There should be no RABBIT in this story

ตอนที่ 2 : Chapter 1 : A rabbit and his brother

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 442
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.พ. 59

Chapter 1 : กระต่ายและน้องชาย


อะแฮ่ม..


ข้าก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเล่าให้เยิ่นยาวอ้อมค้อมอะไร เอาเป็นว่าบอกกันตรง ๆ เลยแล้วกัน ก่อนอื่นข้าคงจะต้องออกตัวก่อนว่าข้าไม่ใช่พระเอกหรือตัวเอกของเรื่องราวต่อไปนี้แต่อย่างใด ข้าเป็นเพียงบุรุษแห่งโชคชะตา...เทวทูตจากสวรรค์ผู้มีหน้าที่ชี้นำและส่งเสริมมนุษย์ไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ฟังดูเหมือนจะน่าสนใจ แต่ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงตำแหน่งกิ๊กก๊อกมีไว้เป็นลูกมือของเทพผู้กำหนดโชคชะตาชีวิตมนุษย์ทุกคนบนโลกอันมีนามว่า...เดอะ ไรเตอร์


เดอะ ไรเตอร์ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งและบุรุษแห่งโชคชะตาก็ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งเช่นเดียวกัน มนุษย์ที่มีความสำคัญต่อความเป็นไปของโลกมักจะมีพวกเราคอยเฝ้าดูแลเสมอ โดยเฉพาะในรายที่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ดำเนินชีวิตตามลิขิตของเดอะ ไรเตอร์


สรุปแล้วข้าไม่ใช่พระเอกของเรื่องนี้ ข้าเป็นเพียงคนที่จะช่วยเล่าเรื่องเพี้ยน ๆ ของเหล่าบุคคลในโชคชะตาครั้งนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น...เอ่อ...ถึงบางทีอาจจะทำให้สับสนมากขึ้นก็เถอะ...


ส่วนพระเอกของเรื่อง ก็นั่นไง..ผู้กล้าที่จะมากอบกู้โลก


เซอร์ซัส...เด็กชายวัยสิบสี่ปีแต่ร่างกายสูงใหญ่บึกบึนจนเกินวัย ทายาทสายตรงของทะเลสาบแสงจันทร์ผู้ครอบครองสัญลักษณ์ทุกสิ่งของตระกูลเอาไว้ ทั้งเรือนผมสีบลอนด์ยาวระต้นคอปลิวสยายไปตามแรงลมและนัยน์ตาสีฟ้าฉายประกายมุ่งมั่นคล้ายกับจะคว้าโลกเอาไว้ในกำมือ


คิดว่าข้าจะเป็นบุรุษแห่งโชคชะตาของเขารึ?


เสียใจกับข้าสิ...ข้าไม่ได้เป็นบุรุษแห่งโชคชะตาของเซอร์ซัส แต่เป็นเจ้าเพื่อนร่วมงานที่ใส่ชุดคลุมยาวสีขาวด้านหลังเจ้าหนูนั่นต่างหากล่ะ


ชิ...ข้าเองก็อยากจะใส่เครื่องแบบสีขาวสุดเท่ที่ออกจะดูดีมีสกุล ผิดกับเสื้อคลุมสีดำของข้า...แต่มันดันสงวนไว้ให้พวกบุรุษแห่งโชคชะตาของพระเอกเพียงเท่านั้น


ข้ากับมันข้าหมายถึงเขา


ข้ากับบุรุษแห่งโชคชะตาของผู้กล้าและเดอะ ไรเตอร์เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันตั้งแต่สมัยโรงเรียนเทวทูตรุ่นเยาว์จนถึงมหาวิทยาลัยเทวทูต เดอะ ไรเตอร์ฉายแววในการกำหนดโชคชะตาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จึงได้เลื่อนขั้นเป็นเทพที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงกว่าพวกข้าในเวลาอันสั้น


ส่วนเจ้านั่น...ก็ก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานมากกว่าข้า ถึงจะเป็นบุรุษแห่งโชคชะตาเหมือนกันแต่ก็ได้เป็นถึงบุรุษแห่งโชคชะตาของผู้กล้า คงเพราะผลงานดีตั้งแต่ช่วงทดลองงาน ถึงทำให้เจ้านั่นมักจะได้ดูแลชะตาชีวิตของพระเอกบ่อย ๆ


ส่วนข้า...ชีวิตคนเราจะอะไรมากมาย ข้าก็ทำงานในส่วนของข้าไป รับเงินเดือนไปอย่างไม่ค่อยจะคิดอะไรมาก แต่ล่าสุดแม่ข้าดันหลับในขับรถพุ่งชนกับร้านกาแฟแถวบ้านเข้าอีก ถึงคนจะไม่เป็นอะไรมากแต่ค่าเสียหายก็หนักหนากว่าที่คิด เงินเก็บที่มีทั้งหมดของข้าก็ยังไม่พอจ่าย จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากเดอะไรเตอร์ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าไม่ว่างานอะไรข้าก็รับหมดไม่เลือก...เพื่อหาเงินมาใช้หนี้นั่นล่ะ


ขนาดชีวิตเทวทูตผู้ชี้นำมนุษย์ยังดราม่าขนาดนี้ แล้วมนุษย์บนโลกจะไปเหลืออะไรล่ะ?


เฮ้!เสียงร้องทักดังขึ้นจากเพื่อนร่วมงานของข้า เมื่อเงยหน้ามองข้าก็พบกับรอยยิ้มมุมปากอันแสนเป็นเอกลักษณ์ แม่เจ้าสบายดีนะ?”


เออ...สบายดีน้ำเสียงของข้าห้วนสั้นเหมือนไม่อยากจะเสวนาด้วย จริง ๆ แล้วข้าเป็นมิตรนะ...แต่กับเจ้านี่ข้าออกจะติดรำคาญเสียมากกว่า


เห็นว่าช่วงนี้เจ้าช็อตเงิน ถ้าเกิดเดือดร้อนหรือขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ โบนัสปีที่แล้วของข้ายังไม่ได้ใช้เลย เจ้าจะยืมทั้งหมดแล้วค่อยทยอยผ่อนคืนทีละนิดก็ได้


หน็อย! เดอะ ไรเตอร์! เจ้าคนหักหลังเพื่อน! ไหนบอกว่าจะไม่เล่าให้ใครฟังไงล่ะ? ทำไมปล่อยให้เจ้านี่มาข่มข้าซะได้...ทำร้ายกันได้ลงคอ!


หุบ-ปาก-แล้ว-ทำ-งาน-ซะ


ถึงมนุษย์จะไม่รับรู้ตัวตนของบุรุษแห่งโชคชะตาในยามปกติ...แต่ข้าก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปต่อปากต่อคำกับเจ้านั่นอยู่ดี ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของเจ้าหนูผู้กล้าและอีกหนึ่งคนสำคัญของโลกนี้ที่ข้ากำลังดูแลอยู่ต่างหากล่ะ! ถ้าเทวทูตมัวแต่เม้าท์มอยกันแบบนี้แล้วเรื่องมันจะดำเนินไปได้ยังไงกัน!?


เคอร์นอฟ


น้ำเสียงแหบพร่าของเด็กชายที่กำลังจะกลายเป็นเด็กหนุ่มร้องเรียกผู้เป็นพี่ชาย เซอร์ซัสสาวเท้าเข้าใกล้ร่างเพรียวที่นอนเหยียดกายหลับตาอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวขจี ดาบเหล็กหุ้มด้วยปลอกสลักตราประจำตระกูลสำหรับการฝึกซ้อมดาบประจำวันยังเหน็บไว้ที่ข้างเอว...ท่าทางผึ่งผายสมกับเป็นพระเอกของเรื่อง


ผิดกับเจ้าหนูนั่น...


หือ? ว่าไงเซอร์ซัส?” เจ้าของชื่อทักขึ้นโดยไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง นิ้วเรียวขยับลูบไล่ไปตามเส้นขนหนานุ่มของกระต่ายขนสีดำสนิทที่นอนหลับสนิทอยู่แนบอก แม้ยามหลับตา...ดวงหน้าของเขายังคงคล้ายคลึงกับผู้กล้าราวกับเงาในกระจกสะท้อน หากแต่ไม่ว่าใครก็สามารถแยกสองคนนี้ออกจากกันได้อย่างง่ายดาย เพราะเคอร์นอฟไม่ได้มีเส้นผมสีบลอนด์เปล่งประกายราวแสงอาทิตย์และไม่ได้มีดวงตาสีฟ้าสดราวฟ้าครามยามไร้เมฆ


ท่านพ่อฝากของมาให้เจ้าห่อผ้าขนาดเล็กถูกโยนลงบนพื้นหญ้าข้างกายเคอร์นอฟ เด็กหนุ่มที่นอนอยู่ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า...เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงสดเหมือนดั่งทับทิมน้ำงามบนใบหน้าขาวซีด เขาอุ้มกระต่ายไปวางบนหน้าขาก่อนจะยันตัวขึ้นนั่ง มือบางยกขึ้นเสยเส้นผมสีดำสนิทที่ยาวปรกหน้า ริมฝีปากบางขยับออกเป็นรอยยิ้มกว้างแบบเด็ก ๆ เมื่อหันไปมองของฝากตรงหน้า


อะไรน่ะ? ขนมเหรอ?”


ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่... ก็พอจะรู้อยู่แล้วล่ะนะว่าคาดหวังอะไรกับเคอร์นอฟไม่ได้ จอมมารผู้หวังจะทำลายล้างโลกกับการเรียกหาขนมพร้อมรอยยิ้มบ้องแบ๊ว...เป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจข้าเอามาก ๆ


ใช่...เข้าใจไม่ผิดหรอก เคอร์นอฟเป็นจอมมารอย่างแท้จริงตามลิขิตจากเดอะ ไรเตอร์ และข้าเป็นบุรุษแห่งโชคชะตาผู้ชี้นำเขาให้เลือกเส้นทางแห่งความมืดมิด...อันมีความตายเป็นจุดหมายปลายทางเพียงเท่านั้น


แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความผิดพลาดหรือว่าอะไรกันแน่ เด็กหนุ่มผู้ควรจะมีเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังปลูกฝังเพื่อรอเติบใหญ่ในจิตใจ...กลับกลายเป็นจอมมารหน้าใสชอบเลี้ยงกระต่ายเป็นงานอดิเรก ทั้งที่องค์ประกอบทุกอย่างในการประกอบสร้างจอมมารสมบูรณ์ดีแล้วแท้ ๆ


“ข้าไม่รู้ เจ้าอยากรู้ก็แกะดูสิ” เด็กชายร่างสูงทรุดนั่งลงเคียงข้างเคอร์นอฟ แม้ว่าเซอร์ซัสจะเด็กกว่าถึงสองปี แต่ด้วยความสูงใหญ่ของร่างกายทำให้เขาดูรุ่นราวคราวเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย นัยน์ตาคู่คมหลุบลงต่ำ...เฝ้ามองกระต่ายตัวสีดำที่หลับสนิทด้วยสายตาไม่บ่งบอกอารมณ์


“หวา...ไม่ใช่ขนมแฮะ เป็นหนังสือกับอะไรล่ะเนี่ย?” มือเรียววางหนังสือเล่มหนาปกขลิบด้วยสีทองวางไว้ข้างกายก่อนจะหยิบของชิ้นอื่นภายในออกมา “มีดสั้น...ข้าจะเอามีดสั้นไปทำไมกัน?”


เคอร์นอฟพลิกมีดสั้นในปลอกหนังสีดำสลักรูปดาวหกแฉกด้วยความงุนงง ปรกติแล้วอาวุธทุกชิ้นของตระกูลทะเลสาบแสงจันทร์ต้องสลักตราประจำตระกูลรูปพระจันทร์บนผืนน้ำเหมือนกับดาบยาวของเซอร์ซัส แต่มีดสั้นชิ้นนี้กลับเป็นรูปดวงดาวสีแดง...สำหรับทายาทคนโตผู้ถูกขับไล่ตั้งแต่ยังเยาว์วัย


แม้บิดาจะไม่ได้เลี้ยงดู แต่ก็ยังฝากความห่วงใยผ่านทางบุตรชายคนเล็กอย่างสม่ำเสมอ นับตั้งแต่วันที่เซอร์ซัสพบกับพี่ชายต่างมารดา ณ อีกฟากของทะเลสาบแสงจันทร์เมื่อเจ็ดปีก่อน ของฝากก็เริ่มถูกส่งผ่านเด็กชายอย่างน้อยเดือนละครั้ง ภายในห่อผ้ามักจะเป็นสิ่งของจากต่างแดน ทั้งขนม สมุนไพร หนังสือหายาก ไปจนถึงเงินทองสำหรับใช้จ่าย...ไม่เคยมีสักครั้งที่ของฝากจากผู้นำตระกูล...จะกลายเป็นอาวุธอย่างเช่นนี้


“ของครั้งนี้ไม่ถูกใจเลยอ่ะ เจ้าเอาไปมั้ยเซอร์ซัส? ข้าไม่ชอบใช้อาวุธ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ด้วย” จอมมารของข้าขยับยิ้มกว้างพลางส่งมีดให้กับน้องชาย แต่เด็กชายกับขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น สายตาที่จับจ้องเคอร์นอฟเต็มไปด้วยความไม่พอใจ


“ไม่...ข้าเป็นคนของทะเลสาบแสงจันทร์ มีดของเจ้าไม่มีตราประจำตระกูล” เด็กชายปฏิเสธเสียงแข็ง แม้คนนอกจะไม่เข้าใจ...แต่คนในตระกูลทุกคนกลับรู้ดี ดาวหกแฉกสีแดงเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเคอร์นอฟ เนื่องจากเขาถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับดวงดาวที่ทอประกายสีแดงบนฟากฟ้าทางทิศตะวันตก


“เจ้าทำตัวเถลไถลมาหลายปีแล้วนะเคอร์นอฟ...ถึงเจ้าจะไม่ใช่คนของตระกูล แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยเช่นนี้” เซอร์ซัสตำหนิด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่จะยกคำกล่าวอันเป็นธรรมเนียมของดินแดนขึ้นอ้าง “เด็กชายจะเติบใหญ่เมื่ออายุครบรอบสิบหกปี พวกเขาจะเลือกทางเดินของชีวิตของพวกเขา...เจ้าอายุสิบหกมานานกว่าสี่เดือนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะทำอะไร นอกจากใช้เวลาทั้งวันนอนเล่นริมทะเลสาบ”


“เฮ้...ใจเย็นน่า” มือเรียวยกขึ้นแตะบ่าผู้อ่อนวัยกว่า แต่กลับถูกปัดทิ้งไม่มีชิ้นดี


“ใจเย็น? อย่ามาตลกหน่อยเลยเคอร์นอฟ...เจ้าต้องเริ่มต้นชีวิตของเจ้าได้แล้ว ท่านพ่อก็แก่ชราลงไปทุกวัน...หากเสียท่านพ่อ เจ้าก็ไม่มีเงินทองสำหรับจุนเจือชีวิตของเจ้าอีกต่อไป เจ้าก็รู้ดี...เจ้าไม่ใช่คนของทะเลสาบแสงจันทร์ เจ้าไม่อาจอวดอ้างความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของท่านพ่อได้—“


“ข้าไม่เคยอยากได้มรดกอะไรนั่นเลยสักนิดเซอร์ซัส” น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นขัดคำพูดของน้องชาย “ชีวิตของข้าเป็นเช่นนี้...ข้าไม่เดือดร้อนอะไรสักนิด เราค่อย ๆ คุยกันดีกว่านะเซอร์ซัส ข้าเข้าใจว่าเจ้าอาจจะเหนื่อยจากการเล่าเรียน”


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!? คนที่ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุสิบสองอย่างเจ้าน่ะรึจะมาเข้าใจข้าได้? ชีวิตของเจ้าสุขสบายมานานเกินพอแล้วเคอร์นอฟ ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกขับไล่ออกจากทะเลสาบแสงจันทร์ด้วยซ้ำไป” เซอร์ซัสตะเบ็งเสียงกลบอีกฝ่ายด้วยความกราดเกรี้ยว เสียงดังเสียจนกระต่ายตัวสีดำกระโดดลงจากตักผู้เป็นเจ้าของด้วยความตกใจ ใบหน้าของเด็กชายแดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์


เอ่อ...ตอนนี้ข้าชักเริ่มจะสับสนล่ะว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นตัวร้ายกันแน่...


ก็พอเข้าใจว่าทั้งผู้กล้าและจอมมารล้วนมีเบื้องหลังอันเป็นบาดแผลฝังลึกในจิตใจ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตได้ก้าวเดินต่อไป ต่างเพียงแค่ใครจะใช้ประโยชน์จากปมชีวิตในทิศทางไหน...ปกป้องพิทักษ์ความดีงามหรือทำลายล้างทุกสิ่งให้ย่อยยับพังพินาศ


แต่เซอร์ซัสตอนนี้ดูเหมือนอยากให้โลกพังพินาศมากกว่าจอมมารของข้าเสียอีกกระมัง


คงเป็นเพราะเครียดสะสมจากความคาดหวังของบรรดาผู้คนที่รายล้อม...เซอร์ซัสกลายเป็นทายาทอันดับหนึ่งตั้งแต่วันที่เขาลืมตาดูโลก เพราะบุตรชายคนโตอย่างเคอร์นอฟมีสัญลักษณ์ต้องสาปทั้งเส้นผมสีดำและดวงตาสีแดง ทั้งที่สายเลือดทะเลสาบแสงจันทร์ทุกคนต้องมีเส้นผมสีทองและดวงตาสีฟ้า


ผู้กล้าในวัยเด็กเติบโตขึ้นโดยปราศจากความรักของผู้เป็นแม่...มารดาของเขาจบสิ้นชีวิตลงระหว่างการคลอด ตามคำทำนายจากเคอร์นอฟวัยสิบหกเดือน...มิหนำซ้ำบิดายังแสดงให้เห็นชัดว่ารักบุตรชายคนโตที่ถูกขับไล่มากกว่า ด้วยการเพียรส่งของฝากให้เสมอ ในขณะที่เขากลับถูกเคี่ยวเข็ญให้เรียนหนักทั้งด้านวิชาการและด้านการต่อสู้...เพื่อให้สมกับการเป็นผู้นำตระกูลทะเลสาบแสงจันทร์ซึ่งปกครองหมู่บ้านโดยรอบอันรวมตัวกันเป็นเมืองขนาดเล็ก


ไม่แปลกเลยสักนิด...หากน้องชายจะริษยาชีวิตอันแสนอิสระของพี่ชายต่างมารดา


แต่ก็ใช่ว่าฝั่งจอมมารจะไม่มีปมดำมืดในจิตใจ...


“ข้าคงจะไม่เข้าใจเจ้าจริง ๆ ล่ะนะเซอร์ซัส” เด็กหนุ่มขยับยิ้มบางคล้ายยอมรับแต่โดยดี “เหนื่อยก็พักเสียบ้าง...เจ้ายังเป็นเด็กอยู่เลย อย่าเพิ่งรีบเครียดมากนักสิ...ลองลูบขนกระต่ายดูสิ ทำให้จิตใจสงบลงได้เยอะนะ”


...หรือบางทีเจ้าหนูของข้าอาจจะไม่มีปมดำมืดอะไรที่ว่านั้นจริง ๆ ก็ได้...


“พอสักทีเถอะ!” ผู้กล้าตวาดลั่น “ข้าไม่ตลกกับเจ้าเลยสักนิดเคอร์นอฟ! เจ้าควรจะเลิกต่อปากต่อคำและรับปากกับข้าได้แล้วว่าเจ้าจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ใช่เอาแต่มานั่งมองคฤหาสน์แสงจันทร์จากอีกฟากของทะเลสาบแบบนี้ ท่านพ่อจะได้สบายใจเสียที”


เด็กชายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคู่สีฟ้ามองกดลงมายังผู้เป็นพี่ชายด้วยสายตาขุ่นเคือง มือหนาจับกระชับเข้าหาด้ามดาบก่อนจะชักคมดาบเข้าหาเด็กหนุ่มที่ยังนั่งอยู่บนพื้นหญ้า...


หัวใจของข้าเต้นระรัว...เวลาที่ข้ารอคอยมากว่าแปดปีมาถึงแล้ว


จุดเริ่มต้นของความเกลียดชังระหว่างผู้กล้าและจอมมาร...จุดแตกหักระหว่างพี่ชายและน้องชาย


“หยิบมีดแล้วลุกขึ้นมาเคอร์นอฟ...สู้กับข้า พิสูจน์ให้ข้าได้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาด...พิสูจน์สิว่าเจ้าคือสายเลือดคนหนึ่งของทะเลสาบแสงจันทร์” ริมฝีปากบางของเด็กชายเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็น ขณะที่เคอร์นอฟยังคงนิ่งเฉย นัยน์ตาสีทับทิมเต็มไปด้วยความสับสน


แต่เดี๋ยวนะ... จะให้เอามีดสั้นไปสู้กับดาบเนี่ย มันไม่โกงไปหน่อยเรอะ?


“ข้าไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสู้กับเจ้าเซอร์ซัส... เก็บดาบซะ มันอันตราย” เคอร์นอฟลุกยืนขึ้นช้า ๆ พร้อมกับคว้าห่อผ้าที่ใส่หนังสือและมีดสั้นจากบิดาขึ้นมาถือ เสียงผิวปากร้องเรียกกระต่ายสีดำดังขึ้น จอมมารของข้าก้าวถอยไปยังเบื้องหลังเพื่อหลีกหนีให้ไกลจากคมดาบที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ


ผู้กล้าไม่ปล่อยให้พี่ชายวิ่งหนีออกไปได้...เพียงเขาตวัดดาบในมือเบา ๆ ห่อผ้าสีเข้มก็ขาดสะบั้นลง...ข้าวของภายในร่วงกราวลงบนพื้นหญ้า


“กลัวหรือไงเคอร์นอฟ...หรือจะให้ข้าเปลี่ยนไปใช้มีดของเจ้า...แล้วเจ้าใช้ดาบของข้าดีล่ะ?”


“แบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น เหนื่อยก็ไปพักเสียเซอร์ซัส ข้าไม่ชอบใช้กำลัง..และเจ้าต้องเลิกบ้าได้แล้ว” ผู้เป็นพี่ชายสวนทันทีที่จบประโยค “อีวาน...มาหาข้าเร็ว เราจะกลับบ้านกันแล้ว--” คมดาบวาดผ่านอากาศพุ่งตรงมายังร่างเพรียว เคอร์นอฟขยับตัวเบี่ยงไปทางซ้ายตามสัญชาติญาณ... ปลายดาบเฉียดสีข้างของเด็กหนุ่มไปเพียงเล็กน้อย


ไม่ไหวแน่ ๆ ...ไม่ต้องเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดก็บอกได้ว่า เคอร์นอฟเสียเปรียบน้องชายในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายที่ผอมบางกว่า และทักษะในการต่อสู้ จอมมารของข้าไม่เคยได้ร่ำเรียนวิชาอะไรพวกนี้เลยแม้แต่น้อย จะให้ไปสู้กับเซอร์ซัสก็เหมือนเอาไม้จิ้มฟันไปงัดไม้ซุงชัด ๆ สิ่งเดียวที่ทำให้ข้าวางใจได้ในตอนนี้คือ เดอะ ไรเตอร์ไม่ได้กำหนดไว้ว่าเด็กหนุ่มจะจบชีวิตลงในวันนี้


แต่อย่างน้อยก็ช่วยหลบให้ข้าไม่ต้องใจหายใจคว่ำหน่อยเถอะน่า


เซอร์ซัสเงื้อดาบขึ้นสูงเพื่อฟันลงมาอีกครั้ง ผู้เป็นพี่ชายรีบคว้าหนังสือปกขลิบทองจากพื้นดินขึ้นมากันเอาไว้ คมดาบแทงทะลุหนังสือเล่มนั้นจนไม่เหลือชิ้นดี เจ้าของเรือนผมสีดำระบายลมหายใจยาวทั้งเสียดายหนังสือและดีใจที่ตนยังรอดชีวิต สมองประเมินหาหนทางรอดโดยที่ไม่ต้องต่อสู้


“บ้าเอ๊ย!


เด็กชายวัยสิบสี่ปีสบถเสียงดังพลางดันหนังสือเล่มหนาออกจากดาบประจำตัวของตนเอง ถึงฝีดาบของเขาจะดีจนครูฝึกชมเชย แต่ด้วยอารมณ์คุกรุ่นทำให้การฟาดดาบสะเปะสะปะไม่มีทิศทาง ยิ่งเคอร์นอฟสามารถหลบพ้นคมดาบได้มากเท่าไร ความกระหายในชัยชนะของเซอร์ซัสก็ยิ่งเพิ่มขึ้นสูง


ทั้งที่ความจริงแล้ว...เขาเหนือกว่าเคอร์นอฟทุกทาง โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเลยสักนิด


ขาเรียวยกขึ้นเตะพี่ชายจนล้มกลิ้งไปบนพื้น...ด้วยโทสะที่พุ่งสูงทำให้เด็กชายผมสีบลอนด์ลืมไปแล้วว่าในตอนแรกเขาต้องการเพียงยั่วยุเคอร์นอฟเพียงเท่านั้น...ไม่ได้หมายเอาชีวิตเลยแม้แต่น้อย


ดาบสลักลายพระจันทร์บนผืนน้ำถูกเงื้อขึ้นสูง...วินาทีนั้นเหมือนกับทุกอย่างช้าลงจนแทบหยุดชะงัก แม้ข้าล่วงรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นยังกลั้นหายใจเพราะลุ้นไปกับภาพเบื้องหน้า


กระต่ายตัวอ้วนกลมกระโดดเข้าตัดหน้าคมดาบก่อนที่มันจะได้ลิ้มรสคาวเลือดของเด็กหนุ่มผู้ล้มลงบนพื้นดิน...ใบดาบแทงทะลุร่างสีดำขนาดเล็กจนเห็นปลายดาบแหลมที่โผล่พ้นออกมา ก่อนร่างนั้นจะกระเด็นไปอีกทางตามแรงสะบัดของเซอร์ซัส


เคอร์นอฟวิ่งตามร่างเล็กที่ลอยละลิ่ว...สองมือบางจับประคองกระต่ายสีดำขึ้นจากพื้นหญ้าอย่างแผ่วเบา เลือดอุ่นไหลอาบไปตามฝ่ามืออันสั่นระริก...

 

TBC.

Savvy 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

57 ความคิดเห็น

  1. #51 Zethius (@alisia-w-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 00:17
    น้องต่าย!!!! TToTT
    #51
    0
  2. #49 Cheshire. (@priawtingtong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 / 18:45
    เป็นการบรรยายที่เทพมากๆ อยากจะให้แวะไปติชมบทความเราบ้างจริงๆ ><
    #49
    0
  3. #46 cute-ghost (@sweet-moon) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 14:33
    โอ๊ย ชอบเป็นนิยายดีงาม แปลกดี 
    เคอร์นอฟทำอะไรซักอย่างได้ไหม กระต่ายแกตายแล้วนาเหวย
    #46
    0
  4. #27 WhoamI (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2559 / 22:15
    สวัสดีค่ะเรามาจากกระทู้รับวิจารย์นิยาย



    ชื่อเรื่องมีความน่าสนใจอยู่ค่ะ พล็อตเรื่องก็ดูแปลกไม่เหมือนใคร คือเราหมายถึงพล็อตเรื่องน่าสนใจนั้นแหละค่ะ555



    ไรท์บรรยายได้ดีและใช้สำนวนดีงาม อ่านแล้วลื่นไหลค่ะ ไม่มีอะไรจะติ ขนาดหาคำผิดแล้วยังไม่เจอเลย-3-

    ตอนๆหนึ่งก็ยาวดีค่ะ อ่านแล้วจุใจ



    ยังไงเราก็เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ สู้ๆ^^
    #27
    1
    • #27-1 SavvySave (@savvy_save) (จากตอนที่ 2)
      4 เมษายน 2559 / 22:19
      ขอบคุณนะคะ ><
      #27-1
  5. #20 Lyaly (@lyaly-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2559 / 22:21
    ทั้งๆ ที่เป็นบทแรกแท้ๆ ไรท์ก็ไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเคอร์นอฟ กับน้องต่ายไว้มาก แต่ฉากสุดท้ายนี้อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจค่ะ เจ็บปวดแทนพี่เคอร์เค้า 55555
    สนุกมากค่ะ บรรยายลื่นไหล มีสำนวนที่ชัดเจนและน่าสนใจ
    แต่เราไปรู้สีกเอาตอนบรรทัดหนึ่ง ตอนที่น้องชายปัดมือพี่ชายออกจากบ่า ไรท์เขียนไว้ประมาณว่า
    -กลับถูกปัดทิ้งไม่มีชิ้นดี-
    อ่านแล้วมันแปลกๆ ค่ะ ส่วนมาดคำว่าไม่มีชิ้นดีนี่ใช้อธิบายสิ่งของที่แตกหัก หรือหัวใจที่ปวดร้าว ><
    แต่ในสถานการณ์นี้แนะนำให้เปลี่ยนประโยคเป็น
    -กลับถูกปัดทิ้งโดยไม่ใยดี-
    จะตรงกับสถานการณ์มากกว่านะคะ ^^ ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ
    นิยายเรื่องนี้แค่เริ่มบทแรกก็ดึงดูดให้อ่านบทต่อไปทันทีเลยค่ะ สนุกดี ตอนนี้นั่งคิดอยู่ในใจว่าสองพี่น้องจะแตกหักกันมั้ยน้า...
    #20
    0
  6. #15 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 21:52
    โอยยย ภาษาดีงามเหมือนเดิมมมมม

    น้องกระต่าย ม่ายยยย
    #15
    0
  7. #14 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 21:52
    โอยยย ภาษาดีงามเหมือนเดิมมมมม

    น้องกระต่าย ม่ายยยย
    #14
    0
  8. #7 Esta Em Maho (@jawwns) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 11:48
    โอยยยย เราชอบไอเดียการบรรยายของคุณมากเลยค่ะ ><

    กรี้ดดดดดด 


    คือ เราเบื่อนิยายในเด็กดีส่วนใหญ่ที่จะเล่าเรื่องจากมุมมองผ่านตัวละครบุรุษที่ 1 เท่านั้น
    (เรามองว่าไม่เหมาะกับงานแฟนตาซี)

    เราคิดว่าการบรรยายที่โอเคกับแฟนตาซีคือ

    การบรรยายแบบพระเจ้า หรือ บุคคลที่ 3 สลับกับ ผ่านตัวละครใดตัวละครหนึ่ง 


    เราเคยอ่านงานที่มีมนุษย์ล่องหนบ้าง (เราเรียกมุมมองจากตัวละครบุคคลที่ 3 ในเหตุการณ์ ที่บอกเล่าเรื่องราวแก่คนอ่าน โดยที่ตัวละครอื่นๆ ในฉากมองไม่เห็นว่า มนุษย์ล่องหนน่ะค่ะ)

    แต่ยังไม่เคยเจองานที่ใช้มนุษย์ล่องหนทั้งเรื่อง (เราอาจจะอ่านมาน้อยค่ะ)


    เราไม่รู้ว่าคุณจะใช้ การบรรยายแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่องไหม

    แต่เราชอบมากๆ เลยค่ะ

    ข้อดีของการบรรยายแบบมนุษย์ล่องหนที่เหนือกว่า พระเจ้า/บุคคลที่ 3 สลับ ตัวละครเอก
    คือ ไม่ต้องรอขึ้นฉากใหม่ ไม่ต้องรอขึ้นบทใหม่ เพราะแบบนี้ไม่งง (เราไม่งงเลยนะคะ)

    เราว่าแบบนี้มันโอมากอะ แถมคุณยังไม่ใช้ มนุษย์ล่องหนโดยสมบูรณ์แบบด้วย คือมีคนอื่นที่มองเห็นบุรุษแห่งโชคชะตา

    เราไม่รู้ว่าคุณจะจัดว่าการบรรยายแบบนี้อยู่ในหมวดไหนนะ 5555 มันอาจดูก้ำกึ่ง

    แต่เราชอบไอเดียการวางพล็อตและการบรรยายแบบนี้มากเลยค่ะ


    ^^ จะติดตามนะคะ เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ใส่ใจ และมีคุณภาพค่ะ : )
    เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #7
    0