Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 126 : Chapter XIV - Part 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ค. 62

 

Chapter XIV

จุดเริ่มต้นของสงคราม

война % war


1


เซ็นเอ เซนโทนว่ายน้ำมาถึงชายฝั่งของเขตการปกครองเบอลลิทธ์ ก่อนหน้านี้เรือที่พวกเขานั่งมาระเบิด ทำให้ทุกคนแยกกันไปคนละทิศคนล่ะทาง

เมืองที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากตรงนั้นประมาณ 5-6 กิโลเมตร พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เลยชายหาดเป็นพื้นหญ้าสีน้ำตาล มันเสียความเขียวขจีเพราะมลภาวะจากโรงงานที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ 

มีถนนเส้นเล็กตัดผ่านสนามหญ้า เป็นถนนสำหรับการคมนาคมไปยังโรงงาน ตอนนี้ไม่มีวี่แววว่าจะมีรถผ่านทางมา

เซ็นเอแผ่มานาสีเงินห่อหุ้มร่างกาย ใช้มานาอำนวยความสะดวก ปัดทรายที่ติดมาตามเสื้อผ้าและความชื้นออก ช่วยลดน้ำหนักของเสื้อผ้าที่เปียกน้ำลงไปเล็กน้อย

“ยูริก้าอยู่ไหน?”

คนที่เซ็นเอเป็นห่วงมากที่สุดคือยูริก้า เธอเป็นที่พึ่งทางจิตใจของเซ็นเอ เขาเดินมองหาเธอและคนอื่น ๆ ตามแนวชายหาด บริเวณนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว การหาคนจึงเป็นเรื่องง่าย

คนแรกที่เซ็นเอเจอคือเกวน เนล

เธอนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นทราย ดูเหมือนจะสำลักน้ำทะเลตอนที่ดำน้ำเพื่อหลบแรงระเบิดจากเรือ เซ็นเอเช็คชีพจรของเธอก็พบว่ามีชีวิตอยู่

“เห้ย!” เขาปลุกเธอด้วยการเขย่าแรง ๆ 

“ฉันอยากจะกินกาแฟจังเลย…” เกวนบ่นออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง

“เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง เห็นยูริก้า...เห็นคนอื่นรึเปล่า?”

“ตอนที่เรือระเบิดพวกเรากระเด็นมาทางชายฝั่ง” เกวนลุกขึ้นยืน “ถ้ามองหาบริเวณชายหาดก็จะเจอเอง”

ทั้งคู่เริ่มออกเดินตามหา มันเป็นไปตามที่เกวนพูด พวกเขาเจอเซเวนเนียร์ สฟิลด์ในอีกไม่นานในสภาพที่ได้สติแล้ว แต่นั่นไม่ทำให้เซ็นเอใจเย็นลง เขายังหายูริก้าไม่เจอ

“ช่วยกันมองหายูริก้าหน่อย”

“ดูเหมือนว่าพ่อหนุ่มคนนั้นจะเป็นห่วงแต่ยูริก้านะ” เกวนกระซิบ

“แต่สภาพของเขาก็ไม่แย่เท่าเธอตอนที่ขาดกาแฟล่ะนะ เกวน” เซเวนเนียร์ตอบ

หลังจากเดินหาอีกซักพัก ในที่สุดพวกเขาก็พบกับเด็กสาวที่ชื่อว่ายูริก้า แต่เธอไม่ได้นอนหมดสติอยู่บนชายฝั่ง

“ทางนี้ค่ะ!” เสียงของเธอดังมาจากทะเล “นาน ๆ ครั้งจะได้เล่นน้ำ พวกคุณเซเวนเนียร์ก็มาเล่นด้วยกันสิคะ!”

ยูริก้ากำลังลอยอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่ง 20 เมตร เธอนั่งอยู่บนแผ่นเหล็กจากเรือที่ระเบิดก่อนหน้านี้ กำลังแสดงสีหน้าสนุกสนานขณะใช้เท้าราน้ำทะเลเหมือนกับกำลังลอยอยู่บนแพ



เขตการปกครองเบอลลิทธ์ต้องการยึดครองเกาะอลิสเซีย การทำเช่นนั้นจำเป็นต้องใช้เรือรบและเรือขนส่งสำหรับนำกองทัพข้ามทะเล พวกเขากำลังเตรียมเรืออยู่ที่ท่าเรือทางตะวันตกไม่ไกลจากโรงงานริมชายฝึ่ง

ท่าเรือนี้เดิมถูกใช้เป็นสถานที่ข่นส่งผลิตภัณฑ์จากโรงงานไปยังส่วนต่าง ๆ ของประเทศ แต่ภาวะใกล้สงครามทำให้เรือที่จอดอยู่มีแต่เรือรบ ไม่มีเรือขนส่งสินค้า เรือที่ใช้ขนส่งได้มีเรือสำหรับกองทหาร

ประเทศเขตการปกครองเบอลลิทธ์มีกำลังทหารใหญ่ที่สุดในทวีปของมนุษย์ แต่กองกำลังนั้นไม่ใช่นักเวท เพราะนักเวทเป็นเพียงส่วนน้อยสำหรับประเทศที่เน้นการพัฒนาอุปกรณ์เวทมนตร์มากกว่าเวทมนตร์เช่นนี้

กองกำลังทหารส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ พลังโจมตีและพลังป้องกันอาจน้อยกว่านักเวท แต่อุปกรณ์เวทมนตร์สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องฝึกเวทมนตร์ สามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ได้ง่ายและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ตัวตนของนักเวทยังเป็นตัวตนสำคัญในประเทศนี้ เพราะนักเวทสามารถใช้เวทมนตร์ได้หลากหลายและอเนกประสงค์กว่าอุปกรณ์เวทมนตร์ ยิ่งจำนวนนักเวทมีน้อย สิทธิ์พิเศษที่ได้รับจึงมากขึ้น

ไมอา เบล เป็นนักเวทคนสำคัญของเขตการปกครองเบอลลิทธ์

เธอไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมนุษย์แมว มีหูแมวเหนือศรีษะ หมายความว่าความสามารถด้านเวทมนตร์ของเธอสูงกว่านักเวทคนอื่น ๆ ที่เป็นมนุษย์ทั้งที่อายุ 15 ปี

(เพราะพวกเบื้องบนกังวลว่าจะมีการโจมตีท่าเรือ เพื่อขัดขวางแผนการบุกยึดเกาะอลิสเซีย ดังนั้นก็เลยสั่งให้ตัวเรามาประจำการที่ท่าเรือแห่งนี้ แต่ไม่คิดว่าจะเจออะไรน่าสนใจแบบนี้...)

ก่อนหน้านี้เธอสังเกตเห็นเรือยอร์ชของพวกเซ็นเอ และได้ติดต่อกับหน่วยรักษาความปลอดภัย เป็นสาเหตุที่ทำให้เรือของพวกเซ็นเอระเบิด

เธอสงสัยในสัญชาติของเรือลำนั้น จึงมองหาเบาะแสบริเวณชายฝั่งซึ่งน่าจะมีซากของเธอถูกคลื่นซัดเข้ามา แต่สิ่งที่เธอพบกลับไม่ใช่เศษเหล็ก แต่เป็นวัตถุบางอย่างคล้ายคริสตัลสีเงิน

มันคือผลึกที่เกิดจากมานารวมตัวกันอัดแน่น มันไม่ใช่สิ่งที่หาได้ตามชายฝั่งเช่นนี้

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ทำให้ไมอาสนใจไม่ใช่สถานที่ที่ค้นพบ แต่เป็นสีของคริสตัล ซึ่งจะเป็นสีเดียวกับมานาที่ใช้สร้างขึ้น

สีเงิน

(ตัวเราเองก็ได้ยินข่าวลืออยู่เหมือนกัน ถึงความลับที่อาณาจักรอลิสเซียเก็บซ่อนเอาไว้ หรือมานาสีเงินนี่จะเป็นหนึ่งในความลับนั้นกันนะ?)



อเล็กเซย์ รินซิสกำลังแสดงสีหน้าอึดอัด

เขาอยู่บนเรือลำเล็ก กำลังมุ่งหน้าไปยังเขตการปกครองเบอลลิทธ์ โดยมีคนร่วมเดินทางไปด้วย 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นต้นตอของความอึดอัดนี้

เอมเบอร์ เฟรมมาร์ นักเวทเพลิงอายุ 14 ปี กำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยสายตาไม่พอใจ สาเหตุมาจากความขัดแย้งในอดีต

นอกจากนั้นแล้ว อีกคนหนึ่งคือ อันย่า อาคิลิน่า เป็นอดีตสายลับของเขตการปกครองเบอลลิทธ์ หรือเป็นอดีตศัตรูของเอมเบอร์ ในตอนแรกพยายามฆ่าฟันกัน ถึงแม้อเล็กเซย์จะทำให้เรื่องจบโดยไม่มีใครต้องตาย ความบาดหมางยังคงอยู่

“ทำไมต้องให้ยัยสายลับนี่มากับเราด้วย?” เอมเบอร์ไม่ได้พูดกับทั้งสอง แต่พูดกับโทรศัพท์ในมือ คนที่คุยด้วยคือเลวิน

[เอาน่า ๆ  เธอเป็นอดีตสายลับของเขตการปกครองเบอลลิทธ์ มีความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเป็นอย่างดี สามารถนำทางพวกเธอได้อย่างปลอดภัย ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีค่าเลยน้า—]

“ไม่ต้องเป็นยัยนี่ก็ได้นิ… เวโรนิก้าเองก็สามารถทำแบบนั้นได้ ให้เธอมาแทนยัยนี่ยังจะดีซะกว่าอีก”

[เรื่องนั้นคงทำไม่ได้ล่ะนะ ตอนนี้เวโรนิก้ากำลังมุ่งหน้าไปยังสาธารณรัฐอไลเมอร์เพื่อทำเรื่องสนุก ๆ น่ะนะ]

“?”

เอมเบอร์ไม่เข้าใจว่า “เรื่องสนุก ๆ ” ที่เลวินพูดถึงคืออะไร เธอจึงวางสาย หันกลับมาจ้องอเล็กเซย์และอันย่าด้วยสายตาทิ่มแทง

เรือที่ทั้งสามใช้เดินทางคือเรือขนาดเล็ก ถูกตรวจจับได้ยาก เหมาะแก่การลอบเข้าประเทศ พื้นที่ของเรือทำให้อเล็กเซย์ต้องนั่งจ้องหน้ากับเอมเบอร์มาตลอด ส่วนอันย่าเป็นคนขับ จึงไม่ประสบปัญหาอะไร

“เรื่องสนุก ๆ ที่เจ้าเลวินมันหมายถึงคืออะไรกันแน่?” เอมเบอร์พึมพัม

“อาจจะเป็นเรื่องอุปกรณ์เวทมนตร์” อเล็กเซย์ตอบ “สภาเวทมนตร์มีผู้บัญชาการอัจฉริยะ สามารถคิดค้นอุปกรณ์เวทมนตร์ล้ำสมัยมากมาย แต่ประเทศอลิสเซียไม่มีทรัพยากรมากพอในการผลิต จำนวนจึงมีน้อย”

“หรือว่า ราชินี..ไม่สิ...ผู้ปกครองสภาสูงส่งแบบแปลนของอุปกรณ์เวทมนตร์เหล่านั้นไปให้สาธารณรัฐเป็นคนผลิตงั้นเหรอ?”

“น่าจะเป็นแบบนั้น”

“แต่ทำไมต้องเป็นเวโรนิก้า? แค่ส่งแบบแปลนไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากเลยหนิ?” เอมเบอร์หยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เหตุผลทางการทูตสินะ”

อเล็กเซย์ตอบด้วยการพยักหน้า “การนำเสนอแบบแปลนของอุปกรณ์เวทมนตร์จำเป็นต้องใช้นักเวทที่รู้เรื่องเวทมนตร์ จึงต้องส่งเวโรนิก้าไป”

ความจริงแล้ว ราชวงศ์ของประเทศอลิสเซียมีนักเวทคนอื่นนอกจากเวโรนิก้า คือเอมเบอร์ และลาเวนเดอร์ แต่เวโรนิก้าถูกเลือก

“หรือก็คือ พวกนายคิดว่าฉันและยัยลาเวนเดอร์อะไรนั่นไม่มีความรู้เรื่องเวทมนตร์สินะ!” เอมเบอร์พูดอย่างเคืองใจ

“อย่าลืมสิ ฉันเองก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องเวทมนตร์ ดังนั้นอย่าเอา ความรู้ และ ความสามารถ มารวมกันสิ” อเล็กเซย์พยายามให้เธอใจเย็นลง

เขาเกือบโดนความไม่พอใจของเอมเบอร์เผา แต่การปลอบโยนใช้ได้ผล อเล็กเซย์ถอนหายใจ ทำใจยอมรับสถานการณ์ ต้องอยู่แบบนี้จนถึงชายฝั่ง



เซ็นเอ ยูริก้า เกวน และเซเวนเนียร์เดินออกมาจากชายหาด เข้าไปในป่าแห้งเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาล พวกเขามองหาไม้เพื่อก่อไฟ ใช้ความร้อนตากเสื้อผ้าให้แห้ง

เซ็นเอสามารถใช้มานาของตัวเองลดความชื้นและปัดเศษทรายตามตัวได้ แต่เขาทำให้ได้แค่ตัวเอง เพราะการควบคุมมานาของเขาไม่ดีพอจะทำให้คนอื่น หากพลาดเล็กน้อยอาจถึงชีวิตได้ ปริมาณมานาของเขามีมากเกินไป

“หวังว่าควันไฟจะไม่ทำให้พวกเราโดนสังเกตเห็นจากโรงงานใกล้ ๆ หรอกนะ...” เซเวนเนียร์กังวล

เพราะอุปกรณ์และอาวุธหายไปตอนเรือระเบิด ตอนนี้พวกเขาจึงไม่มีอาวุธป้องกันตัว คนที่สามารถต่อสู้ได้ในกรณีฉุกเฉินมีเพียงเซ็นเอเท่านั้น

“อุปกรณ์ของพวกเราหายไปหมดเลยสินะ ให้ตายสิ น่ารำคาญเป็นบ้า” เซ็นเอบ่น “เครื่อมมือสำหรับชาร์จพลังงานให้ยูริก้าก็หายไปด้วยใช่มั้ย?”

“อืม…” เกวนตอบ ยังคงหงอยที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ

ในตัวของยูริก้ามีอุปกรณ์ติดตั้งอยู่กับกระดูกสันหลัง รักษาเธอจากอาการอัมพาต ทำให้เธอเคลื่อนไหวได้ มันจำเป็นต้องชาร์จพลังงานด้วยเครื่องมือพิเศษ แต่เครื่อมมือนั้นหายไปตอนเรือระเบิด หากปล่อยเอาไว้พลังงานจะหมด ยูริก้าจะกลับเป็นอัมพาตอีกครั้ง

“ฉันจะไปหาแถวชายฝั่ง คลื่นอาจพัดมันมา พวกเธอนั่งรออยู่ที่นี่แหละ” เซ็นเอตัดสินใจ

“เดี๋ยวกัน” เซเวนเนียร์ห้ามเอาไว้ “ตอนนี้ที่ชายฝั่งน่าจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจการอยู่ คงกำลังมองหาพวกเรา ถึงจะไปตอนนี้ก็มีแต่จะต้องปะทะกับพวกนั้น”

“จะปล่อยให้ยูริก้ากลับไปเป็นอัมพาตงั้นเหรอ!?” เซ็นเอส่งเสียงโกรธ

ยูริก้ารีบเข้ามาแทรก “ไม่ต้องห่วงหรอก เซ็นเอ พลังงานสำรองของอุปกรณ์นี้มีเหลือเฟือ ระหว่างนั้นให้คุณเกวนรีบประดิษฐ์ใหม่ให้ก็ได้…”

อุปกรณ์บนกระดูกสันหลังของยูริก้าถูกประดิษฐ์โดยเกวน เช่นเดียวกันกับเครื่องมือชาร์จพลังงาน ดังนั้นเกวนน่าจะสามารถสร้างเครื่องชาร์จขึ้นมาใหม่ได้ ปัญหาอยู่ที่วัสดุ

พวกเขาอยู่ห่างจากเมืองที่ใกล้ที่สุดประมาณ 5-6 กิโลเมตรโดยไร้ยานพาหนะ นอกจากนั้นยังโดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่ตามตัวเพราะเดินทางเข้าประเทศแบบผิดกฏหมาย การหาวัสดุอุปกรณ์จึงทำได้ยาก

“ถ้าใช้ชิ้นส่วนจากที่นั่นล่ะก็อาจจะทำได้” เกวนกล่าว ชี้ไปยังอีกด้านหนึ่งของทุ่งหญ้าแห้ง

โรงงานของเขตการปกครองเบอลลิทธ์ตั้งอยู่ริมชายฝึ่ง เป็นแหล่งผลิตอุปกรณ์เวทมนตร์สำหรับนำไปใช้ทั้งทางการทหารและอื่น ๆ  มีชื้นส่วนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกมาย ถ้าเป็นสถานที่นั้นอาจจะมีของที่สามารถสร้างเครื่อมมือชาร์จพลังงานให้ยูริก้าได้

“ไม่ได้ ๆ  นั่นมันเสี่ยงและยากยิ่งกว่าการตามหาเครื่องมือที่อาจถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งอีกนะ” เซเวนเนียร์ไม่เห็นด้วย “มันเป็นโรงงานที่ผลิตอุปกรณ์เวทมนตร์สำหรับกองทัพของเขตการปกครองฯ น่าจะมีการป้องกันแน่น ไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าไปขโมยชิ้นส่วนอะไรง่าย ๆ หรอกนะ”

“จะไปมองหาเครื่องมือแถวชายหาด หรือ จะไปเอาชิ้นส่วนมาจากโรงงาน จะทางไหนสุดท้ายก็ต้องเจอกับเรื่องน่ารำคาญทั้งหมดไม่ใช่รึไง?” เซ็นเอไม่พอใจ “ถ้างั้นก็แค่จัดการซะให้สิ้นเรื่องก็พอ ฉันจะไปดูแถวชายหาดก่อน”

เซ็นเอกลับไปยังชายหาดโดยไม่สนคำค้านของเซเวนเนียร์ ยูริก้าตัดสินใจตามเขาไปด้วย ทำให้เซเวนเนียร์และเกวนต้องพลอยตามไปทั้งหมด

“ให้ตายสิ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงยูริก้ามากเกินไปรึเปล่า?”

“พอหนุ่มก็เป็นแบบนั้นแหละ…”

พวกเขาเข้าไปหลบอยู่ตรงแนวป่า ห่างจากชายหาดพอประมาณ คอยดูลาดเลาจากตรงนั้น มองตรงชายฝั่งมีกลุ่มคนสวมชุดทหารลายพรางสีน้ำเงินกำลังค้นหาร่องรอยของพวกเขาอยู่

เป้าหมายของเซ็นเอคือการหาเครื่องมือสำหรับชาร์จอุปกรณ์ของยูริก้า แต่จากตรงนั้นมองไม่เห็นตรงชายฝั่ง ไม่สามารถมองหามันได้ พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใกล้มากกว่านี้

“เซ็นเอ ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก” ยูริก้าไม่อยากให้เซ็นเอต้องลำบากเพื่อเธอเกินจำเป็น

“เรื่องนี้มันจำเป็น ให้ฉันได้ปลดความรู้สึกผิดน่ารำคาญนี้ออกไปทีเถอะ” เซ็นเอมองไปยังชายหาดและคิดวางแผน

“..เข้าใจแล้ว อย่าฆ่าใครล่ะ”

เซ็นเอหันมาพยักหน้ารับปากกับคำขอของยูริก้า

“เอาจริงงั้นเหรอ?” เซเวนเนียร์ถาม

“ตามใจพวกหนุ่มสาวหน่อยจะเป็นอะไรไป… อีกอย่างตอนนี้พวกเราไม่สามารถต่อสู้ได้ จำเป็นต้องพึ่งพวกเขาอย่างเดียวเท่านั้น” เกวนเป็นคนตอบ

“พวกเรายังไม่ 30 เลยน่ะ! ยังสาวอยู่ต่างหาก!”

“อย่าเครียดเรื่องอายุหน่อยเลย... เดี๋ยวจะดูแก่กว่าความเป็นจริงนะ เซเวนเนียร์…”

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เซ็นเอก็วิ่งออกจาที่กำบัง โจมตีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่บนชายหาดพร้อมกันสองคนด้วยการใช้มานาเร่งกล้ามเนื้อเข้าไปต่อยและเตะ

เจ้าหน้าที่อีก 5 คนตรงนั้นหันปืนมายิงใส่เซ็นเอทันที

เซ็นเอแผ่มานาสีเงินป้องกันกระสุนจากปืนห้ากระบอกเอาไว้ แล้วโจมตีสวนกลับด้วยกระสุนมานาขนาดเล็กความรุนแรงน้อย ทำให้เจ้าหน้าที่สามคนสลบ เหลืออีกสองคน

กระสุนในซองปืนของเจ้าหน้าที่สองคนนั้นหมดพอดี เซ็นเอจึงคลายมานาป้องกันออก แล้วเร่งความเร็วการทำงานของร่างกาย พุ่งเข้าไปโจมตีเจ้าหน้าที่หนึ่งคนจนสลับไปแล้วแย่งปืนมา ขว้างใส่อีกคนอย่างเต็มแรง

สันปืนกระแทกกับศรีษะเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายจนสลบไป

เซ็นเอหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างช้า ๆ  การเร่งความเร็วของร่างกายไม่ใช่เวทมนตร์ที่สมบูรณ์แบบ มันทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานและออกซิเจนมากกว่าปกติ แต่อัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอดทำไม่ทัน เซ็นเอจึงรู้สึกเหมือนต้องกลั้นหายใจขณะใช้เวทมนตร์นี้

เซ็นเอจัดการกับเจ้าหน้าที่ตรงนั้นแล้ว พวกเขาจึงเริ่มคนหาเครื่องมือที่อาจถูกคลื่นซัดมายังชายฝัง



เวโรนิก้า เอวาลิน่าเดินทางมายังสาธารณรัฐอไลเมอร์โดยเครื่องบิน ตอนนี้เธออยู่ที่สนามบินต่างประเทศกับตัวแทนของประเทศ

สาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาที่นี่คือแบบแปลนของอุปกรณ์เวทมนตร์ ลิเลียน่าต้องการเพิ่มความสามารถทางการรบของสาธารณรัฐอไลเมอร์ในสงครามที่กำลังจะมาถึง เธอจึงส่งแบบแปลนอุปกรณ์เวทมนตร์รุ่นใหม่มาให้สาธารณรัฐ

เวโรนิก้าต้องมาเป็นผู้ให้คำอธิบายการทำงานของอุปกรณ์เวทมนตร์ เพราะเธอคือนักเวทที่มีความรู้ด้านเวทมนตร์มากที่สุดที่ราชวงศ์มี นอกจากนั้นนักเวทของสภาเวทมนตร์ทั้งหมดถูกขังเอาไว้ในเรือนจำพิเศษ พวกเขาไม่สามารถใช้งานได้

“คุณเอวาลิน่า?” ตัวแทนของประเทศเรียกเวโรนิก้า

“คะ?” เธอหันมาตอบด้วยความงุนงง

“ฉันฝากเจ้านี่เอาไว้ที่เธอหน่อย ผมต้องไปติดต่อกับสนามบินสักครู่” ตัวแทนประเทศยื่นกระเป๋าเอกสาให้กับอันย่า มันใส่แบบแปลนเอาไว้ด้านใน

พวกเขาควรได้รับการต้อนรับจากหน่วยงานของสาธารณรัฐ แต่เวโรนิก้ามองไม่เห็นใครที่มีลักษณะท่าทางแบบนั้น เธอยืนรอตัวแทนประเทศที่ไปติดต่อกับสนามบินในห้องโถงร่วมกันนักเดินทางคนอื่น ๆ 

สนามบินของสาธารณรัฐอไลเมอร์มีขนาดใหญ่ เพราะสาธารณรัฐฯเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจการนำเข้าและส่งออกมีขนาดใหญ่ ถึงแม้กำลังการทหารอ่อนแอกว่าเขตการปกครองฯ แต่เสบียงอาหารและความเป็นอยู่ของประชาชนดีกว่ามาก

สาธารณรัฐฯรู้ตัวดีว่า กำลังทหารของตนอ่อนแอ พวกเขาจึงรับข้อเสนออุปกรณ์เวทมนตร์ของประเทศอลิสเซียทันที

ประเทศนี้มีโรงงานสำหรับผลิตอุปกรณ์เวทมนตร์มากกว่าประเทศอลิสเซีย แต่อุปกรณ์เวทมนตร์ส่วนใหญ่ที่ประเทศนี้ผลิตเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์สำหรับอำนวยความสะดวก ไม่ใช่อาวุธในกองทัพ หากต้องการใช้โรงงานพวกนั้นเพื่อผลิตอาวุธเวทมนตร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและใช้เวลา

“มีปัญหาอะไรรึเปล่านะ?” เวโรนิก้าพึมพัม

ตัวแทนประเทศไปติดต่อกับทางสนามบินโดยใช้เวลานานหลายสิบนาทีแล้ว เวโรนิก้ารู้สึกสงสัย จึงลองตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ระหว่างที่เวโรนิก้ากำลังมองหาพนักงานของสนามบิน แรงสั่นสะเทือนปะทุขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิด

“เกิอะไรขึ้น!?”

ห้องโถงที่เวโรนิก้ายืนรออยู่เมื่อครู่เกิดระเบิดขึ้น ความรุนแรงของระเบิดมีน้อยเกินกว่าจะทำให้เกิดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บสาหัส แต่มันสามารถสร้างความโกลาหลภายในสนามบิน ผู้คนที่หวาดกลัวต่างพากันวิ่งหนีออกจากห้องโถง

เด็กผู้หญิงอายุราว ๆ  12 ปียืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของระเบิด เธอมีผมสีเหลืองแครอท มวยผมเป็นก้อนกลม ๆ ด้านหลัง ถักเปียสองข้างด้านหน้า ดวงตาสีม่วงมาเจนต้า สวมกางเกงขาสั้นแนบเนื้อสีดำ ทับด้วยกระโปรงสีขาวยาวเหนือเข่า เผยให้เห็นส่วนขาอ่อนเลยหัวเข่า เสื้อแจ็คเก็ตผ้ายีนทับผิวหนังคล้ำแดดเล็กน้อย

เธอมีชื่อว่า ธีริกน่า เอเซร่า

เด็กสาวมนุษย์คนนั้นแผ่มานาสีม่วงออกมา เวโรนิก้าไม่รู้ว่ามันคือเวทมนตร์อะไร แต่สามารถสัมผัสได้ว่า เด็กสาวคนนั้นไม่ได้มาดี

ดวงตาของธีริกน่าให้ความรู้สึกเย้ายวนและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

เวโรนิก้ารีบวิเคราะห์สถานการณ์

(นักเวทของเขตการปกครองเบอลลิทธ์งั้นเหรอ? คิดจะขัดขวางไม่ให้พวกเราส่งแบบแปลนของอุปกรณ์เวทมนตร์สำเร็จสินะ)

ระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ถูกวางเอาไว้ตรงจุดที่เวโรนิก้ายืนอยู่ หากเธอไม่เดินออกมาคงโดนไปเต็ม ๆ  นั่นแสดงว่า ใครก็ตามที่วางระเบิดนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำลายเอกสารในมือของเวโรนิก้า

มานาสีฟ้าแผ่ออกมารอบตัวเวโรนิก้า เธอไม่สามารถปล่อยให้กระเป๋าเอกสารในมือได้รับความเสียหายได้ ต้องปกป้องมันเอาไว้

เธอไม่รู้ว่าศัตรูใช้เวทมนตร์อะไร ดังนั้นจึงต้องระวังตัวไม่ขยับเขยื้อน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขยับเพียงแค่ก้าวเดียว ก็จะเท่ากับการประกาศเริ่มการต่อสู้

คนที่เริ่มก่อนคือธีริกน่า โดยเธอไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่ขยับคือแขนของเธอ มันหยิบหูฟังไร้สายออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต สวมมันเอาไว้ที่หูข้างขวา หลังจากนั้นก็นำเครื่องเล่นเสียงออกมาจากกระเป๋ากระโปรง

“?” เวโรนิก้ายืนงง

เธอไม่เข้าใจการกระทำของเด็กสาวอายุ 12 ปีด้านหน้า ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด แต่กลับหยิบหูฟังและเครื่องเล่นเสียงขึ้นมาราวกับฟังเพลง

“พอกันที” เวโรนิก้าหมดความอดทน

คมมีดอากาศปรากฏขึ้นมาด้านหลังทีล่ะเล่ม จนจำนวนของมันมี 5 เล่ม แล้วเวโรนิก้าก็ปล่อยมันใส่เด็กสาวด้วยความเร็วสูง

จู่ ๆ บางอย่างก็เกิดขึ้น คมมีดลมของเวโรนิก้าคลื่นที่ไปด้านหน้า ผ่ามวลอากาศจนเกิดเสียงน่ากลัว แต่จู่ ๆ พวกมันก็เปลี่ยนทิศทาง เสียสมดุลกลางอากาศ แล้วสลายกลับไปเป็นมานาและมวลอากาศเช่นเดิม

“?”

เวโรนิก้าสังเกตเห็นมานาสีม่วงของเด็กสาว ธีริกน่ากำลังใช้เวทมนตร์


20 ความคิดเห็น