยที่ทั้งคู่ต่างไม่รู้ตัว

                “จริงหรือ...คีเรน...”

                คีเรนไม่ตอบ  เธอก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น  ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาอีกแล้ว  ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง  ความอึดอัดแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศจนแม้แต่หายใจยังทรมาน   

                “จนถึงตอนนี้...ข้าก็ยังเชื่อว่าข้าไม่ผิด  ข้าเป็นอาวุธของเจ้า  เป็นเพื่อนของเจ้า  ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเจ้า  เด็กคนนี้จะฆ่าเจ้าจริงๆ  ข้าไม่มีวันยอม  ไม่มีวันยอมเด็ดขาด!

                “แต่ครั้งนี้เจ้าทำเกินไป!

                   “แล้วถ้าเจ้าตายล่ะ  มันน้อยไปหรืออย่างไร  ความเดือดร้อนที่ผู้คนในประเทศนี้จะได้รับหลังจากที่เจ้าตายมันน้อยไปหรือ”

                 “พอเสียที! อย่าทำเหมือนข้าเป็นคนโง่ได้หรือไม่!!!” ผู้กล้าแผดเสียงอย่างหมดความอดทน  ร่างโปร่งบางของภูตถูกกระชากเข้ามาใกล้ผู้กล้ามากขึ้น  ภูตสาวยิ่งเห็นความโกรธแค้นบนใบหน้าคมนั้นชัดเจนขึ้น 

                “เจ้าไม่เคยเข้าใจข้าเจ้าไม่ใช่มนุษย์จะไปรู้จักความรักได้อย่างไร  จะไปรู้ได้อย่างไรว่าการเห็นคนรักตายไปต่อหน้ามันทรมานแค่ไหน  ข้าทนเห็นคนที่รักตายไม่ได้”

                “แต่ข้า...

              ข้า...คีเรนอยากบอกสิ่งที่อัดแน่นในใจออกไปตรงๆ เหลือเกิน   แต่เธอทำไม่ได้!

         “ข้าไม่ได้ไร้ความรู้สึกเหมือนกับเจ้าข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าฆ่าใคร  แล้วบอกว่าทำเพื่อข้าได้   หากต้องมีอาวุธที่โหดเหี้ยมเช่นเจ้า  มีเพื่อนที่ไร้ความรู้สึกเช่นเจ้า  ไม่มีเสียเลยดีกว่า   ดาบศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นข้าก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไป!

                ไม่ต้องการ...ข้าอีกต่อไป

                ถ้อยคำต้องสาปที่ผู้เป็นนายเอ่ยออกมานำพาความเจ็บปวดเหลือแสนมาสู่ภูตศักดิ์สิทธิ์  ร่างทั้งร่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าเจ็บปวด   ร่างกายที่ซีดจางจนมองไม่เห็นคล้ายกับมีคนบีบกำเอาไว้ไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ  ดวงตาที่เคยมองได้ไกลพร่ามัว  โลหิตสีสดไหลออกจากตา  ปาก  และจมูก  

                ท่านผู้อยู่เบื้องบนลงทัณฑ์ข้าได้อำมหิตเหลือเกิน 

                แต่ก็ดีเหมือนกัน  ช้าเร็วข้าก็ต้องตายอยู่ดี   ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ใช่คนสำคัญของเขา...

                ไม่เคยมีตัวตนอย่างที่เคยว่าไว้อย่างไรล่ะ

             วินาทีสุดท้ายก่อนที่ภูตวีรชนจะหายไปตามบัญชาของเจ้านาย  น้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาตลอดเวลาหลายร้อยปี  บัดนี้ไหลปนกับเลือด   แม้ดวงตาจะพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็น   แต่ดวงตาที่ปวดร้าวนั้นยังคงมองไปที่ชายหนุ่มด้วยความรักและเชื่อมั่น   คีเรนอยากจะพูดว่าลาก่อนเหลือเกิน

                น่าเสียดาย....เสียงของเธอไม่อาจส่งไปถึงเขาได้อีกแล้ว   

 

                ในเวลาเดียวกัน...ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกวางลืมอยู่ในห้องเริ่มปริร้าว  ตั้งแต่ปลายดาบ   รอยร้าวนั้นไล้มาเรื่อยๆ  ลึกจนแทบจะแยกดาบเป็นเสี่ยงๆ     แม้กระทั่งอัญมณีสีเพลิงที่ด้ามดาบยังถูกแตกออกตามรอยแยก  ประกายแสงสีสดสวยดับวูบไป  พร้อมกับหัวใจที่แตกสลายของภูตสาว

 

 

                ความมืดมิดและความหนาวเหน็บของราตรีเหมันต์กาลยังคงดำเนินต่อไปทุกครั้งที่ลืมตาตื่น  ลมหนาวยังคงหวีดร้องไร้ความหมายอย่างน่ารำคาญ   แม้พายุหิมะจะสงบลงไปนานแล้วก็ตาม    ลุกซ์แอบเดินออกมาข้างนอกตามลำพงทั้งที่อากาศหนาวเย็นจัดในมือของเขากำอัญมณีสีแดงที่แตกเป็นสองเสี่ยงแน่น  

                ชายหนุ่มบอกไม่ถูกหรอกว่าตนรู้สึกผิดกับหญิงสาวหรือไม่  แววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและคำบอกลาของคีเรนเขายังจำได้ดี  ตอนนี้ผ่านไปสามวันแล้ว  คีเรนก็ยังไม่กลับมา

                เธอว่าเขาไม่รู้หน้าที่  แต่ตัวเองกลับทำเสียเองนี่นะ   ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย

        ก่อนที่เธอจะหายไปเขาเห็นเลือดของเธอ   ดูเหมือนอาการเดิมนั่นจะกลับมาอีก   ลุกซ์เพิ่งระลึกได้หลังจากนั้นเองว่าที่ผ่านมาตนมัวแต่ดีใจกับสิ่งที่หญิงสาวมอบให้เขา  ทั้งโอกาสในการต่อสู้  ทั้งการเคี่ยวเข็ญฝึกฝน  ยอมรับฟังทุกสิ่งที่เขาเล่า   แต่น่าแปลก  ลุกซ์ไม่รู้เลยว่าเธอต้องการอะไร  เวลาไหนรู้สึกอย่างไร

                อาการป่วยนั่นก็เหมือนกัน...ไม่เคยรู้เลยว่าคีเรนเป็นอะไรหรือเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

                ถ้าได้พบกันอีกครั้ง  เมื่อเธอหายโกรธและเขาทำใจยอมรับความผิดของเธอได้เขาจะขอโทษเธอ   แต่วันนั้นคงไม่มีวันมาถึงอีกแล้ว   เพราะเขาจะไม่รอเธออีกต่อไป

                ผู้กล้าตัดสินใจแน่วแน่  เขากลับเข้าบ้านอีกครั้งเพื่อเอาข้าวของที่จัดเตรียมไว้   ก่อนออกเดินทางทันทีโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างเสียด้วยซ้ำ

 

               

           คีเรนไม่อาจทราบได้ว่าตนอยู่ที่ใดแล้ว  ดวงตาของเธอมืดบอด  รู้สึกโลหิตที่ยังไม่หยุดไหลออกจากดวงตา  ปาก  และจมูก  เธอดิ้นทุรนทุรายหมดสภาพอยู่บนพื้นผิวที่เย็นเยียบจนแสบผิว   น้ำตาไหลลงปนสายเลือดขณะที่หญิงสาวกรีดร้องโหยหวนกับความเจ็บปวดที่ราวกับจะบีบร่างให้แตกสลายเป็นเสี่ยง

                ลุกซ์จะรู้หรือไม่นะ...ไม่หรอกเขาคงไม่รู้แน่ๆ

                คำพูดของเขาเมื่อครู่คือการฆ่าเธอ   คำว่าไม่ต้องการของเขา  สำหรับอาวุธศักดิ์สิทธิ์คือการบอกว่าเธอไร้ประโยชน์หรือเลวร้ายเกินกว่าจะต่อสู้เพื่อใครได้   เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว...เพียงพอแล้วที่จะทำให้สวรรค์ตัดสินโทษตาย

                เธอกำลังจะตาย...

                ต่อไปนี้จะไม่มีใครได้พบหญิงสาวสวมเกราะที่ดูประหลาดอีก  ไม่มีใครต้องทนฟังคำบ่นของคนอวดดีอย่างเธออีก  เธอกำลังจะหายไป   ...หายไปในที่ที่ไม่มีใครรู้   ในที่ที่แม้แต่เธอเองก็มองไม่เห็น   ไม่อาจได้ยินเสียงเขาเป็นครั้งสุดท้าย   ไม่มีคำบอกลาใด  สิ่งที่ได้รับจากเขามีเพียงความโกรธแค้น   ความกังขาไม่ไว้ใจ

                บางที...หากเธอหายไปนานๆ ลุกซ์อาจจะนึกถึงเรื่องของเธอบ้าง   อย่างน้อยแวบหนึ่งในห้วงความคิด  บางทีเขาอาจจะอยู่อย่างมีความสุขหลังปราบจอมมาร   บางทีเด็กคนนั้นอาจกลับใจไม่ฆ่าเขา   เพราะความรักที่ลุกซ์มีให้นาโอลินมากมายเหลือเกิน  บางทีวันหนึ่งเด็กสาวคนนั้นจะสารภาพกับลุกซ์   ถึงความจริงที่เกิดขึ้น น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้   เธอคงไม่มีวันรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้อีกแล้ว 

                พอคิดถึงตรงนี้  หญิงสาวรู้สึกได้ว่าน้ำตาของตนกำลังไหล  ในขณะที่ใจกำลังไหววูบราวกับเปลวเทียนต้องลม   เธอไม่ได้หวาดกลัวต่อความตาย   แต่เธอเพิ่งรู้ว่าตนมีห่วงอยู่ที่นี่มากมายแค่ไหน   ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถปล่อยมือจากลุกซ์ได้ 

                เวลาแห่งความเจ็บปวดยาวนานมากเสียจนคีเรนแทบสิ้นสติ  ไม่อาจคิดอะไรได้อีกต่อไป  หญิงสาวที่เพียรต่อสู้กับความตายเริ่มยอมรับมันทีละนิด   ปล่อยให้ห้วงนิรันดร์ที่มืดมิดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกกลืนกินเธอเข้าไปอย่างสงบ   ทั้งที่ในใจยังมีเรื่องติดค้างมากมาย

                “อย่าเพิ่งไปเลยภูตศักดิ์สิทธิ์  ทุกอย่างกำลังจะจบแล้วล่ะ”

                สติที่เริ่มเลือนรางทำให้ใช้เวลานานกว่าจะทำความเข้าใจคำพูดนั้นได้   ไม่คิดเลยว่าคนคนนั้นจะโผล่มาในเวลานี้  บอกไม่ถูกว่าเธอรู้สึกอย่างไรว่ากันแน่   รวมถึงไม่เข้าใจเหตุผลที่เขาช่วยเหลือเธอ   ได้แต่หวังว่าทุกอย่างมันจะจบจริงๆ

               
            ความหนาวเย็นของหิมะโอบล้อมไปทั่วหุบเขากว้าง   ละอองหิมะที่ตกลงจากท้องฟ้าสีเทาหนาตาจนมองแทบไม่เห็นสิ่งใดนอกจากควันสีเทากับปุยหิมะขาว  ยิ่งเดินลึกไปในหุบเขามากเท่าใด  หิมะก็ยิ่งหนามากเท่านั้นจนชวนให้คิดว่าที่ก้นเหวคงมีหิมะมากพอจะทำให้จมกองหิมะตายได้    หากสามารถเดินไปถึงที่นั่นได้จริงๆ

                ทว่า ใจกลางของหุบเขาไม่มีหิมะที่จับตัวกันจนแข็งพอจะรับน้ำหนักสิ่งปลูกสร้างได้  แต่เป็นพื้นดินสีดำสนิทเป็นวงกว้างที่ดูอย่างไรก็ไม่เคยถูกหิมะปกคลุมมาก่อนแน่ๆ  ที่ดินว่างตรงนั้นมีสีเขียวของต้นไม้ สีสดใสของดอกไม้หลากสี  แม้แต่สีดำที่ชวนให้นึกถึงท้องฟ้ายามรัตติกาล   หรือสีแดงสดราวหยาดโลหิต  ดอกไม้เหล่านั้นส่งกลิ่นหอมเย้ายวนกลบกลิ่นชื้นเย็นของหิมะ   ดูน่าดึงดูดใจยิ่งกว่าสิ่งใด  ทว่าเมื่อเข้าไปมองใกล้ๆ จะพบว่ามันคือดอกไม้ที่มีหนามแหลมคม  บ้างก็มีพิษร้ายแรง    ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น   คือกำแพงดอกไม้พิษรอบปราสาทจอมมาร  

                ผู้กล้ายืนนิ่งอยู่ไม่ไกลจากกำแพงดอกไม้พิษ   ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดกับตนเองต่อจากนี้เพื่อวางแผนรับมือให้ทันท่วงที   ก่อนดาบเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากบิดาของเขาแน่น   นึกถึงสามวันที่ต้องเดินทางลำพังกว่าจะมาถึงที่นี่

               ลุกซ์เดินทางกับนาโอลินที่แอบตามเขามาไกลเกินกว่าจะพากลับไปส่งได้  จึงต้องให้เธอเดินทางมาด้วยอย่างช่วยไม่ได้   เดินทางกับนาโอลินต่างกับคีเรนโดยสิ้นเชิง

          แม้จะมีความสุขที่หญิงคนรักอยู่ใกล้  แต่เธอก็ไม่ได้เดาใจเขาถูกไปเสียหมดว่าเขาต้องการอะไรเหมือนคีเรน   ไม่มีใครอัดเขาเวลาซ้อมดาบ  ไม่มีเสียงก้าวร้าวตะโกนเร่งให้ลุกอีกต่อไปแล้ว  ไม่มีใครคอยชี้แนะว่าเขาควรทำอะไร   ไม่มีใครเตือนว่าภัยมาทางไหน   ถึงเขาจะคิดว่าสิ่งที่เพื่อนทำมันผิด  แต่ก็อดคิดถึงเธอไม่ได้

                ผู้กล้าสะบัดหน้าไล่ความรู้สึกไม่สบายใจอีกครั้ง  พยายามนึกถึงหน้าน้องสาวของตนและหญิงที่ตนรักให้ได้เพื่อรวมใจให้สงบนิ่ง   ใบหน้าคมคายแหงนมองบนเชิงผาที่เว้าเป็นถ้า  เห็นแสงไฟกระพริบวิบวับในหมอกขาว  เป็นสัญญาณว่านาโอลินยังปลอดภัยดีอยู่   ก่อนจะกวัดแกว่งดาบเก่าๆ เล่มใหญ่ที่ใช้มาก่อนอาวุธศักดิ์สิทธิ์มานานปีเข้าไปในเขาวงกต  ต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ภายในตามลำพัง

                หลังกำแพงดอกไม้พิษคือเขาวงกตกว้างขวางที่จัดอย่างเป็นระเบียบ  แนวไม้ที่ปลูกเป็นกำแพงเริ่มเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เขาเดินผ่านหรือสัมผัสโดน มันจะเหี่ยวเฉาลงราวกับป่าวประกาศตนว่าเป็นพืชของความมืดที่พ่ายแพ้ต่อแสงสว่าง

                  ปีศาจข้ารับใช้กระจายอยู่ทั่วเขาวงกต  ไม่ว่าจะเดินถูกทางหรือผิดทางก็ตาม  ไม่นานนัก  ดาบสีเงินเล่มเก่าก็ถูกย้อมด้วยเลือดขุ่นข้นน่ารังเกียจของปีศาจ  ผู้กล้ายังคงวาดเพลงดาบของตนต่อไปราวกับเรี่ยวแรงไม่มีทางหมด

                ไม่รู้หมดแรงไปเท่ากว่าจะมาถึงปราสาทจอมมาร  ตลอดทางว่างเปล่าไม่มีปีศาจเลยสักตน  ไม่มีกลิ่นชวนวิงเวียนหลอนประสาทของดอกไม้พิษ  ตลอดทางเดินที่ก้าวสู่ห้องโถงใหญ่ไม่มีกับดักใด

                มันไม่ปกติแล้ว...ไม่อย่างนั้นเขาจะฝึกฝนฝีมือมาเพื่อสิ่งใดกัน

                ประตูไม้บานใหญ่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ขวางเขาเอาไว้  เมื่อเปิดมันเข้าไปก็พบจอมมารนั่งรออยู่บนบัลลังก์น้ำหินเสียแล้ว  รูปลักษณ์ภายนอกของจอมมารไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนลูกน้องของมัน  จัดได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่มองสบายตาคนหนึ่ง  ดูไปดูมาก็ละม้ายคล้ายใครบางคน   แต่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่าเป็นใคร

                ดวงตาสีอำพันที่ทอประกายเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ประสานกับดวงตาไร้แววสีนิลกาฬแน่วนิ่ง   สีหน้าของผู้กล้าบิดเบี้ยวอย่างโกรธแค้น  ในขณะที่จอมมารเรียบเฉยเย็นชา   กระแสกดดันของจิตสังหารโอบคลุมทั่วห้อง  ความเงียบชั่วอึดใจยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนแทบบ้า  

                ในห้องนี้ไม่มีน้ำแข็ง  ไม่มีหิมะ  ไม่มีแม้กระทั่งลมพัดผ่าน   แต่ลุกซ์รู้สึกหนาวยะเยือกอย่างน่าประหลาด    ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจแทรกซึมอยู่ในทุกอณูอากาศโดยเฉพาะเมื่อจอมมารมองเขาอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า

                “ลุกซ์  เฮลเลอร์  ผู้กล้าคนที่สี่  อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่   ช่างน่าดีใจจริงๆ” จอมมารทักขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น  แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกทิ่มแทงด้วยวาจาอย่างไรชอบกล 

                “รู้เรื่องของข้าได้อย่างไร” ลุกซ์ถามกลับเสียงเครียด  ดวงตายังไม่ได้ละไปจากคนที่เขาคิดแค้นตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นหน้าเลยแม้แต่น้อย 

                “เรื่องของเจ้าเป็นที่โจษจันพอควร  รวมถึงข่าวที่เจ้าออกเดินทางกับหญิงสาวคนหนึ่ง  แต่กลับมาที่นี่พร้อมกับเด็กสาวอีกคนหนึ่ง” 

                “เจ้า!!!” ผู้กล้าชี้ดาบไปที่หน้าจอมมาร  คิ้วเข้มขมวดจนแทบชิดเป็นเส้นเดียวกัน  จอมมารคนปัจจุบันหัวเราะเบาๆ อย่างสะใจที่ยั่วโมโหได้สำเร็จ  

                “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมีอยู่ของเจ้าคร่าชีวิตผู้คนไปมากเท่าใดแล้ว  น้องสาวของข้าตายเพราะเจ้า   พี่ชายกับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นก็ตายเพราะเจ้า  คนบาปหนาอย่างเจ้าไม่สมควรมีตัวตนอยู่อีกแล้ว!

                ลุกซ์ผู้ไม่ดูตาม้าตาเรือพุ่งเข้าใส่จอมมาร  ทว่าฝ่ายนั้นก็ไวไม่แพ้กัน  เขาใช้เวทมนตร์มืดสร้างม่านบาเรียกั้นลุกซ์ไว้  ก่อนชักดาบออกมาพุ่งเข้าใส่ลุกซ์อีกครั้งด้วยท่วงท่าที่เหมือนจะโจมตีด้านล่าง

          ดาบปะทะดาบ  หมัดและเท้าอัดเข้าร่างของแต่ละฝ่ายด้วยความรวดเร็วและรุนแรงพอกัน   จอมมารคนปัจจุบันตวัดเท้าเตะผู้กล้า  ส่งให้ชายหนุ่มร่างใหญ่ลอยไปกระแทกเสาจนกระอักเลือด

                “เจ้ามันบ้า   ได้ยินว่ามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในครอบครองมิใช่หรือ  คงไม่ใช่ดาบเก่าๆ นี้หรอกกระมัง” จอมมารยั่วโมโหด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อีกครั้ง   รอยยิ้มมุมปากของเขาคล้ายเหยียดหยามเย้ยหยัน   คราวนี้จอมมารเป็นฝ่ายชี้ดาบน้ำแข็งของตนที่ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดามาที่เขาบ้าง   คำถามนั้นเจ็บแสบยิ่งกว่าปักดาบนั่นลงมาเสียอีก

                “เจ้ารู้หรือไม่...  ข้าคิดว่าเจ้าจะน่าสนใจกว่าคนอื่นๆ เสียอีก  สุดท้ายก็โง่พอกัน  มีของดีอยู่ในมือกลับไม่รู้จักรักษา  ทำลายทิ้งง่ายๆ เพราะผู้หญิงอีกคน”

                “อุตส่าห์รู้อีกนะ” น้ำเสียงของผู้กล้าแทบลอดไรฟันออกมา  ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยไฟโทสะแรงกล้า   ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ชัดเจนทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ากำลังกระโดดลงสู่กับดักของศัตรู

         “คนอย่างเจ้า  ไม่คู่ควรจะฆ่าข้าหรอก  ไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์   เจ้าก็แค่ทหารธรรมดาเท่านั้นล่ะ”

หากนัยน์ตาสีดำสนิทนั่นมีแววให้เห็น  ผู้กล้าคงรู้สึกเสียศักดิ์ศรียิ่งกว่าที่เป็นอยู่  เพราะมันคงฉายแววเหยียดหยามแทบจะกดเขาให้จมดิน  ความโกรธที่มีอยู่แต่เดิมปะทุขึ้นในอกของกล้า  ความหวั่นเกรงถูกโยนทิ้งไว้ที่ใดสักแห่ง   ความกล้าหาญอย่างอัศวินเข้ามาแทนที่  เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีของตนกลับคืนมา

เขาจะไม่ให้ใครพูดได้ว่าเขาอยู่ได้เพราะผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด

ทันทีที่ดาบน้ำแข็งเสือกลงมา   ดาบธรรมดาของผู้กล้าก็ตวัดปัด   คมดาบปะทะกันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว   ฝีมือของทั้งคู่คล้ายจะสูสีกัน   การรุกรับทันเกมไปเสียหมดจนผู้กล้าชักหงุดหงิดที่ตนไม่สามารถสร้างบาดแผลใดให้คนที่เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายนี้ได้เลย   ยิ่งผ่านไปนานเรี่ยวแรงของมนุษย์ธรรมดาเริ่มหดหาย  ความห่างชั้นเริ่มปรากฏเด่นชัด  เมื่อจอมมารไม่ได้มีดีแค่ฝีมือดาบ  เวทมนตร์ของเขาเลวร้ายกว่านั้น

เวทย์น้ำแข็งของจอมมารไม่ได้ยิ่งใหญ่   ไม่ได้กินอาณาเขตกว้างขวางเหมือนไฟของคีเรน   แต่แม่นยำและเต็มไปด้วยพลังทำลายล้างไม่แพ้กัน

“อะไรกันผู้กล้า  เหนื่อยเสียแล้วเหรอ” น้ำเสียงชั่วร้ายกวนอารมณ์ของจอมมารถูกส่งข้ามห้องมายังลุกซ์ร่างโชกเลือด   แววตาสีความมืดเปล่งประกายกล้า  คล้ายสัตว์ร้ายกระหายเลือดของจอมมารยิ่งทำให้บรรยากาศการต่อสู้ครั้งนี้น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าคราวแรกที่พบกัน  ลุกซ์จับดาบ  เมื่อขยับร่างจะลุกขึ้น  ความเจ็บปวดก็แล่นปลาบไปทั่วร่าง  จนเผลอส่งเสียงร้องออกมาคำหนึ่ง  

“ข้าฆ่าผู้กล้ามาสามคนแล้ว  คิดไม่ออกแล้วว่าควรฆ่าเจ้าด้วยวิธีไหนดี  อยากตายแบบไหนล่ะ  ลุกซ์  เฮลเลอร์”

         ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจพร้อมกับความอ่อนล้า  พ่ายแพ้อย่างหมดรูปทั้งที่ยังสู้ไม่ถึงที่สุด  เพราะเขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง  ไม่ได้มีอำนาจวิเศษ  ไม่ได้ฉลาดไปกว่าใคร  ฝีมือดาบเป็นแค่สิ่งเดียวที่เขาจะใช้สู้เพื่อตนเองได้   ทว่าในที่แห่งนี้  ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่เขาแค้นที่สุด  อยากทำลายมันที่สุด   เขาไม่ต่างจากเด็กอมมือเลย

                แวบหนึ่งในห้วงความคิด  เขานึกถึงคีเรน  นึกถึงความดุดันแข็งแกร่งของเธอยามซ้อมดาบให้เขา  หากมีเธออยู่ด้วย  บางทีเขาคงพอสู้ได้บ้าง   ไม่ต้องรอความตายอย่างน่าอดสูถึงเพียงนี้กระมัง

           ถ้าเพียงแต่มีคีเรน...

                จอมมารย่าสามขุมมาหยุดยืนค้ำหัวเขาอยู่  ปลายดาบกดลง  พร้อมแทงลงมาได้ทุกเมื่อ  “อยากรู้จริงๆ ว่าใครมันยกย่องคนน่าสมเพชอย่างเจ้าว่าผู้กล้า  เอาล่ะ มีอะไรจะสั่งเสียหรือไม่”

ลุกซ์ห้ามใจตนเองอย่างหนักไม่ให้เรียกคีเรนออกมา   ไม่สิ...ละอายที่จะเรียกต่างหาก  อาวุธศักดิ์สิทธิ์พังไปแล้ว  ไม่อาจใช้สู้ได้อีก   เธอคงทั้งโกรธและเสียใจอยู่ที่ใดสักแห่ง  ไหนจะความรู้สึกที่แท้จริงของเธอเล่า...   ลุกซ์ไม่กล้าเอ่ยชื่อหญิงสาวเพราะเหตุนั้นเอง

จอมมารเสือกดาบลงมาสุดกำลัง  หมายแทงทะลุหัวใจเขาในคราวเดียว   ทว่า สิ่งที่คาดไม่ถึงคือมือที่ยื้อปลายดาบน้ำแข็งไว้  ประกายสีเงินแวบผ่านสายตาพร้อมกับร่างจอมมารที่กระเด็นไปกระแทกเสา

“ต่อให้ตายก็จะไม่เรียกข้าสินะ” หญิงสาวในชุดเกราะสีเงินหันมายิ้มให้เขา  มันไม่ใช่รอยยิ้มสดใส  สนุกสนาน  ไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ชอบทำตัวเหนือกว่า  แต่เป็นรอยยิ้มแสนเศร้าที่ทำเอาใจหาย

“คีเรน...เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร  ”

“ข้าเป็นอาวุธของเจ้า  จิตวิญญาณนี้ข้ายกให้เจ้า  ข้าทิ้งเจ้าไปไม่ได้หรอก   เว้นแต่...เจ้าจะทิ้งข้า”

 

ลุกซ์ไม่เรียกเธอออกมาเพราะยังโกรธอยู่สินะ  หรือไม่ก็เพราะไม่รู้จะมองหน้าเธออย่างไร  บางทีเขาอาจจะรู้สึกผิด  คีเรนพยายามมองทุกอย่างในแง่ดี  เธออยากจบทุกย่างให้เร็วที่สุด  ก่อนที่ทั้งเขาและเธอจะต้องทุกข์มากไปกว่านี้อีก     เมื่อหันกลับมา จอมมารกีเรียสผู้รับบทร้ายกำลังกระพริบตาส่งสัญญาณให้เธออยู่

ละครบทใหญ่ของอาวุธศักดิ์สิทธิ์กับจอมมารจะเริ่มคราวนี้ล่ะ

เป็นอะไรที่จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออกจริงๆ

 

ฆ่าข้าก่อนที่เจ้าจะถูกฆ่าเป็นคำแรกที่จอมมารพูดหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา  ขณะนั้นคีเรนยังไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น  แต่ก็ไม่ได้หวั่นเกรงต่อดาบน้ำแข็งที่ทาบคออยู่  เธอเพียงจ้องเขานิ่ง  เค้นกำลังส่วนหนึ่งกลั่นออกมาเป็นคำถามกลับ

ทำไม...เจ้า...เจ้าน่ะ  มีคนที่ไม่อยากทำร้ายหรือ

ปลายดาบนั้นสั่นระริกไปพร้อมกับร่างสูงของผู้ถือที่สั่นสะท้าน   เป็นครั้งแรกที่คีเรนเห็นจอมมารก้มหน้าลง  ไม่รู้ว่าเพราะอะไรคีเรนจึงรู้สึกสงสารชายตรงหน้าขึ้นมาจับใจ  ลืมสิ้นซึ่งความเป็นอริกัน  ลืมสิ้นว่าเขาคือหายนะที่เธอต้องทำลาย  เพราะสิ่งที่เธอเห็นคือคนคนหนึ่ง

                ภูตวีรชน...ขอให้ข้าชดใช้ความผิดที่เด็กคนนั้นทำไว้กับเจ้าเถอะ

 

         “ลุกซ์จับดาบขึ้นมา! เราจะได้พักเหนื่อยกันเสียที” คีเรนแสร้งทำเสียงร่าเริง  ทั้งที่เธอแทบไม่กล้าสบตาเขา  กลัวว่าเขาจะผิดสังเกตอาการของตน  เมื่อเห็นผู้กล้าลุกขึ้นยืนช้าๆ ก็ตรงเข้าไปดึงดาบเก่าๆ จากมือของเขามาเขียนตัวอักษรบางอย่างลงไป  เปลวไฟลุกท่วมเพียงวูบหนึ่งก่อนดับหาย

                “เจ้าช่วยพูดทีสิว่าข้าจำเป็นสำหรับเจ้า” คราวนี้คีเรนหันไปสั่งเขาอย่างเหนือกว่าโดยไม่สนว่าใครเป็นนายบ่าวอีกครั้ง  ลุกซ์ยิ้มเก้อๆ ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาอย่างหนักแน่นมั่นคง

                “คีเรนคือเพื่อนของข้า  คือพลังของข้า  ข้าจำเป็นต้องขอยืมพลังของภูตวีรชนและดาบศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำลายความมืดให้หมดสิ้นไป”

                เปลวไฟโหมรุนแรงจนร้อนจัด  ห้องโถงที่มืดมิดสว่างไสวด้วยแสงสีส้ม  จอมมารยกมือขึ้นบังดวงตาและร้องอย่างทรมาน  ต่างจากผู้กล้าที่ร้องอย่างฮึกเหิม  กำลังใจที่ไม่รู้มาจากที่แห่งใดไหลเวียนอยู่ในร่างกาย   เมื่อดาบน้ำแข็งกับดาบไฟปะทะกันอีกครั้ง  พลังรุนแรงทำให้ทั้งปราสาทสั่นสะเทือน   คีเรนทำเพียงมองจากในอีกมิติเฉยๆ โดยไม่ได้สั่งการอะไรทั้งสิ้น 

                เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  การต่อสู้ของเปลวไฟและน้ำแข็งยิ่งรุนแรง  ครั้งนี้ไม่ว่าจอมมารหรือมนุษย์ก็อ่อนล้าด้วยกันทั้งสองฝ่าย   จอมมารผู้แข็งแกร่งถึงคราวพลาดพลั้งเมื่อลุกซ์วาดดาบไฟลวงเขาให้เปิดช่องว่างที่ลำตัว  แม้ไม่ได้ยินเสียงคีเรน  แต่เปลวเพลิงบนใบดาบที่แปรเปลี่ยนเป็นรัศมีแสงที่ร้อนแรงและบริสุทธิ์ราวกับแสงตะวันที่จ้าจัดทำให้ลุกซ์รู้ว่าเธอกำลังช่วยเขาอย่างสุดกำลัง

                นัยน์ตาไร้แววของจอมมารเบิกกว้าง  เขากระโดดหลบวูบ  ทว่า ไม่อาจรอดจากรัศมีการทำลายล้างที่ไม่ได้จำกัดอยู่ปลายดาบได้  ร่างสูงจึงล้มกลิ้งบนพื้น  ทิ้งโลหิตสีเข้มราวน้ำหมึกไว้บนพื้นปราสาทเป็นแนวยาว  ลุกซ์พุ่งเข้าไปหมายลงดาบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง   คนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้กลับกระโจนเข้ามาขวาง

                จังหวะเดียวกับที่ดาบถูกปักลงมาอย่างไม่อาจหยุดมือได้

               

       “นาโอลิน!!!

                ไม่ใช่ลุกซ์แต่เป็นจอมมารที่กรีดร้องแทบจะขาดใจ   ราวกับเวลาช้าลงจนเป็นสิ่งที่มองเห็นได้  ปลายดาบศักดิ์สิทธิ์พุ่งเข้าหาร่างของเด็กสาว  นาโอลินหลับตาปี๋อย่างหวาดกลัว  พริบตานั้น  ดาบในมือของลุกซ์ก็กระเด็นหลุดมือไป  กลับกลายเป็นร่างของหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าภูตวีรชนที่ไม่มีใครใส่ใจว่าเธอจะเป็นอย่างไร
                  เพียงชั่วเสี้ยวนาทีที่คีเรนใช้พลังหยุดดาบที่ตนใช้สถิตร่างทัน  ไม่อย่างนั้น  คนมันคงแทงทะลุร่างของเด็กสาวตรงหน้าไปจริงๆ  

                “เจ้า...” ลุกซ์ทิ้งตัวลงสำรวจนาโอลิน  เธอไม่มีบาดแผลใดเลยแม้แต่น้อย  ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก           
          “ทำไม...ทำไมถึงทำอย่างนี้” กีเรียสถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง  คนถูกถามได้แต่สะอื้นไห้  จนคนที่ได้ชื่อว่าจอมมารต้องดึงตัวเข้ามากอดอย่างไม่กลัวว่าบาดแผลของเขาบอบช้ำหนักไปกว่านี้  

                “น้องไม่อยากให้พี่ชายตาย  เขาจะฆ่าพี่   น้องพยายามหยุดเขาแล้ว  แต่น้องทำไม่สำเร็จ  ขอโทษนะคะ”

                คีเรนเงยหน้าขึ้นจากพื้น  เธอเห็นความตื่นตะลึงบนใบหน้าด้านข้างของผู้กล้าชัดเจน  ดูเหมือนเขาจะทำอะไรไม่ถูกเมื่อเรื่องราวทั้งหมดกลับตาลปัตร   บางทีเขาอาจสับสนว่าสิ่งที่เด็กสาวแสดงออกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาคือการเสแสร้งหรือไม่

                “พี่ชายหรือ...จอมมารคือพี่ชายของเจ้าหรือนาโอลิน”

                เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองลุกซ์และคีเรนที่เพิ่งเดินโซเซมาอยู่ข้างเขา  ความละอายและรู้สึกผิดบนใบหน้าเปื้อนน้ำตาไม่ใช่การแสดงละครหรือเสแสร้ง  นาโอลินพยักหน้ารับช้าๆ

                “ตอนแรกที่รู้ว่าพี่ลุกซ์เป็นผู้กล้า  ข้าไม่ได้กลัวท่าน  ข้าคิดว่าท่านจะต้องตายเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมา  พี่ชายต้องจัดการท่านได้แน่นอน  จนกระทั่งข้ารู้...ว่าท่านคีเรนคือภูตวีรชน  พี่คือผู้กล้าที่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์  ข้าจึงยอมไม่ได้   ข้ารู้ว่าพี่ชายจะต้องตายแน่”

                “เหตุใดจึงไม่คิดว่าเราจะเป็นฝ่ายตายบ้างเล่า” ลุกซ์ถามเสียงสั่นอย่างคนเพียรควบคุมอารมณ์  คีเรนอยู่ด้านหลังวางมือลงบนบ่าของเขาให้สงบใจ 

                เมื่อเห็นดังนั้น นาโอลินยิ่งร้องไห้หนัก  เธอเบือนหน้าหนี  ไม่กล้าสู้หน้าลุกซ์อีก  มือที่กุมมือใหญ่ของพี่ชายไว้ยิ่งกระชับแน่นอย่างกดดัน

                “หลังจากที่ท่านพี่ขึ้นเป็นจอมมาร  เขาก็คิดจะตายตั้งแต่แรกแล้ว  แต่เขาตายไม่ได้จนกว่าจะถูกปลดปล่อยจากผู้กล้าและอาวุธศักดิ์สิทธิ์   มันเป็นกฎ”

                จอมมารหัวเราะทั้งที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นอย่างอ่อนระโหย  ดูเหมือนว่าดาบสุดท้ายของผู้กล้าจะทำให้เขาบาดเจ็บกว่าที่คิด   เลือดสีหมึกไหลออกจากบาดแผลไม่หยุด   แผ่กระจายเป็นวงกว้างโอบรอบร่างของเขา

                “เพราะงั้นล่ะ  ข้าเลยต้องฆ่าผู้กล้าไปถึงสามคน  เพื่อให้เจ้ามาฆ่าข้า”

                เหตุการณ์ที่บางช่วงบางตอนแวบเข้ามาในความคิดของลุกซ์  ร่างของเขาชาวาบ  ต้องหันกลับไปมองภูตวีรชนสลับกับนาโอลิน

                “เจ้าใส่ร้ายคีเรนหรือ”

                นาโอลินตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวต่อความกราดเกรี้ยวนั้น  เสียงร้องของเธอเป็นคำตอบของทุกสิ่ง  แม้เด็กสาวจะสำนึกผิดแล้ว   แต่ผลร้ายที่เกิดขึ้นไม่อาจย้อนคืนมาได้แต่อย่างใด  ลุกซ์หันไปหาคีเรน  พบว่าหญิงสาวเพียงยิ้มและเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้นาโอลิน  รอยยิ้มของคีเรนยามนี้อ่อนโยนราวกับพี่สาวที่แสนดี   ดวงตาสีเพลิงไม่ได้เย็นชากับเธออีกต่อไป

                “ขอโทษค่ะ  ข้า...ข้าพี่ลุกซ์สูญเสียความเชื่อใจที่มีต่อท่าน  ข้าทำให้เขาเกือบต้องตายเพราะไม่มีท่าน  ข้าขอโทษ”

                “ไม่เป็นไร...” คีเรนลูบวางมือลงบนศีรษะของนาโอลินอย่างเอ็นดู “ความผิดของเจ้า  กีเรียสชดใช้ให้ข้าหมดแล้วล่ะ  ข้ารู้นะว่าที่เจ้าทำไปไม่ใช่แค่ห่วงพี่  แต่เจ้าก็กลัวว่าลุกซ์จะถูกพี่ชายฆ่าตายด้วยใช่ไหม?”

                ใบหน้าของเด็กสาวขึ้นสีเรื่อ  ในขณะที่เจ้าตัวเองก็ทำหน้าไม่ถูก  ความโกรธในใจของลุกซ์จึงบรรเทาลงไปกว่าครึ่ง  คีเรนละสายตาไปจากเด็กสาว  มองไปยังจอมมารที่หายใจรวยริน  บาดแผลของเขากว้างขึ้น  รอบแผลมีแสงสว่างโอบคลุมอยู่ราวกับกระดาษติดไฟ  ดูเหมือนแสงนั้นจะค่อยๆ กัดกินเขาไปเรื่อยๆ  แต่เจ็บปวดหรือไม่นั้น  เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยปากร้องเลย

                “กีเรียส  ทุกอย่างใกล้จบแล้วล่ะ  ขอบคุณที่ช่วยข้านะ” ดวงตาที่ปิดไปนานลืมขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้นัยน์ตาของเขาไม่ใช่สีนิลอีกแล้ว  แต่กลับเป็นสีฟ้ากระจ่างเหมือนของนาโอลิน  บัดนี้ มันดูเลื่อนลอยจนน่ากังวล

                “อย่าขอบใจข้าเลย” กีเรียสยิ้มอ่อนๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่า  ยิ่งพูดก็ยิ่งหอบเหมือนการพูดต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีกว่าจะได้แต่ละคำ “เจ้าเกือบตายเพราะน้องสาวข้า  คนทั้งดินแดนเกือบต้องทนทุกข์เพราะความเห็นแก่ตัวของเธอ  ข้าแค่ชดใช้แทนน้องเท่านั้น”

                น้ำตาคลอหน่วงในดวงตาสีเพลิงของภูตสาว  เธอส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ใช่อย่างนั้น  จอมมารกระอักเลือดออกมา  แสงบาดแผลคลุมทั้งร่างของเขาอย่างรวดเร็ว  กีเรียสร่างสลายเป็นผุยผง  ถึงกระนั้นเขาก็ยังยิ้ม  อะไรบางอย่างทำให้เขาพูดได้ง่ายขึ้นทั้งที่หายไปครึ่งตัวแล้ว

                “เวทย์แห่งแสง...เจ้าต้องฝืนใช้มันเพื่อข้า  ข้า...ขอโทษ”

          “ลาก่อนนาโอลิน  ส่วนเจ้าลุกซ์...ฝากน้องสาวของข้าด้วย  ขอโทษที่การมีอยู่ของข้าทำให้เจ้าเดือดร้อน”

 

                จบแล้ว...

            ทุกอย่างจบลงแล้วจริงๆ จอมมารจากไปแล้ว  ไม่ช้าภัยพิบัติจะหายไป  ทุกสิ่งจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ  แต่ในขณะนี้  ในห้องโถงที่พังพินาศเพราะการต่อสู่  มีเพียงเสียงร้องไห้ของนาโอลิน  ลุกซ์ที่ใจแข็งได้ไม่นานกอดเธอไว้ด้วยความสงสาร   แม้จะชวนปวดใจไม่น้อย  แต่คีเรนก็ยังยิ้มอยู่ดี

                เวลาของเธอก็เหลืออีกไม่มากแล้วเช่นกัน

                 อุบ!

          คีเรนอาเจียนออกมาเป็นเลือดแทบในทันที  ทั้งลุกซ์และนาโอลินถลาเข้ามาประคองเธอเอาไว้  คีเรนอาเจียนออกมาเป็นเลือดกอลใหญ่อีกสองสามครั้ง  ลุกซ์ก็รวบเธอมากอดแนบอก  คีเรนหลับตาพริ้มรับไออุ่นนั้น  หวังให้มันติดตามเธอไป  แม้ยามเธอจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

                “คีเรนๆ เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ  ข้าทำใจไม่ได้  ถ้าต้องเสียเจ้าไป”

                “ท่านคีเรน”

                “ลุกซ์...ข้า...ไม่ไหว...แล้วล่ะ  ข้า...อดทนมานานแล้ว”

          “คีเรน! เจ้ากำลังจะหายไป” คีเรนยกมือเปื้อนเลือดของตนขึ้นมาดู   ผิวกายของเธอเริ่มโปร่งแสง  เลือดที่ไหลออกจากตา  ปาก และจมูกไหลออกมามากจนอาบเกราะสีเงินให้แดงฉาน  แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงยิ้ม  ยิ้มอย่างสดใสและอ่อนหวาน  แม้พลังชีวิตจะลดลง  น่าแปลกเหลือเกินที่เธอยังคงเปล่งประกายงดงามโดยที่เธอไม่รู้ตัว  ดูคล้ายกับแสงอาทิตย์จริงๆ สมชื่อ

                สำหรับคีเรน...เธอแค่มีความสุข

                ในการจากลาอันน่าเศร้านี้  คีเรนได้แสดงด้านที่ไม่มีใครเคยเห็นออกมาแล้ว  ไม่มีความอวดดีเข้มแข็ง  ไม่ได้เจิดจ้าเพื่อกันผู้อื่นไม่ให้เข้าใกล้  แต่กลับอบอุ่น  ส่องสว่างอย่างอ่อนโยน 

                เสียงร้องไห้ของใครคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ ร่างที่กอดคีเรนไว้สั่นสะท้าน   ร่างภูตของคีเรนสะดุ้งวาบเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนของหยาดน้ำตา  ลุกซ์กำลังร้องไห้...เขากำลังเสียน้ำตาให้กับเธอ  ราวกับจะยืนยันว่าเธอสำคัญกับเขาแค่ไหน   ทว่าคีเรนไม่ได้ดีใจเลยสักนิด   ตรงกันข้าม...หญิงสาวรู้สึกปวดแปลบในอก

                เธอพยายามปกป้องเขาสุดชีวิต  เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขได้   น้ำตาของเขา  คีเรนไม่เคยต้องการ

                “อย่าร้องไห้น่าลุกซ์  ข้าจะไปแล้ว  อยากเห็นคนที่ข้ารักยิ้มส่งมากกว่านะ” ภูตสาวยกมือขึ้นลูบแก้มของชายหนุ่ม  ปาดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา  แต่หยดน้ำใสก็ยังพรั่งพรูออกจากแววตานั้น  ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดไป

                “ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...เจ้าเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

                “ข้าไม่อยากบอกเจ้าเลยให้ตาย แค่กๆ!” หญิงสาวไปสองสามครั้ง  ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด  ด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง  เธอเล่าให้เขาฟังเรื่องกฎของอาวุธศักดิ์สิทธิ์และจอมมาร   จอมมารจะถือกำเนิดขึ้นในทุกหนึ่งร้อยปีเพื่อรองรับความมืดของโลกใบนี้  การมาของเขาจึงเต็มไปด้วยภัยพิบัติมากมาย  

                ใช่...สาเหตุที่กีเรียสเป็นจอมมารไม่ใช่เพราะเลวทรามต่ำช้า  แต่เพียงแค่ถูกเลือก

                เขาตายไม่ได้จนกว่าผู้กล้าจะใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ฆ่า  แต่อีกด้าน...อาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็มีกฎเช่นกัน

                “กฎ?” ลุกซ์ทวนคำซ้ำ  คีเรนได้แต่พยักหน้าช้าๆ รอยยิ้ม  เธอรู้สึกว่านาโอลินเคลื่อนเข้ามานั่งใกล้เธอมากขึ้น   ทั้งยังบีบมือเธอเอาไว้  แม้ว่ามันจะเย็นชืดและเริ่มซีดจางอย่างไร้ตัวตน

                “เจ้าเป็นอย่างนี้เพราะกฎอันเข้มงวดบ้าๆ นั่นหรือใช่หรือไม่  ตั้งแต่ตอนที่ข้าไล่เจ้าไปอย่างนั้นหรือ” ลุกซ์ถามเสียงสั่น

                “ไม่ใช่เลย... การที่เจ้าไม่ต้องการข้า  มันเพียงทำให้อาวุธศักดิ์สิทธิ์อื่นหายไป  เพื่อพบกับนายใหม่ที่ต้องการตน  แต่ข้าไม่เหมือนกัน  จำได้หรือไม่ลุกซ์...ที่เจ้าถามข้า...ตอนที่ข้าเปลี่ยนรูปร่างอาวุธ”

        “เจ้าบอกว่าอาจมีแต่เจ้าเท่านั้นที่ทำได้”

                “เพราะมันคือการฆ่าตัวตายอย่างไรเล่า  ภูตวีรชนตนอื่นคงไม่ทำกันหรอก   ข้าฝืนกฎของท่านผู้สร้าง  แม้จะยังอยู่  แต่พลังชีวิตก็ถูกลดทอนไปเรื่อยๆ  เมื่อเจ้าบอกว่าไม่ต้องการข้า  พันธะสัญญาของข้ากับเจ้าจึงถูกทำลายได้ง่ายดายนัก   พลังของข้าหายไปตอนนั้นล่ะ  ที่ข้ายังอยู่ได้เพราะกีเรียสเรียกข้ากลับมา  ไม่ช้าข้าก็ต้องหายไป”

                น้ำตาที่หยดรดผิวกายของคีเรนมากขึ้น  พร้อมกับวงแขนของลุกซ์ที่กระชับแน่นขึ้น  “ขอโทษ  ข้าขอโทษ  เป็นข้าเองที่ทำร้ายเจ้า  ฮึก...เป็นข้า  ทั้งที่เจ้ารักข้าถึงเพียงนี้  แต่ข้ากลับไม่เคยมองเห็นความรักของเจ้า ขอโทษที่ข้ารักเจ้าไม่ได้”

                “อย่าขอโทษเลย...ทุกอย่างเกิดจากข้าเอง  ข้ารู้ว่าสักวันเจ้าจะเสียใจที่ข้าทำเช่นนี้  แต่ข้าก็ยังทำ  เพราะไม่อยากเจ็บปวด  อภัยให้ความเห็นแก่ตัวของข้านะ  ลุกซ์...เรื่องที่เจ้ารักข้าไม่ได้  เจ้าอย่ากังวลไปเลย  ข้าดีใจที่เจ้าไม่รักข้า  ข้าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกของเจ้ามาตั้งแต่ต้น  แค่ให้ข้ารักเจ้าได้ก็เพียงพอแล้ว  ข้ามีความสุข...แล้วล่ะ”
       
      คีเรนทนไม่ไหวอีกแล้ว   เธอทนไม่ไหวอีกแล้ว  ความเจ็บปวดราวกับร่างของเธอถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ  เจ็บจนต้องกรีดร้องออกมา  หยาดน้ำตาพรั่งพรูอาบแก้มเจือกลิ่นคาวเลือด  หญิงสาวเริ่มดิ้น  ดิ้นจนจะหลุดจากอ้อมกอดนั้น  แต่เธอยังกอดรั้งเขาไว้  อย่างน้อยถ้าจะหายไป...เธอก็อยากหายไปในอ้อมกอดนี้  อ้อมกอดที่เธอไม่มีวันได้ครอบครอง

                ดวงตาพร่าเลือนพยายามเพ่งมองชายที่รักให้ชัดที่สุด  เห็นเพียงรางๆ ว่าเขาปวดร้าวเพียงใด  แต่เธอก็รู้ว่าเขาจะลืมเธอไปในไม่ช้า  
                คีเรนไม่เคยเสียใจที่รักเขา  ความรักที่มี  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำให้เขา  จะเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอเคยมีอยู่  ในเศษเสี้ยวชีวิตของเขา  เธอไม่ใช่คนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป   ขอเพียงแค่นั้น  ขอเพียงพื้นที่เล็กน้อยในความทรงจำของเจ้า...ข้าขอแค่นั้นจริงๆ

                “ท่านคีเรน  ข้าไม่คิดเลยว่าการกระทำของข้าจะทำร้ายท่านถึงเพียงนี้  ฮึก..ขอโทษนะคะ”

                คีเรนพยายามทำตัวให้เป็นคีเรนดังเดิม  เธอพยายามไม่เอาความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจมาเป็นอารมณ์  ตลอดมา  แม้รู้ว่าเธอกำลังแตกสลายก็ไม่ยอมร้องไห้   ไม่ให้ลุกซ์รู้ว่าเธอเจ็บปวดใจแค่ไหน   เธออยากให้เขาสบายใจว่าเธอจากไปอย่างมีความสุข

          คล้ายกับพันธะนาการในร่างกายที่กำลังดับสูญนี้ถูกปลดออก  ความเจ็บปวดที่หนักอึ้งหายไป  ความรู้สึกเบาโหวงเข้าแทนที่   บางทีก่อนกีเรียสจากไปเขาคงรู้สึกแบบนี้  

            “หมดเวลาขอโทษแล้ว  ข้าไม่โกรธใครหรอก”

              “ท่านคีเรน...ข้า  มีอย่างหนึ่งจะบอกท่าน  ถึงท่าจะเป็นเพียงจิตวิญญาณ  ถึงท่าจะไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงบนโลกนี้  แต่หัวใจรักของท่านเป็นของจริง  ...ไม่เปลี่ยนแปลงและจะไม่หายไปไหน”

                ลุกซ์รับรู้ได้ถึงวาระสุดท้ายของหญิงสาว  ร่างกายของภูตที่เขาโอบกอดไว้ซีดจางจนไม่อาจสัมผัส  ไม่อาจทำได้แม้ปลอบประโลมสหายร่วมตายที่กำลังจะจากไป

                คีเรนมองเขาอย่างเจ็บปวด  ดูเหมือนท่านผู้สร้างจะไม่เมตตาเธอสักเท่าไร  หรือไม่ก็เพราะเขาไม่ใช่ของเธอมาตั้งแต่ต้น  ความรู้สึกชารุกไล่มาเรื่อยๆ จนเกือบตลอดร่างพร้อมกับร่างที่กลายเป็นฝุ่นผงทำให้หญิงสาวยิ้มเศร้า  คำพูดสุดท้ายของเธอถูกเปล่งออกมาอย่างไร้เสียง

                ข้ารักเจ้า  ลาก่อน

                ลุกซ์เหมือนจะจำคำพูดของเธอได้  เขาฝืนยิ้ม  ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักทีเดียวกว่าจะยิ้มออกมาได้  หวังส่งหญิงสาวให้จากไปอย่างสงบ  

                “ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง  ลาก่อน...สหายที่รักยิ่งของข้า”

             ร่างของคีเรนหายไปแล้ว  ไร้ร่องรอยว่าเคยมีอยู่  ปราสาทใหญ่ยิ่งตกสู่ความอ้างว้าง  ความโศกเศร้าจากการสูญเสียครอบคลุมหัวใจของคนที่เหลืออยู่ให้โศกเศร้าไม่ต่างกัน   ลุกซ์และนาโอลินมองหน้ากันอย่างเงียบงัน  ก่อนที่ลุกซ์จะปาดน้ำตา  เก็บดาบของตนขึ้นมา  และเดินไปประคองเด็กสาวให้กลับไปด้วยกัน

                ปราสาทจอมมารถล่มลงมาเหลือเพียงซากปรักหักพังทันทีที่ทั้งสองมาถึงระยะปลอดภัย  ไม่นานมันคงหายไปจากความทรงจำของผู้คนเช่นเดียวกับภูตวีรชนอย่างคีเรนและจอมมารกีเรียส   หิมะเริ่มละลายแล้ว  แสงอาทิตย์แรกส่องกระทบโลกสีขาว  ราวกับมีใครนำสีทองที่งดงามบริสุทธิ์ระบายลงบนกระดาษ 

                ความงดงามนี้...ที่คีเรนเหลือไว้ให้พวกเขา

                ลุกซ์มองอย่างปวดใจ  พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ถึงขีดสุด   คีเรนที่เมื่อก่อนร้ายกาจนัก  เข้มแข็งจนไม่น่าจะมีอะไรชนะเธอได้  ทว่าเลือกจะตายเพราะความรักที่เธอมีให้เขา  ยอมจะถูกเขามองว่าไม่น่ารัก  เพื่อสอนให้เข้มแข็งขึ้น

                เจ้ามันบ้าจริงๆ  เป็นเพื่อนที่บ้าที่สุดเท่าที่ข้าจะมีได้เลย
                ไม่มีเสียงของเจ้า  โลกของข้านี้ก็ขาดสีสันไปกว่าครึ่งแล้ว

                ลุกซ์เงยหน้ามองลำแสงนั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างที่คีเรนชอบ  ดวงตาสีอำพันอ่อนโยนไม่แพ้แสงทองแรกนั้น 

                ขอบคุณสำหรับความรักของเจ้า  สหายที่ข้ารักที่สุด...  เจ้าน่ะมีตัวตนเสมอนะคีเรน  อย่างน้อยก็ในหัวใจของข้า

                            THE END


 

                

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เฌอกาล จากทั้งหมด 7 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 00:32
    เศร้ามากอ่ะ สรุปว่า ลุกซ์ไม่เคยรักคีเรนในฐานะผู้หญิงคนนึงเลยใช่มั้ย เป็นแค่เพื่อนจริงๆเหรอ T^T ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะคะที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆให้อ่านกัน เป็นกำลังใจให้ค่ะ แล้วอย่าลืมสร้างสรรค์ผลงานออกมาอีกเยอะๆนะคะ
    #2
    0
  2. วันที่ 13 มีนาคม 2557 / 23:34
    น่าติดตามมากเลยค่ะ

    อยากอ่านต่อมากน่ามีต่อจัง

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 13 มีนาคม 2557 / 23:37
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 13 มีนาคม 2557 / 23:38
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 13 มีนาคม 2557 / 23:43
    #1
    0