Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 136 : Chapter XV - Part 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ค. 62


6


มันคือวันที่อากาศสดใส

เด็กสาวเอลฟ์คนหนึ่ง เธอลอยอยู่ในเรือขนาดเล็กกลางทะเลสีฟ้าคราม ร่างกายเบาบางอายุ 8 ปีของเธอนอนอยู่เพียงคนเดียว เธอไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร และไม่รู้ว่าเธอมาอยู่บนเรือขนาดเล็กเท่าโลศพนั้นได้อย่างไร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ในช่วงที่เกิดปฏิบัติการร่วมครั้งใหญ่ขึ้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตะวันตกของทวีปยูกาเซีย

กองเรือของดูโร่ บาร์ทัวเดินทางผ่านคาบสมุทรไปทางทิศตะวันตกของเกาะอลิสเซีย พวกเขาตั้งใจจะไปรวมตัวกับกองกำลังอื่น ๆ ที่ชายฝั่งตะวันออกของอาณาจักรยูกาเซีย

ในตอนนั้น ดูโร่ บาร์ทัว ยืนอยู่ตรงกราบเรือ เพราะสภาพอากาศแจ่มใส่ของวัน เขาจึงสังเกตเห็นเรือขนาดเล็กเท่าโลงศพที่ลอยอยู่กลางทะเลห่างออก ด้วยความสงสัย เขาจึงใช้เรือยางขนาดเล็กเพื่อไปตรวจเช็ค เขาไม่รู้ว่าเรือเล็ก ๆ ลำนั้นมาอยู่ที่นั้นด้วยเหตุผลอะไร เขาจึงเข้าใกล้ด้วยความระแวงว่าเป็นกับดักบางอย่าง

เรือลำนั้นมีขนาดเท่าโลงศพ มันอาจเรียกว่าเรือไม่ได้ด้วยซ้ำ นอกจากขนาดเล็กเกินไปแล้วยังมีฝาปิดของโรงศพอีกเช่นกัน

ดูโร่ตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่เขาตัดสินใจเปิดฝาของโลงศพเพื่อดูด้านใน

สิ่งที่อยู่ด้านใน—คนที่อยู่ด้านในโรงศพนั้นเป็นเพียงเด็กผู้หญิงเอลฟ์อายุ 8 ปี ร่างกายของเธอผอมแห้งเพราะอดอาหารมาลายวัน นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหมดสติไป

ทำไมถึงมีเด็กสาวเผ่าเอลฟ์มาอยู่ในที่แบบนี้?

นั่นคือคำถามที่แล่นผ่านสมองของดูโร่

สำหรับดูโร่แล้ว ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนี้จะเป็นอย่างไรก็ได้ เขาไม่มีความคิดที่จะช่วยเหลือเธอจากความตายภายในโรงศพนี้ จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นใบหูเรียวยาวของเด็กสาวและดวงตาสีแดงของเธอ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความคิดที่จะช่วยชีวิตของเด็กสาวในสมองของดูโร่

สภาเวทมนตร์ของอาณาจักรอลิสเซียมีปริมาณนักเวทที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เป็นอันดับ 2 ในทวีปเอเรเซีย รองจากสหภูมิภาคโซลซาวาเคน แต่นักเวทส่วนใหญ่แทบ 100 เปอร์เซ็นนั้นเป็นมนุษย์ ความสามารถของมนุษย์มีขีดจำกัด พวกเขาไม่สามารถควบคุมมานาได้อย่างละเอียดเหมือนเอลฟ์

หากนำนักเวทมนุษย์ 100 คน มาปะทะกับนักเวทเอลฟ์และอมนุษย์ 100 คน ผลที่จะปรากฏออกมาคือมนุษย์พ่ายแพ้ย่อยยับ

นั่นคือความต่างชั้นระหว่างเวทมนตร์ของมนุษย์และเอลฟ์

เด็กสาวเอลฟ์นอนอยู่เบื้องหน้าของดูโร่ หากเธอได้รับการฝึกฝน ความสามารถในการใช้เวทมนตร์ของเธอจะสูงกว่านักเวทมนุษย์คนอื่น ๆ ในสภาเวทมนตร์หลายเท่าตัว หากดูโร่สามารถนำเธอมาเป็นพวกเดียวกันได้ เธอจะเป็นประโยชน์มหาศาลให้กับสภาเวทมนตร์

หลังจากได้ความคิดแบบนั้น ดูโร่ตัดสินใจช่วยชีวิตของเด็กสาวผู้เต็มไปด้วยปริศนาเอาไว้ เขาได้ให้อาหาร เครื่องนุ่งหม ที่อยู่ และชีวิตใหม่ให้กับเธอ เขาพยายามฝึกฝนให้เธอกลายเป็นนักเวท เขาต้องการให้เธอกลายเป็น ‘บุคลากร’ ของสภาเวทมนตร์

เด็กสาวจำตัวตนของตัวเองไม่ได้ ความทรงจำของเธอในช่วงแรกนั้นไม่แน่ชัด แต่เธอไม่สนใจเรื่องนั้น เธอไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าเธอได้รับชีวิตใหม่จากดูโร่ได้ เธอจึงตัดสินใจใช้ชีวิตของเธอตามที่ดูโร่ต้องการ

เวลาผ่านไป 3 ปี

มันยาวนานพอสำหรับการเรียนภาษาของลิย่า เธอเป็นเอลฟ์ ซึ่งประเทศบ้านเกิดของเธอใช้ภาษาต่างจากภาษาของมนุษย์ ถึงแม้เธอจะศูนย์เสียความทรงจำ แต่เธอสามารถพูดภาษาและเข้าใจถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ นั่นทำให้เธอสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับเด็กสาวแล้ว ดูโร่เปรียบเสมือนบิดา แต่สำหรับเขา เธอเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น เป็นเครื่องมือไร้ความคิดที่ยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีคำถามอะไร แต่ภายในใจของเธอรู้อยู่ลึก ๆ ว่าตัวเองกำลังถูกใช้งาน

ถึงแม้ภาษาของเธอจะยังไม่คล่องและออกเสียงไม่ชัดเจน แต่เด็กสาวก็พูดออกมา

“หนูจะทำทุกอย่างคะ…”

คำพูดนั้นทำให้เด็กสาวกลายเป็นเครื่องมืออย่างสมบูรณ์ของสภาเวทมนตร์แห่งอาณาจักรอลิสเซีย

หลังจาก 3 ปีของการฝึกฝนจนสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างคล่องแคล่วระหว่างลมและเพลิง เด็กสาวทำงานเบื้องหลังต่าง ๆ ของสภาเวทมนตร์โดยไม่มีคำถามใด ๆ  เธอจัดการกลุ่มต่อต้านสภาเวทมนตร์ เก็บกวาดคนที่รู้ความลับเปื้อนกลิ่นคาวเลือดของสภาเวทมนตร์

ถึงแม้เด็กสาวจะได้กลิ่นคาวเลือดบนมือของตัวเอง เธอไม่ใส่ใจเรื่องนั้นแม้แต่น้อย เธออยากเป็นประโยชน์ให้กับดูโร่มากที่สุด

เธอรู้ดีว่าดูโร่ลงมือสังหารคนไปมากมาย เธอรู้ดีว่าดูโร่กำลังทำการทดลองบางอย่างผิดมนุษยธรรม แต่เด็กสาวไม่ถามคำถามสักคำ

ดูโร่เป็นผู้ช่วยชีวิตของเด็กสาวเอาไว้ เธอสามารถเกลียดเขาได้ลงงั้นเหรอ?

เพื่อหลีกหนีความกลัว เด็กสาวจึงตัดสินใจไม่ยอมรับมัน เธอทำเป็นมองไม่เห็นความผิดของดูโร่ เธอไม่อยากให้สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเกลียดชังในตัวเขา เธอหลับตาเพื่อไม่มองอะไรทั้งนั้น

จนกระทั่งอีก 2 ปีให้หลัง

ดูโร่ บาร์ทัว ตายภายในห้องทดลองใต้ดินของสภาเวทมนตร์โดยฝีมือของเด็กหนุ่มฮาล์ฟเอลฟ์ผู้รอดจากการทดลองนั้น

การตายของเขาทำให้เด็กสาวพังทลายลงไป มันทำให้เธอไม่มีเหตุผลในการใช้ชีวิตอยู่อีกต่อไป มันคือการตายของที่พึ่งทางจิตใจเพียงคนเดียวของเด็กสาว

แต่สภาเวทมนตร์ไม่สนใจจิตใจของเด็กสาว พวกเขาให้ภารกิจหนึ่งกับเธอ

มันเป็นภารกิจง่าย ๆ  ความสามารถในการใช้เวทมนตร์ของเอลฟ์อย่างเธอน่าจะจัดการทุกอย่างได้โดยไม่มีปัญหา แต่แล้วมันกลับเป็นภารกิจที่ล้มเหลว

เด็กสาวถูกจับตัวไปโดยกลุ่มของเด็กหนุ่มฮาล์ฟเอลฟ์ เธอเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเด็กหนุ่มคือคนที่ฆ่าที่พึ่งทางใจเดียวของเธอ ว่าเด็กหนุ่มคือคนที่ฆ่าผู้มีพระคุณของเธอ

แม้รู้ภายในส่วนลึกของจิตใจว่านั่นคือสิ่งที่นักเวทอย่างดูโร่สมควรได้รับ แต่เด็กสาวไม่มีสิทธิ์โกรธแค้นเด็กหนุ่มงั้นเหรอ?

การโกรธแค้นเพราะผู้มีพระคุณซึ่งให้ชีวิตใหม่กับเธอนั้นเป็นสิ่งที่ผิดงั้นเหรอ?

เด็กสาวได้ตัดสินใจไม่ยอมรับความผิดทั้งหมดของดูโร่เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อเขา เธอไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด

การตายของดูโร่ทำให้เหตุผลในการมีชิวิตของเธอหายไป และการพบกับฆาตกรทำให้เหตุผลในการมีชีวิตของเธอฟื้นคืนมา



ลิย่า โฮโดมซ่าเจอตัวฆาตกรแล้ว เธอมุ่งหน้าฝ่าฝูงชนไปยังเป้าหมาย ใช้มานาเร่งการทำงานของกล้ามเนื้อภายในร่างกาย เธอสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง

มานาสีแดงเคลื่อนที่ออกมาจากร่างกายของลิย่า มันเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงบริเวณฝ่ามือของเธอ ยิงออกไปยังเด็กหนุ่มฮาล์ฟเอลฟ์ดวงตาสีฟ้าด้านหน้า

เซ็นเอ เซนโทนปล่อยมานาสีเงินออกมาด้านหน้าเพื่อป้องกันเปลวเพลิงของลิย่า เขาโจมตีกลับมาด้วยกระสุนมานาหลายนัดพร้อมกัน

ลิย่ากระโจนหลบกระสุนและเว้นระยะห่างออกมาจากเซ็นเอ เธอจ้องกลับไปด้วยสายตาแค้นเคืองรวกับมีเปลวเพลิงเผาไหม้ด้านใน เธอปล่อยมานาสีแดงออกมาทางด้านหลัง แล้วสร้างบอลเพลิงด้วยมานาพวกนั้น ก่อนจะแผ่มานาสีฟ้าสร้างก๊าซไวไฟเพื่อเพิ่มความร้อนของบอลเพลิงจนมันเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

เซ็นเอยืนมองมาจากระยะไกล เขาจำใบหน้าของลิย่าได้ถึงแม้ว่ามันจะบิดเบี้ยวไปด้วยความแค้นก็ตาม

“ดูเหมือนว่าเธอเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไปนะ ตอนที่เราสู้กันก่อนหน้านี้ เธอยังใช้ทักษะซับซ้อนอย่างการสร้างก๊าซไวไฟให้เต็มพื้นที่แล้วจุดประกายไฟเพื่อสร้างระเบิดรุนแรงอยู่เลย เกิดอะไรขึ้นกับทักษะน่ารำคาญพวกนั้นแล้วล่ะ?” เขาถามลิย่าด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “กระจอกลงไปเยอะเลยนะ”

“หุบปากไปซะ!” ลิย่าตะโกนตอบ

มวลอากาศก่อตัวหนาแน่น เป็นเหมือนเส้นด้ายในอากาศ มีปริมาณมากกว่า 5 เส้น จุดกำเนิดของพวกมันคือปลายนิ้วทั้ง 10 ของลิย่า มานาสีฟ้าแผ่ออกมาจากปลายนิ้วของเธอ เส้นด้ายอากาศ 10 เส้นล้อมรอบเซ็นเอเอาไว้

ก่อนที่เซ็นเอจะรู้ตัว ลิย่าเริ่มการโจมตี

“อย่ามาดูถูกลิย่า โฮโดมซ่าคนนี้—!”

เส้นด้ายอากาศคือก๊าซไวไฟ ลิย่าจุดประกายไฟเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้วของเธอ ประกายไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เส้นด้ายอากาศลุกเป็นไฟ เปลวเพลิงเคลื่อนที่จากปลายนิ้วทั้งสิบไปยังเซ็นเอตามเส้นด้ายก๊าซไวไฟที่ล้อมรอบเขาอยู่

เนื่องจากไม่ได้สังเกต เซ็นเอสร้างกำแพงมานาด้านหน้าเพื่อป้องกันเปลวเพลิงที่พุ่งเข้ามา แต่เปลวเพลิงเผาไหม้เส้นด้ายอากาศ เส้นด้ายอากาศทั้งสิบเส้นอ้อมไปด้านหลังของเซ็นเอ เปลวเพลิงจึงเคลื่อนที่อ้อมกำแพงมานาของเขา และแผดเผาแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม

ความเจ็บปวดที่หลังทำให้เซ็นเอเสียการทรงตัวและกระเด็นไปด้านหน้า สมาธิของเขาไม่มั่นคง มานาสีเงินสลายไปในอากาศ

ในจังหวะนั้น ลิย่าพุ่งเข้ามาทางด้านหน้า เธอเคลือบหมัดขวาของเธอด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า มันพุ่งไปยังใบหน้าของเซ็นเอ ลิย่าใช้มานาเพิ่มความเร็วและความรุนแรงของหมัด

แต่เซ็นเอไม่รออยู่เฉย ๆ  เขากระทืบเท้าลงไปกับพื้น มานาสีเงินพุ่งออกมาจากเท้าไปยังพื้นถนนสีดำ มันแทรกแทรงและสร้างรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นบนพื้นถนน เศษพื้นถนนแตกกระจายออกมาราวกับระเบิด แสงสีขาวของมานากระจายครอบคลุมทั่วบริเวณเหมือนระเบิดแฟลช

คลื่นสั่นสะเทือนปะทุขึ้น มันส่งเซ็นเอและลิย่าให้กระเด็นออกห่างจากกัน เซ็นเอกลิ้งตัวลดแรงกระแทกบนถนนอย่างสวยงาม แต่ลิย่าไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เธอล้มและสไลด์ไปตามพื้น ผิวหนังของเธอถลอกกับพื้นถนน ของเหลวสีแดงไหลออกมา

“...สายตานั่น...ดูดีจริง ๆ เลยนะ” เซ็นเอประชด

บาดแผลไหม้ที่หลังทำให้เซ็นเอเคลื่อนไหวไม่สะดวก ถึงแม้ร่างกายของเซ็นเอสามารถฟื้นฟูได้รวดเร็ว แต่บาดแผลนั่นน่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควร อย่างน้อยแผลไหม้ไม่ทำให้เสียเลือด เซ็นเอจึงไม่กังวลกับมันเท่าไหร่

เขาสามารถฟื้นฟูได้รวดเร็ว แต่ฟื้นปริมาณเลือดที่เสียไปไม่ได้ หากได้รับความเสียหายจนเลือดหมดตัว เซ็นเอก็จะตาย

เขาปกปิดความลับนั้นเอาไว้ ศัตรูคือนักเวทเพลิงและลม แต่เธอใช้เวทมนตร์เพลิงในการโจมตีเป็นหลัก บาดแผลที่เซ็นเอได้รับจึงไม่ใช่บาดแผลที่เสียเลือดมากนัก อย่างไรก็ตาม หากลิย่ารู้ความลับของเขาแล้วโจมตีด้วยเวทมนตร์ลม บาดแผลจากคมมีดลมและหอกลมจะทำให้เขาเสียเลือดมาก

หลังจากคิดเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว คำถามต่อไปฝุดขึ้นภายในหัวของเซ็นเอ

“แกคือ ‘ผู้นำทาง’ สินะ?” เซ็นเอถาม

‘ผู้นำทาง’ คือคนที่กำลังตามหาตัวเซ็นเอ ดังนั้น ลิย่าที่มีความแค้นต่อเขาจะต้องเป็น ‘ผู้นำทาง’ แน่ นั่นคือสิ่งที่เซ็นเอคิด

“...” รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของลิย่า “...ใครจะรู้ล่ะ?”

“....”

หากเป้าหมายของ ‘ผู้นำทาง’ คือเซ็นเอแล้วก็หมายความว่าเกวนและพวกยูริก้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เซ็นเอถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อคิดขึ้นได้แบบนั้น

(ถ้ายัยนี่เป็น ‘ผู้นำทาง’ แล้วก็หมายความว่า การแยกตัวออกมาจากยูริก้าก็เป็นความคิดที่ถูกต้องสินะ…)

เพราะการต่อสู้ ประชาชนภายในบริเวณวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้น ดังนั้นตรงนั้นไม่มีใครนอกจากเซ็นเอและลิย่า ความเงียบงันครอบคลุมชั่วขณะ ตอนนั้นทั้งสองได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจจากระยะไกล ตำรวจกำลังนำกองกำลังมายังที่เกิดเหตุ

ในเขตการปกครองเบอลลิทธ์มีนักเวทน้อยมาก อุปกรณ์เวทมนตร์ถูกใช้ในกองทัพเป็นส่วนใหญ่ การต่อสู้ด้วยเวทมนตร์จึงเกิดขึ้นยาก นี่คงเป็นการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ครั้งแรกที่ประชาชนในเมืองแห่งนี้พบเจอ ข่าวสารจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวกับเป็นของแปลกที่โด่งดังในอินเทอร์เน็ต

ลิย่าไม่สนใจเรื่องของตำรวจ แต่เซ็นเอไม่อยากก่อความวุ่นวายภายในประเทศแห่งนี้ เขาไม่อยากโดนตามล่าโดยกองทัพหรือกองกำลังตำรวจ การอยู่ต่อสู้ที่นี่ต่อไปจึงเป็นทางเลือกที่แย่สำหรับเขา

“ชิ...พวกน่ารำคาญมาเพิ่มอีกแล้วงั้นเรอะ!?”

“...ไม่ปล่อยให้หนีหรอก!”

20 ความคิดเห็น