Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 104 : Chapter XII - Part 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 พ.ค. 62




5




      คาร์โล่ อาร์ลิคเดินออกมาจากส่วนของงานปาร์ตี้ของเหล่าขุนนาง

      หนวกหูจริงๆ”

      เสียงการพูดคุยอย่างรื่นเริงนั่นทำให้แก้วหูของเขาปวดอย่างน่ารำคาญ หลังจากทำธุระกับองค์หญิงของอาณาจักรเสร็จแล้วเขาก็จึงรีบเดินออกมาทันที

      ด้านข้างของทางเดินนั่นมีหน้าต่างหลายบาน มองออกไปด้านนอกเต็มไปด้วยความมืด ด้านบนฟ้ามีพระจันทร์สีฟ้าส่องสว่าง

      คาร์โล่ไม่ได้มองออกไปเพื่อดูพระจันทร์ มันไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสนใจ

      สายตามองไปยังลานของพระราชวังที่มีความกว้าง ต้นไม้หลายต้นถูกปลูกเอาไว้ในลานกว้างนั้น ด้านหลังของต้นไม้เหล่านั้นมีเงาคนอยู่

      คนพวกนั้นสวมชุดสีดำสนิท ปกปิดส่วนต่างๆของร่างกายอย่างมิดชิด หากเป็นคนธรรมดาคงมองเห็นได้ยาก

      การที่คาร์โล่สามารถมองเห็นพวกนั้นได้แสดงถึงความสามารถในด้านการสังเกตการของเขา เพราะแม้แต่เหล่าทหารยามที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกก็มองไม่เห็นเงาเหล่านั้น

      รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของคาร์โล่

      เริ่มแล้วสินะ”

      เขากล่าวออกมาลอยๆ เริ่มเดินไปในทิศทางของห้องบัลลังก์

      มือของคาร์โล่เอื้อมเข้าไปในเสื้อของขุนนางที่เขาสวมอยู่ ควานหาอะไรบางอย่างที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าด้านใน

      เมื่อล้วงมือออกมา สิ่งที่อยู่ด้านในมีรูปร่างกระบอกพอดีมือ มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ลักษณะภายนอกของมันดูคล้ายกับดาบเลเซอร์จากภาพยนต์อวกาศชื่อดังเรื่องหนึ่ง

      ระหว่างที่คาร์โล่เดินไปพร้อมกับอุปกรณ์เวทมนต์ทรงกระบอกในมือ ขุนนางคนหนึ่งก็เดินผ่านทางมาพอดี แสดงสีหน้าไม่ไว้วางใจต่อคาร์โล่ และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

      เอ้า!? เจ้าสามัญชนที่เขาล่ำรือกันนี่? ไม่คิดเลยว่าประเทศของเราจะตกต่ำถึงขนาดให้สามัญชนเลื่อนขั้นมาเป็นขุนนางได้”

      ขุนนางคนนี้คือ โจชัว มอร์เร่

      คำพูดเสียดแทงของโจชัวไม่ทำให้สีหน้าของคาร์โล่สั่นคลอน เขาพยายามแอบอุปกรณ์เวทมนต์ไว้ด้านหลัง ป้องกันไม่ให้ถูกเห็นโดยขุนนางด้านหน้า

      คาร์โล่พยายามเดินผ่านไปโดยไม่แสดงท่าทีอะไร เขาไม่อยากสร้างความวุ่นวายขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถเสียเวลากับเรื่องไร้ประโยชน์ที่นี้ได้

      สายตาของขุนนางสบกับอุปกรณ์เวทมนต์นั่นเล็กน้อย ความไม่สบายใจปรากฏขึ้นในแววตาของเขา แต่ขุนนางคนนี้เดินสวนทางกับคาร์โล่ไปโดยไม่แสดงสีหน้าอะไร

      “...”

      เมื่อไม่มีอะไรมาขวางทาง คาร์โล่จึงเดินต่อไป มุ่งหน้าไปยังห้องบัลลังก์

      หลังจากที่คาร์โล่ออกมาไกลจากจุดงานเลี้ยง เขาก็หยุดอยุ่ตรงพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งของทางเดิน จุดนี้ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านหรือทหารยามเฝ้า เป็นช่องโหว่เล็กๆในการป้องกันของพระราชวัง

      คาร์โล่หยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาสวมเอาไว้ที่หู

      เสียงของใครบางคนพูดขึ้นจากหูฟัง มันเป็นเหมือนคำสั่งอะไรบางอย่าง คาร์โล่พยักหน้ายอมรับก่อนจะเดินไปยังพนังจุดหนึ่งของทางเดิน

      เมื่อเคาะผนังด้วยแรงพอประมาณ เสียงเคาะโต้ตอบก็ดังขึ้นจากอีกฝ่ายเหมือนเป็นสัญญาณ

      จู่ๆน้ำก็ปรากฏขึ้นบนจุดหนึ่งของกำแพง มันเจาะรูบนกำแพงด้วยแรงดันมหาศาล ค่อยๆขยับไปตามกำแพงเหมือนเป็นเลื่อยไฟฟ้า ผ่ากำแพงให้เป็นรู

      อีกฟากหนึ่งของกำแพงมีนักเวทย์ในชุดสภาเวทมนต์สีขาวอยู่ ด้านในเป็นทางเดินขนาดเล็กเหมือนกับทางลับ เขาคงใช้ทางลับนี้ในการเข้ามาในพระราชวัง

      บนหน้าอกของเสื้อคลุมมีตราสัญลักษณ์ของสภาเวทมนต์ติดเอาไว้ นักเวทย์คนนี้คือคนของสภาเวทมนต์อย่างแน่นอน

      คาร์โล่ไม่แสดงท่าทีแปลกใจกับการปรากฏตัวของนักเวทย์ เขารู้อะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้อย่างแน่นอน

      ด้านนอกล่ะ?” เขาหันไปถาม

      พวกนั้นยังอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ไม่เป็นไร พวกเราเปิดช่องวางเข้ามาได้แล้วโดยที่ไม่ต้องโดนตรวจจับ แต่ว่า...” นักเวทย์ตอบด้วยท่าทางกังวล

      พวกนั้นอาจจะรู้และไหวตัวทันแล้ว...งั้นสินะ”

      ในมือของนักเวทย์มีอุปกรณ์เวทมนต์ มีรูปร่างคล้ายปืนไรเฟิลสุ่มยิง ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าสไนเปอร์ธรรมดาเพราะกลไกการทำงานของเวทมนต์ภายใน แต่ประสิทธิภาพของมันสูงกว่าอย่างแน่นอน

      หลังจากคาร์โล่มองไปรอบๆแล้ว เห็นเพียงแค่นักเวทย์คนเดียว เขาจึงถาม

      แล้วคนอื่นๆล่ะ? พวกนายบอกว่ามีกัน 5 คนไม่ใช่รึไง?”

      กำลังหาทางเข้าอยู่น่ะ...ก็อย่างที่นายพูด พวกนั้นเริ่มไหวตัวทันแล้ว อาจจะพยายามหาช่องโหว่กันอยู่ล่ะมั้ง?”

      ถ้างั้น ถึงจะมีแค่พวกเราสองคน ก็จำเป็นต้องเริ่มแล้วล่ะ”

      จะเริ่มเลยงั้นเหรอ?”

      สายตาของนักเวทย์มองไปยังมุมหนึ่งของทางเดินก่อนที่จะจ้องเขม็ง

      ต้องจัดการเจ้านั่นก่อน”

      เด็กหนุ่มอายุ 14 กำลังแอบอยู่ตรงมุมของทางเดิน เขาไม่ได้โผล่ออกไปให้เห็น ลมหายใจของเขานิ่งเงียบ แต่นักเวทย์ก็สัมผัสถึงตัวตนของเขาได้อย่างง่ายดาย

      (โดนเห็นแล้วงั้นเหรอ?)

      เลวินกำลังเดินผ่านทางเดินนี้ แต่ก็เห็นฉากที่นักเวทย์ของสภาเวทมนต์กระโจนออกมาพอดี เขาจึงตัดสินใจแอบดูอยู่ตรงมุมห้องตรงนั้น

      ขาของเด็กหนุ่มเตรียมพร้อมวิ่งหนี มองหาทางหนีก่อนที่คนน่าสงสัยสองคนบนทางเดินจะพุ่งเข้ามา

      อึก...”

      ก่อนที่เลวินจะเริ่มขยับตัว ลำแสงสีขาวก็พุ่งผ่านด้านข้างใบหน้าของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร์ กระสุนมานาทะลุกำแพงทางเดินที่เขาแอบอยู่และพุ่งเข้าโดนพื้นอย่างจัง

      ปืนในมือของนักเวทย์คือสิ่งที่ยิงกระสุนนั่นออกมา

      ดูเหมือนว่าความแม่นยำจะยังไม่คงที่นะ คุณจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการออกแบบของผลงานชิ้นนี้ให้ดีซะก่อนนะ คุณคาร์โล่” นักเวทย์หันไปพูดเหมือนกับการยิงใส่เลวินเมื่อกี้เป็นเพียงการทดสอบอาวุธ

      บอกไปแล้วว่ามันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เวลาดันมีไม่พอ” คาร์โล่ตอบ

      เลวินเหงื่อตก ใบหน้าของเขายังไม่แสดงอารมณ์เช่นเดิม ใช้ความคิดทั้งหมดที่มีประเมิณสถานการณ์ของตัวเองภายในชั่วพริบตา

      (อาวุธนั่น...อุปกรณ์เวทมนต์ “คาร์โล่”? ขุนนางที่ออกแบบอุปกรณ์เวทมนต์ให้กับกองอัศวิน? ทำอะไรกับนักเวทย์ของสภาเวทมนต์? ...การกบฏงั้นเหรอ?!)

      เขาไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เท้าของเลวินพุ่งออกจากกำแพงที่แอบอยู่

      ลำแสงของกระสุนมานาพุ่งออกจากปากอุปกรณ์เวทมนต์ในมือของนักเวทย์ไล่ตามเลวินอย่างติดๆ แต่ดูเหมือนมีข้อผิดพลาดในตัวอาวุธ ทำให้ความแม่นยำของกระสุนมานามีน้อย

      ด้วยเหตุนั้น เลวินสามารถหลบกระสุนมานาได้อย่างง่ายดาย เขาขยับร่างกายไปตามส่วนต่างๆของทางเดินราวกับไม่มีน้ำหนักตัว

      เราจะปล่อยให้เจ้านั่นหนีไปไม่ได้ ตามไปเร็วเข้า!” คาร์โล่หันไปบอกกับนักเวทย์ด้วยท่าทางแตกตื่น

      ไม่ต้องบอกก็จะทำแบบนั้นอยู่แล้ว!”

      นักเวทย์รีบออกตัววิ่งตามไป

      ใกล้ๆนี้มีส่วนพื้นที่ที่จัดงานเลี้ยงของขุนนาง ตรงนั้นมีทหารยามเฝ้าอยู่พอสมควร หากเลวินสามารถวิ่งไปถึงตรงนั้นได้ เขาจะสามารถหนีไปได้

      แต่จุดที่เขาอยู่นั้นอยู่ห่างจากงานเลี้ยงพอสมควร เพราะคาร์โล่ต้องการติดต่อกับนักเวทย์โดยไม่มีใครรู้ ตำแหน่งนั้นจึงห่างจากงานเลี้ยง

      นักเวทย์ไม่ยอมให้เลวินวิ่งไปในบริเวณคนเยอะๆ ดังนั้นเขาต้องรีบจัดการเลวินให้เร็วที่สุด มานาสีฟ้าแผ่ออกมาจากฝ่ารองเท้าของนักเวทย์

      มานาสีฟ้ารวมตัวเป็นละอองน้ำ สร้างแผ่นน้ำใต้ฝ่ารองเท้าของนักเวทย์ กลายเป็นเหมือนกับรองเท้าสเก็ต ลดแรงเสียดทานระหว่างรองเท้ากับพื้นจนทำให้นักเวทย์สามารถสไลด์ไปตามพื้นได้

      การเคลื่อนที่ของนักเวทย์รวดเร็วกว่าเลวินมาก อีกไม่นานต้องโดนตามทันแน่

      เลวินหยุดวิ่ง มองไปรอบๆทางเดิน หยิบเชิงเทียนบนโต๊ะวางประดับใกล้ๆขึ้นมาในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างใจเย็น สีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงนิ่งเฉย

      โห?” นักเวทย์สงเสียงประหลาดใจ

      “...”

      ในมือของนักเวทย์ยังมีอุปกรณ์เวทมนต์ที่สามารถยิงกระสุนเวทมนต์ออกไปได้ แต่เพราะเขากำลังสไลด์ไปตามพื้น ความแม่นของปืนที่ต่ำอยู่แล้วต้องต่ำลงไปอีก

      ดังนั้นเขาต้องใช้เวทมนต์ของตัวเองในการจัดการเพื่อผลลัพท์ที่รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

      นักเวทย์ใช้เวทมนต์เดียวกันกับที่ใช้ในการผ่ากำแพงของทางเดินเป็นรู มานารวมตัวเป็นน้ำไหลออกมาจากฝ่ามือของเขา แรงดันมหาศาลปะทุออกมาเหมือนกับใบมีด

      ถึงแม้น้ำจะเป็นของเหลว แต่ถ้าโดนแรงดันขนาดนั้นอัดใส่คงไม่ต่างกับการโดนเลื่อยไฟฟ้าแน่

      ระยะเพียง 2 เมตร เลวินหลบไปทางด้านข้าง เหวี่ยงเชิงเทียนในมือใส่นักเวทย์ หลอกล่อให้นักเวทย์ใช้คมมีดน้ำที่ยื่นออกจากมือเพื่อปัดเชิงเทียน ระหว่างนั้นก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

      สิ่งที่เลวินหยิบออกมาคือมีดพับธรรมดา ไม่ใช่มีดพับที่เป็นอุปกรณ์เวทมนต์ เขาหมุนตัวแทงมีดพับในมือไปยังสีข้างของนักเวทย์โดยไม่ลังเล

      เสื้อคลุมหนาของนักเวทย์ป้องกันมีดเอาไว้ แต่ส่วนหนึ่งของมีดก็แทงลงไปลึก หากวู่วามดึงมีดออกมา เลือดจะต้องทลักออกมาแน่

      เลวินเล็งจะทำแบบนั้นเพื่อฆ่านักเวทย์ให้อยู่หมัดในครั้งเดียว แต่ต้องกระโดดออกมาเพราะนักเวทย์เหวี่ยงมีดน้ำมาด้วยความเร็ว ทิ้งมีดให้ปักค้างเอาไว้ตรงสีข้าง

      ประมาทไป!” เขาส่งเสียงเจ็บปวด “ไม่คิดว่าเด็กแค่นี้จะมีทักษะอะไรแบบนี้ด้วย!”

      (เป้าหมายของเจ้านี้คืออะไร? มีสภาเวทมนต์อยู่เบื้องหลัง?)

      ระหว่างที่เลวินคิด นักเวทย์หยิบมีดที่ปักอยู่ในร่างกายออกมาโดยไม่มีความลังเล ไม่สนใจว่าเลือดจะไหลออกมา

      “!?” เลวินชะงักไปด้วยความงุนงง

      นักเวทย์แผ่มานาสีฟ้าออกมาบริเวณฝ่ามือ ใช้เวทมนต์สร้างความเย็น เปลี่ยนความชื้นในอากาศรอบๆปากแผลตรงสีข้างให้เป็นน้ำแข็ง

      ทั้งน้ำทั้งเลือดที่ปากแผลแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ปิดปากแผลในเวลาไม่ถึง 5 วินาที

      (เวทมนต์...น้ำ? ความเย็น? หรือว่าจะเป็น...) เลวินพยายามหาตัวตนของเวทมนต์นั่น

      แผลนั่นทำให้นักเวทย์ขยับตัวลำบาก คงไม่สามารถไล่ตามเลวินได้หากเขาวิ่งหนี ดังนั้นนักเวทย์จึงยกปืนกระสุนมานาในมือขึ้นมา เล็งไปยังเลวิน

      หึ” เขายิ้มอย่างน่ากลัว “ทำได้แสบดีนักน่ะ!”

      แย่แล้ว!” เลวินพูดออกมาในการต่อสู้เป็นครั้งแรก “ระยะนี้หลบไม่พ้นแน่!”

      ใบหน้าแน่นิ่งของเด็กหนุ่มหลบออกมาอย่างสุดชีวิต

      แต่ก่อนที่นักเวทย์จะได้ยิงกระสุนมานาออกไป ร่างของขุนนางคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลังของเลวิน ในมือมีดาบยาวของปลอมสำหรับตกแต่ง ฟาดไปยังอุปกรณ์เวทมนต์รูปแบบปืนไรเฟิลซุ่มยิง เบี่ยงวิถีของกระสุนมานาหลังจากถูกเหนี่ยวไกโดยนักเวทย์

      เมื่อมองใบหน้าของขุนนางที่มาขวางการสังหารของตน นักเวทย์ก็กระโจนออกมาจากระยะดาบ เพราะถึงแม้ดาบในมือของขุนนางจะเป็นดาบปลอม แต่คมมีดยังสามารถสร้างบาดแผลให้ได้

      ขุนนางที่มาช่วยเลวินในวินาทีสุดท้ายได้ทันคือ โจชัว มอร์เร่

      เขารู้จักเลวิน บลูกเซอร์— เด็กหนุ่มผมดำที่เขามาช่วยเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าเลวินจะไม่รู้จักเขา สายตาของเด็กหนุ่มยังว่างเปล่าเช่นเคย

      (ลูกของไอ้กบฏบลูกเซอร์งั้นเหรอ? เด็กที่ถูกเลี้ยงดูเป็นเครื่องมือในการลอบสังหารองค์หญิงคือเด็กคนนี้งั้นเหรอ?)

      โจชัวมองไปยังนักเวทย์ เห็นบาดแผลสาหัสตรงสีข้างและมีดของเลวินที่ตกอยู่บนพื้นใกล้ๆก็พอจะเดาสถานการณ์ได้

      ชิ...เรื่องน่าลำบากโผล่ออกมาอีกแล้วสิ” นักเวทย์บ่น

      ทำไมนักเวทย์ของสภาเวทมนต์มาอยู่ที่นี่? คิดจะประกาศสงครามกับราชวงศ์งั้นเหรอ?!”

      ตอนนั้นเอง เสียงของบุคลที่สามก็แทรกเข้ามา

      “...คิดอยู่แล้วว่าแกต้องตามมา...” คาร์โล่ อาร์ลิคมองมายังโจชัวด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

      แก! รวมมือกับสภาเวทมนต์เพื่อต่อต้านราชวงศ์งั้นเรอะ!? กะแล้วเชียว พวกเราไม่ควรจะให้สามัญชนเข้าเป็นขุนนาง เพราะแกมันไว้ใจไม่ได้!”

      โจชัวตั้งดาบในมือเตรียมพร้อม รู้สึกถึงความกดดันเบื้องหน้าของตน เพราะรู้ดีว่าดาบปลอมในมือคงไม่สามารถเอาชนะคนสองคนตรงหน้าได้ เขามองไปยังเด็กหนุ่มผมดำด้านหลัง

      ลูกชายของบลูกเซอร์” เขาเรียกเลวิน “จากตรงนี้ไปยังห้องบัลลังก์จะใกล้กว่า รีบไปเตือนพระราชินีเกี่ยวกับเรื่องนี้เร็วเข้า!”

      คิดว่าจะให้ทำง่ายๆงั้นเหรอ?” นักเวทย์เล็งอุปกรณ์เวทมนต์ทันที

      ข้าจะถ่วงเวลาเอาไว้ให้ รีบๆไปซะ!” โจชัวหันไปเร่งเลวิน

      เด็กหนุ่มรีบขยับร่างกายทันที วิ่งด้วยความเร็วมั่นคง ไม่สนใจอุปกรณ์เวทมนต์ในมือของนักเวทย์ที่กำลังเล็งมายังตน

      โจชัวรีบเข้าไปสกัดอุปกรณ์เวทมนต์ในมือของนักเวทย์ด้วยดาบ พยายามงัดให้ปืนไรเฟิลหลุดออกมาจากมือ และเว้นระยะห่างจากเวทมนต์เลื่อยไฟฟ้าน้ำอย่างเป็นจังหวะ

      พวกแกต้องการอะไรกันแน่!? สภาเวทมนต์บ้าไปแล้วรึยังไง?!”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น