บทความผีเข้าของ B 13 s.t

ตอนที่ 16 : CUBIC FINAL ภาคพิเศษ(2)(จบ) (ก่อนรีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59,497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 306 ครั้ง
    21 ก.ย. 56



           “เดนีส เจมส์ คาเว่น?”
 

ขา ยาวๆ ที่เพิ่งก้าวลงจากรถคันหรูชะงักไปครู่ทันใดกับคำทักของหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าคมจำต้องมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนหรี่นัยน์ตาถาม เธอจำได้แล้วงั้นเหรอ

 

นาค เพียงกลอกตาไปมองด้านหนึ่งคล้ายครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนหมุนนัยน์ตากลับมาจ้องใบหน้าหล่อเหลานั่น ไม่เชิง... แดนกับหลานเซ่อเล่าเรื่องนายให้ฉันฟังแล้ว และพอเห็นหน้านายชัดๆ เมื่อกี้ เรื่องนายก็วูบเข้าหัวฉันช่วงหนึ่ง
 

 “ช่วง ไหนร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มนิดๆ น่ามองคล้ายคาดหวังในบางสิ่งจากความทรงจำของนาค เมื่อการที่เธอจำเรื่องของเขาได้ไวขนาดนั้น อย่างน้อยมันก็หมายถึงสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นผูกสัมพันธ์ใหม่... เขาอาจเป็นชาวคริสต์ที่ดี แต่เขาไม่ใช่พระรองแสนดีที่จะคอยหนุนให้คนที่ตัวเองรักไปสมหวังกับคนอื่น ตราบที่เธอยังไม่แต่งงานไปจริงๆ หรือยังไม่มีอะไรผูกมัดเป็นรูปธรรม แม้จะพอรู้ว่าพวกเขาจดทะเบียนสมรสกันไปแล้ว แต่มันก็แค่ชื่อปลอมเธอที่จดขึ้นทะเบียนไป แต่ตัวตนของฤทัยนาคจริงๆ นั้น ไม่มีอะไรผูกมัดเลยสักอย่าง หรือต่อให้มีสัมพันธ์ทางกายกับหลานเซ่อไปแล้วเขาก็ไม่สน(แต่ที่รู้คือเจ้า หล่อนยังไม่มีแน่นอน) ดังนั้นสิ่งเดียวจริงๆ ที่จะผูกมัดตัวนาคไว้กับหลานเซ่อได้ก็เหลือแค่การเข้าพิธีสาบานตนแสน ศักดิ์สิทธิ์นั่น แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงเวลานั้นอยู่ดี  ซึ่งก็หมายความว่าเขายังมีสิทธิในการไล่ตามหญิงสาวที่ชื่อฤทัยนาคอยู่โดยไม่ผิดทั้งทางด้านหลักศาสนา หรือผิดทางด้านสังคม

 

หากความคิดทั้งหมดกลับเหมือนถูกเบรคกลางอากาศ เมื่อเจ้าหล่อนตอบมาง่ายๆ ว่า ช่วงนายเอาปืนจ่อหน้าฉันบนเรือที่ไหนสักลำน่ะ

 

ใบ หน้าคมแทบหุบยิ้มลงสนิททันที... ทั้งทีคิดว่าอย่างน้อยช่วงที่เธอยังมีความทรงจำทุกอย่างไม่ครบ เขายังอาจมีโอกาสแทรกแซงช่องว่างระหว่างเธอกับมาเฟียหนุ่มตรงนั้นได้บ้าง แต่คำตอบเจ้าหล่อนเมื่อกี้ไม่ได้ส่งเสริมโอกาสนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

เธอ นี่มันเลือกจำได้แต่อะไรดีๆ จริงนะชายหนุ่มชาวอังกฤษอดประชดกลับไม่ได้ อารมณ์ที่เห็นหน้าเธอตอนแรกกับยามนี้ชักจะไม่ต่อกันแล้ว เมื่อเธอไม่ให้ความร่วมมือเลย

 

ก็ฉันจำได้แบบเนี่ยนาคไหวไหล่ตอบ ก่อนถามกลับว่า ว่าแต่นายมีธุระอะไร

 

ท่า ทางของนาคดูห่างเหินมากกว่าเดิมชัดเจน แถมยังมองเขาอย่างระแวดระวังเหมือนพร้อมเล่นงานเขากลับทุกเมื่อ หากเขาทำท่าจะเป็นศัตรูกับเธอ เพราะเขาสังเกตุแล้วว่าเจ้าหล่อนเริ่มมองซ้ายมองขวา ดูข้างหน้าข้างหลังตนเหมือนหาทางหนีที่ไล่ พร้อมริมฝีปากนั่นก็ขมุบขมิบพึมพำบางอย่างเหมือนกำลังคำนวณอะไรในหัวอย่าง รวดเร็ว... นั่นมันท่าทีของผู้หญิงที่มีชายหนุ่มมาตามตื้องั้นเหรอ

 

ปกติ คนสมองเสื่อมมันต้องหัวอ่อน และพูดง่ายกว่านี้ไม่ใช่รึไง เดนีสต้องเปรยขึ้น เมื่อไม่สบอารมณ์นิดๆ กับปฏิกิริยาโต้ตอบของนาค... เหมือนเธอจะชินกับการต้องเอาตัวรอดจากศัตรูที่หมายหัวจนแยกท่าทางผู้ชายที่ แอบชอบ กับผู้ชายที่อยากฆ่าเธอไม่ออก

 

ฉัน แค่สูญเสียความทรงจำบางส่วน ไม่ได้หัวกระเทือนแล้วปัญญาอ่อน นาคว่าพร้อมสายตายังหมุนมองหาทางหนีที่ไล่เผื่อเหตุฉุกเฉินต่อ ก่อนสำทับว่า อีกอย่างเคสฉัน ไม่ได้เรียกว่าสมองเสื่อม... และความจำเมื่อกี้ในหัวฉัน ก็คือนายเอาปืนจ่อหน้าฉันอยู่

 

คน ฟังต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ปกตินาคก็ชอบวิ่งหนีเขาอยู่แล้ว จนเขาต้องคอยระวังเรื่องการเข้าหา ชนิทที่ไม่เคยอดทนให้ใครแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้กลับยิ่งต้องรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เธอระแวงมากขึ้นไปอีก

 

หลาน เซ่อ หรือเพื่อนเธอที่ชื่อแดนได้บอกแน่รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร เดนีสต้องถามอย่างข้องใจ และหงุดหงิดนิดๆ กับสายตาของนาคที่มองเขากลับมา

 

บอก... ส่วนใหญ่เป็นแดนบอก แต่หลานเซ่อแทบไม่พูดถึง

 

ดูเหมือนคนเป็นมาเฟียจะไม่อยากยัดเรื่องเขากลับเข้าไปในหัวของนาคสักเทาไหร่... แต่ถ้าเป็นเขา ก็คงทำไม่ต่างกันนัก...

 

งั้น ก็ควรรู้ไม่ใช่รึไงว่าฉันมาหาเธอเพราะอะไร ครั้งนี้ร่างสูงสง่ากล้าก้าวเข้าหาคนอ่อนวัยกว่ามากขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าธรรมดาคลายความระแวงลงเล็กน้อย เมื่อเธอก็พอตระหนักได้ว่าเขาคงไม่ใช่ศัตรูด้วยสิ่งที่เคยฟังมาจากเพื่อนตน

 

ใช่... แต่ไม่แน่ใจ” ... ความจริงคือเธอไม่เชื่อเลยต่างหาก  แค่เรื่องหลานเซ่อตอนนี้ก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่ดูเป็นชายหนุ่มคาสโนว่ามาดผู้ดีขนาดนี้โอกาสความเป็นไปได้มัน ยิ่งกว่าศูนย์เปอร์เซ็นต์ซะอีก 

 

ทว่า เดนีสเดาความคิดนาคออกได้ทันที เขารู้จักนิสัยเด็กนี้มาเกือบหนึ่งปี และย่อมรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีทางเชื่อว่าเขาคิดยังไงกับตัวเองง่ายๆ ซึ่งทำให้เสียงทุ่มต่ำเป็นฝ่ายหยั่งเชิงว่า ไม่แน่ใจ... เหมือนเรื่องหลานเซ่อ?”

 

นาคชะงักไปนิดกับการถูกจี้ใจดำ แต่กระนั้นก็เอ่ยถามกลับไปสีหน้ายุ่ง “... นายรู้ไดยังไง

 

ไม่งั้นเธอคงไม่มาอยู่ที่นี่คนเดียวเสียงทุ้มต่ำตอบราบเรียบ อย่างแสดงชัดว่ารู้นิสัยเธอดีขนาดไหน

 

เป็น อีกครั้งที่นาคยืนเงียบกริบ ไม่มีคำปฏิเสธ และเปลี่ยนเป็นก้มมองปลายรองเท้าคู่เก่าของตนด้วยท่าทางสำนึกผิดผสมลำบากใจ กับเรื่องนี้ ซึ่งปฏิกิริยาโต้ตอบนั่น ก็ทำให้ร่างสูงสง่าอดกล่าวเน้นชัดขึ้นอีกครั้งไม่ได้ว่า อีกอย่าง เธอน่ะ เป็นประเภทชอบทำให้คนอื่นเจ็บโดยไม่รู้ตัวนะ รู้ไหม

 

ประโยค บอกเล่ากึ่งตำหนิจากชายหนุ่มชาวอังกฤษทำให้คนฟังต้องถอนหายใจแรงๆ พร้อมกลอกตาขึ้นข้างบนเล็กน้อย ก่อนเป็นฝ่ายท้วงบ้าง รู้ไหม... ฉันรู้แค่ว่าตลอดสิบเจ็ดปี ฉันไม่เคยมีแฟน หรือมีใครมาชอบ... ความจริงหลายคนพยายามตีตัวออกห่างฉันด้วย และฉันก็ยุ่งอยู่กับการทำงานให้พ่อ และพอมาถึงฮ่องกงก็คือก้มหน้าก้มตาทำงานใช้หนี้หลานเซ่อ ซึ่งเขาก็ไม่ต่างจากนาย คือเคยเอาปืนจ่อหน้าฉันมาแล้วเหมือนกัน เธอร่ายยาวก่อนหันมาที่คนตัวสูงกว่าข้างตัว แล้วลองคิดว่าอยู่ดีๆ วันหนึ่ง เราตื่นขึ้นมา แล้วเจอว่าคนที่เคยเกลียดเราจนจะฆ่าเราได้ถึงสองคน ดันมาบอกว่ารักเรา... เป็นนายจะทำยังไง นายจะเชื่อแบบสนิทใจเลยงั้นเหรอ

 

ทุกอย่าง ตกอยู่ในความเงียบระหว่างหญิงสาวชาวไทยกับชายหนุ่มชาวอังกฤษพลันเมื่อสิ้นคำถามนั่น พวกเขาปล่อยให้เสียงผู้คนและรถที่จอแจลอยวนอยู่รอบตัวพักใหญ่ แต่ไม่นานใบหน้าคมที่วางนิ่ง ก็จริงจังขึ้นจนแทบมีบรรยากาศกดดันนิดๆ ยามมองคนตัวเล็กกว่า พลางเอ่ยขึ้นใหม่ช้าๆ ว่า ถ้าฉันตื่นขึ้นมา แล้วพบว่า... เธอรักฉัน...

 

นาคถึงกับสะดุ้งนิดๆ กับคำกล่าวนั่น เมื่อรู้สึกเหมือนกับว่าตนโดนเขาสารภาพรักโต้งๆ กลางถนนจนแทบทำตัวไม่ถูกไปวูบหนึ่ง ทว่าเดนีสก็ยังคงเอ่ยเนิบช้าด้วยแววตาสีฟ้าที่สบประสานเข้ามาใกล้ขึ้น ฉันคงยอมทุกอย่างให้มันเป็นแบบนั้น... ไปตลอด”  

 

ครั้ง นี้นาคกลายเป็นฝ่ายที่ต้องหยุดมองใบหน้าคมงดงามนั่นนิ่ง ยามที่เห็นเงาแห่งความหมองเศร้า อ่อนล้าฉาบทับนัยน์ตาสีฟ้าที่สบลงมาในระยะเพียงเอื้อมมือ  ครั้งนี้เธอไม่ได้เบียงตัวหลบการเข้าใกล้ของร่างสูงสง่า ทว่ากลับจับจ้องใบหน้าของเขาราวถูกสะกดไปครู่ ก่อนจะฉายความลำบากใจกึ่งสำนึกผิดมาให้ร่างสูง พลางกล่าวขึ้นไม่เต็มคำนัก

 

เอ่อ... คือ... อย่าทำหน้าแบบนั้นได้ไหม นาคแสดงความเว้าวอนชัดเจนใส่ชายหนุ่มชาวอังกฤษ และเขาคงยิ้มกว้างได้กับท่าทางขอร้องแบบนั้น หากเจ้าหล่อนไม่ต่อถ้อยคำแผ่วเบานั่นว่า มันเหมือน... หลานเซ่อเลย

 

เพราะ เดนีสมีใบหน้าที่คลายจนเกือบเหมือนมาเฟียหนุ่ม เวลาที่เขาแสดงสีหน้าอ้างว้างและเจ็บปวดแบบนั้น มันเลยเห็นภาพคนอีกคนที่เธอวิ่งหนีซ้อนทับขึ้นมาในทันที... จนเธอแทบทนมองมันไม่ได้

 

ยังจะสงสัยอะไรหนักหนา... เมื่อในหัวตัวเอง ก็มีแค่เรื่องคนๆ เดียวตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่รึไง

 

ชาย หนุ่มชาวอังกฤษต้องถอนหายใจเมื่อยามนี้รู้แล้วว่า... มันไร้หนทางสิ้นดี เด็กตรงหน้าเขาสัตย์ซื่อเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง แม้ไม่มีความทรงจำส่วนนั้นก็ตาม... เดนีสเลือกจะเบี่ยงหน้าตนไปอีกทางตามคำขอ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยอะไรกับเด็กข้างตัว เขาก็เห็นเธอเดินกึ่งวิ่งไปหยอดเหรียญกดน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งจากตู้น้ำใกล้ๆ ก่อนเดินกลับมาหาเขาด้วยสีหน้าที่ยังไม่หายกังวล

 

เอานี่!” นาคว่าพร้อมยืนกระป๋องน้ำอัดลมเย็นๆ ที่เพิ่งกดมาให้ และเสนอขึ้นทันใด อาจทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ได้มั้ง... ขอโทษที่ทำให้รู้สึกไม่ดีตอนแรกน่ะนะ

 

มือ ใหญ่ข้างที่กำกุญแจรถตนอยู่ต้องกำแน่นขึ้นจนเป็นบีบน้อยๆ ยามเมื่อใบหน้าธรรมดาของคนตรงหน้ากลับมาฉายรอยยิ้มกว้างให้เหมือนเป็นการขอโทษง่ายๆ พร้อมกระป๋องน้ำในมือ...

 

ไม่มีอะไรมากมาย ไม่มีพิธีรีตอง รอยยิ้มนั้นก็ไม่ได้น่ามอง หรือทำให้เธอดูน่ารักขึ้น... ทว่ามันจริงใจ และสว่างไสวจนทำให้กลางอกกระตุกวาบ และปวดหนึบในเวลาเดียวกัน...

 

มือ เรียวแข็งแรงต้องรับกระป๋องน้ำเย็นเฉียบจากนาคราวถูกบางสิ่งดึงดูดมากกว่า ต้องการมันจริงๆ ก่อนเขาจะยกยิ้มนิดๆ ทว่ามันก็ยังเจือด้วยความเงียบเหงาเบาบาง พร้อมเสียงทุ้มต่ำจะเปรยขึ้นเป็นนัยอย่างเสียไม่ได้ว่า

 

เธอนี่มัน...เก่งเรื่องทำคนอื่นเจ็บโดยไม่รู้ตัวจริงๆ นะนาค

 

ปี๊ด!

 

เสียง แตรรถที่ดังขึ้นบนถนน เรียกให้ทั้งนาคและเดนีสตวัดใบหน้ากลับไปที่ต้นเสียง ก่อนเห็นรถเต่าสีขาวจอดแทบประชิดท้ายรถออดี้เปิดประทุนคันงาม พร้อมเจ้าของหน้ากวนอารมณ์ภายในรถเต่าก็ชะโงกมากล่าวกับร่างสูงสง่าเสียงดังลั่น

 

ตรงนี้เขาไม่น่าจะให้จอดหรอกนะ อยากโดนตำรวจซิวรถหรูๆ รึไง!”  

 

แดนนี่ ทาร์เปียเดนีสขบกรามพูดรอดไรฟันทันใด ยามต้องมาเจอชายหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ที่หาเรื่องขัดขาเขามาตั้งแต่ตอนนาคยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ... นี่แม้แต่มาถึงฮ่องกงแล้ว มันก็ยังตามมารังควานได้ไม่เลิกอีกงั้นเหรอ

 

หาก แต่แดนไม่คิดสนท่าทางเอาเรื่องนั่น ซ้ำยังย้ำคำถามเดิมด้วยรอยยิ้มเหยียดนิดๆ สรุปว่าจะขยับรถไหม ไม่งั้นฉันเรียกตำรวจนะจบคำก็บีบแตรรถตนอีกรอบ เรียกสายตาจากฝูงชนแถวนั้นให้หันกลับมาสนใจที่ตนได้ทันที และสร้างความอึดอัดให้ชายหนุ่มชางอังกฤษมากขึ้นไปอีก จนเขาต้องชักสีหน้าคุกรุ่นเดินกลับมาที่รถของตนอย่างเสียไม่ได้

 

ทั้งที่บอกเองว่าตรงนี้ห้ามจอด แต่เจ้าตัวแสบตรงหน้าก็ยังมาจอดจี้หลังรถเขาอย่างไม่แยแสว่าตรงนี้ห้ามจอดอย่างปากว่า

 

และ ทันทีที่ร่างสูงสง่ามาถึงรถของตน เขาก็ตวัดนัยน์ตาสีฟ้าคมกริบ ไปจ้องใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มอ่อนวัยกว่า ที่ยังฉีกยิ้มหน้าตายส่งมา ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเปรยเฉียบ นายจงใจใช่ไหม

 

แดน เพียงไหวไหล่นิดอย่างน่าหมั่นไส้ในสายตาคนมอง ก่อนตอบ แล้วคิดว่าที่นายยังมีลมหายใจมายืนคุยกับยัยนั้นได้หลายนาที แถมอยู่ใกล้ได้ขนาดนั้น มันเพราะว่านายฟลุ๊คโชคดีรึไง... นี่มันฮ่องกง ถิ่นใครนายก็น่าจะรู้มันราวเป็นคำเตือนที่ตะโกนใส่หน้าเดนีสว่า ทุกย่างก้าวของเขามีสายตาของใครจับตามองอยู่ และเขาต้องรู้ตัวไว้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไรที่นี่... โดยเฉพาะการเข้าใกล้นาค

 

ซึ่ง จากท่าทางที่แสดงชัดว่าเจ้าของออดี้คันงามเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อ ก็ทำให้แดนต้องเอ่ยขึ้นใหม่อย่างยียวน แต่น้ำเสียงนั่นไม่มีการล้อเล่นเลยว่า หมอนั่นกลัวว่าเด็กน้อยของตัวเองจะยิ่งเตลิดหนักถ้ามาเอง แล้วอยากให้ยัยนั่นได้มีเวลาคิดส่วนตัวบ้างวันหนึ่ง เลยส่งฉันมารับตัวแทน... ดังนั้นฉันว่าหมดเวลานายอี๋อ๋อแล้วล่ะเดนีส เจมส์ คาเว่น

 

จะบอกว่าหลานเซ่อยอมปล่อยให้ฉันเข้าใกล้เด็กนั้นงั้นสิคำว่า หมอนั่นจากปากแดน เขาเดาได้ไม่ยากเลย

 

ฉันว่าน่าจะเป็นโอกาสให้พูดลามากกว่าให้มาไล่ตื้อแบบนี้น่ะนะแดนแก้ความเข้าใจผิดให้

 

เชื่อฟังหลานเซ่อดีจริงนะเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างประชดอย่างเหยียดหยามทันใด

 

ทว่าชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันกลับเหยียดยิ้มสูงขึ้น ก็ถ้ามันทำให้นายดิ้นเร้าๆ เรื่องยัยนั้นได้ ฉันก็ไม่เกี่ยง

 

เจ้านี้!...

 

โครก!

 

เสียง บางอย่างที่แทรกการทะเลาะของสองหนุ่มหยุดพวกเขาให้หันกลับสนใจได้ทันที ก่อนเห็นเจ้าของต้นเสียงยืนอยู่ไม่ไกล และกำลังยกมือถูท้ายทอยตนพร้อมยิ้มแหยๆ ส่งคืน

 

เอ่อ... โทษที เสียงท้องฉันเองน่ะนาคว่าด้วยท่าทางเก้อนิดๆ เดี๋ยวฉันไปหาอะไรกินก่อนแล้วกันนะ พวกนายกลับกันไปก่อนเลยก็ได้ บังเอิญฉันยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยน่ะ

 

จบ คำก็ทำท่าจะเดินผละจากสองหนุ่มไปอีกทาง หากแต่เสียงของเพื่อนต่างชาติเธอกลับตะโกนไล่หลังมาว่า เฮ้!... แล้วตรงนี้จะมีผู้ชายหล่อพ่อรวยถึงสองคนไปทำไม ถ้าเลี้ยงข้าวเย็นเธอไม่ได้น่ะ

 

นาคหันกลับมามองหน้าเพื่อนของตนทันใด พร้อมร้องถามอย่างไม่ค่อยเชื่อหู นายจะเลี้ยงเหรอ

 

บอกตรงๆ ว่าที่รู้จักแดนมา เห็นดูสปอร์ต เพลย์บอยแบบนี้ แต่ที่จริงขี้เหนียวไม่ใช่เล่นเลย...

 

เปล่า ฉันแนะนำร้าน หมอนี้จ่ายแดนตอบรวดเร็ว และโบ้ยภาระให้ชายหนุ่มชาวอังกฤษข้างรถเขาทันที แบบไม่คิดถามความเห็น เล่นเอาคนที่ยืนนิ่งอยู่ต้องตวัดใบหน้าฉับ มามองอย่างมีคำถามทันใด และแดนที่หันไปเห็นสายตาแบบนั้น เลยรีบโวยขึ้นก่อนซะเอง อะไร!... ไม่ดีรึไง โอกาสสุดท้ายนายแล้วนะ เลี้ยงฉันก็คือเลี้ยงยัยนั่น

 

ถ้า แค่นาคคนเดียวเขาคงไม่เกี่ยง แต่ทำไมต้องมีตัวพ่วงน่าโมโหติดไปด้วย แถมมันยังยื่นข้อเสนอแบบเอาดีเข้าตัวอย่างหน้าด้านๆ อีกต่างหาก แล้วเรื่องอะไรเขาต้องยอมให้ง่ายๆ ด้วย... คิดได้แบบนั้น เดนีสก็ถามกลับอย่างเอาเรื่อง แล้วทำไมนายไม่เลี้ยงเองล่ะ

 

ซึ่งแดนก็ตอบกลับทันทีว่า เพราะฉันรวย แต่ไม่ได้โง่ พ่อฉันไม่เคยสอนให้เอาเงินไปถลุงกับผู้หญิง หรือรถแพงๆ เอาโก้แบบนาย

 

คำ ย้อนครั้งนี้เล่นเอาคนฟังแทบอยากสวนกำปั้นใส่ใบหน้าที่เหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ สุดใจ แต่ก็ทำได้แค่ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน... ถ้าฆ่าคนแล้วไม่ผิดกฏหมาย ชายหนุ่มตรงหน้าคงเป็นคนแรกในลิสต์รายชื่อเขาแน่นอน...

 

นาค ที่เห็นชัดว่าสองหนุ่มตรงหน้าเริ่มเขม่นกันเข้าระดับอันตรายแล้ว จึงเสนอขึ้นตัดปัญหาแทนว่า เอ่อ...ฉันไปเองก็ได้... ฉันรู้จักร้านข้างทางเยอะ และมีเงินติดตัวในกระเป๋าอยู่...

 

ขึ้น รถซะ เราจะไปหาอะไรกินกันแต่ไม่ทันสิ้นคำ กลับกลายเป็นร่างสูงสง่าของเดนีสที่ประท้วงไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกเอ่ยสั่ง ดักคอเธอแทนอย่างฉับไว... ก่อนสุดท้ายต้องหลับตาลงระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายถึงที่สุดในการตัดสิน ใจครั้งนี้... ในการใจอ่อนให้เธอ

 

ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นแผนหาเรื่องแกล้งเขาของชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกัน... แต่เขาก็ปฏิเสธมันไม่ได้อยู่ดี...



                                                                     ******************


 

 

มืด มากแล้วตอนที่นาคมองออกไปนอกรถเต่าของเพื่อนตนที่อาสาขับมาส่ง หลังจากไปกินอาหารเย็น ในภัทตาคารหรูแถวถนนเวลลิงตันที่เคยติดหนึ่งในสิบห้าอันดับร้านดังของโลก
 

แบบคนเลือกจงใจกะแหกกระเป๋าเงินคนจ่ายชัดเจน ซึ่งถ้าไม่ใช่เดนีส คงมีกระเป๋าแหกจริงๆ เพราะแดนเล่นสั่งเมนูดัง ตั้งแต่ห่านย่างหนังกรอบ เนื้อเอ็นกรอบน้ำใส กุนเชียงตับห่าน ซุปหอยเป๋าฮื้อตุ๋น หูฉลาม และอื่นๆ อีกมากมายที่คำนึงราคาสูงก่อนรสชาติ และสั่งเต็มโต๊ะแบบไม่เกรงใจใครทั้งนั้น

 

เท่า ที่นาคสังเกตเห็น เดนีสคงไม่มีปัญหาเรื่องราคา แต่คงมีปัญหากับคนที่ตนต้องเลี้ยงมากกว่า เมื่อแดนกินล้างกินผลาญและเล่นนั่งนานจนร้านแทบปิด เพราะตอนออกมาก็เป็นเวลาห้าทุ้มกว่าๆ แล้ว และตลอดเวลาบนโต๊ะอาหารในมุมวีไอพีเฉพาะบุคคลนั่น เธอก็ได้แต่นั่งเกร็ง

 

ทั้งทีตอนแรกก็ยังนั่งกินอย่างมีความสุขกับเมนูติ่มซำหลากหลายอย่างก่อนอาหารที่สั่งจะมาเสิร์ฟ แต่บรรยากาศของอาหารอร่อยแสนชื่นมื่นก็ต้องชะงักลงทันทีที่เจ้าเพื่อนตัวดี ไม่รู้นึกครึ้มอะไรขึ้นมา อยู่ๆตอนจะคีบฮะเก๋าชิ้นโตเข้าปากตัวเอง เขากลับตวัดฮะเก๋าในมือพุ่งวูบใส่ปากเธอในจังหวะที่เธอกำลังอ้าปากเพื่อกินของตัวเองเหมือนกัน มันเป็นการป้อนที่มาเร็วและแรงจนเธอเกือบหงายหลังตกเก้าอี้ พร้อมแทบสำรักอาหารในปาก

 

แดนไม่อธิบายว่าทำไปทำไม ซ้ำยังคีบมาอีกชิ้นจ่อปากเธอต่อหน้าตาเฉย... แต่จะเรียกว่าหน้าตาเฉยคงไม่ได้ ต้องเรียกว่าหน้าตายิ้มแย้มจนน่าขนลุกมากกว่า และพอจะถามว่าทำอะไร ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันกลับสวนขึ้นก่อนว่า มันเสียน้ำใจไม่ใช่รึไง ถ้าไม่กินนะ’   

 

เจอท่าทางแสร้งกระเง้ากระงอนอย่างน่าขนลุกนั่นเข้าไปก็ทำให้เธอลำบากใจนิดๆ เลยคิดว่ากินไปซะคงจบเรื่อง

 

แต่พอเธออ้าปากฮุบเซี่ยวหลงเปาในตะเกียบแดนเท่านั้นแหละ เสียงคล้ายอะไรบดหนักๆ จากข้างตัวอีกฝังก็ดังขึ้น และกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นเสียงขบกรามอย่างอดกลั้นสุดกำลังของชายหนุ่มชาวอังกฤษ ขนมจีบกุ้งในส้อมบนมือเรียวแข็งแรงจากอีกฝั่งก็ยื่นมาจ่อที่หน้าเธอแล้ว พร้อมคำพูดที่ติดจะเป็นคำสั่งนิดๆ จากเดนีสก็ส่งมากันการปฏิเสธของเธอว่า น่าจะตามใจเจ้ามือหน่อยใช่ไหม

 

ใช่... และหลังจากนั้นมันคือสงครามประสาทบนโต๊ะอาหารดีๆ นี่เอง ซึ่งคนรับบทหนักสุดมันก็คนตรงกลางอย่างเธอที่โดนยัดนั่นนู้นนี้เข้าปากแบบ ไม่เว้นช่วง ทั้งป้อนทั้งตักให้จากซ้ายขวาจนตาลาย และจะไม่กินก็ไม่ได้ เพราะข้างซ้ายก็เจ้ามือเลี้ยง ข้างขวาก็เพื่อนตัวดีที่ออกอาการงอนเป็นสาวน้อยได้หน้าตาเฉยถ้าเธอไม่กินของที่เขาป้อน หรือตักให้เข้าไป

 

แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นความสนุก และบันเทิงส่วนตัวของแดนที่ทำแบบนี้ แต่นิสัยปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็นของเธอมันก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิม สุดทายเลยเดินออกจากร้านด้วยอาการคล้ายคนท้อง และแทบอ้วกออกทันทีถ้าไม่ติดว่าจะดูเสียมารยาทกับร้านดังอายุหกสิบกว่าปีเกินไป

            ซึ่งท่าทางแบบนั้นเรียกให้เดนีสเสนอตัวไปส่งที่ตึกได้ทันที แต่พอเขาหันไปสบนัยน์ตาสีเทาของแดน กลับเปลี่ยนเป็นชักสีหน้าเครียดเล็กน้อยราวระลึกได้ถึงบางสิ่ง และเพียงเอ่ยลาเธอด้วยแววตาหม่นหมองนิดๆ ก่อนยอมให้ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันเป็นคนมาส่งเธอแทน

 

เอา ล่ะถึงแล้วเสียงจากคนข้างตัว ทำให้นาคที่กำลังคิดและใกล้เคลิบหลับตามอารมณ์หนังท้องตึงหนังตาหย่อนต้องสะดุ้งตัวนิด และหันกลับมามองแดน ก่อนมองผ่านกระจกรถแล้วเห็นตึกสูงระฟ้าของฉายหงกรุ๊ปอยู่ตรงหน้า

 

หมอนั่นน่าจะนอนหลับแล้วมั้งถ้อยคำเปรยจากแดน เหมือนจะฟ้องชัดว่าเขาดูออกว่านาคกำลังกังวลเรื่องมาเฟียหนุ่ม หลังจากที่เธอหนีออกมาดื้อๆ แบบนั้น

 

หวังให้เป็นยังงั้นนาคหัวเราะแห้งๆ รับคำ ก่อนเอ่ยลาง่ายๆ พลางก้าวออกจากรถเต่า และเตรียมเดินขึ้นตึกไป หากก็ต้องแอบเกร็งตัวแข็งนิดๆ เมื่อเห็นชายในสูทสีดำลูกน้องของหลานเซ่อเกือบสิบชีวิตที่ยืนเฝ้าเป็นยามอยู่หน้าตึกก้มหัวเคารพตนอย่างแข็งขันและเป็นพิธีรีตองจนเกินสมควรในความรู้สึก

 

แต่ก่อนจะได้ก้าวไปเจอนายใหญ่ของพวกเขา ที่เป็นคู่กรณีจริงๆ เสียงแดนก็ดังไล่หลังขึ้นว่า อ๋อ ใช่... เรื่องที่เธอเล่าเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานของเจ้าหนูต้าห่าย เรื่องกุญแจดอกสุดท้ายอะไรนั่นน่ะ

 

นาคเอียงศีรษะนิดด้วยความสงสัย พลางถามกลับ ทำไม

 

ใบหน้าคมที่ไม่น่าไว้ใจของเพื่อนชาวต่างชาติตอบกลับมาทันทีด้วยน้ำคำกลั้วหัวเราะ ลองลักหลับหลานเซ่อสิ เผื่อเธอจะนึกออก... หมอนั่นนอนทอดกายรอเธออยู่แล้ว รับรอง

 

จบคำเขาก็ฉีกยิ้มกว้างใส่หน้าที่เหวอขึ้นทันทีของคนฟัง และทิ้งท้ายอีกประโยค ก่อนขับรถออกไป แล้วเจอกันวันแต่งนาค"

 

           แต่เรื่องลักหลับไม่ลักหลับที่เพื่อนตัวดีพูดทิ้งไว้ดูจะไม่มีความหมาย เพราะยังไม่ทันที่เธอจะก้าวขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน เจ้าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เบื้องหน้าเธอที่ค่อยๆ เลื่อนประตูสแตลเลสเปิดให้ กลับพาใครบางคนลงมาด้วย และเป็นคนที่เล่นเอาอาการง่วงนอนจบแทบสับผงกขณะรอลิฟต์ของนาคหายเป็นปลิดทิ้ง

 

            ไม่คิดว่าเขาจะยังรอเธออยู่ทั้งที่เลยเวลาเที่ยงคืนไปแล้ว...

 

            หลาน เซ่อในชุดนอนสีเข้มและสวมทับด้วยเสื้อคลุมอีกชั้นยืนกอดอกนิ่ง ขณะปลายตาคมกริบ ที่นาครู้สึกว่ามันดูคมกว่าทุกทีขึ้นมองเธอช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาดูเรียบเฉยกว่าเดิมจนชวนขนหัวลุก และทำเอาวูบแรกที่เห็นเขายืนกอดอกอยู่หลังประตูลิฟต์ เธอเกือบสะดุ้งตัวโหยง และร้องจ๊ากออกมาด้วยซ้ำ

 

            “หลานเซ่อ...นาคต้องลอบกลืนน้ำลายเรียกชื่ออีกฝ่าย

 

            ทว่ามาเฟียหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่ขยับตัวจากตรงกลางห้องโดยสารเล็กๆ ไปด้านหนึ่ง พร้อมยังจับจ้องใบหน้าธรรมดาของหญิงสาวตรงหน้าเขม็งไม่เปลี่ยน

 

และกิริยาแบบนั้นมันเหมือนเป็นคำสั่ง ที่ดันหลังให้นาคก้าวเข้าไปในลิฟต์ และไปยืนอยู่ข้างๆ ตัวเขาอย่างเงียบๆ โดยที่มาเฟียหนุ่มไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก ก่อนที่เธอจะต้องก้มหน้าน้อยๆ ตอนที่ประตูสแตลเลสเบื้องหน้าค่อยๆ ปิดตัวลง ให้ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเพียงตนเอง และวาที่เจ้าบ่าวอยู่กันตามลำพัง

 

            หากในความเงียบน่าอึดอัดระหว่างเธอและร่างสูงที่ก่อตัวขึ้น กลับถูกทำลายด้วยเสียงเฉียบที่เอ่ยขึ้นแทรกบรรยากาศมาคุในห้องโดยสารแคบๆ ว่า

 

วันนี้เป็นยังไงบ้าง

 

คำถามที่ส่งมาดื้อๆ ทำเอานาคตะกุกตะกักอยู่ครู่ และต้องรวบรวมหาคำพูดอยู่นาน เพื่อตอบออกไปอย่างติดๆ ขัดๆ

 

ก็ เอ่อ... จำได้อีกหลายอย่าง จบคำเธอลอบเห็นว่านัยน์ตาคู่คมสวยนั่นส่งความคาดหวังบางอย่างมาให้แม้จะอยู่ ในท่าทางนิ่งเฉย และเพราะความคาดหวังจากเขาที่นาครู้ดีว่าเป็นเรื่องอะไร เลยทำให้เธอกล่าวขึ้นใหม่ได้ไม่ถนัดนักกับประโยคต่อไป เรื่องระเบิดที่ตึก.... แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นตอนอยู่ในฮ่องกงสามเดือนแรก...
 

            แต่ยังจำเรื่องของฉันไม่ได้ หลานเซ่อต่อคำพูดที่ขาดหายไปของนาคได้อย่างรวดเร็ว พลางเงียบไปทันทีขณะจับจ้องนัยน์ตาสีดำที่เงยมองเขาด้วยความรู้สึกผิด และไม่นานเขาถึงเห็นว่าเธอเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย พร้อมถ้อยคำที่เหมือนจะติดปากตัวเองไปแล้ว

 

            “ขอทะ...

 

           “ฉันเคยบอกเธอแล้ว เรื่องขอโทษ...เสียงทุ้มลึกที่กำลังเอ่ยแทรกนาคพลันชะงักไปนิด ราวเพิ่งนึกบางสิ่งออก ก่อนเขาจะก้มตัวไปหาคนข้างๆ ใหม่ พลางว่า แต่ความจริง ขอโทษก็ดี” 

 

            นาคดูฉงนเล็กน้อยกับการกลับคำรวดเร็วของหลานเซ่อ และเธอถึงเห็นว่ามือเรียวแข็งแรงนั่นล่วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมของตน ก่อนหยิบบางสิ่งออกมา และเป็นบางสิ่งที่นาคต้องถลึงตาโตขึ้นทันใด

 

เพราะมันคือรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายของเธอเอง ที่เขายกมาชูให้ดูใกล้ๆ พร้อมเอ่ยขึ้นใหม่ เพราะเธอไม่ควรรื้อของของคนอื่น แล้วไม่เก็บเข้าที่ให้ดีๆ

 

            ติ้ง!

 

          เสียง ลิฟต์ร้องขึ้นว่าถึงที่หมาย แต่สำหรับคนที่ยืนหน้าซีดเพราะเพิ่งถูกจับได้แบบคาหนังคาเขาว่าไปรู้ความลับของท่านประธานสูงสุดแห่งฉายหงกรุ๊ปกลับรู้สึกเหมือนโดนเอาตัวมาส่งถึงที่ประหาร

 

และก่อนจะได้หาข้ออ้างอะไรมาช่วยตัวเองพ้นโทษ คู่กรณีข้างตัวก็คว้าที่ท่อนแขนเธอก่อนดึงตัวให้ออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นั้นก่อนประตูลิฟต์จะปิด

 

            เอ่อ... หลานเซ่อ... นาคที่โดนฉุดตัวออกมายืนบนทางเดินโล่งกว้างเตรียมร้องรั้งร่างสูงสง่า ทว่ามือเรียวแข็งแรงที่กำรอบแขนกลับปล่อยออก ก่อนเขาจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอพร้อมก้มมากล่าว

 

            ที่นี่เธอน่าจะรู้แล้วว่าฉันรู้สึกยังไงใช่ไหม นาคเงียบไม่ได้ตอบขณะเงยสบนัยน์ตาสีอ่อนคู่เรียวยาวที่หรี่ลงมองตน และต้องเผลอหน้าแดงขึ้นมาช้าๆ เมื่อรองทวนคำเหล่านั้น แล้วมันทำให้เธอนึกถึงข้าวของในกล่องไม้บนตู้เสื้อผ้าของหลานเซ่อได้ จนต้องรีบก้มหน้าหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองมาทันใด...

 

เจอขนาดนั้นไม่รู้ว่ารู้สึกยังไงก็บ้าแล้ว!

 

หากท่าทางแบบนั้น กลับทำให้นาคได้ยินเสียงเฉียบเย็นถามขึ้นเหนือศีรษะ รู้สึกไม่ดีรึไงที่ฉันเป็นแบบนี้

 

            “เปล่า!” คนอ่อนวัยกว่าต้องตวัดใบหน้าขึงขังขึ้นปฏิเสธรวดเร็วจนหลานเซ่อยังต้องเลิกคิ้วนิดๆ แปลกใจ ก่อนเธอจะต่อถ้อยคำตนอย่างรู้สึกขุ่นมัวบ้าง กับคำถามที่เหมือนเธอรังเกียจเขา ฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่นายทำแบบนั้น... ฉันแค่... ไม่คิดว่านายจะ... คะ... คะ... น้ำเสียงที่หนักแน่นในตอนแรกเริ่มกลายเป็นติดอ่างกะทันหัน ซ้ำมาพร้อมใบหน้าขึงขังที่เริ่มกลายเป็นปั้นยาก และมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ กับประโยคสุดท้ายที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากราวไม่กล้าพูดออกมา

 

และนาคก็ต้องกลืนทุกถ้อยคำของตนลงคอ เมื่อเสียงทุ้มลึกเปรยราบเรียบแทนว่า

 

            รักจนคลั่งไคล้เธอ มาเฟียหนุ่มใช้คำได้ตรงกับสิ่งที่นึกจนนาคยืนสะอึกเงียบ รู้สึกอายความคิดตนขึ้นมาทันที เมื่อมันดูเข้าข้างตัวเองจนน่าเกลียดที่ดันคิดว่าเขาคลั่งไคล้ตัวเองจริงๆ  

 

หาก หลานเซ่อก็ยังกล่าวขึ้นใหม่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบคล้ายเล่าเรื่องต่อ ถ้าเธอ... เป็นคนที่สามารถเจอหน้าคนที่ตัวเองรักได้แค่ครึ่งปีต่อครั้ง หรืออาจนานกว่านั้น ถ้อยคำเนิบนาบมาพร้อมร่างกายสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น

 

หากแต่น้ำเสียงทุ้มนุ่ม และดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจากเขากลับทำให้นาคเหมือนโดนสะกดให้หยุดนิ่ง ทำได้แค่จ้องมองใบหน้าคม และฟังทุกคำพูดเหล่านั้น และต้องคอยห่วงว่าอีกฝ่ายจะหาเรื่องเจ็บตัวแบบไหนอีกระหว่างที่เราไม่เห็น หรือจะมีสีหน้ายังไงในตอนที่เราไม่อาจรู้ได้... ไม่ว่าจะยิ้ม หัวเราะ เศร้า เหงา หรือแม้แต่...” หยุดคำไปนิด และก้มตัวมาสบประสานสายตาพร้อมกระซิบถาม “คิดถึงฉันบ้างไหมตอนที่อยู่คนเดียวอีกครึ่งโลก

 

คิดถึงฉันบ้างไหมตอนที่อยู่คนเดียวอีกครึ่งโลกงั้นเหรอ!

 

คนฟังรู้สึกใจสั่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสรรพนามที่เขาใช้แทนตอนแรกว่า เรากลับกลายเป็น ฉันราวจงใจให้มันเป็นประโยคคำถามที่ถามเธอ ยิ่งทำให้นาคเผลอยกมือกุมที่หน้าอกราวกลัวก้อนเนื้อในนั้นจะทะลุออกมา และกว่าจะรู้สึกตัวว่ายืนค้างอยู่กับที่ ก็ตอนที่ร่างสูงสง่าโน้มตัวลงถามเกือบชิดหน้าผากของเธอว่า เป็นเธอจะทำยังไง

 

นาคที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้ ต้องยกมือตนเกาหลังท้ายทอยด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีนิดๆ เมื่อรู้สึกว่าตนมองหน้าหลานเซ่อนานเกินไปจนเสียมารยาท พลางเลือนสายตาหนี กระนั้นเธอก็คิดตามคำถามของเขา ก่อนอ้อมแอ้มตอบไปอย่างที่นึก

 

            คง... หารูปเขาสักใบ... มาสอดใต้หนังสือที่ตัวเองอ่านประจำล่ะมั้ง... คิดว่านะเป็นคำตอบที่หลานเซ่อต้องลอบยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก เมื่อสิ่งที่เธอคิด มันช่างตรงตามสิ่งที่ตนทำจริงๆ มาแล้ว ทั้งที่ตอนนี้เธอยังจำไม่ได้แท้ๆ

 

            แต่ ถึงแบบนั้นหลานเซ่อกลับแย้งเรียบๆ ว่า แต่ฉันต้องการมากกว่านั้น เขาก้มเข้าหาใบหน้าธรรมดาที่เงยขึ้นมองตนอีกครั้ง ก่อนเลื่อนมือขึ้นลูบที่ข้างแก้มร้อนๆ นั่นด้วยสายตาปราถนาอย่างไม่ปิดบัง พร้อมถ้อยคำที่เน้นหนักขึ้น เพราะฉันอยากเห็นเธอทุกวัน... ดังนั้นสิ่งเดียวที่ฉันจะทำได้ ก็คือการตามเก็บรูปของเธอตลอดเวลาที่มีโอกาส... ในทุกๆ สิ่งที่เธอทำ หรือทุกๆ สิ่งที่เธอเป็น" จบคำก็เขาโน้มตัวลงใกล้กว่าเดิม และครั้งนี้นาคไม่ได้เบี่ยงตัวหลบเมื่อความอุ่นร้อนที่ข้างแก้มกลายเป็นสิ่งที่ตรึงร่างของตนไว้ ในขณะใบหน้าคมที่ราวกับจะเอียงประชิด กลับเบี่ยงมาที่ด้านหนึ่งพร้อมถ้อยกระซิบแผ่วข้างใบหูทว่าชัดเจนในความ รู้สึกคนฟังว่า "และใช่... ฉันคลั่งไคล้เธอ เด็กน้อย”  

 

และยังไม่ทันที่นาคจะได้คิดอะไรกับคำสารภาพชัดเจนจากคนเป็นมาเฟีย ร่างสูงสง่าตรงหน้ากลับรวบตัวเธอเข้าหาตนเอง และก่อนที่นาคจะตกใจกับการกระทำของอีกฝ่าย เสียงทุ้มลึกก็เปรยขึ้นชิดขมับของเธอว่า

 

แค่กอด... คงได้ใช่ไหม

 

            อาการ ตกใจหายไปกับอากาศธาตุทันใดกับน้ำเสียงที่พาให้เธอรู้สึกวูบในอก เมื่อมันฟังแสนอ้างว้าง เหน็ดเหนื่อยจนราวกับว่าเขาจะล้มลงได้ทันทีหากเธอถอยเท้าหนีออกไปในวินาที นี้...

 

และเพราะแบบนั้น คนที่ยืนเกร็งในตอนแรก จึงค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายของตนลงที่ละน้อย ก่อนปิดเปลือกตาช้าๆ สูดหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมเอ่ยเบาๆ ว่า “… อือ  

 

            เพียงตอบรับนาคก็รับรู้ได้ถึงวงแขนแกร่งที่รัดตัวเธอแน่นขึ้นทันที พร้อมมือเรียวแข็งแรงก็กดหนักๆ ลงที่หัวไหล่และลำตัว ขณะใบหน้าคมก็ก้มมาฝังแนบบนศีรษะพลางคลอเคลียเล็กน้อยกับกลุ่มผมสีดำของเธอ 

 

ซึ่งแม้อ้อมแขนจากหลานเซ่อจะทำให้คนถูกกอดเจ็บและอึดอัดไม่น้อยทว่าเธอกลับยืนนิ่งรับทุกการกระทำของเขาโดยไม่คิดหนีเหมือนที่ผ่านมา... เมื่อทุกสัมผัสนั้น เต็มไปด้วยความโหยหา... เฝ้าคอย อาวรณ์ และรักอย่างสุดหัวใจ จนเธอไม่อาจปฏิเสธได้...

 

            “อีกแค่สี่วันเสียงทุ้มลึกที่เอ่ยชิดศีรษะแทรกความเงียบรอบตัว ทำให้นาคเข้าใจดีว่าหลานเซ่อหมายถึงอะไร

 

            ... เวลาที่เหลือก่อนถึงวันสำคัญนั่น

 

            “ฉันจะ... พยายามและเธอทำได้แค่ให้ความหวัง เมื่อตอนนี้ยังไม่อาจจำเรื่องของเขาได้อย่างที่ใจนึก


 

            ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยามนี้ มันคือเครื่องยืนยันความรู้สึกทั้งหมดของชายหนุ่มทรงอำนาจที่สุดที่เธอเคยรู้จักได้ดี... เขารักเธอ...

 

แน่นอนอย่างที่สุด และมากมายจนนาคยังรู้สึกเจ็บแทน เมื่อตนยังไม่อาจตอบรับความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมจนเอ่อล้นนี้ได้สนิทใจ... สักวันเธออาจรักหลานเซ่อได้ แม้จะไม่มีความจำของเขา... แต่แค่ภายในสี่วันน่ะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย

 

            และเมื่อคิดถึงตรงนี้ นาคก็อดหยั่งเชิงออกไปเสียงแผ่วไม่ได้ว่า ถ้าฉันจำไม่ได้ภายในสี่วันนี้... นายจะทำยังไง หรือให้ฉันทำยังไง

 

            อ้อมกอดหนักๆ บนลำตัวคลายออกเล็กน้อย แต่ยังคงไม่ปล่อยห่าง ก่อนคนถูกถามจะยอมผละใบหน้าออกจากศีรษะของเธอ และก้มมองคนที่เฝ้ารอคำตอบด้วยท่าทางกังวลชัดเจน หลานเซ่อเงียบนิ่งไปหลายวินาที ก่อนเขาจะเอ่ยเนิบช้าขึ้นใหม่ด้วยแววตาที่สบตรงมาว่า

 

งั้นช่วยรักฉัน ทั้งที่เป็นแบบนี้... ได้ไหม

 

       เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวชะงักกึก พร้อมกระตุกวูบไปทั้งอกกับถ้อยคำจริงจังที่ได้ยิน...

 

เธอไม่เคยถูกใครเรียกร้อง และต้องการรุนแรงขนาดนี้... ทั้งน้ำเสียง และสายตาที่ส่งตรงมามันฉายความเว้าวอน และปราถนาผ่านใบหน้านิ่งสงบมาแจ่มชัด จนทำให้แทบไม่กล้าสบนัยน์ตาสีอ่อน และต้องก้มหลบ พร้อมถามเสียงตะกุกตะกักไปแทนว่า ทำไมนายถึงไม่เลื่อนงานแต่ง... หรือยกเลิกซะ... ฉันได้ยินแต่คนบอกว่า ฉันทำให้นายผิดหวังเสมอในฐานะคนรัก ถ้า...

 

            เธอไม่เคยทำฉันผิดหวัง ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร... โดยเฉพาะคนรัก มาเฟียหนุ่มเน้นชัด ก่อนยกมือเรียวแข็งแรงทั้งสองข้างขึ้นกอบกุมใบหน้าธรรมดาไว้ เพื่อให้สบนัยน์ตาสีดำได้ใกล้และลึกยิ่งขึ้น และเธอจะกลับมาเสมอ... เหมือนที่สัญญาไว้... เธอจะกลับมาหาฉัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่ที่เดียวที่เธอจะกลับมาได้ คือที่ที่ฉันอยู่เท่านั้น... และครั้งนี้ก็จะเหมือนกัน น้ำเสียงและสายตาที่ส่งตรงมาฉายความหนักแน่นและเชื่อมั่นอย่างไร้ข้อกังขาใด

 

            และก่อนที่นาคจะได้เอ่ยแย้งความมั่นใจของเขา หลานเซ่อก็ผละตัวออกเล็กน้อย พร้อมเอ่ยอย่างเด็ดขาดว่า อีกสี่วันจะถึงพิธีแต่งงาน และแต่งตั้งนายหญิงของฉายหงกรุ๊ป ไม่ว่ายังไงจะไม่มีการเลื่อนหรือยุติ สิ้นคำก็หมุนตัวเดินออกไปราวไม่คิดรับฟังคำแย้งใดๆ จากนาคอีก ทว่าครู่หนึ่งก็หยุดนิ่งมองข้ามไหล่ตนมากล่าวเรียบเย็นเช่นเคย และฉันเตรียมช่างแต่งตัวคนใหม่ที่เหมาะสมให้เธอแล้ว

 

            “คนใหม่?” นาคต้องเลิกคิ้วสงสัยกับเรื่องใหม่ที่เพิ่งรู้

 

            “หมายถึงฉันเปลี่ยนทั้งช่างแต่งหน้าและช่างเสื้อใหม่ทั้งหมดมาเฟียหนุ่มอธิบายอย่างกระชับให้ทันที

 

            แต่มันยิ่งทำให้นาคงุนงงมากกว่าเดิม พวกเขาทำอะไร... ฉันว่าชุดเจ้าสาวก็สวย...

 

            “ฉันไม่คิดให้คนที่นินทาเจ้าสาวฉัน มาแต่งตัวให้เจ้าสาวฉัน

 

นาค นิ่งอึ้งไปทันทีกับเสียงเฉียบเย็นฟังน่าขนลุกที่เอ่ยสวนมา และทำได้เพียงมองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำหน้าไปกับสาเหตุที่ช่างส่วนตัวของ เธอถูกเขาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

 

นาค คงจำไม่ได้หรอกว่าตนโดนนินทาอะไรบ้าง แต่สำหรับท่านประธานใหญ่แห่งฉายหงกรุ๊ปยังจำมันได้แม่น และมันทำให้เขาที่กำลังอารมณ์ดียามเห็นภาพถ่ายของนาคในชุดเจ้าสาวเป็นครั้ง แรกหายไปกับอากาศธาตุกับคำรายงานจากลูกน้องตนที่เขาให้ประกบตัวเธอไว้ ยิ่งเห็นสีหน้าหม่นหมองในบางภาพที่ได้มา ยิ่งทำให้ตนแทบสั่งอะไรที่ร้ายแรงกว่าการปลดคนไร้มารยาทพวกนั้นออก และทำให้ไม่มีงานไปหลายเดือน ถ้าไม่เห็นว่าพวกเขาทำงานได้ดีจริงทุกๆ อย่าง ทั้งการแต่งหน้าและชุดเจ้าสาวนั่น... แต่มันจะไม่มีครั้งที่สอง ที่เขาจะยอมให้ใครหมิ่นเกียรตินายหญิงของฉายหงกรุ๊ปได้อีก





                                                                      ******************




 

เวลาที่เหลือเดินมาเร็วกว่าที่นาคคิดไว้มาก เมื่อยามนี้เธอต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อมานั่งอยู่ในห้องสวีทระดับวีไอพี ของโรงแรงในเครือฉายหงกรุ๊ปเพื่อรอช่างแต่งหน้าคนใหม่ที่หลานเซ่อจ้างมา ในขณะที่เจ้าบ่าวตนไปแต่งตัวอยู่อีกห้องพร้อมช่างส่วนตัวอีกชุดหนึ่ง

 

เป็น เจ้าสาวคนอื่น คงมีเพื่อนเจ้าสาวมากมายมายห้อมล้อม แสดงท่าทางดีใจ หรือยินดี รวมถึงช่วยแต่งตัวกันอย่างสนุกสนานเต็มห้องสวีทระดับวีไอพีหรูหรานี่... แต่สำหรับเธอนั้น ไม่มีสักคน เมื่องานแต่งงานครั้งนี้แม้จะใหญ่โต แต่ก็ถูกจัดให้เพียงคนในเท่านั้นที่มาร่วมงานได้ ไม่มีนักข่าว มีแต่ช่างกล้อง พอจบงาน และถึงพรุ่งนี้ มันถึงจะเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่จะไม่มีภาพถ่าย หรืออย่างมากอาจมีภาพบ่าวสาวคนสำคัญยืนคู่กัน โดยเจ้าสาวมีผ้าคลุมหน้าไว้เท่านั้น เพื่อประกาศสถานะของหลานเซ่อกับเธอ

 

แน่ นอนว่าทุกอย่างไว้กันปัญหาระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะอีกไม่นานพวกนักข่าว และคนที่อยากรู้อยากเห็นจะต้องรู้แน่ว่าใครเป็นนายหญิงคนใหม่ของฉายหงกรุ๊ป เพราะเธอคงไม่พ้นต้องได้ออกงานกับหลานเซ่อในอีกหลายงานในอนาคต... แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ นาคไม่ได้คิดมากเรื่องเพื่อนเจ้าสาวที่ตัวเองไม่มี หรือเรื่องในอนาคตระหว่างตนกับมาเฟียหนุ่ม... แต่เป็นเรื่องในเวลานี้ต่างหาก เวลานี้ที่เธอจำได้แทบทุกเรื่อง เว้นเพียงเรื่องเดียว... เรื่องหลานเซ่อ

 

ต้า ห่ายบอกว่ามันต้องมีกุญแจไขความทรงจำนั้น... ซึ่งตอนนี้เธอเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามันมี เธอพยายามทุกทางแล้ว หาความเป็นไปได้จากความทรงจำที่กลับมา แต่มันแทบไม่ช่วยอะไรเลย แต่วันนี้เธอจะต้องแต่งงานกับเขาแล้ว

 

ซึ่งงานแต่งครั้งนี้เลื่อนไม่ได้ เพราะอย่างที่ว่าคือมันเป็นงานใหญ่ ถ้าเลื่อนก็คือการนับหนึ่งใหม่ ที่สำคัญหลานเซ่อไม่คิดจะเลื่อนแม้แต่น้อย เขาดูมั่นใจในตัวเธอมาก จนคนถูกฝากความหวังไว้อยากบอกว่า เขาอาจจะมั่นใจเกินไปก็ได้

 

ก็อก ก็อก ก็อก!

 

เสียง เคาะที่หน้าประตูทำให้คนที่นั่งกุมศีรษะตนอยู่ต้องตวัดใบหน้ายุ่งๆ กลับไปมอง ก่อนได้ยินเสียงหญิงสาวขออนุญาตเข้ามา และประตูบานคู่ที่สลักลวดลายสวยงามถึงเปิดออกช้าๆ พร้อมปรากฏอาคันตุกะผู้มาเยือน
 

และ นาคซึ่งยังนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ต้องเปิดนัยน์ตากว้างขึ้น กับช่างคนใหม่ของตน ที่คนเป็นช่างก็เหมือนตกตะลึงไปทันที่ทีเห็นหน้าเธอเช่นกัน

 

คุณ... เหม่ยจิงนาคต้องเรียกชื่อของนางแบบสาวที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเบาๆ โดยด้านหลังของร่างสูงระหงที่ยังดูสง่างามไม่เปลี่ยน มีเหล่าผู้ช่วยที่ขนอุปกรณ์แต่งหน้ามากมายในกระเป๋าเครื่องสำอางหลายใบตามมา ไม่ห่างอีกสองคน

 

ซึ่งเจ้าของชื่อก็ยืนนิ่ง มองค้างไปยังเจ้าสาวของท่านประธานแห่งฉายหงกรุ๊ปอยู่นานหลายวินาทีเช่นกัน...

 

แค่ตอนแรกที่เธอถูกไว้วานจากหลานเซ่อโดยตรงว่าให้เป็นคนจัดการเรื่องการแต่งหน้าและเสื้อผ้าให้เจ้าสาวที่เขากำลังจะแต่งงานด้วยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เธอยังแทบไม่เชื่อหูตนเองกับข่าวการสละโสดกะทันหันนั่น เมื่อไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะแต่งงานกับใครได้อีกหลังจากเกิดเรื่องเมื่อห้าปีก่อน

 

ทว่ายามนี้ที่เห็นเจ้าสาวปริศนาของชายหนุ่มแสนเย็นชาคนนั้น เธอกลับยิ่งช็อคมากกว่าเดิม

 

หากไม่นานที่นาคและเหม่ยจิงยืนแข็งนิ่งจ้องมองกัน เจ้าของร่างสูงระหงกลับค่อยๆ ปรับสีหน้าตกใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง และปิดเปลือกตาผ่อนลมหายใจแผ่วราวใช้เวลาไม่นานเข้าใจทุกสิ่ง ขณะลืมนัยน์ตาคู่สวยมองร่างในเสื้อคลุมอาบน้ำนั่นอีกครั้ง พลางส่งยิ้มน้อยๆ อย่างมีมารยาท ผสมแววเอ็นดูมาให้แทน พร้อมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบน่าอึดอัดว่า

 

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณหลิน หย่งไม่ ฉันฟาง เหม่ยจิงเป็นช่างแต่งหน้าของคุณ และจะมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้คุณด้วยวันนี้เธอว่าพร้อมก้าวยาวๆ เข้ามาจับมือทักทายนาคอย่างคนที่เพิ่งรู้จักกัน โดยไม่มีท่าทางผิดสังเกตใดๆ

 

ก่อนร่างสูงจะหันไปพยักใบหน้าสวยจัดนั้นให้ผู้ช่วยอีกสองคนของตนเข้ามาใน ห้อง และปิดประตู ขณะหมุนกลับมามองที่คนอ่อนวัยกว่าตรงหน้าใหม่

 

เหม่ยจิงคลี่รอยยิ้มสวยน่ามองกว้างขึ้นยามจ้องมองใบหน้าธรรมดาที่ยังดูเลิ่กลั่กเล็กน้อย พลางกล่าวเรียบๆ "ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมคุณหลินถึงเลือกคุณเป็นเจ้าสาว... เพราะแค่เห็นฉันก็มั่นใจว่า คุณจะเป็นคนๆ เดียวที่คนอย่างหลิน หลานเซ่อจะยอมหักหลังคนทั้งโลกได้เพื่อคุณ” ... เพราะดูเหมือนมาเฟียหนุ่มจะทำแบบนั้นไปแล้ว...

 

กระนั้นเหม่ยจิงก็เว้นถ้อยคำแฝงนัยยะนั่นไปนิด และเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว คุณหย่งไท่... ฉันเรียกคุณด้วยชื่อนี้ได้ใช่ไหม

 

คำ ถามและถ้อยคำที่ได้ฟังเรียกสติของนาคให้กลับมา พร้อมความเข้าใจบางอย่างที่นางแบบสาวกำลังสื่อ ทำให้นาคปรับมีสีหน้ามาเป็นปกติเช่นกัน พร้อมฉีกยิ้มกว้างแบบตนให้คนตรงหน้า พรางตอบรับ

 

ได้ค่ะ... ยินดีที่ได้รู้จักคุณฟาง เหม่ยจิง

 

ใบหน้าสวยจัดหรี่นัยน์ตาลงนิดกับท่าทางที่เหมือนเพิ่งรู้จักเธอเช่นกันของนาค ก่อนนางแบบสาวจะเอ่ยขึ้นใหม่ด้วยรอยยิ้มไม่เปลี่ยนว่า คุณเป็นคนฉลาดจริงๆ ซะด้วยสิ เหม่ยจิงจับจ้องนัยน์ตาสีดำมั่นคงนั่นอย่างถูกใจเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคย เห็นครู่หนึ่ง ก่อนว่าขึ้นอีกครั้ง งั้นเราก็มาเริ่มกันเลยแล้วกันคุณหย่งไท่

 

หลายชั่วโมงกว่าที่การแต่งตัวทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ตั้งแต่ยังฟ้ามืดจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มขึ้น และเสียงหวานทว่าฟังสุขุมสมกับนิสัยของเจ้าของจะเอ่ยขึ้นเบื้องหน้าว่า

 

ลืมตาได้แล้วคุณหย่งไท่

 

นาค ต้องเปิดตาขึ้นช้าๆ ตามคำพูดของช่างส่วนตัวแสนสวยของตน ก่อนจะเห็นหน้าของตนเองในกระจกแล้วเธอต้องชะงักนิดไปวูบหนึ่ง ก่อนเผลออุทานแผ่วในลำคอ ว้าวคงเป็นคำเดียวที่คิดออก แถมยังต้องยกมือขึ้นลูบบนกระจกโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ตรงหน้าราวกับจะสัมผัส ใครอีกคนหนึ่งในกระจกนั้น... ทั้งทีมันคือตัวเธอเอง

 

นาค ที่เหมือนตะลึกไปหลายวินาทียามเห็นตัวเองในกระจกยังคงจ้องมองนิ่งที่เดิม และเอ่ยขึ้นว่า สวย... ไม่สิ ต้องเรียกว่า ดูดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ... แปลกดี

 

เป็นคำชมที่ฟังแปร่งๆ นะนางแบบสาวอดกล่าวกลั้วหัวเราะไม่ได้กับคำว่า แปลกดี จากปากอีกฝ่าย ขณะมองไปยังเจ้าสาวคนสำคัญของงานมงคลครั้งนี้ ที่ทุกอย่างบนตัวเธอถูกจัดแต่งอย่างสมบูรณ์พร้อมหมดแล้ว... และผลงานครั้งนี้ก็ออกมาน่าภูมิใจสำหรับช่างทุกคน

 

ใบหน้าธรรมดาของนาคถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีอย่างลงตัว... มันไม่ใช่เรียกว่าสวยสะดุดตา แต่มันออกมาดูโดดเด่น และน่ามอง

 

ขอโทษค่ะ... ฉันแค่ไม่คิดว่า หน้าฉันจะแต่งได้ขนาดนี้ นาคต้องรีบหันมาผงกศีรษะเล็กน้อยให้ร่างสูงระหงกับคำพูดของตน แม้ใบหน้าสวยๆ นั้นจะไม่แสดงอาการถือสาก็ตาม คือมันก็ไม่ได้สวยเตะตา แต่มันแบบ... ว้าว เธอไม่รู้ว่าจะจำกัดการแต่งหน้าของตนได้ว่ายังไง รู้แค่เพียงทุกอย่างมันลงตัวเหมาะเจาะอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

ฉันงัดทุกเทคนิคที่เคยสะสมมาหมดเลยล่ะสาวน้อยเหม่ยจิงกล่าวด้วยเสียงที่ยังมีรอยขบขันนิดๆ

 

ใน ขณะที่คนฟังต้องหัวเราะเบาๆ อย่างคนสำนึกผิดที่เป็นสาเหตุให้นางแบบสาวต้องเหนื่อยกับเธอมากกว่าคนอื่น ก่อนว่าทีเล่นทีจริงกลับ ฟังแล้วลำบากน่าดู

 

ฉัน ก็ต้องยอมรับล่ะนะว่าหน้าเธอแต่งยากไม่ใช่เล่นเหม่ยจิงพูดอย่างตรงไปตรงมา ทว่าก็ยังคงส่งยิ้มน่ามองให้คนอ่อนวัยกว่าตลอดเวลา แต่ก็ท้าทายดี เพราะความจริงคนที่เป็นนางแบบส่วนใหญ่มักจะหน้าตาไม่ได้ดีอะไรนัก บางคนติดจะแย่ด้วยซ้ำ แต่เรามีเทคนิคแต่งให้หน้านั้นเก๋และดึงจุดเด่นที่หน้ามองออกมาได้ มากกว่าพยายามทำให้สวย... การพยายามแต่งให้สวย ทั้งทีหน้าเราไม่สวย เป็นวิธีที่ผิดถนัด... ซึ่งในเมื่อเราไม่สวย เราก็ต้องทำให้ดึงดูดแทน... ไม่ว่ากันใช่ไหม

 

ไม่ นาคปฏิเสธทันทีอย่างไม่คิดมากเช่นกันกับคำว่าไม่สวยตรงๆ นั่น และทำให้ร่างสูงระหงกล่าวขึ้นต่อได้ทันที ขณะหันมาตรวจความเรียบร้อยของเครื่องประดับบนผมเกล้ามวยของเจ้าสาวตรงหน้า

 

จาก ที่เห็นในรูปถ่ายที่ฉันเพิ่งไปขอมาดู ความจริงช่างทีมที่แล้วก็จัดว่าเก่ง หน้าเธอก็ออกมาดูดี เพียงแต่เขาอาจคำนึงผิดจุดไปหน่อย เหมือนกลัวว่าจะแต่งออกมาไม่สวยสมเป็นเจ้าสาว มันเลยเหมือนไม่เต็มที่ และดูครึ่งๆ กลางๆ แบบนั้น จบคำเธอก็หยุดมือบนผมของนาคลงเป็นสัญญาณว่าเสร็จสิ้นภารกิจของตน ก่อนเปลี่ยนรอยยิ้มมาดมั่นบนใบหน้าเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนผสมความเอ็นดูในดวงตา คู่สวยยามมองเจ้าสาวคนใหม่ในกระจก พลางกล่าวเสียงเบาลง ไม่ต้องห่วงสาวน้อย... เธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่หลานเซ่อเห็นแล้วจะตะลึงตาค้าง... ต่อให้ไม่ต้องมีเครื่องสำอางบนหน้า หรืออยู่ในชุดเจ้าสาวตัวสวยแบบนี้ก็ตาม

 

และ เหม่ยจิงอาจต้องยอมรับว่านี่คงเป็นครั้งแรก ที่เธอไม่ได้โกหก... เพราะครั้งนี้คนแสนเย็นชานั่นต้องตะลึกจริงๆ โดยไม่ต้องคาดเดาเลยด้วยซ้ำ...

 

หากแต่ชื่อหลานเซ่อกลับทำให้นาคที่ยังจ้องมองตนในกระจกต้องกลับมาลำบากใจอีก ครั้ง... ต่อให้แต่งได้ดูดีขนาดไหน ความจริงที่ว่าเธอยังไม่พร้อมจะแต่งงานกับเขามันก็ยังไม่เปลี่ยน

 

แต่ความคิดในหัวของนาคต้องสะดุดลงเล็กน้อย เมื่อเสียงหวานจากเหม่ยจิงเอ่ยขึ้นข้างตัวอีกครั้งว่า
 

แต่ความจริง ฉันควรแต่งให้อ่อนกว่านี้อีกหน่อยน่าจะดี... เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่าเธอ...

 

เป็นคนอื่นนาคต่อถ้อยคำนั้นได้ทันใด พร้อมอยู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโสตประสาท

 

... ถ้าเป็นเจ้าสาวคนอื่น... งั้นเหรอ…’

 

เหม่ยจิงหันกลับไปมองนาคกับคำพูดนั่น ทว่าคนอ่อนวัยกว่ากลับไม่ได้หันมาสบนัยน์ตาเธออย่างที่คิด แต่กำลังจ้องมองตัวเองในกระจกนิ่ง คลายโดนสะกด แต่ไม่ได้ถูกสะกดด้วยเพราะหน้าที่ถูกแต่งของตนแบบในตอนแรก ทว่าราวโดนอย่างอื่นที่คนมองไม่เข้าใจสะกดไว้มากกว่า

 

 หากนางแบบสาวก็พยายามคิดว่าไม่มีอะไร ก่อนหันไปสั่งให้ลูกทีมอีกสองคนเตรียมอุปกรณ์ออกมาอีกครั้ง พลางเอ่ยขึ้นกับนาคไปด้วยว่า แต่งให้โดดเด่นและแปลกตากว่าเดิมมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าออกมาแล้วไม่เหมือนตัวเธอเอง หลานเซ่อก็คงไม่ชอบเหมือนกัน...

 

คุณเหม่ยจิง ร่างสูงระหงจำต้องหันกลับไปที่คนตัวเล็กกว่าในชุดเจ้าสาวตัวสวยอีกครั้งกับ การถูกเธอเรียกชื่อกะทันหัน ก่อนนาคจะต่อถ้อยคำด้วยรอยยิ้มนิดๆ ว่า ช่วยไปบอกหลานเซ่อให้หน่อยได้ไหมว่าฉันอาจจะช้าหน่อย เพราะต้องแต่งหน้าใหม่... ให้เขาช่วยรออีกสักนิด... ตอนนี้เขาน่าจะแต่งตัวเสร็จแล้ว และรออยู่ที่งาน

 

นาง แบบสาวแปลกใจเล็กน้อยกับคำขอที่ไม่มีปี่มีขลุยนั่น แต่ความจริงก็ถูกของเธอ ตอนนี้ใกล้เวลาเริ่มพิธีมากแล้ว แม้แค่ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าของนาคอ่อนลง ก็อาจกินเวลาไม่น้อย เมื่อต้องจัดการให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

 

 และ เพราะเธอดันไปรับคำขอนั่นเข้า เนื่องจากมั่นใจว่าคนของตนยังเฝ้านาคอยู่ตลอด ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรได้ สิ่งที่ไม่คาดคิดจึงเกินขึ้น เมื่อเธอสะกิจใจถึงความผิดปกติของนาคได้ ก็ตอนที่เดินเกือบถึงห้องจัดพิธี แต่ก็เปลี่ยนใจกลับมาดูเจ้าสาวคนสำคัญอีกครั้งบนห้องสวีทวีไอพี ทว่ากลับเห็นแค่ผู้ช่วยสองคนของตนนั่งรอตนอยู่ เพื่อรายงานว่านาคเปลี่ยนใจไปที่งานเองแล้ว และให้พวกเธออยู่รอเพื่อบอกข่าวนี้

 

เพียง เท่านั้นเหม่ยจิงแทบอยากสบถด่าตนเอง และผู้ช่วยหัวอ่อนของตน... หรือความจริงพวกเขาอาจะไม่ได้หัวอ่อน แต่เจ้าสาวคนสำคัญนั้นหัวไวเกินไปต่างหาก เจ้าหล่อนถึงหนีพิธีแต่งงานของตนได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น!






                                                                      *******************



 

ในห้องบอลรูมที่ใหญ่ที่สุดในโรงแรมระดับสูง เวลานี้ถูกจัดแต่งเน้นโทนขาวฟ้าอย่างอลังการ ทั้งพุ้มดอกไม้และพร็อพงานแต่งหรูหรา ที่ทำให้ในห้องกว้างสวยงามเหมือนภาพฝัน เพื่อเนรมิตรทุกอย่างให้สมเกียรติสำหรับงานแต่งงานของท่านประธานแห่งฉายหง กรุ๊ปและว่าทีนายหญิงคนสำคัญ

 

ยาม นี้แขกเหรือซึ่งเป็นคนภายในทั้งหมดก็ประจำยังเก้าอี้ที่จัดไว้ด้านซ้ายขวา หน้าแท่นพิธีซึ่งเป็นยกพื้นสองชั้นเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่มีขาดหรือเกิน ในขณะด้านบนอันเป็นที่สาบาทตนของคู่รัก มีปาสเตอร์ยืนอยู่ตรงกลางรอคู่บ่าวสาวก่อนนานแล้ว พร้อมชั้นบันไดขั้นแรกด้านขวามือก็มีร่างสูงของจงซินยืนนิ่งอยู่ด้วยเช่นกัน
 

และ เมื่อถึงเวลาแปดนาฬิกาตรงทุกคนถึงต้องลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียง และก้มหัวเคารพอย่างแข็งขันเมื่อร่างๆ หนึ่งปรากฏตัวที่หน้าห้องโอโถ่ง พร้อมก้าวเดินมาบนพรมสีแดงสดซึ่งเป็นทางเดินตรงกลางที่ทอดไปสู่แท่นพิธี ศักดิ์สิทธิ์

 

 หลาย คนต้องตะลึงค้างกับร่างสูงสง่าที่ยามนี้อยู่ในชุดทักซิโด้สีดำสนิทจาก ดิไซน์เนอร์ชั้นนำ ที่ทำให้เข้าดูแข็งแกร่ง งดงาม และทรงอำนาจมากกว่าอ่อนโยนอย่างคนเป็นเจ้าบ่าว

 

กระนั้นมันกลับยิ่งดึงเสน่ห์แสนลึกลับที่หาได้ยากยิ่งในคนทั่วไปจากผู้นำสูง สุดของพวกเขาออกมาได้อย่างเปี่ยมล้น จนหลายคนแทบละสายตาที่แสดงทั้งความชื่นชม เทิดทูน และยำเกรงไม่ได้

 

ซ้ำใบหน้าคมหล่อเหลาราวรูปสลักงดงาม ที่ผสมผสานทั้งสองชาติไว้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ก็เด่นชัดน่าหลงไหลมากขึ้น เมื่อเส้นผมสีน้ำตาลทองถูกรวบตึงกว่าเวลาปกติด้วยริบบิ้นสีทองบรอนเส้นเล็กๆ อย่างเหมาะสม พร้อมทุกย่างก้าวของมาเฟียทรงอำนาจก็มั่นคงหนักแน่นน่าเคารพ จนกระทั่งก้าวสุดท้าย ก่อนไปยืนอยู่บนแท่นพิธีด้านขวามือเพื่อรอเจ้าสาวของตน

 

ซึ่งพวกเขาคาดว่าคงมีหญิงสาวมากมาย ยอมแม้ถึงขนาดต้องฆ่ากันเพื่อได้เป็นเจ้าสาวของชายหนุ่มทรงอำนาจตรงหน้า... และพวกเขาทั้งหมดเองก็อยากเห็นนายหญิงปริศนาคนนี้ว่าจะเหมาะสมกับเจ้าบ่าว ที่สมบูรณ์แบบคนนี้ขนาดไหน ถึงได้ถูกเลือกให้เป็นผู้โชคดี

 

และ วันนี้คงไม่มีอะไรทำให้มาเฟียหนุ่มขุ่นมัวใจได้ แม้จะเห็นชัดว่าร่างสูงของแดนนั่งสบายๆ ไขว้ห่างอยู่ที่เก้าอี้แถวหน้าสุดติดแท่นพิธี ทัดจากที่เพ่ยอิงและมีนานั่งอยู่ และยังส่งยิ้มหน้าเป็นมาให้เช่นทุกครั้ง ขณะคนที่ไม่คาดคิดที่สุด ซึ่งถูกส่งการ์ดเชิญไปให้ด้วยมารยาทมากกว่าการอยากเชิญมาจริงๆ อย่างเดนีส ก็ปรากฏตัวอยู่ในมุมหนึ่งของงานด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งไม่นานเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อเสียงคนตรีคลาสสิกจากวงออเคสตร้าในมุมหนึ่งของงานเริ่มบรรเลง เพราะมีคนส่งสัญญาณมาว่าเห็นคนของเจ้าสาวแล้ว พร้อมคนที่ทำหน้าที่โปรยกลีบดอกไม้นำหน้าก็ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบทันที หลายร่างหมุนตัวไปมองที่ประตูคู่บานสูงเพื่อรอดูหญิงสาวคนสำคัญที่สุดในงาน นี้

 

ปั้ง!    

 

หากทุกชีวิตต้องหงุดชะงัก พร้อมเสียงดนตรีที่หยุดเล่น เมื่อคนที่เปิดประตูผัวะเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นๆ ผสมเร่งรีบกลับเป็นช่างแต่งหน้าส่วนตัวของเจ้าสาว โดยไม่มีคนที่พวกเขาคาดหวังไว้ตามมาด้วย ก่อนที่เหม่ยจิงจะเดินแทรกหญิงสาวในชุดราตรีสั้นที่ถือตระกร้าใส่กลีบดอกไม้ นานาพันธ์ไปหาเจ้าบ่าวของงานโดยไม่สนสายตาฉงน และแปลกใจรอบตัวแม้แต่น้อย

 

และทันทีที่ถึงตัวมาเฟียหนุ่ม ซึ่งหรี่นัยน์ตาคู่คมมองหน้าเธอตั้งแต่ปรากฏตัว เหม่ยจิงก็ต้องบอกเขาทันใดว่า

 

ฉัน... ขอโทษ ฉันขอโทษหลานเซ่อเพียงถ้อยคำแรกก็เหมือนจะบอกอะไรได้ลางๆ ก่อนสิ่งที่ได้ฟังต่อมาจะทำให้หลายคนในรัศมีที่สามารถได้ยินเสียงของเธอจะ ลุกขึ้นยืนอย่างตระหนกทันใด เธอไม่อยู่แล้ว... นะ... ไม่สิ คุณหย่งไท่... เธอไม่อยู่ที่ห้องแล้ว

 

เสียง ฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นภายในห้องบอลรูมแสนโอโถ่งทันใด ทั้งเดนีส และแดน ถึงกับลุกออกมาจากที่นั่งของตนกับข่าวการหนีพิธีแต่งงานของหญิงสาวคนสำคัญ พร้อมเดินตรงมายังหลานเซ่อ กับเหม่ยจิงอย่างไม่รีรอ ในขณะที่มีนาแสดงอาการตกใจชัดเจนกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

เพ่ยอิงหันมาส่งสายตาเป็นคำถามกับพี่ชายตนทันใดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และคนอาวุโสที่สุดอย่างซานกุ๊ยที่เจอเรื่องต่างๆ มามากยังอดแสดงท่าทางประหลาดใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้

 

มีหญิงสาวคนไหนกล้าหนีงานแต่งของมาเฟียอันดับหนึ่งของฮ่องกงคนนี้ด้วยงั้นรึ!

 

หากร่าง สูงสง่าของเจ้าบ่าวตัวจริงที่นิ่งเงียบไปหลายวินาทีหลังจากรู้ความจริง กลับทำเพียงปิดเปลือกตาของตนลงช้าๆ และยืนนิ่งสงบอยู่แบบนั้น โดยไม่มีใครเดาอารมณ์ของเขาออกว่ากำลังรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนเขาจะถามโดยไม่ได้หันไปมองที่นางแบบสาวเลยว่า

 

 “เด็กนั้นได้พูดอะไรบ้าง... ก่อนที่จะไปน้ำเสียงนั้นนิ่งเย็นเหมือนผิวน้ำจนไม่มีใครสัมผัสอะไรได้

 

ซึ่ง คนถูกถาม ก็จำต้องบอกตามที่นาคฝากเธอไว้ตั้งแต่ต้น แม้จะไม่เห็นว่ามันช่วยอะไรให้ดีขึ้นนัก ความจริงตอนแรก เธอให้ฉันมาบอกคุณว่า... เธออาจจะช้าหน่อย เพราะต้องแต่งหน้าใหม่... ให้คุณช่วยรอเธออีกสักนิด

 

เพียงคำตอบนั่น ก็ทำให้ใบหน้าคมเปิดเปลือกตาขึ้นใหม่อีกครั้ง ก่อนเสียงสุขุมข้างตัวเขาจากคนเป็นมือขวาจะเอ่ยขึ้นแทรกว่า

 

ให้เราออกตามหา...

 

ถ้า เด็กนั้นไม่อยากให้หาเจอ พวกนายก็ไม่มีทางเจอ หลานเซ่อเอ่ยดักคำของลูกน้องคนสนิทอย่างเฉียบเย็น โดยไม่ได้หันหลังกลับไปมองที่ใครทั้งสิ้น แม้ว่าจะเริ่มมีเสียงถกเถียงกันที่ด้านหลังดังขึ้นเรื่อยๆ กับเรื่องใหญ่ครั้งนี้

 

ใน ขณะที่แดนซึ่งเดินมาถึง และได้ยินบทสนทนาทั้งหมดก็จำต้องถามเจ้าบ่าวตรงหน้าอย่างรวดเร็วแทนว่า แล้วนายจะทำอะไร ยกเลิกงานแต่งงั้นเหรอ

 

หาก สิ่งที่ถาม กลับได้รับเพียงความเงียบเป็นคำตอบ เมื่อร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิท กลับยังคงยืนหันหลังนิ่งให้พวกเขาอยู่บนแทนพิธีที่เดิมราวไม่สนผู้คนที่อยู่ รอบข้างอีกต่อไป

 

ผม ถึงได้บอกไงว่า น่าจะให้ผมหาคนที่เหมาะสม และให้เกียรติพี่มากกว่านี้... ไม่ใช่ยัยคนที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง แถมยังทำเรื่องขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ของฉายหงกรุ๊ปแบบนี้

 

เพ่ยอิง!” มีนาร้องประท้วงสามีตนทันใดกับถ้อยคำดูถูกเจ้าสาวที่หนีการแต่งงานครั้งนี้ แต่ผู้นำฝั่งนิวเทอริทอรี่ส์ไม่มีท่าทางจะขอโทษในคำพูดเสียมารยาทของตนแม้ แต่น้อย เมื่อนาคทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ และมีนาเองก็เถียงความจริงข้อนี้ไม่ได้ด้วย

 

การ หนีพิธีแต่งงานของชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในฮ่องกง มันก็คือการหักหน้าเขาอย่างไม่มีชิ้นดีจริงๆ... ซึ่งโทษของการหักหน้านายใหญ่สูงสุดแห่งฉายหงกรุ๊ป ก็คือตายสถานเดียว...

 

และ งานนี้ไม่มีใครช่วยนาคได้แน่ นอกจากร่างสูงสง่าบนแทนพิธีที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื่อนไปไหน แม้ด้านหลังตนจะวุ่นวายเพียงใด เขาไม่สนแม้แต่เหตุการณ์ที่เหมือนจะมีการวางมวยกันระหว่างเพ่ยอิงและเดนีส เมื่อชายหนุ่มชาวอังกฤษที่พอจะฟังกวางตุ้งออก ดันได้ยินสิ่งที่เพ่ยอิงต่อว่าหญิงสาวชาวไทยเข้าเต็มสองหู

 

            ปั้ง!

 

            หาก เสียงที่กำลังถกเถียงเรื่องใหญ่ครั้งนี้ในห้องบอลรูม และเหตุการณ์โกลาหลเล็กน้อยที่แถวหน้าสุดกลับชะงักไปทันใด พร้อมสายตามากมายของคนในงานก็ตวัดกลับไปมองยังหน้าทางเข้าของห้องโอ่โถงที่ ถูกใครบางคนผลักประตูเข้ามาเต็มแรง ก่อนทุกคนต้องเปิดนัยน์ตากว้างมองไปยังร่างๆ หนึ่งที่กำลังหอบหายใจหนัก ยืนก้มตัวน้อยๆ อยู่หน้าประตูคู่บานสูงที่ตนเพิ่งเปิดเข้ามา

 

            ทุกชีวิตราวโดนสะกดไว้กับที่ ทั้งแดน เดนีส เพ่ยอิง มีนา เหม่ยจิง ซานกุ๊ย หรือแม้แต่หลานเซ่อที่ยืนนิ่งหันหลังให้ทุกคนอย่างไม่คิดใสใจใครในตอนแรกก็ ยังหันกลับไปมองยังผู้มาเยือนเสมือนเวลาถูกหยุดอยู่กับที่ ในขณะหญิงสาวที่ทำหน้าที่โปรยดอกไม้สองคนถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตน ตกใจกับสภาพของอาคันตุกะที่มาใหม่

 

            เมื่อเจ้าหล่อนมาในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัวเหมือนลูกหมาตกน้ำ ชุดเจ้าสาวสีขาวที่ดิไซน์ไปสวยสง่าเฉอะแชะไปหมด ซ้ำที่ปลายกระโปรงซึ่งยาวละพื้นก็เต็มไปด้วยคราบดิน และน้ำสกปรกจนมีรอยสีน้ำตาลอ่อนๆ รอบผ้าเนื้อดี แถมผมสีดำที่น่าจะเคยเกล้าและจัดแต่งไว้อย่างประณีตยามนี้หลุดลุ้ยเปียกลู่ จนบังใบหน้าที่ก้มหอบหายใจแทบมิด พร้อมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เหมือนจะโดนดึงออกไปด้วย ซึ่งทุกคนเห็นชัดว่ามือสองข้างของเธอที่กำและยกกระโปรงของตนขึ้นสูงเล็กน้อย เพื่อทำให้ตนเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้นถือรองเท้าส้นสูงสีขาวเข้ากับชุดเจ้า สาวอยู่ในมือด้วย ที่สำคัญส้นสูงข้างหนึ่งเหมือนส้นจะหักไปแล้ว ทำให้สิ่งที่เธอสวมอยู่แทนยามนี้ เลยเป็นแค่รองเท้าคอนเวิร์สหุ้มข้อเก่าๆ คู่หนึ่งเท่านั้น

            มันเป็นชุดเจ้าสาวที่ดูย่ำแย่ และแปลกประหลาดที่สุด...

 

            และทันทีที่ร่างๆ นั้นพอจะสามารถกลับมาหายใจได้เป็นปกติ  เธอก็เอารองเท้าส้นสูงสองข้างรวบไว้ในมือข้างหนึ่ง ก่อนยกมือข้างที่เหลือตวัดผมที่ปรกใบหน้าออกทั้งหมดอย่างรวดเร็ว และเหมือนยังโชคดีที่เครื่องสำอางราคาแพงบนหน้านั้นทนน้ำได้มากพอ มันเลยแค่จางลง ไม่ถึงกับหายไป หรือเลอะเทอะมากเท่าไหร่ แต่ถึงยังเหลือสภาพที่ดีอยู่เล็กน้อย แต่เจ้าสาวแปลกประหลาดกลับตะโกนดังลั้นอย่างไม่คิดรักษามาดดีๆ ที่เหลือเพียงนิดเลยว่า

 

           “ขอโทษที่มาสายค่ะ!

 

            ทุกคนในห้องบอลรูมกว้างเงียบกริบ ทุกอย่างราวตกอยู่ในป่าช้าหลังสิ้นคำตะโกนดังลั้นของหญิงสาวตัวมอมแมมที่ กลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตา และเธอคงอยากหายตัวไปจากตรงนั้นถ้าเพียงไม่มีเสียงจากคนที่ตนซี้ที่สุดตะโกน ชื่อเธอออกมาว่า

 

            “นะ... เอ้ย หย่งไท่!” ชื่อลับๆ ของคนตรงหน้าที่ปรากฏตัวได้เหนือคาดหมายไปไกล เกือบหลุดจากปากชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันที่เรียกสติของตนได้ไวที่สุด ก่อนพาร่างสูงกำยำในชุดสูทที่นานๆ ครั้งจะได้ใส่ไปหาหญิงสาวคนสำคัญที่สุดในงานมงคลครั้งนี้ทันใด พร้อมว่าขึ้นสีหน้าเครียด และไม่เข้าใจแบบที่คนอย่างเขาน้อยครั้งจะเป็น นี่มันเรื่องบ้าอะไร ทำไมอยู่ในสภาพนี้!

 

            ข้างนอกฝนมันตก พวกนายนั่งสบายอยู่ในห้องนี้ก็ไม่รู้น่ะสิ นาคประท้วงบ้างพร้อมชี้มือออกไปด้านหน้าแม้จะไม่มีหน้าต่างสักบานให้มองเห็น ด้านนอกก็ตาม โดยลืมสายตาคนรอบข้างไปแล้ว เมื่อเจอสายตาคาดโทษจากเพื่อนตน

 

            แดนชะงักไปนิดกับคำตอบจากคนตัวเปียกปอน พลางหรี่นัยน์ตาสีเทาของตนลงถามต่อทันใดด้วยสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เธอ... แค่ออกไปข้างนอกมางั้นเหรอ

 

            นาคต้องหันกลับมาเช็ดหยดน้ำบนหน้าตน และตอบรวดเร็ว ใช่... ฉันแค่นึกอะไรบางอย่างออก เลยกลับไปที่ตึกฉายหงกรุ๊ป แต่เดินไปเอง เพราะมันอยู่ใกล้ๆ แต่ฉันไม่ถูกโรคกับรองเท้าส้นสูง เลยเผลอเดินไปติดร่องบนพื้นแล้วก็ทำมันหัก เลยต้องใส่ไอ้นี้มาแทน เธอว่าพร้อมยกชายกระโปรงเปื้อนดินชื้นแชะอวดร้องเท้าคอนเวิร์สคู่ประจำของตน ให้เขาดูเพื่อยืนยัน พร้อมด้วยท่าทางที่หงุดหงิดกับเหตุการณ์สุดวิสัยที่เพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ แล้วขากลับ เดินๆ อยู่ฝนก็ดันเทลงมาระหว่างทาง จนต้องหาที่หลบ ตอนแรกฉันกะรอให้มันหยุด แต่มันไม่หยุด แถมไม่ได้เอาเงินติดตัวไป เลยเรียกรถไม่ได้ สุดท้ายพอนานเข้าเลยตัดสินใจวิ่งกลับมาทั้งแบบนี้ ที่สำคัญผ้าคลุมหน้าก็หลุดหายไปด้วย

 

            ความ จริงทั้งหมดที่หลังไหลออกมาจากปากเจ้าสาวที่ถูกหมายหัวไว้ ทำเอาหลายคนต้องอึ้งค้าง และเริ่มมองหน้ากันไปมา คล้ายจะมีคำถามให้คนข้างๆ ตัวเองแทน

 

            แต่เธอหลอกพวกช่างว่าจะเข้ามางานเอง แล้วหนีออกไป แดนยังคงขะยั้นขะยอเพื่อพยายามหาหลักฐานไม่ให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเข้าใจ ผิดครั้งใหญ่ และพวกเขากลายเป็นเผลอเต้นตามอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ดูเป็นตัวน่าโง่ขึ้นมา

 

            “ก็ใช่สิ ถ้าไม่ใช้วิธีนั้น ทั้งที่เวลาเริ่มพิธีจะถึงแล้ว พวกนายจะปล่อยให้ฉันไปหาข้างนอกงั้นเหรอ

 

            และใช่... ถูกของเธอ ถ้าไม่มีเหตุผลสมควรจริงๆ คงไม่มีใครยอมให้เจ้าสาวคนสำคัญของฉายหงกรุ๊ปไปไหนในเวลาที่จะเริ่มพิธี กระชั้นชิดแบบนั้น

 

            “แต่เธอบอกว่าต้องแต่งหน้าใหม่ ให้รอสักนิดชายหนุ่มยังคงหาทางแย้ง

 

            ซึ่งครั้งนี้นาคต้องย่นหัวคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจแทนบ้างกับคำถามที่มา เรื่อยๆ ไม่หยุด พร้อมบอกรัวเร็ว ก็คุณเหม่ยจิงจะแต่งหน้าให้ฉันใหม่จริงๆ นี่ แล้วฉันก็อยากกลับไปหาของ เลยอยากให้ช่วยรออีกนิดก่อนเริ่มงาน.. แต่พอกลับมาที่ห้องแต่งตัวไม่มีใครอยู่แล้ว เลยรีบวิ่งมาที่นี่แทน มันแปลกตรงไหน... แล้วนี้ไม่มีใครรอฉันเลย แต่เริ่มพิธีไปแล้ว ทำไมอ่ะ

 

คมถามกลายเป็นฝ่ายถูกถามแทน และเป็นเขาเองที่ต้องยืนเงียบกริบไปทันใด กับความกระจ่างที่ได้รับ พร้อมกลายเป็นคนที่เบือนนัยน์ตาสีเทาหนีสายตาสีดำที่ตามมามองอย่างต้องการคำ ตอบ และเพียงไม่นานที่นาคเห็นท่าทางของเพื่อนตนที่ไม่กล้าสบตามาตอบคำถามเธอ และบรรยากาศจากคนรอบๆ ตัวที่สัมผัสได้ เธอก็ต้องคลายหัวคิ้วของตนลง ก่อนถามขึ้นใหม่อย่างเอาเรื่องนิดๆ นายคิดว่าฉันจะหนีพิธีแต่งงาน

 

            นั่นเพราะเธอบอกให้รอสักนิด เหมือนจะแฝงนัยยะอะไรสักอย่างต่างหากเล่า แดนโพล่งขึ้นแก้ตัวทันใด แม้รู้สึกว่าเป็นการเถียงน้ำขุ่นๆ ก็ตาม... แต่เขาก็ไม่อยากถูกมองว่าเป็นเจ้าน่าโง่ที่บ้าจี้ตามไปกับเรื่องเข้าใจผิดครั้งนี้นี่!

 

            บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องมีนัยยะอะไร เวลาพูดว่ารอสักนิดก็ได้นะแดน นาคประชดเน้นชัด และจี้ใจดำคนฟังได้ชะงักจนเขาเริ่มจะเป็นฝ่ายมองหน้าเธอไม่ติดบ้าง ขณะเธอก็ว่าขึ้นต่อพร้อมชูนาฬิกาในข้อมือที่คงได้มาพร้อมรองเท้าให้เพื่อน ต่างชาติตนดู ฉันพูดว่าสักนิด มันก็แปลว่าสักนิด... แล้วสักนิดของนายมันเท่าไหร่กัน ตลอดชีวิตรึไง... ฉันเกินมาสิบห้านาทีก็ไม่นิดแล้ว และนี่ก็เกินมายี่สิบนาทีแล้วด้วย!

 

            “ยี่สิบเอ็ด

 

            เสียง เฉียบขาด ทว่าสุขุมเอ่ยแทรกบทสนทนาระหว่างหญิงสาวตัวตนเรื่องในชุดเจ้าสาวสุดมอมแมม กับเพื่อนต่างชาติของเธอได้ชะงักงัน จนทำให้ทั้งนาคและแดนที่ทะเลาะกันจนลืมรอบข้างไปครู่ ต้องหันกลับไปยังเบื้องหน้าตน ที่เป็นพรมแดงทอดยาวไปบนยกพื้นซึ่งเป็นแท่นพิธีที่จัดไว้อย่างงดงาม รอคอยเธออยู่

 

            ซึ่งเจ้าของคำพูดในชุดทักซิโด้ของเจ้าบ่าวที่ยืนเด่นเป็นสง่าจนสะกดทุกสายตา ก็สำทับขึ้นใหม่ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ยังนิ่งสงบ แต่น่าเกรงขามและสง่างามในทีไม่เปลี่ยนว่า

 

เธอมาสายยี่สิบเอ็ดนาที

 

            หากจบคำ คนถูกทักกลับนิ่งงันไปครู่ ก่อนยกนาฬิกาข้อมือตนให้เขาดู แม้จะอยู่ห่างกันจนเขาคงไม่อาจเห็นอะไรบนหน้าปัดนาฬิกาเธอได้ กระนั้นเธอก็ยังแย้งยังอย่างมาดมั่น ยี่สิบ... นาฬิกาฉันบอกยี่สิบ

 

            และ เพราะสายตามาดมั่น และท่าทางที่เถียงเขากลับทันทีทันใดนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้หลานเซ่อที่ยืนนิ่งอยู่ ต้องยกยิ้มบางๆ ตอบรับ อย่างที่หลายคนมองแล้วแทบไม่เชื่อสายตาว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง จากใบหน้าคมหล่อเหลานั่น... เมื่อมาเฟียหนุ่มรู้แน่แล้วว่า... เธอกลับมาแล้ว...

 

            นาฬิกาเธอช้ากว่าฉันหนึ่งนาทีตลอดเวลา เสียงทุ้มต่ำเปรยขึ้นอีกครั้งเพื่อโต้ตอบอย่างเสียไม่ได้ และสบประสานนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของตนกับนัยน์ตาสีดำของเธอนิ่งอย่างมีความ หมาย พลางกล่าวขึ้นใหม่ด้วยเสียงทุ้มลึกที่ฟังหม่นหมองเบาบาง “... เพราะแบบนั้นฉันเลยต้องเป็นฝ่ายรอเธอเสมอ
 

            แต่ฉันก็กลับมาเสมอ หากนาคกลับยกยิ้มของตนนิดเพื่อยืนยันให้เขามั่นใจทันที แม้เสื้อผ้าหน้าผมยามนี้จะไม่อำนวยนัก ก่อนถ้อยคำหนักแน่นราวการปฏิญาณจะตามมาว่า แล้วก็หลังจากนี้ ฉันสัญญาว่าจะเป็นฝ่ายอยู่ในเวลาของนาย... น้ำเสียงและสีหน้าที่กำลังจริงจังต้องหยุดไปนิด ก่อนจากประโยคแสนมั่นคง จะกลับกลายเป็นน้ำเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอ ที่มาพร้อมรอยยิ้มซุกซนแสนซื่อ กับคำพูดจบท้ายประโยคว่า บ่อยกว่าเวลาของฉันเองนิดหนึ่งน่ะนะ” 

 

            เป็นคำตอบที่ยังทำให้ร่างสูงสง่าอารมณ์ดีและหงุดหงิดนิดๆ ได้เช่นเดิม... เมื่อมันคือคำยืนยันว่า เธอจะไม่ปล่อยให้เขาต้องรออีกแล้ว... แต่บางครั้งเขาก็อาจต้องรอเช่นเดิมบ้าง... เพราะมันคือตัวตนของเธอ ที่เขาเองก็ไม่ต้องการเปลี่ยนมัน

 

           ถ้างั้นก็น่าจะเริ่มพิธีกันได้แล้วสินะ ครั้งนี้เป็นเสียงแหบห้าวทว่าทรงอำนาจจากชายแก่ ผู้นำฝั่งเกาลูนที่เอ่ยขัดบรรยากาศ และท่าทางที่ยังสับสนของแขกเหรือภายใน ก่อนเขาจะลุกขึ้นอย่างมั่นคง แม้จะมีไม้เท้าคร้ำร่างกายช่วยพยุง หากก็ยังคงดูน่าเคารพ ยำเกรงไม่เปลี่ยน เพื่อหันมากล่าวชัดเจน ผมว่าทุกคนน่าจะกลับไปนั่งที่เดิม เพื่อไม่ให้เสียเวลาดีกว่านะ

 

            จาก นัยน์ตาสีขุ่นของซานกุ๊ยที่ส่งมา เหมือนจะเป็นคำสั่งมากกว่าขอร้อง ทำให้ทุกร่างต้องกลับไปนั่งที่ของตน อย่างเป็นระเบียบอีกครั้งในทันที เมื่อเสือเฒ่ายังคงทำให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาหวาดเกรงได้เช่นเดิม

 

            และเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ คนอาวุโสที่สุดก็หันไปพยักใบหน้านิดให้นางแบบสาวราวเป็นคำสั่งบางอย่าง ก่อนปรายตาไปยังเจ้าสาวที่เพิ่งฝ่าสายฝนกลับมาที่งาน ซึ่งท่าทางเช่นนั้นทำให่เหม่ยจิงเข้าใจทันที และรีบเดินกลับไปที่นาค ก่อนซานกุ๊ยจะนั่งลงประจำเก้าอี้ด้านหน้าสุดของตน

 

            และเมื่อมาถึงร่างระหงที่ยังมีสีหน้าเครียดนิดๆ ทว่าก็ไม่มากนักก็เข้าจัดการรวบผมที่เปียกชื้นของนาคให้เป็นมวยเรียบร้อยที่ สุดเท่าที่เครื่องประดับที่เหลือบนศีรษะเธอจะอำนวยได้ พร้อมทั้งให้ผู้ช่วยอีกสองคนของตนมาจัดทรงเสื้อเปียกๆ กับหาผ้าขนหนูผื่นใหญ่คลุมไหล่ให้คนอ่อนวัยกว่า เพื่อสร้างความอุ่นและเช็ดตัวเธอพร้อมกัน ซ้ำเหม่ยจิงยังพยายามจัดทรงผ้าผืนหนาให้คล้ายผ้าคลุมไหล่ในที ซึ่งมันก็ดูจะเข้ากับชุดเจ้าสาวได้อย่าลงตัวอย่างน่าประหลาด ก่อนหาช่อดอกไม้ในงานที่พอจะใช้ได้ มาจับยัดใส่มือนาคแทนรองเท้าส้นสูงพังๆ ตบท้าย

 

            นี่คงเป็นการแต่งตัวเจ้าสาวกลางงานที่ฉุกละหุกที่สุดแล้ว

 

            เธอเกือบทำฉันใจหายแล้วนะสาวน้อยเหม่ยจิงอดจะคาดโทษนาคด้วยรอยเอ็นดู และโล่งใจไปพร้อมๆ กันไม่ได้ ขณะพยายามจัดแต่งทรงผมเธอให้เรียบร้อยที่สุด

 

            นาคได้แต่ยิ้มแหย่ๆ สำนึกผิด พลางกระซิบตอบ ขอโทษค่ะ... บังเอิญของที่หามันสำคัญมาก

 

            เหม่ ยจิงไม่ได้ว่าอะไรอีก เมื่อวุ่นอยู่กับผมปียกๆ ของเธอที่เกล้ามวยได้ยาก และเมื่อทุกอย่างพอจะลงตัว เธอก็ส่งสัญญาณให้หญิงสาวสองคนที่ทำหน้าที่โปรยดอกไม่มาตั้งแถวเตรียมเริ่ม พิธีทันที ก่อนจะหันไปมองที่ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกัน ที่ยังยืนมองพวกเธอแต่งตัวให้นาคอยู่ที่เดิม พลางบอกกับเขาทันทีว่า

 

            “งั้นเธอเป็นคนพาเจ้าสาวไปส่งที่แท่นพิธีแล้วกันนะหนุ่มน้อย

 

            “ห๊า!” แดนอุทานขึ้นทันใด และเป็นครั้งแรกที่นาคเคยเห็นใบหน้าคมๆ เจ้าเล่ห์ดูตกใจชัดเจนขนาดนี้

 

            แต่หญิงสาวร่างสูงกลับไม่สนใจสีหน้านั่น และพูดดักชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก็คุณหย่งไท่ไม่มีพ่อหรือผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวเลย เธอเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ก็เท่ากับเป็นคนสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่

 

            “ตอนแรกไม่เห็นจำเป็นต้องมีนี่ใบหน้าคมฉายความไม่สบอารมณ์กึ่งไม่เข้าใจชัดเจน

 

            ก็ตอนนี้เธอยืนอยู่ตรงนี้แล้ว... ฝากด้วยล่ะ ฉันต้องไปทำหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวที่ด้านหน้า นางแบบสาวตัดบทแบบไม่เปิดโอกาสให้แดนแย้งเธอได้ ก่อนหันไปรับกล่องแหวนจากผู้ช่วยตนที่ยื่นมาให้ และตวัดตัว เชิ้ดหน้า ก้าวยาวๆ อย่างสง่าไปประจำที่บันไดขั้นแรกบนแท่นพิธีโดยไม่เสียจังหวะแม้แต่น้อย

 

            เหมือนเป็นครั้งแรกอีกครั้งที่นาคเห็นแดนเถียงคนอื่นไม่ทัน... รู้สึกเหม่ยจิงจะเป็นมืออาชีพในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องเดินแบบ การเป็นเมคอัพอาร์ติสต์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในหลายๆ สถานการณ์... และการควบคุมเด็กดื้อด้วย

 

            และแดนคงยังยืนประท้วงหน้ายุ่งไม่คิดทำตาม ถ้าเพียงนัยน์ตาสีเทาไม่ก้มมาเห็นเจ้าสาวข้างตัว ที่ยามนี้แม้จะอยู่ในท่าทางเตรียมพร้อม ทว่ารอยหม่นหมอง และอ้างว้างนิดๆ หลังจากที่นางแบบสาวพูดว่าเธอไม่มีใครที่จะมาส่งตัวนอกจากเขาที่สนิทที่สุด ก็ทำให้ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอมริกันต้องกลอกตาขึ้นอย่างจำยอม พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการตัดสินใจ ก่อนจะยอมยื่นท่อนแขนแกร่งให้เพื่อนของตนพลางกระซิบว่า

 

            “เธอก็รู้ดีว่าพ่อหรือพี่สาวเธอมาไม่ได้

 

            นาคมองดูท่อนแขนของเพื่อนที่ยืนมาให้อย่างแปลกใจนิดหน่อย แต่ไม่นานก็ว่าด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเงียบเหงาเล็กน้อย ใช่... รู้ดีเลยล่ะ” 

 

            สถานะ ของเธอยามนี้กลับไปหาคนที่เคยรู้จักดีที่สุดในชีวิตไม่ได้อีกแล้ว... และยิ่งการก้าวไปยืนข้างมาเฟียที่ทรงอำนาจที่สุดในฮ่องกงตรงหน้า เธอยิ่งต้องถอยห่างครอบครัวของตนให้มากขึ้นไปอีก

 

            หาก แทนที่ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันจะช่วยปลอบคนข้างตัวมากกว่านี้ เขากลับเอ่ยคำพูดที่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากนาคได้ทันทีที่เธอสอดมือเข้าควงแขนเขาว่า แฉะ

 

เสียง ดนตรีเริ่มบรรเลงอีกครั้ง เมื่อเจ้าสาวดูพร้อมแล้ว แม้สภาพจะดูมะล่อกมะแล่กมากไปหน่อยก็ตามที และนาคต้องรีบบอกหญิงสาวสองคนที่เดินนำหน้าเธอ ซึ่งกำลังจะโยนกลีบดอกไม้ในมือก่อนเลยว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องโปรยก็ได้... ฉันว่ากลีบดอกไม้มันจะติดกระโปรงน่ะนะ

 

พวก เธอต้องหันกลับมามองใบหน้ายิ้มลำบากใจเล็กน้อยของวาทีนายหญิงแห่งฉายหงกรุ๊ป และเข้าใจที่เธอขอ เมื่อดูท่ากระโปรงเปียกๆ นั้นจะมีอะไรติดมาเยอะมากเกินไปอยู่แล้ว

 

            อย่างน้อยน่าจะไปแต่งตัวใหม่บ้างนะ... นี่ไม่ใช่หนังเรื่องวอกกิ้งค์เด้ด และหลานเซ่อก็คงไม่พร้อมแต่งงานกับชอมบี้ แดนวิจารณ์เจ้าสาวข้างตัวทันใดที่เริ่มเดินช้าๆ ไปตามพรมสีแดงสด

 

            นายไม่รู้วิบากกรรมของเจ้าสาว ที่ต้องตื่นมาแต่งตัวตั้งแต่ตีสามจนแปดโมงเช้าหรอกแดน และนาคก็ยังโต้ตอบถ้อยคำของเขาอย่างลื่นไหลเช่นทุกครั้ง เพราะหากต้องไปเริ่มแต่งตัวใหม่ ก็คงต้องเลื่อนงานแต่งได้เลยจริงๆ

 

            น่าเหลือเชื่อที่คนอย่างเธอได้เป็นเจ้าสาว คำกระแนะกระแหนจากคนข้างตัวยังคงส่งมา ทว่านาคกลับยกยิ้มกว้าง ก่อนแก้คำให้เขาแทนว่า

 

            “น่าเหลือเชื่อที่คนอย่างฉันยังมีเจ้าบ่าวมาทนยืนรออยู่ได้ต่างหาก

 

แดน ต้องหมุนนัยน์ตาสีเทาของตนไปมองตามนัยน์ตาสีดำของนาคที่ยามนี้จับจ้องเพียง เบื้องหน้าของตน ก่อนเขาต้องยกยิ้มที่มุมปาก และหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ พลางว่าด้วยประแสเสียงขบขันนิดๆ ว่า งั้นก็อย่าทำหลุดมือล่ะ ไม่งั้นเธอจะขึ้นคานตลอดชาติแน่... เพราะคงไม่มีใครโง่พอจะเลือกเธอแบบนี้อีกแล้วน่ะ

 

จบ คำนั้น แขนแกร่งก็ต้องคลายช้าๆ เพื่อให้เจ้าสาวที่ยังหัวเราะแหะๆ กับคำแหน็บแนบทว่าสัมผัสได้ถึงความห่วงใยเบาบางจากเพื่อนที่สนิทที่สุดในชีวิตปล่อยมือออก เพื่อส่งเธอต่อให้เจ้าบ่าวตัวจริงที่พวกเขาเพิ่งนินทาไปตรงหน้า และยืนรออย่างมั่นคงบนแท่นพิธีกับทุกย่างก้าวของเจ้าสาวตัวนอมแมมของตน

 

แดนพยัก หน้านิด และส่งยิ้มบางๆ ที่ไม่ดูเจ้าเล่ห์เหมือนทุกทีให้เพื่อนชาวไทยของตนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินแยกกลับไปนั่งที่ และนาคเพิ่งเห็นว่าที่เก้าอี้ตัวทัดจากแดนไปมีร่างสูงสง่าในสูทเนื้อดีเจ้า ของเรือนผมสีทองสว่างที่ขยับยิ้มส่งให้เธออย่างอ่อนโยน แม้นัยน์ตาสีฟ้านั่นจะเจือได้ความเศร้าเล็กน้อย แต่มันก็มีความยินดีมากกว่า จนเธอต้องฉีกยิ้มกว้างส่งกลับ และผงกศีรษะเล็กน้อยราวขอบคุณบางสิ่ง อย่างที่เดนีสสามารถเข้าใจความหมายในท่าทางนั้นได้ ก่อนเธอจะหมุนตัวกลับไปยังเบื้องหน้าตนเช่นเดิม

 

แต่ นาคต้องลำบากนิดหนึ่งตอนก้าวขึ้นบันไดบนแท่นพิธี เมื่อชุดเจ้าสาวที่อุ้มน้ำหนักๆ ทำพิษไม่น้อย แต่โชคดีที่คอนเวิร์สคู่ชีพที่ดูแปลกตาเมื่ออยู่กับกระโปรงยาวสีขาวแสนสวยก็ ช่วยให้การเดินคล่องขึ้นเยอะ

 

และ เมื่อมายืนอยู่ต่อหน้าร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่เสริมให้เขาดูทรงเสน่ห์มากขึ้น เธอก็โน้มตัวมากระซิบทันทีว่า โทษที... เรื่องชุด กับส้นสูงและไม่ลืมจะเสริมตบท้ายว่า ความจริงมีผ้าคลุมหน้าด้วย

 

นัยน์ตาเรียวคมต้องก้มมองใบหน้าที่ยิ้มเก้อๆ แบบคนสำนึกผิดของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนมือเรียงแข็งแรงจะยกขึ้นเกลียเส้นผมเปียกชื้นที่บนหน้าผากเธอที่รวบเก็บ ไม่หมดอย่างเบามือ ทุกการกระทำนั่นไม่ได้ดูอ่อนหวาน ทว่ารับรู้ได้ถึงความใส่ใจทุกรายละเอียดจากคนเคร่งขรึม ในขณะที่เขาก็เอ่ยขึ้นว่า ฉันไม่ถือถ้าเจ้าสาวฉันจะ... เสียงทุ้มนุ่มหยุดไปครู่ และไล่มองใบหน้าธรรมดาของนาค จนถึงร้องเท้าคอนเวิร์สที่โผล้พ้นชายกระโปรงเปื้อนโคลนนิดๆ นั้นด้วยรอยเอ็นดู ก่อนกลับมาสบนัยน์ตาช่างสงสัยอีกครั้ง และว่าราบเรียบด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เฉอะแฉะนิดหน่อย

 

เป็นอีกครั้งที่เจ้าสาวตัวนอมแมมต้องหัวเราะแหะๆ แผ่วเบา และใช้โอกาสนั้นคุยอวดอย่างทีเล่นทีจริง ความจริงคุณเหม่ยจิงแต่งหน้าให้ฉันสวยกว่านี้ ก่อนจะโดนฝนน่ะ... แบบนายเห็นแล้วต้องตะลึงด้วย

 

คน ฟังต้องเลิกคิ้วนิดๆ กับคำพูดเจ้าสาวของตน พลางหัวเราะหึในลำคอ และว่า ฉันว่าแค่นี้ก็ตะลึงกันทั้งงานแล้วแม้จะเป็นคำย้อนที่ติดจะตำหนินิดๆ ทว่ามาเฟียหนุ่มก็เห็นชัดว่าใบหน้าธรรมดานั้นแม้จะโดนฝนไปบ้างแล้ว แต่สีที่แต่งแต้มบนนั้นก็จางลงแค่เล็กน้อย และต้องยอมรับว่าเหม่ยจิงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

 

ใบหน้าที่เคยธรรมดาไม่ค่อยน่ามองนักสำหรับคนทั่วไป เวลานี้มันดึงดูดและน่ามองมากกว่าเดิมหลายเท่าจนแปลกตา...  แต่สิ่งที่สะกดเขาให้ต้องจ้องมองไม่อาจละตั้งแต่แรกเห็นจน ณ เวลานี้ กลับเป็นเพียงนัยน์ตาสีดำคู่เดิม ที่กำลังสบประสานกลับมาด้วยความสดใส มั่นคง ตรงไปตรงมา และเหนืออื่นใด... คือรัก
 

จำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เสียงนุ่มลึกถามกลับ เมื่อมั่นใจว่าเธอจำทุกอย่างได้แน่นอนแล้ว

 

ตอน แต่งตัวเสร็จ... ทะลักกลับเข้ามายังกับเขื่อนแตกแหนะนาคตอบง่ายๆ ตามจริง เมื่อตอนที่เธอแต่งตัวเสร็จ แล้วส่องกระจกเห็นตัวเองเหมือนเป็นคนอื่นนั่น คำพูดที่เคยเอ่ยขึ้นลอยๆ ตอนก่อนถูกรถชนของตนที่ว่า ... ถ้าเป็นเจ้าสาวคนอื่น... งั้นเหรอ... ก็ สะท้อนขึ้นในความทรงจำ ซึ่งมันก็ราวเป็นคีย์เวิร์ดที่ปลดสลักความทรงจำเกี่ยวกับหลานเซ่ออกมามากมาย จนเธอต้องยืนนิ่งค้างไปนาน กว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้

 

แล้วกลับไปหาของอะไร

 

ของสำคัญบางส่วนที่ยังไม่ครบนาคตอบทันที คิดว่ากลับไปน่าจะเจออะไรที่ทำให้ครบได้

 

หลาน เซ่อต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนไม่นานจะพอเข้าใจว่า ถึงแม้เธอจะจำเรื่องเขาได้ตอนแต่งตัวเสร็จ แต่อาจมีบางส่วนที่ยังไม่ครบนัก... ซึ่งถ้าเป็นเขา เมื่อความทรงจำของคนที่ตนรักกลับมา แต่เหมือนยังขาดอยู่บางเสี้ยวแบบนั้น ก็คงหาทางไปตามหามันให้เจอในวินาทีนั่นเลย ไม่ต่างจากเธอ

 

            “แล้วเจอไหม... ของสำคัญที่ว่า

 

ไม่... ถึงดูคิวบิกที่นายให้ ก็ไม่เจอนาคสายศีรษะน้อยๆ และเห็นแววกังวลเบาบางฉายนัยน์ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่งดงามตรงหน้าทันใด กระนั้นเธอก็จ้องใบหน้าคมหล่อเหลานิ่งนานอยู่เช่นนั้นหลายวินาที ก่อนยกยิ้มซุกซนกว้างขึ้นด้วยใบหน้าที่มีรอยแดงเรือนิดๆ กับเจ้าบ่าวของตนตรงหน้า พลางตอบชัดเจน แต่ตอนนี้เจอแล้ว

 

เพียง คำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้มกว้างขี้เล่นบนใบหน้าที่ขึ้นสีเรื่อคล้ายเจ้าตัวก็ แอบเก้อเขินในคำพูดของตน ก็ทำให้ร่างสูงสง่าเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไปนิด... เมื่อรู้แล้วว่าของสำคัญที่เธอหาเจอแล้วคืออะไร...

 

ตัว นายคือกุญแจดอกสุดท้ายนาคกระซิบบอกอีกครั้งด้วยรอยยิ้มซื่อๆ แต่กลับมีพลังมากมายที่จะตรึงสายตาของคนตรงหน้าไว้จนไม่สามารถละออกไปได้ พลางเอ่ยตบท้ายด้วยคำที่เขาคุ้นเคยที่สุด และชอบที่จะฟังมากที่สุดว่า ขอบคุณที่อุตสาห์รอ

 

และ ก่อนที่พิธีทั้งหมดจะดำเนินไปตามที่มันควรเป็น ร่างสูงในชุดทักซิโด้ที่ดูทรงอำนาจและสง่างามก็ก้มมากระซิบข้างหูเจ้าสาวของ ตนอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ขอบคุณที่กลับมา... ฤทัยนาค



                                                            ***********************


 

 

ถึงจะบอกว่าเตรียมใจมาแล้ว แต่การจะก้าวขาออกจากห้องน้ำมันกลับทำยากกว่าที่คิด

 

ตลอดเวลาตั้งแต่งานแต่งช่วงเช้า จนเธออ่าบน้ำแต่งตัวใหม่ เพื่อเข้าพิธีแบบจีนช่วงบ่าย และการแต่งตั้งนายหญิงอย่างเป็นทางการที่ทำให้เธอต้องกร็งตัวแข็งตลอดเวลา เพราะทุกอย่างดูขลัง และเต็มเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แบบพิธีโบราณจนเธอแอบขนหัวลุก ดีว่าไม่มีถึงขั้นมาจับสักหลังกันแบบนิยายมาเฟียจีนที่เคยผ่านๆ ตามา ไม่งั้นคงแย่

 

เธอไม่ได้กลัวเข็ม หรือมีทิฐิกับรอยสักหรอก ชีวิตเธอเจ็บตัวมามากกว่านั้นเยอะ... แต่ที่กลัวจริงๆ คือกลัวคนสักจะไม่กล้าลงฝีเข็ม เพราะเห็นลายบนหลังเธอแล้ว ดูจะน่ากลัวกว่ารอยสักเยอะ และอาจมีคนหน้ามืดกับแผลเป็นพวกนั้นซะก่อน

 

มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก... แต่ก็ไม่ดีเท่าไหร่ ที่นายหญิงคนสำคัญจะมีตำหนิเยอะขนาดนี้ และไม่มีผิวสวยๆ ไว้ให้สักบอกฐานะ (ซึ่งโชคดีที่ฉายหงกรุ๊ปเป็นสากลมากเกินกว่าจะมีพิธีประเภทนั้น)

 

และ มันก็คืออีกหนึ่งความกลุ้มใจหลักๆ ของเธอยามนี้ด้วย... เรื่องที่ชายหญิงต้องทำเมื่อเข้าหอ มันก็เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับคนอย่างเธอที่ไม่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาบ้าง แต่ที่น่ากลุ้มกว่าคือแผลบนหลังนี้ต่างหาก... เธอเคยบอกเดนีสว่าเธอแอบชอบแผลของตัวเองอยู่... แต่หลานเซ่อล่ะ

 

ก็อก ก็อก ก็อก!

 

คืน นี้ฉันไม่ใจเย็น รอถึงเช้าหรอกนะเด็กน้อย เสียงเคาะที่หน้าประตูห้องน้ำมาพร้อมเสียงทุ้มต่ำราบเรียบจากสามีทางนิตินัย และกำลังจะเป็นพฤตินัยในคืนนี้ ทำให้คนในห้องน้ำสะดุ้งตัวน้อยๆ 

 

ระ... รู้แล้ว กำลังจะออกไป!” นาคต้องรีบละล่ำละลักตอบกลับ ก่อนหันมามองใบหน้าตนที่ติดจะเครียดนิดๆ และมีสีแดงจางๆ บนแก้มสองข้างอีกครั้ง พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ตามด้วยผ่อนยาวเพื่อทำสมาธิ พร้อมพยายามปรับสีหน้าตนให้เป็นปกติ กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น และเปิดประตูออกไป

 

แต่เธอต้องสะดุดขาตัวเองน้อยๆ เมื่อเลี้ยวเข้ามาในห้องนอนกว้างขวาง แล้วเห็นร่างสูงสง่าในเสื้อคลุมตัวเดียวเหมือนกันกับเธอ นั่งไขว้ห่างรออยู่แล้ว และพอไล่มองไปตั้งแต่ลำคอแกร่ง จนถึงไหปลาร้ากว้าง และหน้าอกแข็งแรงบางส่วนที่โผล่พ้นคอเสื้อคลุมออกมาก็เล่นเอาคนมองตัวร้อน และต้องลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ได้ทันที

 

ซ้ำเวลานี้มาเฟียหนุ่มปล่อยผมสีน้ำตาลทองของตนให้เคลียทั่วใบหน้าและหลัง มันเลยยิ่งทำให้เขามีมนต์เสน่ห์ลึกลับแบบเฉพาะตัวมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

 

แล้วพอคิดว่าคืนนี้ต้องทำอะไร ก็เหมือนจะทำเรียกเลือดกำเดาให้ตามออกมาด้วย... ดีที่ว่ามันไม่ออกมาจริงๆ

 

สรุปว่าฉันควรเดินไปหา หรือเธอจะเข้ามาเอง หลานเซ่อที่จ้องมองหญิงสาวตั้งแต่ก้าวเข้ามาและมายืนมองเขาตาถลนหน้าแดงก่ำแบบลืมเก็บอาการ ต้องลอบหัวเราะในลำคอกับปฏิกิริยาแบบนั้น ก่อนจงใจเอ่ยเสียงขรึมลองเชิงไป

 

 ซึ่งนาคที่โดนถาม ก็จำต้องยืนตัวแข็งไปครู่ ก่อนยอมก้มหน้าที่รู้สึกว่าร้อนระอุของตนเดินแบบหุ่นยนต์เข้าไปหาชายหนุ่มบนเตียงแทนเมื่อคิดสะระตะแล้วว่า ถ้าเขาเดินมาหาจริงๆ เธออาจตกใจ วิ่งหนีอีกก็ได้ ดังนั้นเลือกเดินไปหา น่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า อย่างน้อยก็ได้ถือว่าเธอเป็นฝ่ายรุกก่อน จะได้ไม่กลัว หรือเกร็งมากจนเกินไป

 

หาก ยังก้าวไม่ถึงมาเฟียหนุ่มดี มือเรียวแข็งแรงของเขากลับจับหมับที่ข้อมือเธอ ก่อนดึงตัวลงมานอนคว้ำ พาดอยู่บนตักของตนอย่างรวดเร็ว และก่อนที่นาคจะได้ทันตั้งตัวกับการถูกจู่โจม เธอก็ต้องสะดุ้งขึ้นเฮือกหนึ่ง เมื่อความอุ่นชื้นพร้อมความนุ่มลื่นชวนจั๊กจี้นิดๆ และมีกลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมยาวสีน้ำตาลทองจะตามมาคลอเคลียที่ราดไหล่และหลังคอของตนแบบไม่เว้นช่วงให้หายใจ
 

ทำไมต้องเริ่มทีหลังคอทุกทีด้วย!  

 

นาคได้แต่นอนประท้วงหน้าแดงในใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และขนลุกไปทั่วตัวกับสัมผัสรุ่มร้อนเหล่านั้น แต่ไม่ได้คิดหนี แม้จะแอบกลัวบ้าง หากรู้ดีว่านี้เป็นคืนเข้าหอ และมันถึงเวลาทีเธอต้องยอมได้แล้ว

 

แต่ความคิดที่ว่าจะยอมเหมือนต้องหยุดชะงัก เมื่อตนรับรู้ได้ถึงริมฝีปากร้อนจนเหมือนไฟของหลานเซ่อ เริ่มไล่ต่ำลงไปที่แผ่นหลัง พร้อมเสื้อคลุมของตนที่เริ่มถูกดึงล้นลงตามไปเรื่อยๆ...

 

หว๋า... อย่าเพิ่ง!” ครั้งนี้นาคร้องเสียงหลง แล้วดิ้นออกจากตักมาเฟียหนุ่มทันใด ก่อนกลิ้งตัวมานอนหงายที่เตียงอีกฝังด้วยสีหน้าตื่นๆ ซีดเผือด ขณะหอบหายใจถี่ๆ ทันใด

 

แต่การพลิกร่างมาเห็นมาอีกฝ่ายเต็มตัว เหมือนจะกลายเป็นเรื่องผิดถนัด เพราะเมื่อหันกลับไปมองที่เขา มันทำให้หัวใจตนเกือบล่วงไปที่ตาตุ่มกับเสื้อคลุมของคนเป็นมาเฟีย ที่คลายลง ให้แขนเสื้อด้านหนึ่งหลุดออกไปจนเปลือยด้านบนไปเกินครึ่ง

 

และ ยามนี้มันเผยให้เห็นเห็นท่อนแขนล่ำสันที่มีมัดกล้ามอย่างนักกีฬาที่ดูพอดี ไม่ใหญ่เกินไป ซึ่งนาคลงความเห็นว่าคงมีผู้หญิงหลายคนยอมตายคาอ้อมแขนนั่นแน่ๆ ในขณะที่เธอไล่สายตาต่อมาบนร่างกายครึ่งหนึ่งที่โผล่พ้นเสื้อคลุมออกมา แล้วต้องจ้องมองแผ่นอกกว้างกำยำแข็งแรงจนชวนเอาหน้าลงซบ ก่อนเลื่อนต่ำมายังหน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อเป็นลอนคลื่นสวยงามไร้ไขมัน แข็งแกร่งน่าสัมผัส ซ้ำผิวเขายังดูขาวเนียนจนผู้หญิงบางคน(รวมถึงเธอ)ยังต้องอิจฉาอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

ชายหนุ่มตรงหน้าดูสมบูรณ์แบบไปทุกส่วนอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ จนหูตาคนมองอยู่แทบมึนเบลอ และได้แต่นอนตัวเกร็งแข็ง รู้สึกอุณหภูมิบนหน้าจะสูงมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 

มีอะไรใบหน้าคมหล่อเหลาจำต้องเสยเส้นผมสีอ่อนของตนขึ้นเล็กน้อย เพื่อหมุนไปมองร่างเล็กกว่าของนาคที่อยู่ๆ ก็ดิ้นออกไปดื้อๆ ทั้งที่ตอนแรกเหมือนจะยอมอยู่นิ่งๆ ให้โดยไม่มีปัญหา

 

เอ่อ... ฉันแค่... นาคลอบกลืนน้ำลาย ปรายนัยน์ตามองร่างสูงข้างตัวเล็กน้อย และเห็นว่าเขาเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้อีกคล้ายเป็นการบีบให้เธอพูดแทนการบอกด้วยปาก ซึ่งนาคก็จำต้องตวัดนัยน์ตาหนีสายตาคมกริบของหลานเซ่อที่ก้มมาใกล้ทันใด ก่อนตอบด้วยเสียงตะกุกตะกักพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสีเข้มไม่จาง ไม่อยาก... ทำ... ทั้งแบบนั้น...

 

มาเฟียหนุ่มเลิกคิ้วรับรู้นิดๆ และพอจะเข้าใจ... แม้จะแอบรู้สึกว่า มันไม่ใช่เหตุผลจริงๆ ของเธอเท่าไหร่นัก

 

แต่ไม่นานนาคก็ต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออีกเฮือกใหญ่ และหัวใจเต้นโครมครามหนักกว่าเดิม เมื่อครั้งนี้ร่างสูงใหญ่ พาร่างกายช่วนหลงไหลทุกส่วนนั้นมาคล่อมตัวเธอไว้ พร้อมหรี่นัย์ตาสีอ่อนคู่สวยคมจ้องตาเธอเขม็ง พลางถามเพื่อความแน่ใจ จะไม่หนีอีกใช่ไหม

 

อือเธอต้องรีบพยักหน้ารับ แม้จะเขินอายเต็มที แต่ก็ไม่อยากให้คนเบื้องหน้ากังวลนักกับท่าทีแปลกๆ ของตัวเอง
 

และเพียงพยักหน้ารับ นาคก็ต้องปิดเปลือกตาลงทันที เมื่อใบหน้าหล่อเหลานั่นก้มลงมาหา ก่อนริมฝีปากหยักลึกจะกดแนบลงบนกลีบปากที่ยังสั่นนิดๆ ของตน... มันเริ่มจากอ่อนโยนแผ่วเบาเหมือนเช่นทุกครั้ง ก่อนเริ่มร้อนแรง และหนักหน่วงขึ้นตามลำดับ ทว่ายังคงใส่ใจทุกความรู้สึกของคนใต้ร่างให้ตามเขาทันเสมอ ไม่เร่งเร้าเกินไปจนเธอต้องหอบหายใจอีก

 

และเพราะการเอาใจใส่ในทุกสัมผัสของคนที่ช่ำชองกว่าหลายเท่า เลยทำให้ไม่นานคนอ่อนวัยกว่าก็ตอบสนองกลับมา แม้จะเงอะงะตามประสา ทว่าไม่รู้เมื่อไหร่ที่เธอเริ่มยกแขนโอบรอบลำคอแกร่งของคนด้านบน พร้อมยกตัวน้อยๆ เพื่อรับสัมผัสจากเขาให้มากขึ้น

 

และวินาทีที่นาคยกตัวขึ้น มือเรียวแข็งแรงข้างหนึ่งจึงเลื่อนขึ้นกอดประคองแผ่นหลังนั่นทันที ในขณะมืออุ่นร้อนอีกข้างที่ว่างกลับค่อยๆ สอดผ่านสาปเสื้อคลุมของเธอ และเลื่อนขึ้นลูบไล้ข้างลำตัวเปลือยเปล่าอย่างแผ่วเบา พร้อมเริ่มไหลเลยไปที่แผ่นหลังด้านในช้าๆ...  

 

แล้วทำไมต้องล้วงตรงนั้นอีกแล้วเล่า!

 

คนที่กำลังปล่อยตัวให้เคลิ้มกับความรู้สึกแปลกใหม่ ต้องเปิดนัยน์ตาที่ปิดปรืออยู่ขึ้นพรึบ พร้อมอารมณ์ร่วมที่กำลังก่อตัวหายเข้ากลีบเมฆทันใด นาคดันตัวห่างจากร่างกายสูงใหญ่ที่เกือบทาบทับเธอสนิท พร้อมกลิ้งตัวอย่างรวดเร็วออกจากอ้อมแขนแกร่งฉับพลัน จนร่างทั้งร่างหล่นตุบบนพื้นข้างเตียง แต่เธอก็ลุกขึ้นยืนได้ในวินาทีต่อมา พร้อมหันมาร้องตะโกนบอกคนตัวใหญ่ที่ยังกึ่งนั้งกึ่งนอนค้างนิ่งไปกับเหตุการณ์การหนีอย่างกะทันหันของหญิงสาวใต้ร่าง

 

ขะ... ขอเวลานอก... ขอเวลานอก แป็บหนึ่ง!” นาคร้องย้ำๆ ด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดและตื่นนิดๆ อีกครั้ง ขณะรีบรวบเสื้อคลุมตนให้มิดชิด และผูกเชือกที่เอวแน่น ราวกลัวเขาเห็นอะไร... ที่คงไม่ใช่ร่างเปลือยเปล่า เพราะเมื่อกี้เขาก็เอามือสัมผัสโดยตรงไปแล้ว... แต่มันเป็นอะไรที่พูดยากกว่านั้น... อะไรสักอย่างที่อยู่บนหลังเธอ

 

หลาน เซ่อต้องหมุนใบหน้าที่ยังมีความงงงันเล็กน้อยไปมองที่หญิงสาวที่ยืนหอบหายใจนิดๆ ข้างเตียง ก่อนเขาจะระบายลมหายใจแผ่ว พลางหยังเชิงเรียบเย็นว่า จะบอกว่าเธอไม่พร้อม

 

เปล่า! ไม่ ใช่ไม่พร้อม... ฉันแค่...นาคอึกอักไปทันที และต้องเม้มปากตนแน่นด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก... รู้ดีว่ามันน่ารำคาญขนาดไหน ที่ดิ้นหนีเขาซ้ำไปซ้ำมาขนาดนี้ ทั้งทีไม่ใช่เวลามาหนีแล้ว  

 

แค่?” ใบหน้าหล่อร้ายกาจนั่นต้องเลิกคิ้วถามขึ้นข้าง ก่อนเขาจะต่อถ้อยคำตน ไม่อยากให้ฉันสัมผัส

 

นั่นก็เปล่า!” นาคร้องปฏิเสธลั่นทันที และรีบแย้งรัวเร็ว ฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่นายสัมผัส... แต่แค่...

 

เธออายมาเฟียหนุ่มคาดเดาอีก พร้อมหรี่นัยน์ตาคมเพ็งพินิจร่างเล็กกว่าตรงหน้าต่อ

 

ก็... ไม่เชิง...เธอได้แต่ตอบเสียงแผ่วแบบขอไปที แม้รู้ว่าความจริง มันมาถึงขนาดนี้ก็หมดเวลาอายแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง และต้องก้มมองปรายเท้าตนสีหน้าสำนึกผิดนิดๆ ก่อนเงยขึ้นมองเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยคมที่ยังนั่งรอเธออย่างนิ่งสงบ ไม่มีท่าทางรุกเข้ามา ทั้งทีฝ่ายชายอย่างเขาต้องเป็นคนอดทนมากกว่าผู้หญิงอย่างเธอในสถานการณ์แบบนี้มาก

 

นาค จำต้องเป่าปาก และผ่อนอาการตื่นตูมของตนให้กลับมาสงบอีกครั้ง และตัดสินใจเอ่ยขึ้นใหม่อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก คือ... นายช่วยปิดไฟได้ไหม... แล้วถ้านายเกิดสัมผัสฉันแล้วรู้สึกไม่ดี... หรือรู้สึก... ขยะแขยงอะไรสักอย่างขึ้นมา... ก็ช่วยไม่พูด แล้วทนๆ ไปก่อนได้ไหม...

 

หมาย ความว่ายังไงครั้งนี้ท่าทางนิ่งสงบของร่างสูงสง่าดูขุ่นมัวขึ้นฉับพลัน เมื่อเสียงที่ถามมาตวัดห้วนและเย็นเฉียบกว่าทุกครั้ง และนาครู้สึกผิดที่ดันพูดแบบนั้นออกไป เมื่อคนเป็นมาเฟียลุกจากเตียงและเดินมาหาเธออย่างไม่รีรอ ซึ่งนาคต้องตกใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นชัดว่าแขนยาวๆ ยืนมาคว้าตัวเธอ จนต้องรีบถอยเท้าเอาแผ่นหลังติดผนังห้องแน่น

 

แต่ถึงจะถอยหนีมาได้ แต่แรงที่มีก็สู้คนตัวใหญ่กว่ามากไม่ได้อยู่ดี เมื่อหลานเซ่อสังเกตเห็นแล้วว่าคนอ่อนวัยกว่ามักดิ้นหนี เวลาที่ตนจะสัมผัสหลังของเธอ ยิ่งรีบเอาหลังมาชิดผนังห้องขนาดนี้ ก็ยิ่งฟ้องว่าเขาคิดถูก ทำให้แขนแกร่งต้องสอดเข้าเอวด้านหลังของเจ้าหล่อน และดึงตัวเธอออกมาจากผนังที่แทบจะฝังร่างกายเข้าไปได้ไม่ยากเย็น

 

และจังหวะที่นาคยังไม่ทันตั้งตัวเขาก็จับตัวเธอหมุนกลับ ให้แผ่นหลังนั่นมาชนกับอกแกร่งของตน และใช้แขนเพียงข้างเดียวกอดตัวร่างเล็กกว่าไม่ให้ดิ้นหลุดไปได้ พร้อมถลกเสื้อคลุมด้านหลังของเธอลงทันที

 

เฮ้ย... เดี๋ยวหลานเซ่อ!” นาคร้องหน้าแดงก่ำ หลับตาแน่นได้แค่นั้น และพยายามจับหมับที่เสื้อด้านหน้าที่หลุดตามแรงของชายหนุ่ม ถึงปิดด้านหลังไม่ทันแล้ว แต่ขอปิดด้านหน้าตนหน่อยก็ยังดี

 

และนัยน์ตาคมกริบที่ดูฉุนเฉียวในยามแรก กลายเป็นต้องคลายลง เมื่อเห็นบางสิ่งบนแผ่นหลังที่สันน้อยๆ ของหญิงสาวตรงหน้า

 

แผล ตั้งแต่ตอนนั้น... เสียงทุ้มลึกว่าแผ่วเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ระเบิดตึกเมื่อห้าปีก่อน ขณะไล่มองรอยแผลเป็นจางๆ คลายรอยบาดจากของมีคมเป็นริ้วๆ หลายสิบรอยบนแผ่นหลัง และเลยไปถึงต้นแขนบางส่วน ซ้ำมีรอยไหม้ที่ทำให้สีผิวของเธอไม่สม่ำเสมอหลายจุด และไม่เรียบเนียนน่าสัมผัสอย่างที่ควรเป็น

 

ขอโทษ... ฉันรู้ มันควรจะดูดีกว่านี้นาคต้องก้มหน้างุดพึมพำออกไป เมื่อรู้สึกถึงสายตาคมที่จ้องเขม็งแผ่นหลังตนอยู่แบบนั้นและเงียบกริบไปนาน จนเธอไม่กล้าหันกลับไปสู้สายตาเขาเวลานี้ ราวกลัวมันขึ้นมากะทันหัน

 

แค่นี่ใช่ไหม ที่กังวลเสียงทุ้มต่ำถามเน้นหนักขึ้นที่หลังศีรษะ

 

แต่นาคยังคงยืนห่อไหล่ตนน้อยๆ ก้มหน้า ไม่ได้หันมาตอบ จนต้องสะดุ้งตัวขึ้นนิดๆ เมื่อวงแขนแกร่งทั้งสองข้างเข้ามาโอบตัวของเธอ และดึงเข้าหาเขาใกล้ขึ้น ก่อนสัมผัสของเส้นผมยาวนุ่มลื่น พร้อมจมูกคมสันและริมฝีปากอุ่นร้อนจะก้มลงจูบแนบที่กลางแผนหลังที่เต็มไปด้วยแผลเป็นนั่นอย่างอ่อนโยนจนแทบเป็นทะนุถนอม พร้อมเสียงพร่าแผ่วก็กระซิบติดแผ่นหลังเล็กๆ ของเธอที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาว่า

 

 “ที่นี่หมดกังวลได้แล้วใช่ไหม

 

เอ่อ... เฮ้ย!” และยังไม่ทันตอบรับอะไร นาคก็ต้องอุทานตกใจขึ้นอีก เมื่ออยู่ๆ ตนก็ถูกอุ้มตัวลอย และวินาทีต่อมาแผ่นหลังตนก็แนบลงกับพื้นเตียงนุ่มๆ อีกครั้ง

 

และเมื่อนาคลืมตาขึ้นมองใหม่ ถึงเห็นว่าใบหน้าคมงดงามเกิดคนทั่วไปนั่น ก้มลงแทบประชิดใบหน้าของตน พร้อมด้วยแรงปราถนาชัดเจนจากนัยน์ตาคู่สวยทรงอำนาจที่ส่งมา และพอขยับตัวถึงรู้ว่าร่างกายสูงใหญ่กำยำนั่นคร่อมอยู่บนตัวเธอจนแทบแนบสนิทแล้ว ซึ่งไม่นานเสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ทำเอานาคกลับมาหัวใจเต็มเร็วอีกครั้ง

 

หวังว่าคราวนี้จะไม่หนีอีกนะว่าจบใบหน้าหล่อเหลาก็โน้มลงมาหาใกล้กว่าเดิม จนจมูกโด่งสวยแตะถูกแก้มร้อนระอุของคนใต้ร่าง พร้อมถ้อยคำพร่าต่ำทิ้งท้ายอีกครั้งว่า เพราะฉันยังไม่อยากปล้ำเจ้าสาวตัวเองในคืนเข้าหอ

 

และเพียงสิ้นคำ ทุกสรรพเสียงก็ถูกกลืนหายไปกับค่ำคืนอันยาวนาน... ที่จะเป็นคืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง






                                                                       ******************





 

10 เดือนต่อมา...

 

หน้าเหมือนพ่อมากกว่าที่คิดแฮะ นาคต้องหรี่นัยน์ตาลงจับจ้องที่ดวงตาคู่โตใสสีดำของร่างเล็กตุ้ยนุ้ยบนตัก ซึ่งมองเธอกลับตาแบ๋วอย่างสนองสนใจเช่นกัน ก่อนแขนเล็กๆ ป้อมๆ ของเด็กชายจะอ้าออกคล้ายอยากยื่นมาสัมผัสหน้าคนอุ้ม ตามด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า

 

มะม๊า

 

นาคสะดุดกึกกับคำเรียกของร่างเล็กจ๋อยทันใด... จะว่าขัดเขินก็ขัดเขินนิดๆ แต่ที่รู้สึกจริงๆ คือ...อึดอัด

 

เธอต้องยิ้มแหย่ๆ ส่งให้เด็กน้อย พร้อมตอบกลับด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แม่นายจริงๆ สวยกว่าฉันเยอะนะเจ้าหนูเพ่ยอิง

 

เขา ชื่อหยางจงต่างหากนาค... หลิน หยางจงเสียงใสจากข้างตัว ทำให้คนถูกทักต้องหันไปหัวเราะน้อยๆ ให้หญิงสาวชาวไทยร่างเล็กบาง ที่แม้เป็นคุณแม่ลูกหนึ่งวัยขวบกว่าๆ บนตักเธอแล้ว แต่ก็ยังดูสวยหวานน่ารักไม่เปลี่ยนเหมือนครั้งแรกที่เธอเห็น... เพียงแค่แตกต่างจากตอนนั้น คือเธอไม่มีท่าทางหวาดกลัวเหมือนลูกนกตัวน้อยๆ ใต้กรงเล็บราชสีอีกแล้ว หากแต่ดูมีความสุข พร้อมมีสีหน้าสดใส กับชีวิตครอบครัวของตนดี

 

ก็ เจ้าหนูนี่หน้าเหมือนเพ่ยอิงยังกับแกะ... หมอนั่นคงตั้งใจปั้นน่าดู นาคว่ากึ่งเล่นกึ่งจริง จนคนเป็นแม่ตัวจริงเริ่มมีสีแดงบนแก้มใสเนียน ก่อนเธอจะลุกมาอุ้มลูกชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังออกจากตักของนาค เพื่อกรบเกรื่อนความเขินอายแทน... ทั้งทีนานๆ ที่จะได้มีโอกาสออกมาเยี่ยมคนคุ้นเคยอย่างหญิงสาวอายุน้อยกว่าตรงหน้า ยังมาโดนเจ้าหล่อนล้อเลียนเข้าให้อีก  ทว่ามีนาก็ไม่วายส่งคำย้อนใส่คนล้อเลียนด้วยว่า

 

แล้วคุณหลินของนาคล่ะ ตอนนี้คงพยายามตั้งใจปั้นอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ... ฉันว่า เขาน่าจะอยากอุ้มเด็กใจจะขาดแล้วล่ะมั้ง

 

เอ่อ... หลุดออกมาได้แต่คำนี้จริงๆ เพราะไม่คิดว่าคนอ่อนหวานกว่ามากมายตรงหน้าจะพัฒนาตัวเองมายอกย้อนเธอได้เหมือนกัน ยิ่งเห็นใบหน้าสวยๆ น่ามองแย้มยิ้มส่งคืนพร้อมลูกชายตัวน้อยในอก ก็ยิ่งทำให้คนล้อเลียนกลายเป็นฝ่ายหน้าขึ้นสีเรื่อบ้าง แต่กระนั้นก็พยายามปรับมันมาให้เป็นปกติ ขณะเลี่ยงมองไปทางอื่น ยกมือเกาข้างแก้มนิดๆ และอ้อมแอ้มตอบกลับไปไม่เต็มคำนักว่า ก็... ไม่ถึงขนาดนั้น... และก็ไม่ง่ายขนาดนั้นด้วย...

 

ความจริงคือ... ยังไม่มีแววว่าเธอจะมีเจ้าตัวเล็กให้หลานเซ่อ เหมือนมีนามีให้เพ่ยอิงเลยต่างหาก ตลอดสิบเดือนมานี่ ถามว่าเธอมีอะไรกับมาเฟียหนุ่มแบบสามีภรรยาทั่วโลกมีไหม... เธอตอบได้เต็มปากเลยว่ามี เพราะคงอย่างที่มีนาว่า คือหลานเซ่อคงอยากอุ้มเด็กใจจะขาดอยู่แล้ว... แต่โอกาสที่ว่าน่ะมันน้อยนิดมาก แถมเป็นโอกาส และช่วงเวลายากที่จะตั้งท้องด้วย เพราะหลานเซ่อน่ะงานเยอะ ตัวเธอเองก็พยายามเรียนงานจากเขาและจงซินอย่างจริงจัง จนบางครั้งก็ไม่มีเวลาพักและเหนื่อยหลับเป็นตายไม่ต่างจากสามีตนเท่าไหร่นัก มารู้ตัวอีกที ก็ตอนร่างสูงใหญ่กลับมานอนหลับ พร้อมกอดตัวเธอไว้หลวมๆ ตอนเช้าแล้ว... ดังนั้นเรื่องชีวิตคู่สวีทหวานแหววตัดออกไปได้เลย พอหมดฮันนีมูนก็คือการกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงทันที... งานเป็นงาน ชีวิตคู่คือชีวิตคู่ ต้องแยกให้ออกโดยเด็ดขาด

 

แต่จะบอกว่าจืดจางลงไหมเรื่องความสัมพันธ์ นาคก็ตอบได้เต็มปากว่า ไม่เหมือน กัน ความจริงก่อนแต่งงานเธอกับหลานเซ่อมีเวลาให้กันน้อยกว่านี้อีก เธออยู่อังกฤษ เขาอยู่ฮ่องกง แทบเจอกันแบบครึ่งปีครั้งหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้เรียกว่าใกล้ชิดกันมากแล้ว แถมเธอยังแอบไปเห็นว่าในกล่องไม้ของหลานเซ่อมีรูปเธอเพิ่มขึ้นตลอดเวลาด้วย... แต่ก็อย่างว่า ถ้าจะให้ถึงขนาดมาสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ พ่อแม่ลูก มีเวลาให้กันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไปเที่ยว ไปดินเนอร์หรูๆ ... ชีวิตจริงมันก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก บางวันเธอยังทานอาหารเย็นพร้อมถือเอกสารในมือไปด้วยอยู่เลย หลานเซ่อเองก็เหมือนกัน บางวันเขากินได้แต่กาแฟแก้วเดียวเท่านั้นด้วยซ้ำ

 

ความจริงสองเดือนแรกที่แต่งมันก็มีเหตุวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เพราะเธอดันมีอาการแปลกๆ ขึ้นมา ทั้งประจำเดือนไม่มา และเริ่มอาเจียน แน่นอนว่าร้อนถึงท่านประธานใหญ่แห่งฉายหงกรุ๊ปที่ต้องบินกลับมาจากอเมริกาทันที และปล่อยให้มือขวาคนสนิทจัดการงานต่อ...

 

แต่กลายเป็นว่าเธอแค่เหนื่อยมาก และใช้สมองมากเกินจนเครียดโดยไม่รู้ตัว  ประจำเดือนเลยเลื่อน และอาเจียนออกมาแบบนั้น

 

และนั้นอาจเป็นครั้งแรกที่เธอร้องไห้เรื่องลูก อยู่ดีๆ เดินออกมาจากห้องตรวจ และเห็นใบหน้าคมหล่อเหลาที่เฝ้ารออยู่อย่างเคร่งเครียดนิดๆ น้ำตาจากไหนไม่รู้มากมายก็ไหลลงมาดื้อๆ... ทั้งรู้สึกผิดที่ทำให้คนที่ทิ้งงานตัวเองกลับมาผิดหวัง และรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรที่สำคัญมากๆ ไปสักอย่างทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้น...

 

และลองมาย้อนดู มันโคตรน่าอายเลย ความจริงไม่มีความผิดใครทั้งนั้น ความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่เธอก็ดันร้องไห้ออกมาหมดเสียงจนมาเฟียหนุ่มต้องยืนปลอบอยู่ร่วมชั่วโมง ซ้ำยังมาปล่อยน้ำตาต่อตอนกลับถึงตึกอีกต่างหาก สรุปเลยเหมือนเด็กเล็กๆ ให้หลานเซ่อมานอนกอดปลอบอยู่แบบนั้นจนถึงเช้า... แต่วูบหนึ่งเธอรู้สึกจริงๆ นะ... รู้สึกจริงๆ ว่าการเป็นแม่มันเป็นยังไงน่ะ..
.

และ ล่าสุดที่ไปตรวจเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ความจริงเป็นการตรวจสุขภาพโดยรวมทั้งหมด ไม่ได้เจาะจงแค่เรื่องท้องหรือไม่ เพราะเธอยังไม่มีอาการอะไร แต่หมอก็หายเงียบไปเลย เหมือนไม่กล้าจะบอกผลทั้งทีน่าจะรู้ว่าก็แค่ผลตรวจร่างกายธรรมดา เธอไม่ได้หวังเรื่องลูก... คงเพราะเห็นน้ำตาเธอครั้งนั้น ก็เลยไม่กล้าพูดอะไรตรงๆ อีกแล้วล่ะมั้ง

 

มัน คงเหมือนที่คนเขาว่า ครอบครัวไหนพร้อมที่จะมีลูก มักไม่ค่อยได้ ในขณะที่พวกเด็กใจแตกที่ไม่เคยพร้อมกลับมีออกมาเป็นดอกเห็ด เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว

 

คิดไปคนที่หน้าแดงในตอนแรกก็กลับกลายเป็นจืดลง จนดูหมอง ขณะเผลอเอามือลูบท้องตัวเองเบาๆ... ซึ่งมันคงยังว่างเปล่าเหมือนเดิม

 

มี นาที่เห็นท่าทางของนาค ก็เหมือนเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ จนเธอต้องรีบละล่ำละลักออกไปด้วยสีหน้าสำนึกผิด นาค ฉันขอโทษ... ฉันไม่ได้จะ...

 

ฮะ ฮะ ไม่เป็นไร... ฉันไม่ได้ยึดติดเรื่องลูกขนาดนั้นหรอก นาคหันว่ากล่าวกลั้วหัวเราะ ทว่าไม่นานก็กลับมาหุบยิ้มลงเล็กน้อย และมองผ่านเลยออกไป พลางพึมพำขึ้นเบาๆ “... แค่... มีได้ก็ดี... ฉายหงกรุ๊ปต้องมีทายาทนี่นะ

 

นาค...มีนาต้องครางชื่ออีกฝ่าย หากยังไม่ทันเอ่ยอะไรเสียงจากหน้าประตูห้องของห้องชุดหรูหราก็ดังขึ้น

 

คุณมีนา รถคุณเพ่ยอิงมารอรับอยู่ข้างล่างแล้วครับ”  

 

มี นาจำต้องเอ่ยขอบคุณชายในสูทสีดำที่หน้าห้อง ก่อนลุกขึ้นยืน และกระชับเจ้าตัวเล็กที่ทำท่าง่วงนอนชัดเจนไว้ในอ้อมอกแน่นขึ้น ก่อนหันมาขอโทษและส่งสายตาสำนึกผิดอย่างจริงใจให้นาคอีกครั้ง ซึ่งนาคก็แค่โบกมือไม่ถือสา และเดินไปส่งร่างเล็กบางที่ประตู

 

ทว่าทันทีที่ประตูตรงหน้าปิดลงสนิท เสียงถอนหายใจจากหญิงสาวในห้องที่เพิ่งยืนฉีกยิ้มส่งแขกกลับดังขึ้นทำลายความเงียบรอบตัว

 

นัยน์ตา สีดำดูเลื่อนลอยเล็กน้อยราวครุ่นคิดบางสิ่ง หากไม่นานเธอก็กลับมาสูดหายใจเข้าเต็มปอด และประสานมือกันเหยียดสุดแขนจนได้ยินเสียงกระดูกข้อนิ้วลั่น พยายามเรียกความฮึกเหิมกลับมา ก่อนบอกกับตัวเองเสียงหนักแน่น พร้อมนัยน์ตาสีดำที่มีประกายกล้า

 

เอาเถอะ ทำงานต่อฤทัยนาค” ... ชีวิต เงาหรือ CUBIC ไม่ได้มีแค่เรื่องลูกหรอกนะ

 

หญิงสาวหมุนตัวกลับมา และเดินดิ่งไปยังห้องหนังสือทันใด ก่อนเปิดประตูสีขาวเข้าไป ตามด้วยปิดมันลงดังเดิม

 

ซึ่ง ภายในห้องหนังสือยามนี้บนผนังที่เคยว่าง กลับมีกระดานไม้อันใหญ่ติดอยู่ และบนนั้นมีกระดาษ พร้อมรูปถ่ายมากมาย ที่ถูกปักหมุดไว้อัดแน่นเต็มพื้นที่ ซ้ำภายในที่เคยสะอาดสะอ้าน บัดนี้มีข้าวของ กองเอกสาร และหนังสือที่ถูกรื้อวางไว้ตามจุดต่างๆ จนแทบไม่มีที่เดิน มุมเดียวที่พอจะดูดีที่สุดคงเป็นพื้นที่รอบๆ เก้าอี้มีผนัก หน้าบอร์ดไม้ที่ตั้งเด่นหราอยู่ ซึ่งนาคก็ตรงเข้ามานั่งที่เกาอี้ตัวนั้น ก่อนเงยหน้าจับจ้องทุกอย่างบนบอร์ดที่ตนปักหมุดหลายสิ่งหลายอย่างไว้ด้วยแวว ตาเพ็งพินิจและจริงจัง

 

ใช่... ห้องสมุดตอนนี้กลายเป็นห้องทำงานส่วนตัวของเธอแล้ว... เมื่อตอนนี้เธออยู่ในฐานะของเงาเต็มตัว... งานที่เรียนรู้ต่างออกไปจากงานบริหารเล็กน้อย ส่วนใหญ่ที่เธอทำคือการรู้จักทั้งมิตรและศัตรูของฉายหงกรุ๊ป  หาจุดอ่อนและจุดแข็งของทุกอย่าง ทั้งของฉายหงกรุ๊ปและทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องคิดก้าวกระโดดในทุกเรื่อง คิดให้มิตรเป็นศัตรูจะทำยังไง และให้ศัตรูเป็นมิตรจะออกมารูปแบบไหน รอยรั่วที่จะเกิดในฉายหงกรุ๊ปจะมาจากทางไหนได้บ้าง เธอจะอุดมันก่อนได้ยังไง คิดทุกอย่างให้นำไปข้างหน้า ให้กว้างและรอบที่สุด ก้าวข้ามให้หลายก้าวที่สุดเพื่อกันปัญหาหรือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะตามมาใน อนาคต... เธอรู้ ว่าตนยังไม่เก่งเท่าพ่อตัวเองหรอก... ยังอีกหลายก้าวกว่าจะตามทัน

 

แต่ใช่ว่าจะไล่ตามไม่ได้...

 

ส่วน หลานเซ่อเห็นด้วยกับเรื่องนี้ไหม... แน่นอนว่าไม่... มาฟียหนุ่มแค่อยากให้เธอช่วยงานเขาเล็กน้อย เหมือนเลขา... แต่เขาก็มีจงซินเป็นเลขาอยู่แล้ว และก็รู้จักเธอดีเกินกว่าจะหยุดสิ่งที่เธอเป็นได้ ทำให้ต้องปล่อยเลยตามเลย... เพราะถึงแม้เธอจะเข้ามายุ่งในวงจรนี้อย่างเต็มตัวแล้ว ทว่าตัวเธอก็ไม่ได้ออกไปเสี่ยงอันตรายที่ไหน และไม่มีใครที่รู้ว่าเธอเป็น CUBIC... อย่างมากที่คนอื่นจะเอาข่าวเธอไปกระจายได้ ก็คือเรื่องเธอเป็นภรรยาของหลานเซ่อเท่านั้น    

 

และ ศัตรูของหลานเซ่อจะทำอะไรล่ะ ถ้ารู้ข่าวนี้... จับเธอเป็นตัวประกันไปต่อรองกับท่านประธานใหญ่แห่งฉายหงกรุ๊ปรึไง... หวังว่าคนพวกนั้นคงไม่คิดหาเรื่องใส่ตัวเองแบบนั้น โดยคิดว่าจุดอ่อนของของผู้ชายทรงอำนาจคือหญิงสาวของเขาหรอกนะ

 

บางว่าจุดอ่อนของพญามังกรคือผู้หญิงของมังกร... แล้วถ้าผู้หญิงที่ว่าเป็นพญามังกรซะเองล่ะ จะทำยังไง

 

เธอ ยังไม่อยากทำลายหมากบางตัวให้สูญไปเปล่าๆ กับการคิดสั้นแบบนั้นของพวกเขา เพราะมิตรและศัตรูก็เหมือนไม้คานที่งัดกันอยู่ ถ้าขาดไปสักอย่างจะทำให้สมดุลทลายลง และตัวเราเองนั่นแหละที่จะล้มไม่เป็นท่า ในวงจรการแข่งขันแบบนี้ การมีมิตรและศัตรูเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด มิตรทำให้เรามีความมั่นคงและมีอำนาจมากขึ้น แต่ศัตรูทำให้เรารอบคอบและแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน หากมีแค่มิตรก็จะอ่อนแอไป หากมีแค่ศัตรูก็จะแข็งกระด้างเกินจนทำให้ต้องทำลายตัวเอง... แถมศัตรูบางกลุ่มของฉายหงกรุ๊ปก็ใช้ประโยชน์ได้อย่างน่าตกใจ หากจัดวางบทให้พวกเขาเล่นดีๆ และถ้าศัตรูที่คิดจะจับเธอไปเป็นประเภทกลุ่มที่ว่าด้วยแล้วล่ะก็... เอาเถอะ เธอจะพยายามไม่ไปเดินเตร็ดเตร่คนเดียวกลางเมืองหรอก... ไม่อยากกำจัดใครทิ้งโดยไม่จำเป็นทั้งนั้นนั่นแหละ

 

แต่ พอคิดเรื่องศัตรูหรือมิตรแล้วก็พานให้นึกถึงอีกสองหนุ่ม ซึ่งหนึ่งหนุ่มที่ชื่อแดนนี่ ทาร์เปียนั้น เหมือนเธอได้ข่าวว่าช่วงนี้ไปเมืองไทยบ่อยๆ ตอนแรกก็เห็นว่าเอาเรื่องข่าวเธอไปส่งให้ครอบครัวที่นั่น และเอาจดหมายจากพี่สาวเธอมาให้บ้าง แต่ช่วงหลังๆ ทำไมเธอถึงรู้สึกของพวกนี้มันเป็นข้ออ้างอะไรสักอย่างให้เจ้าชายหนุ่มลูก ครึ่งคิวบาอเมริกันไปที่ไทยมากกว่า... เอาว่าเธอจะทำเป็นว่า แค่คิดไปเองแล้วกัน... ไม่งั้นวุ่นวายใจ จนไม่เป็นอันทำอะไรแน่...

 

ส่วน อีกหนึ่งหนุ่ม เดนีส เจมส์ คาเว่น... รายนี้ค่อนข้างหายเงียบ... แต่ไม่สนิทซะทีเดียว เพราะครั้งล่าสุดที่ได้คุยคือตอนที่เธอผิดหวังเรื่องลูกนั่นแหละ แต่ส่วนใหญ่ที่คุยผ่านโทรศัพท์นั่นคือเรื่องสัมเพเหระ เขาไม่เจาะจงเรื่องนั้น จนเหมือนแค่มาคุยผ่านๆ และวางสายไป ทำให้เธอแอบคิดว่าเขาคงตัดใจได้แล้ว และทำให้สบายใจขึ้น... แต่เหมือนได้ข่าวล่าสุดว่าเขาเพิ่งปฏิเสธการดูตัวจากลูกสาวนักการเมืองใหญ่ คนหนึ่งไป.. ซึ่งนาคขอให้เขาแค่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเธอเลย...หวังว่าอ่ะนะ...  

 

ว่า แต่... ง่วงแฮะนาคที่กำลังมองเอกสารมากมายบนบอร์ดไม้ ที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตนอดเปรยขึ้นไม่ได้ เมื่อรู้สึกว่าวันนี้ตนไม่แจ่มใส่เท่าไหร่นัก ก่อนเธอจะห้าวขึ้นหวอดหนึ่ง... สงสัยว่าช่วงนี้พยายามเรื่องงานเกินไปละมั้ง เลยนอนน้อย และออกอาการเพลียๆ แบบนี้

 

สงสัยคงต้องหากาแฟกินหน่อย...

 

คิด จบก็ต้องลุก เดินฝ่าข้าวของที่วางระเกะระกะรอบตัว เพื่อเข้าไปในครัว ที่ยามนี้แม่บ้านประจำกำลังเตรียมขนมและเครื่องดืมให้เธออยู่พอดี... ทว่านาคกลับอยากได้แค่กาแฟแก้วโตๆ แก้วเดียว คนสูงวัยกว่าเลยบอกว่าจะจัดการให้และให้เธอออกไปนั่งรอที่ห้องโถงก่อน

 

ซึ่ง ทันทีที่เห็นโซฟา หญิงสาวก็ทิ้งตัวลงไปนอนตะแคงยาวบนนั้นทันทีเหมือนไม้ล้ม หากว่ายังไม่ทันได้ปิดเปลือกตาสนิท และยังอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอก็ได้ยินเหมือนเสียงประตูห้องเปิดและปิดอยู่เบื้องหน้า แต่ความมึนเบลอทำให้ไม่คิดลุกขึ้น และเตรียมปิดเปลือกตาลงแนบสนิทเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราต่อ

 

หาก สัมผัสเบาๆ จากนิ้วเรียวที่ลูบผ่านข้างแก้มราวเป็นการปลุกอย่างอ่อนโยน ก็ทำให้นาคต้องปรือตาของตนขึ้นใหม่ ก่อนได้ยินเสียงทุ้มลึกแสนคุ้นเคยอยู่เบื้องหน้าใกล้ๆ

 

“... นาค

 

ใบหน้าธรรมดาต้องเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนเห็นว่าเจ้าของนัยน์ตาสีอ่อนคู่สวยคมกำลังนั่งขุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ข้างโซฟาตัวยาวของเธอ และก้มมองลงมา โดยยังค้างมือบนแก้มตน พร้อมไล่นิ้วโป้งลูบผ่านเบาๆ อยู่แบบนั้นราวต้องการสื่ออะไรบางอย่างให้เธอรับรู้... ที่ไม่ใช่แค่การปลุก

 

หื๊อ... หลานเซ่อ...นาคจำต้องงึมงำออกมา ก่อนค่อยๆ ดันตัวเองนั่งช้าๆ พลางเอ่ยขึ้นใหม่เสียงงัวเงีย ประชุมเสร็จแล้วเหรอ ถามพลางดึงมือเรียวแข็งแรงของอีกฝ่ายที่ยังค้างอยู่บนแก้มตนมาดูนาฬิกาบนข้อมือเขา ที่เธอต้องเพ็งอยู่หลายวินาทีกว่าจะเห็นเวลาบนหน้าปัดชัดพอ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหลานเซ่อใหม่ด้วยความประหลาดใจ ไวกว่าที่คิดแฮะ
 

ครั้งนี้คนเป็นมาเฟียต้องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เมื่อเจอสายตาสงสัยจากภรรยาตน ก่อนเขาจะตอบเรียบนิ่งแค่ว่า

 

ความจริงยังไม่เสร็จ
 

แล้วมาทำไม... นาคยิ่งขมวดคิ้วฉงนมากกว่าเดิม เมื่อปกติมาเฟียหนุ่มเป็นคนเคร่งเรื่องงานมาก ต่อให้เป็นประชุมเรื่องเดิมๆ เขาก็จะตั้งใจและใส่ใจทุกรายละเอียด และไม่ลุกออกมาง่ายๆ จนกว่าจะประชุมจะจบ และได้ข้อสรุปที่ดีพอ

 

หากความคิดต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงจากแม่บ้านตนที่ด้านหลังเอ่ยแทรกว่า คุณหย่งไท่ค่ะ กาแฟได้แล้ว...
 

อย่าให้กินกาแฟดีกว่า เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเฉียบแทรกคำร่างอวบที่กำลังยกฐานเงินที่มีแก้วกาแฟใบใหญ่ ส่งกลิ่นกรุ่นๆ มา ก่อนตวัดนัย์ตาคมกล้ามามองที่ใบหน้าหญิงสาวที่ชักหัวคิ้วชนกับมากขึ้นกับคำ สั่งนั้น ก่อนเขาจะเอ่ยเน้นเสียงดุนิดๆ ว่า  เป็นพวกน้ำผลไม้ หรือไม่ก็นมจะดีที่สุด

 

นาคต้องเอ่ยแย้งสามีตนทันทีที่ฟังจบ แต่ฉันง่วงจะแย่... งานก็ไม่ค่อยเดินดะ...

 

ง่วงก็เข้าไปนอนพักซะหลานเซ่อดักคอเรียบเย็นอีกครั้ง พร้อมสำทับมาอีกหนึ่งคำสั่ง และช่วงนี้หยุดคิดเรื่องงานไปได้เลยก็ดี

 

ห๊า! แต่...หว๋า!

 

คำพูดที่จะกล่าวไม่เป็นภาษาทันใด เมื่อร่างสูงสง่าก้มมาช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกอย่างรวดเร็ว โดยไม่พูดอะไร และก้าวยาวๆ พาเข้าไปในห้องนอน พร้อมวางคนในอ้อมแขนลงบนเตียงกว้าง ตามด้วยกดศีรษะทุยๆ นั่นลงบนหมอน ขณะคว้าผ้าห่มผืนหนาคลุมตัวเธอจนถึงหน้าอก ก่อนทิ้งร่างกายสูงใหญ่ของตนลงนั่งบนขอบเตียงใกล้ตัวภรรยาตน พลางถอดสูทตัวนอกออก วางพาดที่ปลายเตียง และดึงเนคไทบนลำคอแกร่งให้คลายลงเล็กน้อย ราวเตรียมทำหน้าที่ เฝ้าเต็มที่ จนคนที่มองตามการกระทำทั้งหมดนั้นต้องรวบรวมความคิดอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งเพื่อเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงนว่า

 

เอ่อ... มีอะไรรึเปล่าหลานเซ่อ

 

ไม่ มีคำตอบจากใบหน้าคมเฉียบ มีแต่ใบเอกสารที่นาคสันนิษฐานว่าเป็นผลตรวจเมื่ออาทิตย์ที่แล้วถูกส่งยืนมา ให้ ซึ่งเธอก็รับมันมาดูนิดหน่อย แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียด แต่ร้องขึ้นเหมือนเพิ่งนึกได้ว่า

 

อ๋อ ฉันไม่สบายใช่ไหม” 

 

เพียง ได้ยินคำตอบ แม่บ้านสูงวัยที่เดินตามนายทั้งสองของตนเข้ามา ก็รีบเสนออย่างรู้หน้าที่ทันทีว่า งั้นคงมียาใช่ไหมค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมน้ำให้นะคะ

 

หาก มาเฟียหนุ่มกลับยกมือห้าม และว่าขึ้นราบเรียบ ทว่านัยน์ตาคู่สวยคมยังคงจ้องมองใบหน้าย่นหัวคิ้วไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำของ นาคไม่ห่าง ไม่มียาหรอก... และห้ามกินด้วย

 

คนได้ยินยิ่งมุ้ยหน้าหนักกว่าเดิม แล้วฉันจะหาย...

 

มันไม่ดีกับลูกในท้อง

 

ราว เวลาถูกหยุดชะงักนิ่ง ความสงสัยมากมายในหัวเหมือนขาวโพลนไปทันใด พร้อมร่างอวบของแม่บ้านที่ยืนอยู่ที่ปลายเตียงถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตน และเปิดนัยน์ตามองนายหญิงคนสำคัญของฉายหงกรุ๊ปอย่างตกตะลึง

 

ใน ขณะคนที่นั่งนิ่งบนเตียงกว้าง ยังคงมองค้างใบหน้าหล่อร้ายกาจที่ส่งความจริงจังมาให้ไม่เปลี่ยน และเธอเหมือนเครื่องยนต์ที่หยุดทำงาน ก่อนสิ่งที่พอจะเค้นผ่านลำคอของตนมาได้ยามนี้มีเพียงเสียงคราง ที่แทบไม่ได้ยิน

 

“... ห๊า

 

ผลตรวจมาช้า เพราะพวกหมอต้องการให้แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ให้อะไรผิดพลาดหลานเซ่อยังคงกล่าวเรื่อยๆ แต่ไม่นานใบหน้าหล่อเหลา กลับค่อยๆ ฉายรอยยิ้มบางๆ และมีประกายความยินดีชัดเจนในดวงตาคู่คมงดงาม จนคนบนเตียงกลับมาใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ กับถ้อยคำต่อมาจากเขา และผลแน่ชัดออกมาว่า... เธอท้องได้สามอาทิตย์แล้วฤทัยนาค

 

“... ท้อง... สามอา... ทิตย์...ทุกคำนั้นช่างออกมายากเย็น จนแทบไม่สามารถเปล่งออกมาได้เมื่อเหมือนมีบางอย่างเต็มตื้น และอุ่นวาบทั่วหน้าอกจนถึงลำคอ พร้อมใบหน้าที่ยังช็อคค้าง ก็เริ่มมีหยาดน้ำใสๆ ไหลเอื่อยๆออกมาจากดวงตาของเธอ ก่อนมันจะพรากลงเป็นสายโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว ขณะตนจะย้ำราวเป็นคำถามอีกครั้งด้วยถ้อยคำที่ไม่ค่อยประติดประต่อมั่นคง ท้อง... ลูก...
 

ไม่ มีคำตอบจากชายหนุ่มตรงหน้า หากแต่มีเพียงร่างกายสูงใหญ่ที่ขยับมาใกล้ขึ้น พร้อมมือเรียวแข็งแรงที่กดศีรษะที่เต็มไปด้วยกลุ่มผมสีดำของเธอเข้าหาอก กว้างของเขา และวินาทีนั่นเหมือนทุกสิ่งที่ถูกกดกั้นไว้ทะลักทลายจนหมดสิ้น พร้อมน้ำตามากมายที่พรั้งพรูออกมาไม่หยุดพอๆ กับเสียงร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ ของเธอที่ดังลั่นห้อง กระนั้นก็ยกมือขึ้นกอดกุมที่ท้องของตนไม่คลาย

 

 ใน ขณะที่หลานเซ่อยังคงกดศีรษะของนาคไว้แนบอกตนแน่น พลางหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกราวซึมซับความรู้สึกที่เหมือนภายในถูกเติมเต็มด้วยบางอย่าง ที่ไม่เคยสัมผัสนี้เช่นเดียวกันกับร่างในอ้อมแขน พลางกระซิบด้วยเสียงทุ้มนุ่มกับเธอ แม้จะโดนเสียงร้องไห้โฮนั้นกลบไปก็ตามที

 

อย่าเพิ่งร้องไห้จนหมดแรงล่ะ... เพราะการเป็นแม่ คงต้องเหนื่อยกว่านี้อีกมาก” 

 

... และการเป็นพ่อเองก็เช่นกัน





 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 306 ครั้ง

1,986 ความคิดเห็น

  1. #1983 นาริยา (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 19:33

    1/9/62ยังอ่านอีกรอบ ยิ้มอีกรอบ

    #1983
    0
  2. #1977 rinnoynoy (@rinnoynoy) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 02:15
    จำไม่ได้แล้วว่ากลับมาอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่  แต่มาอ่านทีไรก็ยิ้มได้ทุกที  ความจริงฝันให้มีภาค 3 ออกมาด้วย
    #1977
    0
  3. #1976 Sofior (@sofeer) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 10:27
    62 แล้วยังกลับมาอ่านอีกรอบบบ
    #1976
    0
  4. #1972 YisTheBEST (@fan-yaoi) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 15:16
    กลับมาอ่านอีกรอบ(หลังจากอ่านรูปเล่มซ้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้) ด้วยความคิดถึงเรื่องนี้เลย รักทุกตัวละครในเรื่อง และรักคนแต่งฝุดๆ 55555
    เป็นเรื่องที่หยิบมาอ่านได้เรื่อยๆจริงๆ~
    #1972
    0
  5. #1966 Brightby (@Brightby) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 01:08
    มีความสุขมากจริงๆกับนิยายเรื่องนี้ อ่านหนังสือนิยายวนไปหลายรอบ อ่านในเว็บต่ออีกอีกรอบก็ยังมีความสุขทุกครั้ง มันคือความสุขของเราจริงๆนะ คิดถึงฤทัยนาคกับหลานเซ่อมากจริงๆ อยากให้มีตอนพิเศษออกมาอีกๆๆๆ
    #1966
    0
  6. #1963 SSPP9999 (@SSPP9999) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 00:16
    ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกกับเรื่องนี้ยังงัย รู้คำนึงคือ 'รัก' มากกกก
    #1963
    0
  7. #1957 Sasiwimolmoksiri (@Sasiwimolmoksiri) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 13:44
    คิดถึงจัง
    #1957
    0
  8. #1953 Nisakarn (@nisakarnnnnn) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 01:20
    ยิ่งอ่านยิ่งคิดถึงเรื่องนี้
    #1953
    0
  9. #1951 ตะหนึ่ง (@TwwtT45) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 16:36
    เราเพิ่งมาอ่านเพราะเพิ่งรู้ว่ามีตอนพิเศษที่นาคความจำเสื่อม รู้สึกมาอ่านช้ามาก ทั้งๆที่อ่านนส.มานานแล้ว บอกไม่ถูกเลย มันดีมากๆ ยิ่งตอนที่หลานเซ่อมาบอกว่าท้องแบบ ฮือ มีความสุขมักๆ เรารักเรื่องนี้มากๆเลย เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของเรา
    #1951
    0
  10. #1945 mo2ksrwi3_thawe2.ng (@sweet_black123) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 19:53
    อยากรู้เรื่องพ่อ
    #1945
    0
  11. #1934 Sasiwimolmoksiri (@Sasiwimolmoksiri) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 20:22
    กลับมาอ่านอีกแล้วววว
    #1934
    0
  12. #1901 YisTheBEST (@fan-yaoi) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 02:24
    เป็นเรื่องที่กลับมาอ่านกี่ทีก็ประทับใจและไม่มีเบื่อเลยอ่ะ เป็นนิยายที่อยากรู้ตอนจบแต่ไม่อยากให้จบเลยจริงๆ สนุกมาก ลุ้นทุกบรรทัด
    รักตัวละครทุกตัวในนี้
    เป็นกำลังใจให้นักเขียนสร้างสรรค์ผลงานเลอค่าแบบนี้ออกมาอีกนะค้าาา เรารออุดหนุนทุกเรื่องเลย~~~
    ปล. ระหว่างรอมังกรน้อยเนียร์กับนางเอกสายบู๊ก็อ่านคิวบิกวนไปค่าาา~~
    #1901
    0
  13. #1841 นิมมล หมื่นระย้า (@tuotae) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 20:20
    เอ๊ะ!!!!! ทำไมแดนต้องไปไทยบ่อยๆ แหนะๆๆๆๆๆ จีบใครหรอแดน
    อยากให้คุณแบงค์แต่งของแดนอ่าาาาาา ไม่ต้องภาคต่อจากคิวบิก แต่เป็นเรื่องแยกของแดนเลย ฮื่อออ //ฉันคอยพี่อยู่ที่ท่าน้ำทุกวันเลย
    #1841
    0
  14. #1813 K24J28 (@K24J28) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 22:55
    คิดถึงมากกกก เรื่องในดวงใจจจจ กลับมาเขียนต่อได้ไหมมม~~~
    #1813
    0
  15. #1788 peking duckzZ~ (@asdwe_0) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 20:39
    ของขลังวัดไหนที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามันสามารถดลใจให้พี่แบงค์กลับมาแต่งเรื่องนี้ต่อได้ ไม่ว่ามันจะหายากขนาดไหนจะดั้นด้นไปหามากราบไหว้บูชาค่ะ คิดถึงมากก รักมากกก คิวบิกเป็นนิยายเรื่องแรกจากที่เคยอ่านมาหลายร้อยเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่ารัก หลง มากถึงมากที่สุด เป็นนิยายที่มีแค่4เล่มแต่เป็น4เล่มที่อ่านแล้วอ่านอีก อ่านวนไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เป็นนิยายเล่มแรกที่ทำให้รู้สึกว่า โครตโชคดีที่เกิดมาแล้วเจอกับวรรณกรรมที่ดีมีคุณค่ากับจิตใจขนาดนี้ รักทุกตัวละครที่พี่แบงค์สร้าง รักทุกอย่างที่เป็นคิวบิก เหมือนเป็นนิยายที่ฉีกความเป็นนิยายฉีกกฎพระเอกหล่อนางเอกสวย ฉีกทุกอย่าง และคิดว่าไม่ว่าคิวบิกจะมีต่ออีกซักกี่ร้อยกี่พันเล่มก็อ่านไม่เบื่อและคงไม่มีทางหยุดรักตัวละครพวกนั้นได้ เป็นนิยายที่ไม่ว่ายังไงก็พร้อมเปย์ แต่ดันมาโดนนักเขียนเท เงินที่เอาไว้เปย์เลยเงิบ เป็นม่ายอยู่ในกระเป๋านี่สิคะ คิดถึงเลยมาอ่านอีกอ่านแล้วก็อ่านอีก แล้วก็คิดไปว่าลูกนากับหลานเซ่อนี่จะหน้าตาเป็นไงน้ออจะได้พ่อหรือได้แม่จะเป็นหญิงหรือชายหรือแพ็คคู่มาเป็นแฝด จะสร้างวีรกรรมได้เท่ารุ่นพ่อแม่มั้ย แล้วพ่อแม่ล่ะหลังจากแต่งงานเปนไงบ้างชีวิตคงไม่สงบสุขง่ายๆแน่ จะมีเหตุให้ต้องเสี่ยงตายเเยกจากหนีหายกันอีกมั้ย แล้วเดนิสล่ะหาคนมาดามใจได้รึยัง คิดถึง โหยหา รัก ไม่อยากให้จบดื้อแค่4เล่มเลย รอวันที่พี่แบงค์จะคัมแบคคิวบิกนะคะ ถึงขะไม่ วันนั้นแต่ก็จะรอค่ะ ไม่ว่าตอนนั้นเราจะอายุ60หรือแก่หวำเราก็จะดั้นด้นไปหามาอ่านให้ได้ สัญญาเลยถ้ามีลูกจะให้ลูกได้อ่านนิยายมี่พี่แบงค์แต่ง เรื่องนี้มันดีกับใจจริงๆ รอและรักนะคะ คิดถึงมาก คัมแบคเถอะะ
    #1788
    1
    • #1788-1 ประกายดาบ (@ragnabar) (จากตอนที่ 16)
      28 กันยายน 2560 / 21:21
      1787ครับ ถ้าหาเจอส่งข้อความมาบอกผมด้วยนะครับ คิวบิกนี่เป็นนิยายที่ผมถึงกับขนมาต่างประเทศเลยนะครับเพราะตอนนี้ผมยังเรียนป.ตรียังไม่จบ ตอนย้ายหอตอนปี3หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าจำไม่ผิดซึมไปหลายวันอยู่ตอนรู้ว่าหาไม่เจอ 555
      #1788-1
  16. #1787 peking duckzZ~ (@asdwe_0) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 20:39
    ของขลังวัดไหนที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามันสามารถดลใจให้พี่แบงค์กลับมาแต่งเรื่องนี้ต่อได้ ไม่ว่ามันจะหายากขนาดไหนจะดั้นด้นไปหามากราบไหว้บูชาค่ะ คิดถึงมากก รักมากกก คิวบิกเป็นนิยายเรื่องแรกจากที่เคยอ่านมาหลายร้อยเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่ารัก หลง มากถึงมากที่สุด เป็นนิยายที่มีแค่4เล่มแต่เป็น4เล่มที่อ่านแล้วอ่านอีก อ่านวนไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เป็นนิยายเล่มแรกที่ทำให้รู้สึกว่า โครตโชคดีที่เกิดมาแล้วเจอกับวรรณกรรมที่ดีมีคุณค่ากับจิตใจขนาดนี้ รักทุกตัวละครที่พี่แบงค์สร้าง รักทุกอย่างที่เป็นคิวบิก เหมือนเป็นนิยายที่ฉีกความเป็นนิยายฉีกกฎพระเอกหล่อนางเอกสวย ฉีกทุกอย่าง และคิดว่าไม่ว่าคิวบิกจะมีต่ออีกซักกี่ร้อยกี่พันเล่มก็อ่านไม่เบื่อและคงไม่มีทางหยุดรักตัวละครพวกนั้นได้ เป็นนิยายที่ไม่ว่ายังไงก็พร้อมเปย์ แต่ดันมาโดนนักเขียนเท เงินที่เอาไว้เปย์เลยเงิบ เป็นม่ายอยู่ในกระเป๋านี่สิคะ คิดถึงเลยมาอ่านอีกอ่านแล้วก็อ่านอีก แล้วก็คิดไปว่าลูกนากับหลานเซ่อนี่จะหน้าตาเป็นไงน้ออจะได้พ่อหรือได้แม่จะเป็นหญิงหรือชายหรือแพ็คคู่มาเป็นแฝด จะสร้างวีรกรรมได้เท่ารุ่นพ่อแม่มั้ย แล้วพ่อแม่ล่ะหลังจากแต่งงานเปนไงบ้างชีวิตคงไม่สงบสุขง่ายๆแน่ จะมีเหตุให้ต้องเสี่ยงตายเเยกจากหนีหายกันอีกมั้ย แล้วเดนิสล่ะหาคนมาดามใจได้รึยัง คิดถึง โหยหา รัก ไม่อยากให้จบดื้อแค่4เล่มเลย รอวันที่พี่แบงค์จะคัมแบคคิวบิกนะคะ ถึงขะไม่ วันนั้นแต่ก็จะรอค่ะ ไม่ว่าตอนนั้นเราจะอายุ60หรือแก่หวำเราก็จะดั้นด้นไปหามาอ่านให้ได้ สัญญาเลยถ้ามีลูกจะให้ลูกได้อ่านนิยายมี่พี่แบงค์แต่ง เรื่องนี้มันดีกับใจจริงๆ รอและรักนะคะ คิดถึงมาก คัมแบคเถอะะ
    #1787
    0
  17. #1778 Poppy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 15:37
    คิดถึง จึงกลับมาอ่านอีกครั้ง...และอีกครั้ง
    #1778
    0
  18. #1776 ฺฺBSEOLNLA (@littleghost-_-) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 17:16
    งืออออ ชอบอ้าา
    #1776
    0
  19. #1764 P.27 (@poplovepy) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 22:47
    กลับมาอ่านอีกครั้ง คิดถึงงง
    #1764
    0
  20. #1752 melon (@pedpilin) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 มีนาคม 2559 / 16:09
    ฟินนนนนนนนนนน ฟินขั้นสุดอ่ะ
    #1752
    0
  21. #1722 Khanittha Panuwes (@caddy21) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 16:42
    เพิ่งได้อ่านอ่ะ ฟินสุดๆ
    #1722
    0
  22. #1671 ลูกแกะน้อย (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2557 / 13:20
    ชอบมากลเยค่า อยากเห็นนาคกับหลานเซ่อในฐานะพ่อกับแม่บ้างจัง
    #1671
    0
  23. #1655 jira (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 23:24
    รออ่านอยู่นะคะไม่ว่าจะเป็นคิวบิกภาคไหนๆ จะพิเศษกี่โคตรก็ตาม อ่านแล้วมันฟินน่ะ
    #1655
    0
  24. #1652 jira (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 20:23
    ชอบมากๆ ไมว่าจะอ่านภาคธรรมดา ภาคพิเศษ หรือโคตรพิเศษจะฟินไปหมด เขียนต่อเลยนะคะ ทำเป็นการ์ตูนด้วยนะจะเหมามาเก็บไว้เหมือนสมัยเป็นเด็กที่อ่านคำสาปฟาโรห์เลย
    #1652
    0
  25. #1650 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 11:54
    กรี๊ดดดดดด อยากเล่นหน้าลูกฤทัยนาคกับหลานเซ่ออ่ะ!
    #1650
    0