There should be no RABBIT in this story

ตอนที่ 8 : Chapter 7 : A rabbit in the backyard

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 เม.ย. 59

Chapter 7 : กระต่ายในสวนหลังบ้าน



สายลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิพัดพากลิ่นกุหลาบให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ เด็กหนุ่มเอนหลังพิงพนักม้านั่ง มือเรียวยกขึ้นสางเส้นผมสีดำที่ปรกหน้าก่อนจะกลับไปสนใจหนังสือสารานุกรมดอกไม้เวทมนตร์เล่มหนาในมือ ถัดไปไม่ไกลนักมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นั่งพรวนดินแปลงพืชที่ยังไม่ได้หว่านเมล็ดอย่างตั้งใจ


ช่างเป็นภาพอันแสนสงบสุขอะไรเช่นนี้ ควรค่าแก่การเป็นภาพประกอบนิทานสำหรับคุณหนูอย่างยิ่ง  ถ้าไม่ติดว่าเจ้าหนูนั่นดันเป็นจอมมาร...ผู้ใจจดใจจ่อกับหนังสือสารานุกรมที่ใครอ่านไม่เผลอหลับก็มีต้องหาวกันบ้าง ส่วนเจ้าบึ้กนั่นดันเป็นกระต่ายต้องสาปของจอมมาร แถมยังเป็นกระต่ายที่มีพลังช้างสารขนาดหักคอมนุษย์ได้ด้วยมือเปล่า...


                เออดี วิบัติกันไปหมดแล้วโลกนี้


ถ้าถอนหายใจแล้วอายุจะสั้นลงหนึ่งวัน ป่านนี้อายุขัยของข้าคงจะเหลือไม่ถึงวันพรุ่งนี้ เพราะตั้งแต่รับงานนี้มา ข้ายังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าถอนหายใจวันละกี่หน บอกตรง ๆ ว่าถึงเงินจะดีแต่ไม่คุ้มค่ากับการต้องมานั่งปวดประสาททุกวัน ข้าขอสัญญาว่าครั้งหน้าถ้าจะรับงานอะไรจะหาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจรับงาน


ช่างเถอะ...ข้าบ่นระบายอารมณ์ไปอย่างนั้นแหละ กลับมาที่เคอร์นอฟดีกว่า ข้าขอเล่าแบบรวบรัดแล้วกัน อะไรที่ซ้ำกันมาก ๆ ก็ขี้เกียจเล่า คนเราไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกวินาทีของจอมมารหรอก เอาแค่บางเรื่องก็พอแล้วน่า


สามวันแล้วที่เด็กหนุ่มพักอาศัยอยู่กับเอลฟ์หนุ่มหน้าสวย อาการป่วยของเคอร์นอฟดีขึ้นจนแทบจะหายเป็นปรกติในระยะเวลาอันสั้น เป็นเพราะความรู้ด้านสมุนไพรของจอมเวทแห่งป่าภูติพรายล้วน ๆ ถึงเดเมียนจะทำเป็นออกปากว่าเขาถนัดทำลายล้างมากกว่าเยียวยาก็เถอะ...โธ่ เจ้าเอลฟ์ปากไม่ตรงกับใจ


                กิจวัตรประจำวันของชายสามคนในบ้านไม้หลังเล็กค่อนข้างจะคงที่ หลังจากเคอร์นอฟเป็นลมล้มไปในวันนั้น เขาถูกเดเมียนบังคับให้นอนอยู่บนเตียงแทบจะตลอดเวลา ต้องรอให้แดดร่มลมตกถึงจะได้รับอนุญาตให้ออกมานั่งอ่านหนังสือในสวนได้ ขณะที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านมักจะขลุกตัวอยู่ในห้องส่วนตัวทั้งวัน จะออกมาข้างนอกก็ต่อเมื่อถึงเวลาอาหารหรือออกมาดูแลความเรียบร้อยในสวนเท่านั้น


หลังพระอาทิตย์ตกดินเดเมียนจะต้องหายเข้าไปในป่าภูติพรายวันละหลายชั่วโมง สองคืนที่ผ่านมาสีหน้าของเอลฟ์หนุ่มไม่ซ้ำกันสักวัน คืนแรกเขาอารมณ์ดีจัดถึงขนาดหยิบแปรงมาสางผมให้เคอร์นอฟก่อนนอน แต่อีกคืนใบหน้ากลับเรียบเฉยแทบไร้อารมณ์ แต่นัยน์ตาสีเทาวาววับเหมือนกำลังหงุดหงิดอย่างหนัก


                จอมมารไม่กล้าถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปทำอะไรในป่าได้ทุกคืนและอะไรทำให้เขาอารมณ์ปรวนแปรได้ขนาดนั้น ถึงเป็นข้า...ข้าก็ไม่กล้าถามเหมือนกัน เดเมียนอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ยิ่งกว่าผู้หญิงในช่วงวันนั้นของเดือน ถือว่าโชคดีที่เขาสวยจัด จะยิ้มหรือจะบึ้งก็ยังดูดี อย่างว่า...คนหน้าตาดีทำอะไรก็ไม่ผิด


                ถึงเอลฟ์หนุ่มจะทำดีกับจอมมารบ้างตามอารมณ์ แต่เขาใจดีกับเจ้ากระต่ายร่างบึ้กอย่างสม่ำเสมอ เดเมียนคิดเอาเองตามประสาคนอยู่ในป่าภูติพรายมาทั้งชีวิตว่าเซบาสเตียนคือภูติกระต่าย เขาจึงไม่ตกใจสักนิดตอนที่เห็นกระต่ายกลายร่างเป็นคนต่อหน้าต่อตา แม้ว่าจอมเวทจะใช้งานกระต่ายต้องสาปให้ทำสวน เขาก็ยังอุตส่าห์ตบรางวัลให้เป็นผักกาดและแครอทหัวโต ข้าว่าที่จริงแล้วเอลฟ์ผมแดงเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตทุกประเภท...ยกเว้นมนุษย์


                ตู้ม!


เสียงระเบิดดังกึกก้องจากภายในบ้าน กระจกหน้าต่างแตกเป็นเสี่ยงตามแรงอัด ควันสีแดงพวยพุ่งออกมาจนคละคลุ้งไปทั่ว ร่างสูงใหญ่บนพื้นดินสะดุ้งโหยง เซบาสเตียนกระโจนเข้ามาหาผู้เป็นเจ้านายด้วยความรวดเร็ว เขายืนบังร่างบนม้านั่งคล้ายต้องการจะปกป้อง ใบหูยาวตั้งขึ้นเหมือนระแวดระวังภัย ดวงตาสีแดงจับจ้องไปยังต้นตอของเสียงอย่างไม่วางตา


“แค่ก ๆ” เสียงไอของเดเมียนดังขึ้นท่ามกลางหมอกควัน เพียงแค่เขาโบกมือไล่อากาศเหมือนรำคาญ สายลมแรงก็พัดพาควันสีแดงให้หายไปในทันที มิหนำซ้ำเศษกระจกยังกลับไปเรียงตัวบนหน้าต่างและประสานตัวเข้าหากันเรียบร้อย ทุกอย่างกลับคืนเป็นปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชั่วพริบตา


ตอนแรกเคอร์นอฟคิดว่าแรงระเบิดคงจะทำให้เอลฟ์หนุ่มหงุดหงิดจัดจนพร้อมอาละวาด แต่ความคิดของจอมมารผิดไปอย่างสิ้นเชิง ผู้พิทักษ์แห่งป่าภูติพรายเดินออกมาพร้อมยิ้มหวานอย่างเริงร่า ดวงตาคู่งามเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเพชรยามกระทบแสงไฟ


“ผลงานใหม่ของข้า...เมล็ดมะเขือเทศพันธุ์พิเศษสำหรับพวกมนุษย์หน้าโง่ที่บังอาจมารบกวนชีวิตอันแสนสงบสุขของป่าภูติพราย” เขาชูถุงผ้าสีน้ำตาลในมือขึ้นอวดก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบของข้างในออกมา เคอร์นอฟขยับเข้าไปมองด้วยความสนใจ...ขนาดข้าเองยังต้องชะโงกหน้าเข้าไปดู พอรู้อยู่บ้างว่าเดเมียนชอบทดลองพันธุ์พืชแปลก ๆ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่ามะเขือเทศพันธุ์พิเศษมันจะพิเศษยังไง


นิ้วเรียวโรยเมล็ดพืชลงบนแปลงที่เซบาสเตียนพรวนดินทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มผมยาวเทน้ำจากบัวรดน้ำสีสดใสรอบแปลงพอเป็นพิธี เพียงแค่ได้รับความชุ่มชื้นของหยดน้ำ มันก็เริ่มเติบโตกลายเป็นต้นกล้า อึดใจต่อมาลำต้นก็โผล่พ้นขึ้นจากดินกลายเป็นต้นมะเขือเทศขนาดย่อม ดอกสีขาวบานสะพรั่งแปรเปลี่ยนเป็นมะเขือเทศลูกเท่ากำปั้นภายในไม่ถึงนาที


นี่มันมะเขือเทศกลายพันธุ์มากกว่ามั้ง? ไม่มีพืชผักสวนครัวที่ไหนหว่านเมล็ดแล้วออกดอกออกผลภายในสามนาทีหรอกนะ


“มะเขือเทศของท่านโตไวดีนะ” เสียงทุ้มกล่าวชมจากด้านข้าง เดเมียนหันไปมองดวงตาใสกิ๊งของเด็กหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับยิ้มกว้างจนใบหน้าสวยยิ่งงามจัดจนดูเหมือนภาพลวงตามากกว่าความจริง


“ไม่ใช่แค่โตไวอย่างเดียวหรอกน่ะ ถ้าแค่นั้นข้าคงไม่ต้องเสียเวลาวุ่นอยู่กับมันเป็นเดือน” เอลฟ์หนุ่มปลิดมะเขือเทศออกจากขั้วด้วยทีท่าสบาย ๆ เขาขว้างมันออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นเขตของทิวเขาสีนิลอย่างเต็มแรง มะเขือเทศลูกนั้นกระเด็นตกไปไกลจนแทบมองไม่เห็น ก่อนที่เคอร์นอฟจะได้เอ่ยปากถามอะไรเสียงระเบิดดังกึกก้องก็ดังขึ้นเสียก่อน ตามด้วยควันสีแดงที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว

                

                “เอ่อ...มันอันตรายหรือเปล่า?” จอมมารเอ่ยถามขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ หากมองให้ดีจะเห็นว่าผิวขาวซีดเซียวลงด้วยความวิตกกังวล อะไรบางอย่างในดวงตาสีทับทิมทำให้เดเมียนเลื่อนมือมาขยี้ผมสีดำสนิทของร่างสูงกว่าอย่างแผ่วเบาคล้ายจะปลอบโยน อะไรบางอย่างที่ว่าคงจะใกล้เคียงกับสัญชาตญาณความเป็นแม่...


แต่นี่เอฟล์ผู้ชาย จะให้มีสัญชาตญาณความเป็นแม่ไปเพื่ออะไรไม่ทราบ? ถึงจะเป็นเดอะ ไรเตอร์ก็ไม่ควรจะใส่นิสัยให้คนบนโลกนี้ตามใจชอบนะเฮ้ย


ไม่หรอก เจ้าอย่าคิดมากเลย มันก็แค่ระเบิดควันเท่านั้น แรงระเบิดไม่ได้รุนแรงขนาดจะฆ่าใครได้ อย่างมากก็ทำให้สับสนหรือไม่ก็เบี่ยงบนความสนใจได้บ้าง ข้าเพิ่งถูกห้ามมาไม่ให้เล่นงานใครถึงตายเมื่อคืนนี้นี่เองแม้ประโยคหลังจะฟังดูแปร่ง ๆ แต่น้ำเสียงและใบหน้าของเดเมียนอ่อนโยนเสียจนไม่หลงเหลือท่าทีเหวี่ยงวีนที่เคยมีเลยสักนิด


 เรียกได้ว่าเขากลับไปเป็นเอลฟ์คนเดียวกับที่จอมมารลืมตาตื่นมาเจอในตอนแรกก็ไม่ผิดนัก


เอาจริงข้าสับสนกับเด็กปั้นคนนี้ของเดอะ ไรเตอร์อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอารมณ์ของเขาที่แปรปรวนราวกับเป็นไบโพลาร์ จากการที่เขาช่วยเหลือและเยียวยารักษาเคอร์นอฟมาตลอดทำให้ข้าสัมผัสได้ว่าแม้จะปากไม่ตรงกับใจไปบ้างแต่เนื้อแท้ของเดเมียนเป็นคนอ่อนโยน เพียงแค่เขามีอคติกับมนุษย์จนกลายเป็นว่าไม่อยากทำดีกับใคร บางทีความโลกสวยสดใสของจอมมารอาจจะทำให้เอลฟ์หนุ่มยอมเปิดใจให้โลกใบนี้ก็ได้


แล้วมันใช่ซะที่ไหนล่ะน่ะ...


การเดินทางในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เด็กหนุ่มเข้าสู่ด้านมืดและกลายเป็นจอมมารเต็มตัว ไม่ใช่ให้เคอร์นอฟไปเยียวยาจิตใจชาวบ้าน ไอ้เรื่องสร้างโลกให้สวยงามน่าอยู่ราวกับวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์เป็นหน้าที่ของฝั่งผู้กล้าไม่ใช่เรอะ? ข้าว่าที่เรื่องราวมันไม่เข้าที่เข้าทางสักที เป็นเพราะว่าเดอะ ไรเตอร์ใส่ตัวละครผิดฝั่งแน่ ๆ


“เจ้าชอบปลูกผักมั้ยเคอร์นอฟ มันเป็นงานอดิเรกที่ข้าชอบที่สุดเลยล่ะ” จอมเวทเอ่ยขึ้นพลางเดินไปรอบสวนหลังบ้านของตนเอง เขากวาดมองเหล่าพืชผักน้อยที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยงามด้วยความภาคภูมิใจ ประโยคต่อมาของเดเมียนเจือด้วยแววขบขันนิด ๆ “เจ้ารู้มั้ย...ในนั้นป่าแห่งภูติพรายมีภูติดอกไม้ นางไม้ พรายน้ำ อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด แต่ไม่ยักกะมีภูติผักสวนครัว”


นัยน์ตาคู่สีเทาหันมามองอีกฝ่ายด้วยประกายตาระยับ เด็กหนุ่มเดินตามร่างสะโอดสะองพร้อมกับปิดปากเงียบ ได้แต่ขยับยิ้มบาง ขณะปล่อยให้ผู้พิทักษ์แห่งป่าต้องห้ามเล่าเรื่องราวของเขาออกมาเรื่อย ๆ


“ตั้งแต่เด็ก ๆ ข้าก็สงสัยมาตลอดว่าหน้าตาของภูติผักสวนครัวจะเป็นยังไง ภูติแครอทอาจจะผอมสูงมีผมสีส้ม ภูติผักกาดก็คงจะมีผมสีเขียว...คิดไปว่าถ้าพยายามปลูกดี ๆ อาจจะมีภูติเกิดขึ้นก็ได้ พยายามอยู่ตั้งหลายปี ใช้ดิน ใช้น้ำจากป่าภูติพรายก็แล้ว เคยแม้กระทั่งเอาไปปลูกในนั้น แต่จิตวิญญาณแห่งป่าคงไม่เห็นด้วย มะเขือเทศของข้าเลยยังไม่กลายเป็นภูติมะเขือเทศสักที ทุกวันนี้ได้แต่ทดลองพันธุ์พืชแก้เซ็งเท่านั้น”


                มะเขือเทศระเบิดได้เมื่อกี้นี่เรียกว่าทดลองพันธุ์พืชเล่นแก้เซ็งได้จริง ๆ เรอะ?


เจริญเถอะ...จอมมารบ้ากระต่าย ส่วนจอมเวทก็บ้าพืชผักสวนครัว ถ้ามีนักรบชอบเย็บปักถักร้อยขึ้นมาอีกคน ข้าคงจะเส้นเลือดในสมองแตกเพราะเครียดเกินไป...ข้าไม่ได้ขู่เจ้านะเดอะ ไรเตอร์ ขอร้องล่ะ เลิกส่งมนุษย์ประหลาด ๆ มาให้ข้าเสียที ข้าขอดูแลคนปรกติบ้างจะได้มั้ย?


 “อาการเจ้าดีขึ้นมากนะ แผลของเซบาสเตียนก็สมานแล้วเหมือนกัน อีกไม่กี่วันพวกเจ้าก็ออกเดินทางได้แล้ว นี่ตั้งใจจะไปที่ไหนต่อล่ะเจ้าของบ้านถามขึ้นพลางเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้สีขาวที่ตั้งอยู่กลางสวน จอมมารของข้าทรุดนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม ส่วนเซบาสเตียนพอเห็นก็ตามเข้ามานั่งด้วยพร้อมกับจ้องมองตาแป๋ว ท่าทางของกระต่ายในร่างคนเรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้กับคนที่เหลือได้เป็นอย่างดี...คนที่เหลือนั่นไม่นับข้านะ ขอแย้งหน่อยเถอะว่ากระต่ายร่างยักษ์มันน่าเอ็นดูตรงไหนไม่ทราบ


“นั่นสิ...ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปที่ไหนดี” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ดวงแก้วสีทับทิมเหม่อมองต้นไม้สูงใหญ่ที่รายล้อมอาณาเขตบ้านไม้หลังเล็ก แม้จะรู้สึกโล่งใจที่หนีมาไกลจนไม่มีใครหาเจอ หากแต่ลึกลงไปในใจกลับอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เคอร์นอฟไม่รู้เลยว่าเขาจะมีวันได้กลับไปเหยียบกระท่อมปลายสนอีกหรือไม่ สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย...โดยเฉพาะความทรงจำระหว่างเขาและแม่


“ถ้ายังคิดไม่ออกก็ไม่เป็นไร ตอนนี้เจ้าพักที่นี่ไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน” จอมเวทแห่งป่าภูติพรายเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา เสียงปลอบโยนของเขาคล้ายสายลมเย็นที่ทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด เคอร์นอฟขยับยิ้มบางก่อนจะพึมพำขอบคุณ


                ข้าอยากจะเขกหัวจอมมารแรง ๆ สักที ข้อหามัวแต่เพ้อจนลืมเรื่องสำคัญ เคอร์นอฟ...เจ้าลืมสนิทไปแล้วเหรอว่าเจ้าต้องตามหาหอคอยอันเป็นนิรันดร์เพื่อแก้ไขคำสาปของกระต่าย เอ๊ะ หรือว่าตอนที่สาปเซบาสเตียนข้าอธิบายไม่ดี เด็กหนุ่มเลยไม่เข้าใจหรือเปล่าว่าถ้าอยากรักษากระต่ายต้องไปที่นั่นน่ะ


                ข้าเปิดบันทึกดูประวัติการทำงานย้อนหลังแล้วอยากจะกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง ให้ตายเถอะตอนนั้นข้าโดนเจ้ากระต่ายบีบคอเข้าเสียก่อน จึงพูดออกไปแค่ว่า ไม่มีใครจะล้มล้างคำสาปนี้ได้จวบจนกว่าหอคอยอันเป็นนิรันดร์จะปรากฏ’ งานนี้จอมมารของข้าไม่รู้แน่ ๆ ว่าต้องตามหอคอยด้วย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาหน้าบ้านเสียหน่อย


                ถึงตอนนี้เดอะ ไรเตอร์จะยังไม่ได้กำหนดสถานที่ตั้งของหอคอยอันเป็นนิรันดร์อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่ายังไงทั้งผู้กล้าและจอมมารก็มีจุดหมายปลายทางเดียวกันอยู่ดี แค่ในระหว่างนี้ยังอยู่ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสั่งสมขุมพลังและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้พร้อมสำหรับวันตัดสินโชคชะตา การหลอกล่อให้เคอร์นอฟออกตามหาหอคอยถือเป็นอีกหน้าที่ที่สำคัญของข้า นอกเหนือไปจากการชักจูงให้เขาเข้าสู่ด้านมืด


                เมื่อกี้ที่เดเมียนพูดเหมือนจะยอมให้เจ้าหนูอยู่กับเขาที่บ้านหลังนี้ต่อ ในฐานะบุรุษแห่งโชคชะตาของจอมมาร ข้าขอคัดค้านสุดแรง ถ้าขืนให้เคอร์นอฟอยู่ที่นี่ต่อมีหวังว่าได้เพาะต้นกล้าแห่งความโลกสวยสดใสแทนที่จะเป็นต้นกล้าแห่งความโหดร้ายและความเกลียดชังแน่ ๆ ข้าเดาได้เลยว่าวัน ๆ ของจอมมารคงจะไม่พ้นการทำสวนแล้วก็เล่นกับกระต่าย...แค่ย้ายสถานที่จากกระท่อมปลายสนมาเป็นทางเข้าป่าแห่งภูติพรายเท่านั้นเอง


 “เดเมียน...ท่านเคยได้ยินชื่อหอคอยอันเป็นนิรันดร์หรือเปล่า?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามหลังจากนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย


ดีมาก! สมกับเป็นเจ้าหนูของข้า ถึงจะดูพึ่งพาไม่ได้ แต่อย่างน้อยสมองอันปราดเปรื่องของจอมมารก็ไม่ได้ลืมที่ข้าพูดตอนนั้นไปทั้งหมด งานของข้าคงจะสบายขึ้นอีกนิด นี่ถ้าบุรุษแห่งโชคชะตาฝั่งผู้กล้ารู้เข้าว่าข้าลืมพูดใจความสำคัญเพราะโดนกระต่ายบีบคอ เจ้านั่นต้องหัวเราะเยาะจนกลิ้งไปหลายเมตรแน่ ๆ


“เคยได้ยินตำนานที่ว่าหอคอยจะมอบทุกสิ่งที่ปรารถนา แต่ข้าไม่เชื่อนิทานหลอกเด็กหรอกนะ ถ้ามันมีอยู่จริงอย่างน้อยก็ต้องมีคนเคยเจอ ไม่ใช่แค่ร่ำลือกันไปเรื่อย” เจ้าของดวงหน้างามยิ่งกว่าอิสตรีกล่าวขึ้นอย่างไม่ไยดี ไม่ได้ดูเลยว่าตัวเองก็เป็นผู้พิทักษ์ป่าภูติพรายเหมือนในนิทานหลอกเด็กเหมือนกัน แต่พอดวงแก้วสีเทาสว่างมองเห็นสายตาละห้อยของอีกฝ่าย เขาก็เปลี่ยนจากท่าทีไม่แยแสมาสนใจจอมมารมากขึ้น “ทำไมเหรอ? เจ้ามีอะไรที่อยากได้หรือไง?”


“ที่จริงแล้ว...เซบาสเตียนไม่ใช่ภูติกระต่ายหรอกเดเมียน เขาเป็นกระต่ายของข้า แต่ถูกแม่มดสาปให้กลายเป็นคน ข้าขอโทษที่ไม่ได้เล่าความจริงแล้วปล่อยให้ท่านเข้าใจไปว่าเขาเป็นภูติ...”


เด็กหนุ่มก้มหน้ามองต่ำด้วยความสำนึกผิด เคอร์นอฟอดกลัวไม่ได้ แม้จะพอรู้ว่าเบื้องหลังอาการสะบัดสะบิ้ง เนื้อแท้แล้วเอลฟ์ผมแดงเป็นคนอ่อนโยน เดเมียนคงจะไม่ถึงขั้นหยิบจอบเสียมมาทำร้าย เขาเดาว่าเดเมียนจะต้องโมโหและต่อว่าเขาอย่างหนักอย่างแน่นอน กรณีที่เลวร้ายที่สุดอีกฝ่ายอาจจะไล่เขาออกบ้านไปตอนนี้เลยก็ได้


“เฮ้อ...ช่างเถอะ เจ้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะโกหก มีแต่ข้าที่เข้าใจผิดไปเอง” เอลฟ์หนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้เส้นผมหยักศกสีขาวของเจ้ากระต่ายในร่างคนจนฟูฟ่องยิ่งกว่าเดิม เขาไม่เห็นว่ากระต่ายโดนสาปให้กลายเป็นคนจะเป็นปัญหาตรงไหน แต่ก็ยังอุตส่าห์เสนอตัวช่วยเคอร์นอฟด้วยความใจอ่อนอยู่ดี “เดี๋ยวข้าจะลองปรุงน้ำยาล้างคำสาปให้เซบาสเตียนก็แล้วกัน ถ้าใช้ได้ผลเจ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาหอคอยอะไรนั่น”


ไม่ต้องลอง...ยังไงก็ไม่ได้ผลหรอกเฟ้ย คำสาปของบุรุษแห่งโชคชะตาไม่มีทางจะถูกล้างง่าย ๆ ด้วยยาล้างคำสาปแน่นอน ต่อให้เดเมียนจะเป็นจอมเวทที่เก่งที่สุดในสามดินแดนก็ไม่อาจสู้เทวทูตอย่างข้าได้หรอก ปล่อยจอมมารให้ออกไปตามหาหอคอยอันเป็นนิรันดร์เถอะน่า แค่ตอนนี้พวกเจ้าคุยกันทั้งตอนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ข้าก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว บางทีข้าก็คาดหวังฉากแอ็คชั่นบู๊ระห่ำเหมือนกันนะ รู้มั้ย?


“แล้วท่านไม่มีสถานที่ที่อยากไปเลยเหรอเดเมียน...ไม่สิ บางทีท่านอาจจะไม่เคยออกนอกป่าต้องห้าม” จอมมารเม้มริมฝีปากเหมือนหลุดปากอะไรผิดไป หากแต่คำพูดของเขากลับเรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่าย


“จะบ้าเรอะ ถึงยังไงข้าก็ต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้บ้างล่ะ อีกอย่างตอนเด็ก ๆ ข้าเคยเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ในทิวเขาสีนิลอยู่ตั้งหลายปี ไม่ใช่ว่าไม่เคยก้าวเท้าออกจากป่าภูติพรายเสียหน่อย ที่นี่ก็เหมือนบ้าน...” เจ้าของใบหน้างามเว้นระยะไปชั่วครู่ ดวงตาหม่นแสงลงโดยที่เคอร์นอฟไม่รู้สาเหตุ “แค่ข้าไม่เคยจากบ้านไปไหนไกลเท่านั้นเอง”


เจ้าหนูของข้าได้แต่นั่งยิ้ม ไม่รู้จะตอบอะไรอีกฝ่ายดี ว่ากันตามตรงเขาเองไม่คิดว่าจะต้องออกเดินทางจากหมู่บ้านกระท่อมปลายสนและต้องระหกระเหินอยู่ไกลบ้านหลายร้อยกิโลเมตรเช่นนี้ แต่ในฐานะของบุรุษแห่งโชคชะตา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเคอร์นอฟจะไม่รู้ตัว...เพราะเขาคือผู้หยั่งรู้ที่มองเห็นนิมิตหมายของอนาคต เด็กหนุ่มแค่หลอกตัวเองเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจเพียงเท่านั้น


“ข้าอยากไปดินแดนแห่งความอ้างว้างดูสักครั้ง” เดเมียนเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล ก่อนจะกลับมามีสติเมื่อสบสายตากับดวงตาสีแดงสองคู่ที่จ้องมองเขาตาแป๋ว แก้มขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยยามเมื่อเขาพูดอธิบาย “ข้าโตมากับป่า คิดภาพดินแดนแห้งแล้งที่ปลูกอะไรไม่ขึ้นไม่ออกเสียที เป็นไปได้ก็อยากจะลองเอาพืชทนแล้งไปปลูกที่นั่นดู มันก็แค่ความคิดไร้สาระน่ะ”


ต้องนับถือเคอร์นอฟจริง ๆ ที่ทำให้เอลฟ์หนุ่มจอมเหวี่ยงสามารถเปิดใจให้กับเขาได้ ถึงข้าจะรู้สึกเศร้าพิกลกับความคิดโลกสวยสดใสจนอยากจะร่ำได้ก็เถอะ...แต่จะถือว่าครั้งนี้จอมมารประสบความสำเร็จก็แล้วกัน


 “พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว เจ้ารีบเข้าบ้านดีกว่า เดี๋ยวโดนน้ำค้างขึ้นมาจะไข้กลับเอาอีก” เดเมียนเหลือบมองท้องฟ้าก่อนจะลุกขึ้นยืน เขาคว้ามือคนป่วยให้ลุกขึ้นตาม เคอร์นอฟและกระต่ายยักษ์เดินเข้าประตูบ้านไปอย่างว่าง่าย เพราะเข้าใจดีว่าใกล้ถึงเวลาที่จอมเวทจะต้องเข้าไปในป่าภูติพรายเหมือนวันก่อน ๆ


                แสงจากพระอาทิตย์ยามอัสดงอาบไล้เส้นผมสีแดงจนส่องประกายราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ เอลฟ์หนุ่มเหลือบมองเส้นข่ายมนตร์อันบ่งบอกอาณาเขตป่าภูติพรายด้วยสายตาสับสน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เสียงแผ่วเบาพึมพำกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “บางทีนี่อาจจะถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลง”


                “บางที...” 



TBC.

Savvy

                กลับมาแล้วค่าา ตอนนี้อาจจะไม่มีเหตุการณ์วิบากกรรมของจอมมารมากนัก เราให้หนุ่ม ๆ ได้พักผ่อนกันบ้างเถอะค่ะ ลำบากมาหลายตอนติด ๆ กันแล้ว

                ยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้สึกค่ะว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแฟนตาซีที่มีเนื้อหาสำหรับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แบบว่าไม่ค่อยมีฉากแอ็คชั่น ต่อสู้กัน ตัวเอกเทพ ๆ อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ ค่อนข้างจะเอื่อย ๆ ละมุนละม่อมอยู่หลายส่วน ไม่รู้ว่าทุกท่านคิดยังไงกันบ้างคะ เบื่อหรือเปล่าเอ่ย? อีก 1-2 ตอน น่ามีอะไรมากกว่านี้แล้วค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อกันน้าาา 

                จะรีบปั่นต่อไปนะคะ 


57 ความคิดเห็น

  1. #40 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 19:42
    จอมมารน่าปกป้องมากคร่าาาา ใช้น่าสดใสบ๊องแบ๋วเข้าสู้ อ๊ายยย จอมเวทหนุ่มเปลี่ยนแล้วใช่มั้ยยยยย /ชูป้าย หนุ่มเวทxจอมมารค่า55555555+
    #40
    0
  2. #39 Z-Mz (@ripper1200) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 11:47
    เริ่มสงสัยว่ากรูเป็นผชคนเดียวที่อ่านเรื่องนี้... ขนาด Aegis ยังไม่เห็นเลย
    #39
    0
  3. #38 Lollipop _sweet (@jungkook_pim) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 10:28
    น่ารักกก จอมมารนี่ใสๆจิงปะเนี่ยย
    #38
    0
  4. #37 Lollipop _sweet (@jungkook_pim) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 10:27
    น่ารักกกก จอมมารนี่ใสๆจ
    #37
    0
  5. #36 Sakana04 (@lugpla77) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 09:27
    โอ๊ยยยยย น่ารักมากๆ ค่ะ จอมมารบ้ากระต่ายเพิ่งเคยเจอ ทำไมน่าฟัดแบบนี้ โฮกกกกกก
    #36
    0
  6. #35 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 02:16
    จอมมารยังใสๆ น่าฟัดเช่นเคย แอร้ย
    #35
    0