Dragon Heart - สงครามเวทมนตร์ [On hold]

ตอนที่ 78 : Chapter IX - Part 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 มี.ค. 62




15




      อเล็กเซย์ยังคงไม่เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร บอริกจึงอธิบายต่อผ่านทางวิทยุสื่อสาร

      [เวทมนต์มิติของคุณสามารถควบคุมห้วงมิติได้ มันสามารถทำให้แรงดันที่อยู่ในท่อเพิ่มขึ้นได้ครับ ถ้าหากทำแบบนั้น ท่อและเครื่องกลั่นมานาจะรับแรงดันไม่ไหวจนทำให้ระเบิดออกมาจากด้านใน]

      เดี๋ยวสิ แบบนั้นไม่ไหวหรอก ฉันไม่ได้รับการฝึกทางเวทมนต์สักนิดเลยนะ” อเล็กเซย์ปฏิเสธ “ฉันต่างจากลาเวนเดอร์ที่ได้รับการฝึกโดยราชวงศ์ หากฉันใช้มานามากเกินไปล่ะก็...”

      [ไม่ต้องห่วงครับ คุณเพียงแค่ใช้มานาตอนควบคุมแรงดันก็พอ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้การระเบิดเกิดขึ้นเอง เหมือนกับการจุดฉนวนแล้วรอให้ระเบิดปะทุขึ้นเองนั่นแหละครับ ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนต์ควบคุมตั้งแต่ต้นจนจบ]




16




      ลาเวนเดอร์เตรียมการสำหรับการถล่มอาคารเสร็จสิ้น

      เธอใช้แชลงรูปตัว L ที่หาเจอเพื่องัดแท๊งค์น้ำบริเวณลาน ด้านในมีมานาอยู่ เธอทำให้เกินรูรั่วขึ้นจนมานาด้านในไหลออกมา หลังจากนั้นก็ใส่มานารูปแบบของเหลวไปในขวดแก้วจำนวนหนึ่ง

      มานารูปแบบของเหลวคือสิ่งที่อยู่ในโพชั่นซึ่งใช้สำหรับฟื้นฟูมานา มันผ่านกระบวนการผลิตเดียวกันกับมานาที่ไหลเวียนอยู่ในแท๊งค์ เพียงแต่มานาในขวดโพชั่นได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพกว่า

      อย่างไรก็ตาม มานาที่ลาเวนเดอร์นำมาได้นั้นสามารถใช้งานได้เหมือนกันกับโพชั่น หากเธอดื่มมันเข้าไปก็จะสามารถเพิ่มฟื้นฟูปริมาณมานาได้ นั่นทำให้เธอสามารถใช้เวทมนต์ได้มากกว่าเดิม

      รอบๆอาคารจ่ายเวทมนต์คือป่า เธอสามารถใช้เวทมนต์ควบคุมการเคลื่อนไหวของพืชได้ แต่ระยะในการควบคุมมีจำกัด หากเธอต้องการทำลายเครื่องกลั่นมานากลางอาคาร เธอจำเป็นต้องเข้าใกล้ ซึ่งทำไม่ได้ เนื่องจากรอบๆมีนักเวทย์ยืนเฝ้าอยู่ หากเธอเดินเข้าไป นักเวทย์พวกนั้นจะเริ่มโจมตีทันที

      นักเวทย์ของสภาเวทมนต์ผ่านการฝึกฝนหนักกว่านักเวทย์ของราชวงศ์อย่างลาเวนเดอร์ ระดับความสามารถระหว่างทั้งสองห่างกันคนละชั้น นั้นทำให้เธอไม่สามารถเผชิญหน้ากับนักเวทย์ของสภาเวทมนต์ตรงๆได้

      (การใช้เวทมนต์พืชมีระยะในการควบคุมจำกัด ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับปริมาณมานาที่มี...ถ้าหากว่าเพิ่มมานาให้ควบคุมต้นไม้หลายต้นจากระยะไกล สมองคงจะรับภาระหนักน่าดู...)

      เธอไม่คิดว่าพลังของเธอจะสามารถทำให้สิ่งที่วางแผนไว้สำเร็จได้รึเปล่า สิ่งที่องค์หญิงโซเฟียเคยบอกเอาไว้หลายครั้งคือ การไม่ฝืนตัวเอง

      (ต้องเล็งหาจุดอ่อนของอาคารรูปโดม...หาจุดที่หากพังแล้วจะทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมา)

      ลาเวนเดอร์ยืนอยู่ด้านนอกกำแพงของอาคารรูปโดม ด้านหลังของเธอมีกระเป๋าย่ามผ้าเล็กๆ ด้านในมีขวดแก้วจำนวนหนึ่งที่มีมมานาเหลวอยู่ด้านใน เธอมองขวดแก้วพวกนั้นอยู่ซักพัก ก่อนจะเริ่มออกวิ่งไปรอบๆเพื่อมองหาจุดอ่อนของสิ่งก่อสร้างนี้

      (อาคารรูปแบบโดมมีจุดอ่อนอะไรบ้างนะ?)

      กำแพงของโดมเป็นคอนกรีตหนาประมาณ 30 เซนติเมตร เสา 4 ต้นอยู่ตามแนวโค้งของโดมทั้ง 4 ทิศ เสาพวกนั้นเป็นสิ่งที่คอยรับน้ำหนักของโดมทั้งหลังอยู่

      สิ่งที่ลาเวนเดอร์สังเกตุเห็นเป็นอย่างต่อมาคือ โครงเหล็กจำนวนหนึ่งที่คอยรับน้ำหนักของหลังคาโดม ซึ่งโครงเหล็กพวกนั้นเชื่อมต่อกับเสาทั้ง 4 ต้น หากเสาพวกนั้นถล่มลงมา โครงเหล็กพวกนั้นจะถล่มลงมาด้วย และหากไม่มีโครงเหล็กรับน้ำหนัก หลังคาของโดมก็อาจถล่มลงมา

      จุดอ่อนของโดมคอนกรีตนี้คือเสาทั้ง 4 ต้น

      เสาเหล่านั้นมีความหนามากกว่ากำแพงอย่างเห็นได้ชัด กำแพงหนา 30 เซนติเมตร แต่เสาพวกนั้นหนากว่า 2 เมตร ซึ่งความหนาของเสาถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เสาพวกนี้สามารถรับน้ำหนักของโดมครึ่งวงกลมได้

      เจอแล้ว...”

      การทำให้เสาที่มีความหนากว่า 2 เมตรถล่มได้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่รากไม้มีคุณสมบัติในการชอนไชอยู่ แน่นอนว่าหากนำรากไม้ที่มีปลายแหลมไปเจาะโดยตรง เสาคงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่หากปล่อยให้ต้นไม้ค่อยโตขึ้นใกล้คอนกรีต รากของมันจะค่อยๆชอนไชจนทำให้คอนกรีตแตกออกได้

      มีเหตุการณ์หลายครั้ง ต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้ในสวนสาธารณะเริ่มเจริญตอบโตและฝังรากลงไปในดิน เมื่อเวลาผ่านไป รากของมันเจาะทะลุถนนคอนกรีตได้ ทำให้ต้องซ่อมแซมหลายครั้ง

      ลาเวนเดอร์สามารถใช้เวทมนต์ควบคุมรากไม้ให้ทำแบบนั้นได้

      แต่เธอต้องการมานาในปริมาณมาก นั่นคือเหตุผลที่เธอต้องไปเอามานามาจากแท๊งค์น้ำด้านนอก เธอยกมันขึ้นดื่มทันที

      แสงของมานาสีฟ้าแผ่ออกมาจางๆเมื่ออนุภาคของมันซึมเข้าไปด้านในร่างกาย ลาเวนเดอร์ได้รับมานาเพิ่มขึ้น เธอจึงเริ่มใช้เวทมนต์ทันที

      ออร่าสีเขียวแผ่ไปใต้ดิน ต้นไม้รอบๆเริ่มส่งเสียงบิดตัวอย่างรุนแรง หลังจากนั้นรากไม้หลายเส้นก็งอกขึ้นมาจากด้านล่าง พวกมันทะลวงพื้นคอนกรีตและเลื้อยไปตามเสาเหมือนกับเถาวัลย์

      เสาทั้ง 4 ต้นเริ่มมีรอยร้าวปรากฏอยู่ตามต้นเสา

      ลาเวนเดอร์หยิบขวดมานาต่อไปมาดื่ม แต่หลังจากดื่มเข้าไปแล้ว หัวของเธอสัมผัสกับความเจ็บปวดเล็กน้อย

      (ผลจากการใช้เวทมนต์ที่มีขนาดใหญ่สินะ...)

      สมองของมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกฝนเวทมนต์ย่อมไม่สามารถใช้เวทมนต์แบบนี้ได้ง่ายๆ รากไม้จำนวนมากกำลังถูกควบคุม สมองของลาเวนเดอร์ต้องคำนวนการทำงานของเวทมนต์นั้น

      แต่เธอหยุดไม่ได้แล้ว

      รากไม้รัดต้อเสาขึ้นแน่นจนเกิดเสียงคอนกรีตเริ่มแตกสลาย หากว่าสามารถทำลายเสาได้สักต้น มันอาจส่งผลให้เสาต้นอื่นๆด้วย

      ลาเวนเดอร์โฟกัสไปยังเสาทีล่ะต้น ค่อยๆทำให้มันล้มลงไปเรื่อย

      โครงเหล็กใต้หลังคาที่เชื่อมอยู่กับเสาเริ่มถล่มลงมา ส่งผลให้ไม่มีอะไรรับน้ำหนักของโดมเอาไว้ รอยร้าวเกิดขึ้นบนหลังคา หลังจากนั้นแรงโน้มถ่วงก็ดึงให้หลังคาของโดมถล่มลงมาพร้อมๆกับเสาทั้ง 4 ต้น

      รอยร้าวส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังกำแพงรอบๆ ทำให้อาคารทรงโดมทั้งหลังถล่มลงมา

      (สำเร็จ)

      ลาเวนเดอร์ลองมองเข้าไปด้านใน เธอเห็นเครื่องกลั่นมานาที่โดนเศษคอนกรีตถล่มลงมาทับจนเสียหาย มันไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว




17




      บอริกหยิบถุงมือสีดำออกมาจากเสื้อสูทแล้วสวมมันเข้าไปที่มือทั้งสองข้าง หลังจากนั้นเขาก็แผ่มานาออกมาห่อหุ้มหมัดท้องสองข้างของเขาเอาไว้

      ไม่ได้การ แบบนี้เลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้แน่เลยนะครับ”

      เขาเดินไปตรงกลางห้อง นักเวทย์ประมาณ 6 คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นหันมาสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่พวกเขาจะขยับมือขึ้นมาใช้เวทมนต์ บอริกพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูง เขาใช้มานาเร่งการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความคล่องตัว หลังจากนั้นก็ถีบพื้นเข้าไป ใช้หมัดขวาทำให้นักเวทย์คนที่หนึ่งสลบ

      หลังจากนั้นก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว ใช้เท้าเตะเข้าไปที่หน้าท้องจนนักเวทย์คนที่สองกระเด็นออกไป แล้วบอริกก็ใช้แรงเหวี่ยงจากการเคลื่อนไหวนั้นโจมตีไปยังนักเวทย์คนต่อไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว

      นักเวทย์เพียง 2 คนเท่านั้นที่มีเวลาตอบโต้มาพอ พวกเขายิงกระสุนมานาขนาดเท่าลูกเทนนิสออกมาจากฝ่ามือ

      กระสุนมานาจำนวนกว่า 10 ลูกเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของลูกธนู ความเร็วและจำนวนของมันทำให้บอริกต้องถอยหลังไปเพื่อหลบกระสุนส่วนหนึ่ง

      หึ”

      แน่นอนว่าบอริกไม่สามารถหลบได้ทั้งหมด กระสุนลูกหนึ่งสามารถเข้าใกล้บอริกได้ หากปล่อยเอาไว้ร่างกายของเขาจะถูกเจาะเป็นรูด้วยกระสุนมานา ดังนั้นบอริกจึงยื่นมือไปด้านหน้า

      *ฟึบ*

      กระสุนมานาถูกรับเอาไว้ในมือของบอริก เขาใช้มือจับกระสุนมานาขนาดพอๆกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีบาดแผล

      การใช้มานาโจมตีมีข้อดีและข้อเสีย” บอริกโยนกระสุนมานาทิ้งไปบนพื้นราวกับลูกเทนนิสจริงๆ “มันเป็นวิธีการที่รวดเร็วและสะดวก แต่ข้อเสียคือ การใช้มานาโจมตีแบบนี้สามารถถูกป้องกันได้ง่ายดาย...”

      “!” นักเวทย์ทั้งสองรีบเปลี่ยนการโจมตีเป็นเวทมนต์เพลิงและลม

      เพียงแค่ใช้มานาบางๆหุ้มถุงมือเอาไว้ ก็สามารถป้องกันไม่ให้กระสุนมานาสร้างความเสียหายได้แล้ว...”

      ผู้ใช้เวทมนต์ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษอย่างลาเวนเดอร์ เอมเบอร์ และเวโรนิก้าสามารถใช้เวทมนต์ได้เพียงชนิดเดียว—ลาเวนเดอร์ใช้เวทมนต์พืช เอมเบอร์ใช้เวทมนต์เพลิง เวโรนิก้าใช้เวทมนต์ลม พวกเขาไม่สามารถใช้เวทมนต์ชนิดอื่นได้เพราะไม่ได้รับการฝึกเป็นพิเศษ

      แต่นักเวทย์ของสภาเวทมนต์ได้รับการฝึกพิเศษ พวกเขาสามารถใช้เวทมนต์โจมตีและป้องกันได้อย่างเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังสามารถใช้เวทมนต์ได้หลายชนิด—นักเวทย์คนหนึ่งอาจใช้เวทมนต์เพลิงและเวทมนต์ลมทั้ง 2 อย่างได้อย่างชำนาญ

      นักเวทย์ของสภาเวทมนต์ใช้เวลาไปกับการศึกษาเวทมนต์ ดังนั้น...

      จุดอ่อนของพวกคุณก็คือ...”

      บอริกพุ่งตรงเข้าไปยังนักเวทย์ที่เหลืออยู่ทั้ง 2 คน

      พวกคุณใช้เวลาเรียนเวทมนต์ จนไม่มีทักษะในการต่อสู้บนสนามรบจริงๆแบบนี้ไงล่ะ!”

      การโจมตีของบอริกเข้าเป้าเต็มๆ หมัดทั้งสองข้างของเขาทำให้นักเวทย์ทั้งสองคนสลบไปก่อนที่จะได้ร่ายเวทมนต์โจมตีรุนแรง

      ความจริงแล้ว หากหนึ่งในนักเวทย์สามารถร่ายเวทมนต์โจมตีได้สำเร็จ บอริกคงจะแพ้ไปตรงนั้น แต่เพราะนักเวทย์ของสภาเวทมนต์ใช้เวลาส่วนมากไปกับการเรียนเวทมนต์ พวกเขาจึงไม่มีทักษะการต่อสู้สำหรับสนามรบของอัศวิน บอริกที่ฝึกต่อสู้มาตั้งแต่เด็กจึงสามารถใช้ข้อได้เปรียบนั้นชนะได้

      “....อย่าดูถูกอัศวินให้มากจะดีกว่านะครับ”

      บอริกไม่คิดว่านักเวทย์ที่หมดสติไปแล้วจะได้ยินสิ่งที่เขาพูด

      อย่างไรก็ตาม เขาหันสายตาไปยังเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง

      เครื่องกลั่นมานาสินะ...” บอริกมองไปยังหมัดของตัวเองที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยมานาสีฟ้า “เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

      บอริหหยิบระเบิดออกมาจากกระเป๋า เขานำมันติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำลายเครื่องกลั่นมานาโดยเฉพาะ เพราะเขาไม่สามารถใช้หมัดต่อยมันจนพังได้ อุปกรณ์เสริมอย่างวัตถุระเบิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

      หลังจากติดตั้งระเบิดไว้ตามจุดอ่อนของเครื่องกลั่นมานาแล้ว บอริกก็เดินห่างออกมาจากบริเวณนั้นทันที หลังจากนั้นการระเบิดก็ปะทุขึ้น




18




      หอคอยกลางพระราชวังซึ่งเป็นสถานที่กักขังองค์ราชินีเอาไว้มีแสงสว่างวาบ หลังจากนั้นแสงก็จางหายไปอย่างช้าๆ

      สำเร็จแล้วงั้นเหรอ?”

      ลิเลียน่าอยู่ในห้องทำงานของราชินี เธอพูดกับแม่บ้านซาบิน่าที่ยืนอยู่ด้านข้าง

      ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นเพคะ องค์หญิง...”

      ไม่เอาน่า คุณซาบิน่า ตอนนี้ฉันเป็นราชินีแล้วนะค่ะ” ลิเลียน่าพูดพร้อมแสดงรอยยิ้ม

      เธอลุกขึ้นจากจากเอ้าอี้ของโต๊ะทำงานแล้วมุ่งหน้าออกไปด้านนอก ตรงไปยังทางออกของหอคอยสูงแห่งนี้

      รอบๆมีทหารยามที่แสดงอาการไม่เข้าใจสถานการณ์ หอคอยที่ส่องแสงไปทำให้พวกเขาอยู่ในสภาวะหวาดระแวง พวกเขาคงคิดว่าอาจมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

      ลิเลียน่าเดินออกมาจากประตูขนาดใหญ่ของหอคอย

      ทหารยามทุกคนหันไปมองด้วยสีน่าตกตะลึง ก่อนที่พวกเขาจะก้มลงคำนับกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง เพราะราชินีที่ถูกขังไว้ในหอคอยได้รับการปลดปล่อยแล้ว

      ขุนนางที่ทำงานอยู่ในอาคารรอบๆออกมามองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง พวกเขานั่งคำนับพร้อมกันทันทีที่เห็นเด็กสาวผมสีดำยาวคนนั้น

      ฉันจะแสดงให้เห็นเอง” ลิเลียน่ายกดาบคริสตัลสีฟ้าในมือชูขึ้นไปยังแสงอาทิตย์ “...ว่าฉันคนนี้คือราชินีของอาณาจักรอลิสเซีย!”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น