Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 130 : Chapter XIV - Part 5 END

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ค. 62


5


เรือลำสำรองสามารถาสังเกตได้อย่างง่ายดายโดยอดีตสายลับอย่างอันย่า อาคิลิน่า เนื่องจากเรือสำรองไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงและจะไม่ถูกใช้งานในเร็ว ๆ นี้ เรือพวกนั้นจึงถูกจอดอยู่ในตำแหน่งที่ไม่พร้อมใช้งาน ขณะที่เรือหลักต่าง ๆ ถูกจอดเอาไว้บริเวณด้านหน้าของท่าเรือ

แต่นอกจากนั้นยังมีเหตุผลที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือจำนวนของทหารยามที่คอยเดินลาดตระเวนภายในท่าเรือ พวกเขาเดินด้านหน้าเรือ 3 ลำที่จอดอยู่ การที่เรือทั้งสามนั้นได้รับการตรวจตราอย่างดีเป็นเครื่องหมายบอกเป้าแก่พวกเธออย่างดี

อเล็กเซย์ รินซิสมองดูอยู่จากที่ซ่องตัวด้านข้างตู้คอนเทนเนอร์ห่าง ๆ  มองหาช่องทางที่เขา อันย่า และนักเวทเพลิงตัวน้อยที่อยู่ด้านข้างสามารถใช้ในการลอบเข้าไปได้ เพื่อเป้าหมายของพวกเขาซึ่งต้องทำลายเรือพวกนั้น หรืออย่างน้อยก็สามารถทำให้เรือพวกนั้นใช้การไม่ได้

เอมเบอร์ เฟรมมาร์มองดูรอบ ๆ มาพักหนึ่งแล้ว แต่เธอยังไม่เจอทางเข้าหรือช่องโหว่สำหรับลอบเข้าไป จนตอนนี้เธอเริ่มหมดความอดทน ปล่อยมานาสีเพลิงออกมารอบ ๆ ร่างกายพร้อมกับไอร้อนซึ่งอเล็กเซย์สามารถสัมผัสได้และหันมามองเห็นสีหน้าไม่พอใจของเอมเบอร์

“บุกเข้าไปเลยตรง ๆ ดีกว่า...ให้ตายสิ”

“อดทนหน่อย...” อันย่ากับชับกับเอมเบอร์ แล้วชี้ไปยังจุดหนึ่งด้านหน้า “ตรงนั้นมีทางให้เราสามารถลงไปว่ายน้ำได้อยู่…”

ตรงท่าเรือเป็นลานกว้างไร้ที่กำบังอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสามารถตัดทิ้งไปได้ แต่นอกจากเส้นทางนั้นแล้วยังมีเส้นทางอื่นที่สามารถใช้ได้

“พวกเราจะว่ายน้ำไปยังกราบเรือ นั่นเป็นเส้นทางที่มีโอกาสถูกเห็นต่ำที่สุด อเล็กเซย์สามารถใช้เวทมนตร์มิติของนายทะลุกำแพงเรือเข้าไปด้านในได้สินะ…”

“..ก็..ได้อยู่ล่ะนะ...ถ้าหากเป็นฉันคนเดียวหรือสองคน...” อเล็กเซย์ตอบ รู้ว่าพวกเขามีกันอยู่สามคน ดังนั้นเขาสามารถช่วยได้แค่ อันย่า หรือเอมเบอร์เท่านั้น คนที่เหลือหนึ่งคนต้องหาทางเสี่ยงขึ้นเรือเอง

“ทางนี้ไม่เป็นไร” อันย่าตอบพร้อมชี้ไปยังรองเท้าที่ตนกำลังสวมอยู่ มันเป็นรองเท้าที่ติดตั้งอุปกรณ์เวทมนตร์เอาไว้ ซึ่งเอมเบอร์ที่เคยต่อสู้ไล่ล่าเธอมาก่อนนั้นเคยเห็นความสามารถของมันเแล้ว “ทางนี้สามารถปีนขึ้นเรือทางด้านข้างของเรือได้ ดังนั้น…”

อเล็กเซย์หันมายังเอมเบอร์ที่ทำหน้าหงุดหงิดใส่เช่นเดิม ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเป็นคนช่วยเปิดทางให้เอมเบอร์ด้วยเวทมนตร์มิติ

เอมเบอร์หลับตาลงเหมือนยอมแพ้

“โอเค ๆ  จะทำอะไรก็ทำไปซะ…”

ข้อสรุปคือ ทั้งสามคนจะว่ายน้ำไปทางด้านข้างของลำเรือ โดยจะแยกกันไปแต่ละลำ ซึ่งครบจำนวนพอดี อเล็กเซย์ช่วยให้เอมเบอร์สามารถเข้าไปด้านในลำเรือด้วยเวทมนตร์มิติ ซึ่งนั่นกินพลังงานของเขาพอสมควร แต่ยังสามารถทำได้อีกสักครั้ง ส่วนอันย่าสามารถใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ของเธอวิ่งไต่ด้านข้างลำเรือ เกาะตรงบานหน้าต่างเล็ก ๆ เพื่อออมแรง คงโมเมนตัมขึ้นไปจนถึงด้านบน

ถึงแม้ว่าวิธีการนี้จะมีโอกาสพลาดต่ำกว่าเส้นทางอื่น แต่ทั้งสามคนก็ไม่สามารถลดการป้องกันและหย่อนการระวังตัวได้ บนเรือและท่าเรือมีทหารเฝ้าอยู่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยมองลงไปในทะเล แต่ยังมีแสงสปอตไลท์ส่องลงมาเป็นบางช่วง

อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งสามคนสามารถลอบเข้าไปในเรือได้โดยไม่โดนสังเกตเห็น



เอมเบอร์แสดงสีหน้ากึ่งงุนงงกึ่งสับสน ร่างของเธอถูกส่งไปยังด้านข้างของเรือ ทั้ง ๆ ที่ควรจะได้รับแรงกระแทก แต่ร่างเล็ก ๆ ของเด็กสาวอายุ 14 ปีเคลื่อนที่ผ่านกำแพงของเรือเข้ามายังทางเดินด้านในได้อย่างแปลกประหลาด

มันคือเวทมนตร์มิติ ดังนั้นนี่อาจจะเป็นการเคลื่อนย้ายผ่านห้วงมิติ เธอคิดแบบนั้นเพราะผลข้างเคียงของมันทำให้เอมเบอร์หัวหมุนจนทำไม่ได้แม้แต่ยืนขึ้น

เขตการปกครองเบอลลิทธ์วางแผนการบุกโจมตีเกาะของประเทศอลิสเซีย ซึ่งแผนการนั้นน่าจะเริ่มภายในไม่นานขึ้นอยู่กับความขัดแย้งระหว่างสองฝั่ง ดังนั้นภายในเรือจึงมีการเตรียมการใช้งานให้พร้อมอยู่เสมอ ภายในเรือเปิดไฟสว่างตามทางเดิน มีทหารเดินตรวจการภายใน ทำความสะอาดและข่นส่งข้าวของที่อาจจะต้องใช้ในเร็ว ๆ นี้

เอมเบอร์เปิดประตูเข้าไปแอบในห้องสำหรับลูกเรือที่ไม่มีใครอยู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออก เธอไม่รู้ว่าการเดินทางผ่านเวทมนตร์มิติมันมีข้อจำกัดมากน้อยเพียงใด การที่เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนสามารถทำมันได้จนเคยชินนั้นทำให้เธอเริ่มไม่คิดว่าเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา

เป้าหมายคือการทำลายเรือลำนี้ อย่างน้อยที่สุดคือทำให้มันไม่สามารถใช้งานได้ เอมเบอร์เป็นนักเวทเพลิงผู้มีพลังเวทมนตร์ในการทำลายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเธอโจมตีห้องเครื่องซึ่งอาจส่งผลกระทบกับน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือจนระเบิดปะทุออกมา

อย่างไรก็ตาม เอมเบอร์ไม่สามารถเคลื่อนไหวโดยไม่รออีกสองคน หากเธอลงมือก่อน ความวุ่นวายก็จะปะทุขึ้น ทำให้ฝั่งของอเล็กเซย์และอันย่าปฏิบัติการยากขึ้น เนื่องจากเหล่าทหารจะอยู่ในสภาวะหวาดระแวง

ทางของอันย่าสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ความสามารถด้านการลอบเร้นของสายลับ อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เวทมนตร์ช่วยด้านการเคลื่อนไหว เธอสามารถจัดการยามที่ขวางทางได้อย่างไร้เสียง และมุ่งหน้าไปยังห้องเครื่อง หวังทำให้เชื้อเพลิงระเบิดเช่นเดียวกับเอมเบอร์

นักเวทเพลิงผมแดงมีพลังเวทมนตร์มากพอที่จะทำลายเรือได้ง่าย ๆ  อดีตสายลับซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมีความสามารถมากพอสร้างความเสียหายรุนแรงแก่เรือ เมื่อเทียบกับอเล็กเซย์แล้ว เขาเป็นเหมือนเพียงมนุษย์ธรรมดาซึ่งตกอยู่ในดงศัตรู

เขาสามารถใช้เวทมนตร์มิติเคลื่อนที่ผ่านด้านข้างลำตัวของเรือเข้ามาในทางเดินแคบ ๆ ได้ก็จริง แต่ก่อนหน้านี้ต้องใช้เวทมนตร์แบบเดียวกันให้เอมเบอร์ สุดท้ายก็นั่งไร้เรี่ยวแรงอยู่กลางทางเดิน สภาพดูแย่กว่าเอมเบอร์ที่สัมผัสกับเวทมนตร์มิติครั้งแรกเสียอีก

เพียงแค่แถร่างกายไปกับพื้นเพื่อหลบจากสายตาคนที่เดินผ่านไปมาก็ทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมา อเล็กเซย์มองดูฝ่ามือของตัวเองที่ซีดขาว

“...ดราก้อน..ให้ตายสิ…” ใบหน้าของเด็กสาวซึ่งมีร่างกายเป็นมานาสีทองปรากฏขึ้นมาในหัว “ขอโทษที่ฝืนตัวเองนะ...แต่ว่า...ฉันต้อง…”

ความมุ่งมั่นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังทางกายภาพได้ง่ายดายแบบในหนังหรือการ์ตูน เพื่อบังคับกล้ามเนื้อขาและแขน อเล็กเซย์ต้องแผ่มานาสีฟ้าออกมาแทนที่จะเป็นมานาสีทอง

“ถ้างั้นปล่อยให้ฉันใช้มานาของตัวเองก็แล้วกัน…”

ด้วยร่างกายที่ซีดขาวราวกับเลือดถูกสูบออกไปและขาที่สั่นเทา อเล็กเซย์มุ่งหน้าลงบันไดตรงริมทางเดิน ใช้จังหวะที่ไม่มีคนเดินผ่าน มุ่งหน้าลงไปยังห้องเครื่อง ถึงแม้จะไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัด แต่สมองของเด็กหนุ่มโล่งโปร่ง สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่เดินไปด้านหน้าเท่านั้น ถ้าโชคดีก็จะเจอเอง

ความรู้สึกหิวโหยโจมตีมาจากด้านในกระเพาะ มันไม่ใช่ความรู้สึกของเขา แต่เป็นความรู้สึกของบางอย่างที่เชื่อมต่อกับเขา ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม

(ไม่เคยยั้งมือเลยจริง ๆ  อเล็กเซย์…) เสียงของเด็กสาวที่คุ้นหูดังแว่วมา

(มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์มิติ...)

บทสทนาภายในหัวเริ่มต้นขึ้นขณะที่ร่างกายสั่นเทาเอนตัวพักผ่อนตรงมุมทางเดิน ตรงนั้นสามารถใช้หลบซ่อนเป็นจุดพักให้กับอเล็กเซย์

(ถ้าหิวมากขนาดนั้น...ดื่มเลือดฉันอีกก็ได้…)

(ถ้าหากเอาเลือดของนายมากกว่านี้ล่ะก็...นายก็จะ…)

(ฮะ ๆ  ๆ จริงด้วยสินะ...ถ้างั้นขอร้องล่ะ อดทนอีกหน่อย…)

(ฉันมีทางเลือกด้วยงั้นเหรอ?)

คำถามของเด็กสาวแทงลงไปในจิตใจของอเล็กเซย์ จนเด็กหนุ่มต้องหัวเราะกลมเกลื่อนออกมา ถึงแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่เข้ากับท่าทางก็ตาม อีกอย่างคอยังแห้งจนเสียงออกมาสากราวกับกระดาษทราย

เด็กสาวแสดงความเป็นห่วงในน้ำเสียง

(อย่าเพิ่งปล่อยให้ร่างกายพังเอาตอนนี้สิ)

“นั่นสินะ… เพราะต้องทำสิ่งที่ลิเลียน่าคาดหวังให้สำเร็จ….” อเล็กเซย์พูดออกมาตามความคิดโดยไม่รู้ตัว ก่อนก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปตามทางเดิน ระหว่างนั้นเด็กสาวกล่าวออกมาเบา ๆ 

(ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ...ยังมีคนที่เป็นห่วงนายอีกเยอะนะ…) แต่เสียงฝีเท้าของอเล็กเซย์ที่ย่างก้าวลงบนแผ่นเหล็กปิดบังเสียงนั้นเอาไว้

สำหรับอเล็กเซย์แล้ว ร่างกายของเขาเป็นแค่สิ่งสำคัญรองลงมาจากหน้าที่ที่ต้องทำ แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะตายโดยการสละชีพอะไรไร้สาระแบบนั้น เขารู้ดีกว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ลิเลียน่าจะแสดงสีหน้าเศร้าออกมา นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

ตราบาปเมื่อสองปีก่อนยังติดอยู่ในหัว ภาพของพระราชวังที่เหลือแต่ซาก เวทมนตร์มิติที่เด็กหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุมีนั้นไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการเดินหน้าต่อไป เท้าของเด็กหนุ่มหยุดลงตรงหน้าห้องอุปกรณ์

ด้วยพลังเปล่า ๆ ของอเล็กเซย์ เขาไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่เรือลำนี้ได้มากเพียงพอ ตอนนี้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์มิติขนาดใหญ่ที่สามารถทำลายเรือได้ ต้องหาวิธีการอื่นที่ทำให้เชื้อเพลิงในเรือระเบิดหลังจากเขาหนีออกมาแล้ว

อเล็กเซย์ไม่มีระเบิดเวลา เขาต้องใช้ของในเรือให้เป็นประโยชน์ นี่เป็นเรือของกองทัพทหาร ระเบิดมือไม่ใช่สิ่งที่หายาก หากวางกลไกลบางอย่าง อเล็กเซย์สามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นระเบิดอีกรูปแบบได้

แต่การนำเอาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ  ห้องเสบียงและห้องคลังไม่ได้ถูกเฝ้ายามก็จริง แต่ยังมีคนเดินผ่านจุดนั้นอยู่บ่อยครั้ง กว่าจะหาทางเข้าไปด้านในได้ด้วยสภาพร่างกายแบบนั้นโดยไม่ให้โดนจับได้ก็ใช้เวลาไปกว่าสิบนาที และอีกสิบนาทีเพื่อออกจากห้องหลังหยิบระเบิดมือกล่องระเบิดมือออกมากล่องหนึ่ง

ถึงแม้เขาจะเป็นเหมือนเด็กหนุ่มอายุ 16 ปีธรรมดา แต่เขาคืออดีตอัศวินเมื่อสองปีก่อน ความรู้ทางด้านอาวุธยังหลงเหลืออยู่ สามารถนำมาปรับเปลี่ยนระเบิดมือเหล่านี้

(อีกสองคนนั้นคงกำลังรอสัญญาณจากเรางั้นสินะ?) อเล็กเซย์คิด

เอมเบอร์และอันย่ามีความสามารถมากพอที่จะเปิดฉากตอนนี้ แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นทั้งสองกำลังรอให้อเล็กเซย์เริ่มก่อนอย่างแน่นอน

ห้องเครื่องมีหลายห้อง ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์และกลไก ภายในเรือขนาดใหญ่มีห้องควบคุมและส่วนต่าง ๆ มากมาย ปกติหากเรือกำลังเดินจะมีช่างตรวจสอบเป็นระยะ ๆ  แต่เพราะเรือยังอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ภายในห้องจึงไม่มีคน

ทางอันย่าและเอมเบอร์เองก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีห้องเก็บอุปกรณ์เครื่องมือของช่างเรือ มีชิ้นส่วนสำรองหากเกิดเหตุระหว่างเดินเรือเพื่อสามารถซ่อมแซมได้ทันเวลา อเล็กเซย์สามารถใช้อุปกรณ์ภายในห้องเพื่อดัดแปลงระเบิดที่นำมาได้จนกลายเป็นระเบิดกด

จำนวนที่ได้มามีเพียงพอที่จะติดตั้งไปทั่วห้องเครื่อง ใช้สายไฟที่ได้จากห้องเครื่องมือ เชื่อมระเบิดแต่ละลูกเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวัง เพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ระเบิดพวกนั้นจะปะทุพร้อม ๆ กัน ทำลายห้องเครื่องทั้งห้อง

“หวังว่าแรงระเบิดจะส่งไปถึงแห่งเชื้อเพลิงนะ…”

หลังจากนำระเบิดที่ได้ไปวางตามจุดต่าง ๆ แล้ว อเล็กเซย์หยิบปุ่มกดซึ่งเชื่อมกับสายไฟพวกนั้นขึ้นมา ยืนอยู่ตรงบันไดทางออกฉุกเฉินของห้องเครื่อง เพื่อสามารถหนีขึ้นไปได้ทันทีที่กดระเบิด

แรงระเบิดไม่สามารถพุ่งผ่านประตูได้ทันที ทางหนีฉุกเฉินเป็นส่วนประกอบของเรือขนาดใหญ่ทุกลำ เป็นบันไดลิงมุ่งหน้าขึ้นด้านบนท้องเรือ เป็นบันไดที่ต้องใช้เวลาปีนนานพอสมควร ดังนั้นอเล็กเซย์ที่อ่อนแรงจึงต้องหยุดพักตามจุดพักแคบ ๆ เป็นระยะ ๆ 

เสียงระเบิดที่สองดังขึ้นภายในเวลาต่อมาไม่นาน เชื้อเพลิงของเรือกำลังลุกไหม้ แรงสั่นสะเทือนส่งไปทั่วจนอเล็กเซย์เกือบตกบันได

รูสีส้มเปิดกว้างด้านข้างกราบเรือ ไอร้อนและควันสีดำลอยขึ้นไปในอากาศ จุดระเบิดอยู่ห่างจากอเล็กเซย์ไปพอสมควร ทำให้เขาไม่ได้รับแรงสะเทือนตรง ๆ 

เขาทำหน้าที่สำเร็จแล้ว ทหารยามและเจ้าหน้าที่บนเรือแสดงความแตกตื่น วิ่งวุ่นไปแจ้งกับท่าเรือ ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นอุบัติเหตุหรือการโจมตี แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ถึงการลอบเข้ามาของอเล็กเซย์

การระเบิดเรือลำแรกเป็นสัญญาณให้เอมเบอร์และอันย่า

เอมเบอร์ราดน้ำมันที่พบในห้องเครื่องเอาไว้ทั่วพื้น เพียงจุดไฟสักเล็กน้อย ห้องเครื่องทั้งหมดก็ลุกเป็นไฟ เธอหนีออกมาโดยใช้ประตูทางเข้าหลักก่อนที่เปลวไฟจะทำให้เกิดการระเบิดรุนแรง ความเสียหายของเรือเป็นแบบเดียวกับอเล็กเซย์ในไม่นาน

“ยังไง ๆ  เผาไปซะก็สิ้นเรื่อง…”

เรือสองลำระเบิด พวกทหารรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ โอกาสที่ว่าสถานการณ์นี้เป็นการโจมตีจากต่างประเทศเป็นไปได้สูง แต่พวกเขารู้ตัวสายเกินไป

อันย่าใช้วิธีการอ้อมค้อมกว่า คือการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ทำลายโครงสร้างด้านในของเครื่องจักรบางชนิด และอัดระเบิดเข้าไปตามจุดต่าง ๆ  ใช้ความรู้ของเธอหาจุดอ่อนของเครื่องยนต์ หลังจากวางระเบิดเอาเรียบร้อย ก็แค่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ของเธอยิงใส่ จุดชนวนระเบิด

เธอรู้เรื่องของทางหนีฉุกเฉินแบบเดียวกับที่อเล็กเซย์ใช้ เธอสามารถใช้มันมุ่งหน้าขึ้นมาบนท้องเรืออย่างรวดเร็ว

ความแตกตื่นของเหล่าทหารทำให้ไม่สังเกตการปรากฏตัวของเธอ อันย่าจึงสามารถกระโดดลงไปในน้ำได้โดยไม่โดนเจอ

อเล็กเซย์ที่ขึ้นมาบนท้องเรือได้แล้วก็ทำเช่นเดียวกัน

คนที่เหลืออยู่คือเอมเบอร์ซึ่งใช้ทางออกหลักเดินออกมา เธอปะทะกับกลุ่มทหารทำให้ติดชะงักอยู่ในทางเดินแคบ ๆ ของเธอ

เวทมนตร์ของเธอคือเวทมนตร์เพลิง ไม่สามรารถใช้ป้องกันกระสุนได้ เอมเบอร์ไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ที่กำบังต่อสู้ แต่เวทมนตร์เพลิงของเธอไม่สามารถเจาะทะลุการป้องกันของชุดเกราะเวทมนตร์ที่ทหารสวมอยู่ได้

“ให้ตายสิ...กลายเป็นถ่านไปซะ!”

เอมเบอร์สามารถใช้เปลวเพลิงปิดปังการมองเห็นของเหล่าทหารได้ชั่วขณะ จนสุดท้ายต้องทำลายกระจกบนหน้าต่างขนาดเล็กข้าง ๆ  ทางเดินตรงนั้นอยู่ด้านข้างของกราบเรือพอดี ร่างเล็ก ๆ ของเธอจึงสามารถลอดผ่านบนหน้าต่างที่เหล่าทหารลอดผ่านไม่ได้ และตกลงไปยังพื้นน้ำด้านล่าง



ไมอา เบล ยืนดูสภาพของอาคารที่ถล่มลงมาด้วยใบหน้าราบเรียบ เธอไม่สนใจว่าความเสียหายที่ได้รับนั้นมีมากน้อยเพียงไหน สิ่งที่เธอสนใจคือมานาสีเงินของเด็กหนุ่มฮาล์ฟเอลฟ์ แต่เขาหนีไปได้ก่อนที่จะได้ข้อมูลอะไร

เธอเป็นเด็กสาวมนุษย์แมวอายุ 15 ปี เป็นนักเวทไม่กี่คนของประเทศที่ชื่อว่า เขตการปกครองเบอลลิทธ์

เนื่องจากเผ่าพันธุ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศนี้ เธอจึงไม่สนใจผลประโยชน์ส่วนรวมเท่าไหร่นัก และเขตการปกครองฯน่าจะเก็บเธอเอาไว้เพราะเธอเป็นนักเวทที่มีความสามารถ

ไมอากำลังอ่านเอกสารผ่านหน้าจอโทรศัพท์ มันเป็นเอกสารโดยตรงจากรัฐบาลของเขตการปกครองเบอลลิทธ์ มีสัญลักษณ์ของรัฐบนหัวเอกสาร

สายตาสีน้ำตาลเลื่อนตามตัวอักษร เมื่อได้ความแล้วจึงถอนหายใจ

“โดนเรียกตัวไปแนวหน้างั้นเหรอ? สงครามมันอยู่ในสภาพไหนแล้วนะ?”

เธอถามกับตัวเอง เพราะเธอไม่สนใจสภาพของประเทศนี้ ไม่รู้แม้กระทั่งภาวะสงครามซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรง คำถามที่เธอถามออกมาลอย ๆ นั้นได้ยินไปถึงหูทหารด้านข้าง

“ในเดือนนี้ อาจจะปะทุขึ้นครับ”

ทหารคนนั้นกำลังติดต่อกับหน่วยอื่น ๆ  พวกนั้นกำลังไล่ตามรอยของเซ็นเอที่หนีไปได้อยู่ แต่จากบทสนทนาผ่านวิทยุสื่อสาร ดูเหมือนว่าจะหาไม่เจอ

ไมอาถอนหายใจ ไม่ได้กังวลกับคำตอบของภาวะสงคราม แต่กังวลกับการตามหาพวกเซ็นเอไม่เจอ

“อุส่าเจออะไรหน้าสนใจแล้วแท้ ๆ …” เธอบ่นออกมาเบา ๆ  “ยังไงงานก็ต้องเป็นงานสินะ…”

หากได้รับงานอะไรมากจากรัฐ ดูเหมือนว่าไมอาจะไม่ขัดคำสั่ง แค่ทำตามหน้าที่ก็เพียงพอ เพราะแบบนั้น รัฐจึงยังเก็บเธอเอาไว้

ไมอาทำได้แต่ถอนหายใจ



เด็กสาวมีผมสีเขียวออกฟ้า และดวงตาสีแดง มีใบหูเรียวยาว เธอเป็นเอลฟ์ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของสภาเวทมนตร์ของอาณาจักรอลิสเซีย หรือถ้าจะเรียกให้ถูก เธอคืออดีตนักเวทของสภาเวทมนตร์

นั่นคือ ลิย่า โฮโดมซ่า

ดวงตาของเธอลุกเป็นไฟ ความโกรธและความกระหายการแก้แค้นแสดงออกมาเต็มที มองไปยังด้านนอกตัวอาคารสูง เมืองยามกลางคืนส่องแสงไฟ เห็นชายหาดที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนี้สักเท่าไหร่

ที่นี่ไม่ใช่ประเทศอลิสเซียที่เธอควรจะอยู่ ภาษาที่เขียนอยู่บนป้ายร้านค้าต่าง ๆ ไม่ใช่ภาษาเดียวกับอาณาจักรอลิสเซีย เพราะที่นี่คือเขตการปกครองเบอลลิทธ์ ประเทศนี้เป็นศัตรูกับประเทศที่เธออยู่ แต่ดูเหมือนเด็กสาวเอลฟ์ไม่สนใจเรื่องนั้น

เธอคิดถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มฮาล์ฟเอลฟ์ตาสีน้ำเงิน

“เซ็นเอ เซนโทน…” ลิย่าสบถชื่อของเขาออกมา

“อยากจะล้างแค้นขนาดนั้นเลยเหรอ?” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังมาจากด้านหลัง

เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี มีผมสีดำ ดวงตาสีดำ สวมเสื้อยืดและเสื้อนอกสีดำ ดวงตาของเขาดูเหมือนปลาตาย บนใบหน้ามีรอยยิ้มเสแสร้ง เขากำลังยืนพิงกำแพงของห้องและมองมายังเด็กสาวเอลฟ์ มือขวาถือมีด Butterfly ควงไปมา ชายเสื้อสะบัด เผยให้เห็นซองปืนและกระบอกปืนที่เอว

ลิย่าหันกลับมามองด้วยสายตาเย็นยะเยือก

“ ‘ผู้นำทาง’ ” เธอเรียกเด็กหนุ่ม “...นายบอกว่าจะช่วยฉันงั้นสินะ? หวังผลตอบแทนอะไลกันแน่?”

“..การทำลายรัฐบาลของประเทศนี้ ถ้ามีพลังของเอลฟ์อย่างเธอจะดีมาก”

“ฉันไม่สนชะตากรรมของปละเทศนี้หลอกนะ”

“เรื่องนั้นไม่เป็นอะไร แค่เธอสร้างความวุ่นวายด้วยการแก้แค้นของเธอ ทางนี้ก็ได้ผลประโยชน์มากพอแล้ว”

นั่นคือคำตอบของเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้นำทาง’

ลิย่าไม่เชื่อใจเขาซะทีเดียว แต่ความกระหายในการล้างแค้นบดบังสายตาของเธอ เธอต้องการตามล่าเซ็นเอที่เป็นคนสังหารชายที่ชื่อว่า ดูโร่ บาร์ทัว นั่นทำให้เธอเลือดขึ้นหน้า ลิย่าสามารถไล่ตามรอยของเด็กหนุ่มจนมาถึงเขตการปกครองเบอลลิทธ์

และเธอก็เจอกับ ‘ผู้นำทาง’

เป้าหมายของผู้นำทางไม่แน่ชัด เขาได้ประโยชน์บางอย่างจากการช่วยเหลือลิย่า เธอไม่รู้ว่าประโยชน์นั่นคืออะไร แต่ลิย่าไม่สนใจเรื่องนั้น เด็กหนุ่มคนนี้ให้ที่พักแห่งนี้แก่เธอ นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำทางให้เธอได้

ลิย่าไม่รู้เส้นทางและภาษาของประเทศนี้ การมีไกด์เป็นเรื่องดีสำหรับเธอ

ตอนนี้เวลาประมาณเที่ยงคืน สายตาของเธอยังมองไปด้านนอกหน้าต่าง ลิย่าข่มตาตัวเองให้หลับไม่ได้ เลือดสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น เซ็นเอ เซนโทนอยู่ในประเทศนี้ เรือของเขาถูกทำลายบริเวณนี้ ดังนั้นเป้าหมายของเธอต้องมุ่งหน้ามายังเมืองแห่งนี้แน่

เธออดใจรอไม่ไหว รอยยิ้มบนใบหน้าของ ‘ผู้นำทาง’ แสยะกว้างขึ้น แต่ลิย่าไม่ได้สังเกตเรื่องนั้น

“ถ้างั้นทางนี้ขอตัวก่อน” ‘ผู้นำทาง’ พูดก่อนเดินออกจากห้องไป

20 ความคิดเห็น