Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 70 : Chapter VIII - Part 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 มี.ค. 62




9




      นิโคลาย โยเรสยืนอยู่ต่อหน้าเด็กสาว 2 คนที่ล้มอยู่กับพื้นด้านหน้าเวทีแถลงการของขุนนาง

      ต้องขอบคุณเอมเบอร์และเวโรนิก้าที่ก่อความวุ่นวายจนทำให้การแถลงการต้องถูกยกเลิก ทำให้การซุ่มยิงของมือสังหารไม่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าโยเรสจะไม่เห็นทั้งสองคนเป็นฮีโร่ที่หยุดการลอบสังหารเอาไว้

      “...”

      เวโรนิก้ารีบลุกขึ้นมาโดยทนต่อความเจ็บปวดจากแรกกระแทกตามร่างกายไว้แล้ววิ่งไปยังเอมเบอร์ที่ล้มอยู่ด้านข้างเพื่อดูอาการอย่างรวดเร็ว

      เอมเบอร์!”

      เด็กสาวผมสีแดงตอบสนองต่อเสียงเรียกด้วยการลุกขึ้นยืน ส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาโจมตีพวกเธอทั้งสอง

      มานาสีแดงค่อยๆแผ่ออกมาจากร่างกายเล็กๆของเธอ จำนวนของมันมีมากกว่ามานาสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากตัวนิโคลายเสียอีก

      นิโคลายเห็นแบบนั้นจึงสามารถรู้ได้เลยว่าเด็กสาวร่างเล็กตรงหน้าสามารถใช้เวทมนต์เพลิงได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่แสดงท่าทางหวาดกลัว อีกทั้งยังตั้งท่าเตรียมต่อสู้ระยะประชิดด้วยมือเปล่าอีกต่างหาก

      นักเวทย์สินะ แสดงว่าใช้เวทมนต์ในการโจมตีงั้นสิ” นิโคลายพูดกับตัวเองเบาๆ

      สายตาของเขาจับตาดูการเคลื่อนไหวของเอมเบอร์อย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็ทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่เวโรนิก้าที่ยืนอยู่ด้านข้างจะเป็นนักเวทมนต์

      เพราะนักเวทย์จะทำงานเป็นกลุ่ม เวทมนต์แต่ละสายมักจะมีข้อจับกัดของตัวเอง การรวมกลุ่มกันของนักเวทย์เพื่อที่จะเกื้อกุลกันจึงมีให้เห็นบ่อย

      หืม?” นิโคลายสังเกตเห็นสิ่งที่เวโรนิก้ากำลังสวมอยู่

      (ชุดเกราะกันกระสุน?)

      ระหว่างที่เขากำลังคิดอยู่ เอมเบอร์ก็ยิงเปลวเพลิงใส่อย่างไม่รีรอ

      สายตาของเขาสามารถจับการโจมตีได้อย่างแม่นยำ เขาใช้ความเร็วของร่างกายที่เร่งด้วยมานาหลบออกไปอย่างเชี่ยวชาญ การโจมตีของเอมเบอร์ไร้ผลโดยสิ้นเชิญ

      นิโคลายพุ่งเข้าใส่ก่อนจะเตรียมโจมตีด้วยหมัด

      (กำลังเสริมยังไม่มาอีกเหรอ? ไม่สิ...ถึงจะมา แต่ก็อาจจะรับมือกับนักเวทย์ไม่ไหว...)

      แต่ก่อนที่หมัดของเขาจะไปถึงเอมเบอร์ ร่างกายของนิโคลายกระแทกเข้ากับบางอย่างด้านหน้า มันเป็นมวลอากาศที่ถูกควบคุมให้แข็งตัวเหมือนกับกระจกใส

      นิโคลายสังเกตถึงความผิดปกติ เขากระโดนออกไปด้านหลังทันทีเพื่อความปลอดภัย เพราะมันอาจเป็นเวทมนต์อันตรายประเภทหนึ่ง

      เมื่อเขามองหาที่มาของมวลอากาศแข็งตัวพวกนั้น สายตามองไปเห็นเวโรนิก้ายืนอยู่ด้านหลังของเอมเบอร์ เธอกำลังปล่อยมานาออกมาพอสมควร

      นิโคลายสะเดาะลิ้นเมื่อเห็นต้นต่อของเวทมนต์ยุ่งยาก

      ควบคุมไนโตรเจนให้แข็งตัวงั้นเหรอ?” เขาถามออกไปแบบไม่ต้องการคำตอบ

      เอมเบอร์หยุดโจมตีไปชั่วขณะ มันทำให้นิโคลายต้องหยุดชะงัก เขาต้องการวิเคราะห์สถานการให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวเขาเอง เขาเชื่อว่านั่นเป็นวิธีการต่อสู้กับนักเวทย์ที่ดีที่สุด

      เอมเบอร์เปลี่ยนกระแสของมานารอบๆตัวให้ตรงไปยังเท้าซ้ายของเธอ มานารวมตัวกันจนเข้มข้มเหมือนเลือดสีแดงค่อยๆซึมออกมาจากเท้า

      นิโคลายพอจะเดาได้ว่ามันเป็นการโจมตีแบบไหน เขาย่อเข่าเตรียมตัวเคลื่อนที่

      เอมเบอร์ยกเท้าซ้ายที่ถูกห่อหุ้มด้วยมานาสีเลือดขึ้นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระทืบมันลงไปยังพื้นด้วยแรงพอๆกับการขึ้นบันได

      แต่ผลที่ตามมามันไม่เหมือนกับกระกระแทกเท้าลงพื้นแบบธรรมดา

      *ซูม!*

      พื้นถนนใต้ฝ่าเท้าซ้ายที่สัมผัสพื้นกลายเป็นสีส้มราวกับกำลังละลายด้วยความร้อนสูง มันเหมือนกับเหล็กที่กำลังถูกตีร้อนๆ

      มานาของเอมเบอร์สร้างความร้อนสูงใต้พื้นจนทำให้พื้นละลายคล้ายแมกม่า ความร้อนไม่ได้หยุดเพียงที่ใต้เท้าของเอมเบอร์ มันพุ่งตรงไปหานิโคลาย

      รอยแยกสีส้มที่เกิดจะการละลายของพื้นถนนค่อยๆขยายตัวไปทางนิโคลาย ภาพที่เห็นเป็นเหมือนแผ่นดินแยก ด้านล่างรอยแยกนั่นเป็นแมกม่าสีส้มแดงร้อนระอุ

      นิโคลายพยายามกระโจนออกมาทันทีเมื่อเห็นการโจมตีที่พุ่งเข้ามา แต่ความกว้างของรอยแยกมันมากเกินไป การกระโดดด้วยกล้ามเนื้อขาซึ่งถูกเร่งด้วยมานาของเขานั้นไม่พอที่จะทำให้เขาหลบพ้นได้

      ร่างกายของเขาค่อยๆตกลงไปในรอยแยก ด้านล่างมีแมกม่าร้อนแรงอยู่ อุณหภูมิของมันจะทำให้เขาต้องถูกเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน

      เหงื่อไหลท่วมร่างของนิโคลาย เขาไม่คิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆแบบนั้นจะสามารถใช้เวทมนต์แบบนี้ได้

      เอมเบอร์ไม่ได้ใช้เวทมนต์ขนาดใหญ่แบบนี้ง่ายๆ เธอสูญเสียมานาและแรงกายไปมากเช่นกัน เพราะเธอไม่ใช่นักเวทย์ที่ได้รับการฝึกฝนและเล่าเรียนจากสภาเวทมนต์ มานาของเธอเทียบไม่ติดกับของนักเวทย์จริงๆ การที่เธอสามารถใช้เวทมนต์แบบนี้ได้โดยที่ไม่ได้รับการฝึก อีกทั้งยังไม่ได้ใช้คีย์เวิร์ดในการช่วยร่ายเวทมนต์นั้น นับว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่นักเวทย์

      เวโรนิก้า!” เอมเบอร์ตะโกน

      อืม!” เวโรนิก้าตอบเพียงสั้นๆ

      เพียงแค่นั้นพวกเขาก็สามารถเข้าใจถึงกันได้

      เวโรนิก้ารีบพุ่งเข้าไปร่ายเวทมนต์ให้กับนิโคลายที่กำลังจะล้มลงไปใส่แมกม่า เธอใช้เวทมนต์ลมสร้างกระแสลมรุนแรง

      กระแสลมนั่นผลักให้ร่างของนิโคลายกระเด็นออกมาจากหลุมแมกม่าที่เกิดจากเวทมนต์ของเอมเบอร์ไปไกลกว่า 10 เมตร

      แน่นอนว่าเวโรนิก้าเองก็ใช้มานาจำนวนมากไปในการทำแบบนั้น

      รีบไปกันเถอะ”

      ก่อนที่กำลังเสริมหรือหมอนั่นจะลุกขึ้นมาได้อีก”

      เอมเบอร์ตอบแล้วรีบเคลื่อนที่ออกไปให้ห่างจากเวทีแถลงการให้เร็วที่สุด

      นิโคลายล้มลงไปเพราะกระแสลมของเวโรนิก้า เขารีบลุกขึ้นเพื่อที่จะตามทั้งสองคนไปให้เร็วที่สุด แต่ร่างกายของเขากลับไม่ก้าวต่อไปด้านหน้า

      สิ่งที่หยุดยั้งเขาไว้คือความสงสัยของตัวเอง นิโคลายไม่สามารถทำความเข้าใจการกระทำของเวโรนิก้าได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ก้าวเดินต่อไป

      (ทำไมกัน?)

      ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามเดียว

      (หากปล่อยเราให้ตกลงไปในรอยแยกนั่น ร่ายกายของเราก็จะถูกเผาด้วยความร้อนของแมกม่าแล้วแท้ๆ แต่ทำไมพวกนั้นถึงใช้เวทมนต์ลมเพื่อที่จะผลักให้เราไม่ตกลงไป? ไม่ต้องการฆ่า? ช่วยเราเอาไว้เหรอ?)




10




      เลวินเดินมาถึงโรงแรม มันเป็นโรงแรมที่มือสังหารใช้เป็นจุดซุ่มยิงจากระยะไกล

      เขาได้สั่งให้แมคาร์นอฟและเนลลี่ถอนกำลังออกไป แพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องประจำตำแหน่งอยู่ที่อาคารห่างออกไปอีกแล้ว เนื่องจากระยะระหว่างอาคารนั้นกับโรงแรมแห่งนี้ห่างกันมาก มันเกินระยะยิงของแมคาร์นอฟ

      รอบๆทางเข้าและทางออกของโรงแรมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดักรออยู่ พวกเขาไม่กล้าบุกเข้าไปเพราะด้านในมีประชาชนที่มาใช้บริการของโรงแรมอยู่ ซึ่งพวกเขาถูกจับเป็นตัวประกันด้านใน พนักงานโรงแรมที่หนีออกมาได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบนั้น

      หวาๆ แม่นั่นเล่นบุกเข้าไปแบบนี้เลยงั้นเหรอ?”

      ระหว่างที่เขากำลังรอดูสถานการณ์จากด้านนอก เขาก็คิดหาวิธีการเข้าไปด้านในโดยที่ไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรอบจับได้ มันเป็นอะไรที่เป็นไปได้ยาก เพราะทางเข้า-ออกทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดเอาไว้

      หากเขาเดินเข้าไปโดยไม่ดูสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมาห้ามเขาไว้แน่ เลวินไม่คิดว่าตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง” ของราชวงศ์จะสามารถผ่านเข้าไปได้ ดังนั้นเขาจึงต้องมองหาช่องว่าง

      เลวินมองหารอบๆ สิ่งที่เขากำลังตามหาอยู่คือรถที่มารับผู้เคราะห์ร้าย ตรงนั้นมีพนักงานหญิงที่ถูกอันย่าใช้ปืนขู่ หากเลวินเข้าไปถามอะไรจากเธอ มันอาจจะทำให้เขารู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นด้านใน

      แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำแบบนั้น...

      *ตูม*

      เสียงระเบิดดังขึ้นมาจากชั้นดาดฟ้าของอาคารพร้อมกับแสง มันทำให้คนที่ดูเหตุการณ์อยู่ด้านล่างสับสน เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนพยายามขอคำสั่งให้นำกำลังขึ้นไป

      และท่ามกลางความโกลาหน เด็กสาวตัวเล็กๆก็เดินออกมาจากด้านในโรงแรมพร้อมกับผู้หญิงที่ดูเหมือนแม่ของเธอ

      ภาพนั่นทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายคนวิ่งเข้าไปดู ตำรวจบางคนถามถึงสถานการณ์ด้านใน แต่แม่ของเด็กสาวห้ามเอาไว้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงพาทั้งคู่ไปนั่งตรงที่ที่เตรียมไว้ให้

      เลวินค่อยๆเดินเข้าไปยังเด็กสาวคนนั้น

      ยัยอันย่าคงไม่คิดจะระเบิดทั้งโรงแรมนะ—” เขาพูดเชิงล้อเล่น

      ระหว่างที่เดินเข้าไปมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินเข้ามาเพื่อห้ามเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปรบกวนผู้เคราะห์ร้าย เลวินจึงโกหกไปว่าเป็นคนรู้จัก เขาจึงต้องเดินเข้าไปทักทายกับแม่ลูกคู่นั้นเพื่อดูว่ารู้จักกันจริงหรือเปล่า

      (ไม่ผิดแน่) เลวินยืนยันสายตาของตัวเอง

      เขามองเห็นอะไรบางอย่างในมือของเด็กสาว มันเป็นคล้ายๆกับแผ่นใสกำเอาไว้ในมือจนยับเยิน มีตัวอักษรเขียนเอาไว้อย่างมีสีสันต์—ถุงพลาสติกห่อขนมปัง

      (ถุงขนมปังที่ยัยนั่นกินบ่อยๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน...กินคาร์โบไฮเดรตมากขนาดนั้นไม่อ้วนได้ยังไงกัน? ไม่สิ ผู้หญิงที่กินของหวานเยอะๆกันทุกๆคนทำยังไงถึงไม่อ้วนหว่า...?)

      ขณะที่เขาคิดเรื่อยเปื่อย สองแม่ลูกที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กู้ภัยก็สังเกตเห็นเด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนผิดธรรมชาติที่เดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัย

      อะ...เออ คือว่า...” แม่ของเด็กสาวดูท่าทางสับสน

      นี่คือโอกาสของเลวิน เขาต้องทำให้เด็กสาวไว้ใจเขาก่อน โชคดีที่เขามีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้การพูดคุยง่ายขึ้น

      ไง?” เลวินทักทายด้วยน้ำเสียงสนิทสนม

      เด็กสาวมีท่าทางงุนงงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักเดินเข้ามาทักทายแบบนั้น เธอดูค่อนข้างไม่ไว้ใจเลวิน นั่นทำให้สายตาของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจ้องมองเลวินด้วยความสงสัย

      (เอาล่ะ โชคดีนะ ที่ฉันพกเจ้านี่มาด้วย)

      เลวินเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อสูทเครื่องแบบนั้นเรียนที่ดูไม่เรียบร้อย เขาหยิบหอพลาสติกที่มีลวดลายเหมือนกับหอในมือของเด็กสาวขึ้นมา

      จำไม่ได้เหรอ? ก็เพื่อของพี่สาวคนที่ให้เจ้านี่กับเธอไง?”

      เด็กสาวมองไปยังถุงขนมปังในมือของเลวินด้วยท่าทางสงสัย แต่ท่าทางของเธอต่างจากก่อนหน้านี้ เธอเริ่มครุ่นคิดบางอย่าง

      แน่นอนว่าเด็กสาวและเลวินไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่เธอเป็นคนที่ฉลาดมาก ดังนั้นเธอจึงเข้าใจความหมายที่เลวินพยายามจะสื่อ นั่นคือเลวินเป็นคนรู้จักของพี่สาวที่ช่วยเธอและแม่เอาไว้ตรงทางเดินของโรงแรม

      เพื่อนของพี่สาวคนนั้นเหรอ?”

      อืม? ใช่แล้ว เพื่อนของพี่สาวคนนั้นเองจ้า—”

      ท่าทางของแม่ดูไม่เข้าใจสถานการณ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตอนที่อันย่าช่วยเด็กสาวเอาไว้ เธอไม่ได้สติ ดังนั้นจึงไม่น่าจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้

      เด็กสาวจึงหันไป “อธิบาย” ไม่สิ เรียกว่า “โกหก” จะดีกว่า

      พี่ชายคือคนที่เคยให้ขนมปังกับหนูตอนที่หนูพลัดหลงจากแม่นะค่ะ”

      (เห๋—) เลวินยิ้มแห้งๆในใจ (ถึงจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงก็เถอะ แต่อย่ารับของกินจากคนแปลกหน้าแบบนั้นสิแม่หนู!)

      หลังจากสามารถคุยได้แล้ว เลวินก็คุยกันกับเด็กสาวสองคน เขาถามถึงสถานการณ์ด้านใน นั่นรวมไปถึงอันย่าด้วย

      หลังจากเด็กสาวอธิบายทั้งหมดให้ฟัง เลวินก็พอจะรู้อะไรบางอย่าง

      ลำบากเลยละน้า— ยัยนั่น...”

      ตอนนี้เขาพอจะเดาออกแล้ว ว่าอันย่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไรบางอย่าง เขามองไปบนด้านฟ้าที่ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นเลย ทั้งๆที่ควรจะมีการปะทันกันระหว่างมือสังหารที่ใช้ปืนและอันย่า

      (มือสังหารที่มาทำงานให้กับสภาเวทมนต์ คือ มือสังหารจาก เขตการปกครองเบอลลิทธ์...สินะ)

      หลังจากที่เลวินคิดด้วยใบหน้าจริงจังอยู่พักหนึ่ง เสียงเล็กๆของเด็กสาวก็เรียกให้เขาหันกลับไปมอง เธอคิดอะไรบางอย่างออก

      ต้องการให้ช่วยอะไรไหมค่ะ” เด็กสาวถามพร้อมกับรอยยิ้ม

      จริงแล้วก็มีเรื่องที่อยากจะให้ทำอยู่”

      เลวินพูดด้วยแววตาคล้ายๆกับของเด็กสาว มันเป็นแววตาของคนที่ฉลาดหลักแหลม ...ในด้านที่ไม่ดีนะครับ แน่นอนว่าเลวินเห็นอะไรบางอย่างในตัวของเด็กสาว เขาจึงไม่กลัวที่จะขอให้เธอช่วยอะไรบางอย่างจากเขา


      หลังจากฟังคำขอของเลวินเสร็จ เด็กสาวก็ทำหน้าตาครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มกว้างให้กับเลวิน แน่นอนว่านั่นก็ไม่ใช่รอยยิ้มกว้างในทางที่ดี

      เลวินเห็นรอยยิ้มนั่นแล้วเอาแต่คิด

      (นี่ฉันเพิ่งทำให้เด็กคนนี้กลายเป็นเด็กไม่ดีไปแล้ว รึเปล่า...?)

      ยังมีความเป็นไปได้ที่เด็กคนนี้มีความชั่วร้าย(?)แบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ยังไงก็ตาม สิ่งที่เด็กสาวกำลังจะทำก็ไม่ต่างอะไรจากการทำผิดกฏหมายเท่าไหร่

      คุณตำรวจค่ะ คนร้ายที่ทำร้ายหนูกับคุณแม่คุยกัน หนูได้ยินว่าพวกเขาวางระเบิดเอาไว้ที่สวนสาธารณะใกล้ๆนี้ด้วยค่ะ”

      คำพูดของเด็กสาวที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์อย่างเธอทำให้พวกเขาหลงเชื่อกันอย่างง่ายดาย ความวุ่นวายก่อตัวขึ้น กองกำลังส่วนหนึ่งรีบมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ บางส่วนก็รีบติดต่อขอหน่วยกู้ระเบิด

      (นั่นมันไม่ต่างอะไรกับแจ้งความเท็จเลยนิ...) เลวินถอนหายใจ

      แต่นั่นก็ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่รอบๆอาคารลดเหลือน้อยลง นั่นทำให้เขาสามารถบุกเข้าไปได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยเขาก็ต้องเข้าไปด้านในให้ได้ก่อน การช่วยอันย่าออกมาเป็นเรื่องหลัง




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น