:: Seetakarn's GOT7 Fiction Room :: MarkJin , 2JAE

ตอนที่ 2 : [SF] Till You're Back from A Short Journey [Mark X Jinyoung] ft. JB

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    4 ก.ค. 58

TitleTill you’re back from A short journey
Catagory : Short Fiction (SF), Drama, Romantic
Pairing : [GOT7] Mark x Jinyoung ft. JB
Rate : PG-15
Author's Note : บอกก่อนว่านี่เป็นฟิคแปลงนะคะ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดนิดหน่อยเพื่อให้เข้ากับมาร์คและจินยองด้วย ถ้าใครเคยสิงบอร์ด smfix อาจจะเคยอ่านก็ได้ ฮ่าาา ส่วนจะแปลงมาจากคู่ไหนของวงไหนนั้น...ดูจากเพลงก็คงรู้วง แต่คู่ไหนต้องเดาเอาเองนะ^^
BGM : Super Junior - A Short Journey (여행)

Till you’re back from A short journey

 

 “จินยอง  อย่า!!!”

 

 

เปรี้ยง!!!

 

 

... พี่อี้เอินบอกว่าจะไปจากผม ... แปลว่าผมจะไม่ได้เห็นพี่อี้เอินอีก ...

 

... ผมจะไม่ได้เห็นพี่อี้เอินอีกต่อไป ...

 

 

 

.....................

 

 

กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ เป็นสิ่งแรกที่ทักทายจินยองตั้งแต่เช้าตรู่  เด็กหนุ่มได้ยินเสียงกุกกักที่ปลายเตียงคล้ายมีคนกำลังทำอะไรสักอย่างกับของบนตู้  เมื่อสูดหายใจอีกครั้งเขาก็ได้กลิ่นดอกไม้สดผสมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่คุ้นเคย 

 

พี่มินยอง  ใครเอาดอกไม้มาเหรอครับ

 

อ้าวจินยอง  ตื่นแล้วเหรอ

 

ปาร์ค มินยองหันมายิ้มให้น้อยชายบนเตียงผู้ป่วย  จัดดอกไม้ในแจกันอีกสองสามดอกให้เข้าที่แล้วจึงเดินมานั่งข้างเตียง  จัดแจงเทน้ำใส่แก้วแล้วจับให้หลอดจ่ออยู่ใกล้ริมฝีปากสีสด

 

ดื่มน้ำก่อนนะ

 

จินยองยื่นหน้ามางับหลอดแล้วดูดน้ำอย่างเคยชิน  กระทั่งพร่องไปกว่าครึ่งแก้วเขาจึงถอยกลับไปนั่งพิงหมอน  ได้ยินเสียงพี่สาววางแก้วลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนลากเก้าอี้มานั่ง

 

พี่มินยอง  แล้วพี่อี้เอินละครับ

 

คำถามเดียวกับที่ปาร์ค มินยองได้ยินน้องชายถามทุกเช้าทำให้ความเงียบแผ่ลงปกคลุมอย่างน่าอึดอัด  จินยองเคยได้ยินว่าคนที่สูญเสียประสาทสัมผัสไปอย่างหนึ่งจะทำให้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้นทดแทน  ตอนนี้เขาคิดว่ามันจริงยิ่งกว่าจริง  เพราะแม้แต่เสียงพี่สาวถอนหายใจเบา ๆ ราวกับกลัวใครได้ยินจินยองก็ยังได้ยินมันชัดเจน  และนอกจากเสียง .. กระแสความกระอักกระอ่วนและหดหู่ยังราวกับจะแผ่ซ่านออกมาจากตัวหญิงสาวจนเขารู้สึกได้

 

เกือบนาที .. กว่าพี่สาวจะตอบออกมาเบา ๆ .. คำตอบเดียวกับทุกเช้าเวลาจินยองถามคำถามเดียวกันนี้

 

ไม่มาจ้ะ  พี่ไม่เห็นพี่อี้เอินเลย

 

 

จินยองยิ้มบาง ... เป็นยิ้มที่เศร้าจนเห็นแล้วชวนให้เจ็บปวดใจเหลือเกินสำหรับพี่สาวอย่างเธอ  เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปควานหาเอ็มพีสามที่วางไว้หัวเตียง  เสียบหูฟังแล้วคลำหาปุ่มเปิดอย่างชำนาญ  ปาร์ค มินยองมองตาน้องชาย  ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นสุกใสเหมือนเดิมแต่กลับไม่มีแวว  ยิ่งมอง .. ก็ยิ่งรู้สึกสลดใจ

 

... เพราะเธอรู้ว่าน้องชายไม่มีวันมองเห็นเธออีกแล้ว ...

 

....................

 

 

ทำไมพี่ต้องไป  ผมไม่ยอมให้พี่ไปหรอก

 

จินยองประกาศเสียงกร้าว  ตากลมจ้องสบตาเขาอย่างดื้อดึง  ใช่ว่าเขาอยากไป  แต่อี้เอินไม่อาจทำให้ทางบ้านผิดหวังในตัวเขา  เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นทายาทคนเดียว..เป็นเพียงความหวังเดียวของครอบครัว  เขาอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดให้ทางบ้านภาคภูมิใจ  แต่นั่นก็หมายถึงต้องไปดูแลกิจการโรงแรมที่อเมริกา .. ไปโดยที่เอาจินยองไปด้วยไม่ได้

 

... ไม่ใช่แค่เพราะจินยองยังเรียนไม่จบ .. แต่ที่พาไปด้วยไม่ได้เพราะเมื่ออี้เอินไปถึงที่นั่น เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อแม่หาไว้ให้ ...

 

พี่บอกว่ารักผม  อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับผม  จนผมออกมาอยู่กับพี่ที่คอนโดนี่ .. แล้วยังไง ... อยู่ดี ๆ พี่ก็จะจากผมไปง่าย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ  ผมไม่ยอมหรอก

 

จินยอง ... พี่จำเป็นต้องไปจริง ๆ .. พี่ขอโท..

 

ไม่ต้องมาขอโทษ!!”

 

ร่างบางตวาดลั่น  ทั้งโกรธทั้งเสียใจจนสั่นไปทั้งตัว  แม้คนเป็นพี่จะไม่ได้บอกสาเหตุมากไปกว่าต้องไปสืบทอดกิจการโรงแรมที่อเมริกา แต่คนอย่างปาร์ค จินยองมีหรือจะไม่รู้ ... ลำพังแค่คบกับจินยองแล้วออกมาอยู่กินกันที่คอนโดมีเนียมส่วนตัวต้วน อี้เอินยังต้องปิดเป็นความลับกับทางบ้านแทบตาย  แล้วจู่ ๆ บอกว่าต้องไปอเมริกาโดยที่เอาจินยองไปด้วยไม่ได้มันจะเป็นอะไรไปได้อีก ... นอกเสียจาก..

 

... ไปแต่งงาน ...

 

ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดี  ทำไมพี่แต่งงานกับเขาได้  แต่คบกับผมอย่างเปิดเผยไม่ได้

 

จินยอง .. นายรู้ ..

 

ใช่ .. ผมรู้  ผมรู้ว่าพี่จะไปแต่งงานที่นั่น  ทำไมครับพี่อี้เอิน .. ทำไมพี่ต้องเลือกยัยนั่น  พี่ไม่รักผมแล้วใช่ไหม

 

ไม่ใช่นะจินยอง .. พี่รักนาย..

 

แต่ยังไงพี่ก็จะไป?

 

เข้าใจพี่หน่อยสิจินยอง  พี่จำเป็นต้องทำแบบนี้..

 

ผมไม่เข้าใจ  ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น

 

มือใหญ่ลูบหน้าแรง ๆ พลางเบือนหน้าไปอีกทาง  ต้วน อี้เอินถอนหายใจหนัก  เขาไม่อยากสบสายตาตัดพ้อของจินยองอีกแม้แต่วินาทีเดียว  ดวงตาคู่นั้นฉายแววโกรธขึ้งและเจ็บปวดเสียจนเขาอยากจะทลายความตั้งใจของตัวเองลงเดี๋ยวนั้น  อยากจะดึงร่างบางเข้ามากอด มาจูบ  แล้วปลอบว่าจะไม่จากจินยองไปไหนอีก

 

ทว่าความหวังที่ครอบครัวโยนให้เขาแบกเอาไว้กลับทำให้อี้เอินไม่อาจทำตามใจปรารถนา

 

เสียงเปิดลิ้นชักไม้เรียกความสนใจกลับไปที่เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งอีกครั้ง  มือเรียวสวยควานเอาวัตถุสีดำมะเมื่อมขึ้นมาจากก้นลิ้นชัก  แล้วอี้เอินก็ต้องใจหายวาบเมื่อจินยองขึ้นนก  กดอาวุธสังหารไว้ที่ขมับตัวเองอย่างไม่ลังเล 

 

จินยอง  จะทำอะไร  วางปืนลงเดี๋ยวนี้นะมันอันตราย

 

ทำไมละครับ  ในเมื่อพี่จะจากผมไปเสียให้ได้แล้วพี่จะมาแคร์อะไรผมอีก

 

ไม่เอาน่า .. จินยอง  อย่าทำอย่างนี้

 

ริมฝีปากสีสดที่เคยเอื้อนเอ่ยคำออดอ้อนบัดนี้สั่นระริก  ดวงตากลมแดงก่ำมองร่างสูงตรงหน้าอย่างแน่วแน่  น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนหยดแล้วหยดเล่า  แม้ร่างบางจะสั่นน้อย ๆ ทว่ามือที่จับปืนกลับกำแน่นจนอี้เอินรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง 

 

จินยอง  พี่ขอร้อง ... วางปืนลงเถอะ

 

คนตัวโตที่เคยยืดอกอุ่น ๆ ให้จินยองนอนหนุนอยู่เสมอกลับไหล่ตกลู่อย่างหมดสง่าราศี  แววตาอ่อนล้าสานสบกับดวงตาแข็งกร้าวของคนอายุน้อยกว่าด้วยหวังจะให้ฝ่ายนั้นใจอ่อนลงทำตามคำขอร้อง  ทว่าจินยองไม่ทำ ... เขาไม่ได้เอาปืนจ่อหัวตัวเองแค่เพื่อจะขู่ไม่ให้คนรักเดินออกไปจากชีวิต  เด็กหนุ่มทำแบบนั้นด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง

 

หากต้วน อี้เอินตัดสินใจจะไปให้ได้แล้วละก็ .. ปาร์ค จินยองก็ไม่อยากทนทรมานอยู่คนเดียวโดยไม่มีโอกาสได้เห็นคนรักอีก

 

ถ้าจะไม่ได้เห็นหน้าพี่อีก  ผมจะอยู่หรือไปก็คงไม่ต่างกัน  จริงไหมครับ  พี่อี้เอิน

 

อย่านะ  จินยอง  อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ

 

ไม่บ้าหรอกครับ...

 

เด็กหนุ่มยิ้ม ... เป็นยิ้มที่จินยองเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายิ้มเพราะอะไร  ตอนนี้เขารู้แต่ว่าหัวใจถูกคำบอกลาของต้วน อี้เอินบีบจนแทบแหลกเละ  หากวันข้างหน้าไม่ได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้อีกเขาก็คงรักษาร่างไร้หัวใจของตัวเองต่อไปไม่ไหว

 

... จินยองเลือกที่จะดับโลกของตัวเองลงเสียตั้งแต่ตอนที่อี้เอินยังอยู่ตรงหน้า  ดีกว่ามองเห็นคนรักจากไป  ไม่หันหลังกลับมาอีก ...

 

... ถ้าพี่ยืนยันจะจากผมไป  งั้นผมก็ขอเป็นฝ่ายจบทุกอย่างลงตรงนี้ดีกว่า  ลาก่อนครับ  พี่อี้เอิน

 

 

จินยองหลับตา ... แล้วก็เหนี่ยวไกปืน ...

 

 

 

จินยอง  อย่า!!!”

 

 

เปรี้ยง!!!

 

 

... พี่อี้เอินบอกว่าจะไปจากผม ... แปลว่าผมจะไม่ได้เห็นพี่อี้เอินอีก ...

 

... ผมจะไม่ได้เห็นพี่อี้เอินอีกต่อไป ...

 

.

.

 

... แล้วผม ... ก็ไม่มีโอกาสเห็นพี่อี้เอินอีกเลย  อย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ ...

 

 

 

เสียงสะอื้นของผู้หญิงแว่วดังมาจากที่ไกล ๆ กระทั่งมันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ .. ในที่สุดจินยองก็รู้ว่าเป็นเสียงสะอื้นของปาร์ค มินยอง  พี่สาวคนเดียวที่ไม่ได้เห็นหน้ากันเสียหลายเดือน  จินยองพยายามลืมตาอยู่หลายนาที  แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มองไม่เห็น  จึงได้เพียงเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพี่มินยองกับชายวัยกลางคนที่เด็กหนุ่มไม่รู้จัก 

 

บทสนทนานั้น ... แม้จะค่อนข้างเบาแต่จินยองก็พอจับใจความได้ว่าเกี่ยวกับตัวเขาเอง

 

ผู้ชายคนนั้นบอกพี่มินยองว่า ... แม้จะโชคดีที่กระสุนนัดนั้นไม่ได้ปลิดชีวิตจินยอง แต่ก็โชคร้ายที่กระสุนนัดนั้นพุ่งไปตัดเส้นประสาท  ทำให้จินยองมองอะไรไม่เห็นอีกต่อไป ...

 

... เขาจะตาบอดไปตลอดชีวิต ...

 

จินยองรู้สึกชาไปทั้งตัว  ความท้อแท้สิ้นหวังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนเหมือนกำลังลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทร  จินยองคิดว่าถ้าลอยคว้างอยู่อย่างนี้สักพักคงจะอดตายไปเอง  ทว่าเสียงต่อจากนั้นกลับเหมือนมีมือมัจจุราชมาฉุดให้ร่างจมดิ่งสู่ก้นมหาสมุทรอันหนาวเหน็บและเยียบเย็นอย่างรวดเร็ว

 

เสียงนั้นคือเสียงเดินที่คุ้นเคยเพราะจินยองได้ยินตอนตื่นนอนทุกเช้า ... เสียงผู้ชายตัวโตเดินห่างออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทันทีที่รับรู้ว่าจินยองตาบอด  ... ราวกับตัดสินใจแล้วว่าคราวนี้จะจากไปจริง ๆ ไม่กลับมาอีก

 

มือเรียวสวยกำแน่น  น้ำตาไหลรินลงจากตากลมที่เปิดค้างทว่ามองไม่เห็นสิ่งใดคู่นั้น

 

... พี่อี้เอินจากเขาไปจริง ๆ ...

 

....................

 

 

จะได้กลับบ้านแล้ว  ดีใจไหมจินยอง

 

จินยองเพียงยิ้มบางตอบคำถามแสนสดใสของพี่สาว  พี่มินยองเดินไปมาทั่วห้องพักฟื้นผู้ป่วย  ทั้งเก็บโน่นจัดนี่เตรียมย้ายน้องชายคนเดียวออกจากโรงพยาบาล  น่าแปลกที่คำว่ากลับบ้านทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  บางที...อาจเป็นเพราะคำถามที่ได้รับคำตอบซ้ำ ๆ เหมือนกันทุกวันนั่นก็ได้

 

... พี่อี้เอินไม่มา ... กระทั่งจินยองออกจากโรงพยาบาลก็ยังไม่มา ...

 

จินยองไม่รู้ว่ากำลังพยายามมองโลกในแง่ดีหรือกำลังพยายามหลอกตัวเอง  ในเมื่อเขาบาดเจ็บสาหัสหนำซ้ำยังตาบอด พี่อี้เอินก็ควรจะสำนึกและไม่คิดจากเขาไปไหนอีก ... หรืออย่างน้อยก็น่าจะกลับมาอยู่เคียงข้างเขาสิถึงจะถูก หรืออย่างน้อยที่สุดของที่สุด .. ก็น่าจะมาเยี่ยมกันบ้าง

 

ทว่าจินยองก็ตระหนักในวันนี้เอง ... เด็กหนุ่มตาบอดอย่างเขามันคงน่าสมเพชเสียจนต้วน อี้เอินไม่อยากมาพบเจออีกแม้เพียงเสี้ยววินาที

 

... คงทั้งสมเพช .. และหมดรักจินยองแล้วแน่ ๆ ถึงได้ทำแบบนี้ ...

 

 

จินยอง  เป็นอะไรไป  ร้องไห้ทำไม

 

เสียงปาร์ค มินยองทำให้จินยองสะดุ้ง  มือเรียวสวยรีบเช็ดน้ำตากลบเกลื่อนทว่ากลับถูกพี่สาวดึงมือไปกุมเอาไว้อย่างห่วงใย  เธอเป็นพี่จินยองมายี่สิบกว่าปีทำไมจะไม่รู้ว่าน้องเป็นอย่างนี้เพราะอะไร  เธอรู้ว่าจินยองรักผู้ชายที่ชื่อต้วน อี้เอินมาก .. มากเสียจนกล้าทำอะไรบ้าบิ่นจนเป็นเหตุให้อยู่ในสภาพนี้

 

พี่รู้นะว่าจินยองเจ็บมาก  แต่ต้วน อี้เอินเดินจากไปแล้วจริง ๆ .. และจินยองก็ต้องรับความจริงข้อนี้ให้ได้  เข้าใจไหม

 

จินยองไม่แม้แต่จะพยักหน้ารับคำหรือส่ายหน้าปฏิเสธ  เด็กหนุ่มนั่งนิ่ง ใช้อีกมือที่ว่างปาดน้ำตาทิ้ง  วินาทีต่อมาก็หันมายิ้มบางให้พี่สาว  คล้ายไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนั้นอีก  ไม่ต้องการพูดถึงคนชื่อต้วน อี้เอินอีกแล้ว

 

กลับบ้านกันเถอะครับพี่มินยอง

 

 

 

กระนั้น  คนชวนกลับบ้านเมื่อครู่พอถึงบ้านเข้าจริง ๆ ก็กลับเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน  นั่งนิ่งอยู่บนเตียงราวกับมีเรื่องให้คิดมากมาย  จินยองไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงนานเท่าไร  รู้แต่ว่าตลอดเวลาที่นั่งอยู่เฉย ๆ เหมือนคนหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้ เรื่องเดียวที่วนไปเวียนมาอยู่ในสมองคือเรื่องของต้วน อี้เอิน  ภาพความทรงจำแสนสุขระหว่างเขากับผู้ชายตัวโตคนนั้นไหลเรื่อยเข้ามาไม่หยุดราวกับมันมากมายไม่มีวันจบสิ้น 

 

และทุกครั้งที่มันจบลงด้วยภาพสายตาของอี้เอินในวันนั้น ... วันที่อี้เอินบอกว่าจะไป  จินยองก็รู้สึกเจ็บแปลบในอกขึ้นมาทุกครั้ง  เจ็บจนอยากจะร้องไห้ ... แต่ก็ร้องไม่ออก 

 

... สายตาพี่อี้เอินบอกว่ารักจินยอง  รักมาก  แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะไป ...

 

จินยองไม่เข้าใจ  ทำไมปากบอกว่ารักแต่ยังยืนยันจะทำร้ายกันแบบนี้

 

ที่เขาตาบอด ... ก็คงสมใจพี่อี้เอินแล้วสินะ  เขาไม่ได้เห็นพี่อี้เอินอีกต่อไปแล้ว ... สมใจแล้วสินะ  ถึงได้เดินจากไปแบบนี้

 

มือเรียวพยุงร่างตัวเองลงจากเตียงนุ่ม  แม้จะไม่ค่อยได้กลับมาใช้ห้องส่วนตัวที่บ้านแต่ก็พอจำรายละเอียดได้จึงพยายามคลำผนังห้องไปทิศที่คุ้นเคยกระทั่งถึงเปียโนสีดำสนิท  ลากเก้าอี้ออกมานั่งแล้ววางมือบนคีย์บอร์ด  เด็กหนุ่มปล่อยให้เสียงทุ้มของต้วน อี้เอินในโสตประสาทขับกล่อมเพลงโปรดที่มักร้องให้เขาฟังยามนอนเคียงกันบนเตียงกว้าง

 

นิ้วเรียวบรรเลงท่วงทำนองที่จำได้ขึ้นใจนั้นอย่างคล่องแคล่ว  ไม่ต้องมีโน้ตเพลง  ไม่ต้องมองคีย์เปียโน  จินยองก็รู้ว่าเขาเล่นเพลงนี้ได้สมบูรณ์ไม่ผิดเพี้ยน  เพลงเดียวเท่านั้น ... ที่จินยองเล่นได้แบบนี้  เล่นได้เพราะพี่อี้เอินร้องให้ฟังแทบทุกคืนจนจำขึ้นใจ 

 

น้ำตาที่คิดว่าหมดไปแล้ว  กลับร่วงผล็อยลงมาตามแก้ม แล้วทิ้งตัวหยดแหมะลงบนคีย์สีขาวสะอาด

 

จินยองคิดถึงเสียงต่ำๆ ที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีของอี้เอิน  คิดถึงอ้อมกอดอุ่นของอี้เอิน  คิดถึงจุมพิตหวานของอี้เอิน

 

...จินยองคิดถึงอี้เอินเหลือเกิน...

 

........................

 

 

จินยองนา  พี่เข้าไปนะ

 

ครับ

 

เด็กหนุ่มตอบรับพี่สาวจากบนเตียงนุ่ม  ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านจินยองก็มักใช้เวลาวัน ๆ หมดไปกับการนั่งเฉย ๆ บนเตียง  เปิดหน้าต่างฟังเสียงนกร้อง  เสียงลมพัดแผ่ว  หรือไม่ก็ฟังเพลงจากเครื่องเสียงชุดเล็กที่พ่อกับแม่ซื้อให้สมัยมัธยมปลาย  และเมื่อความคิดถึงต้วน อี้เอินสะสมทวีขึ้นจนใกล้ล้นอก  จินยองก็จะเดินคลำทางไปที่เปียโนแล้วเล่นเพลงเดิมซ้ำ ๆ ... จนกว่าน้ำตาจะแห้งหายไม่เหลือให้ร้องไห้ต่ออีก

 

ปาร์ค มินยองมักจะแอบฟังเสียงเปียโนที่บรรเลงได้ลึกถึงอารมณ์คนเล่นนั้นยามที่จินยองเผลอเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้  ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่าจะปล่อยให้จินยองเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้  ในฐานะพี่สาวคนเดียว .. เธอต้องทำอะไรสักอย่าง

 

จินยองยังคงหันหน้าไปทางหน้าต่างตอนที่พี่สาวเดินเขามาในห้อง  ทว่าครู่เดียว  เสียงเดินหนัก ๆ แต่แฝงความเกรงใจของใครอีกคนก็ดึงให้เด็กหนุ่มหันขวับกลับมาทางประตูห้องนอนอย่างรวดเร็ว  เสียงเดินแบบนี้จินยองไม่เคยได้ยินมาก่อน  ทำเอาคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความสงสัย

 

พี่มินยองพาใครมาเหรอครับ

 

พี่สาวไม่ตอบ  หากลากเก้าอี้สองตัวมาไว้ข้างเตียงน้องชาย  เจ้าของเตียงรับรู้ว่าคนแปลกหน้านั่งลงเพราะกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจาง ๆ ลอยลงมาแตะจมูก  และยิ่งได้กลิ่นชัดขึ้นยามผู้ชายคนนั้นโน้มตัวเข้าใกล้จินยองเมื่อมินยองแนะนำ

 

คุณคนนี้ชื่ออิม แจบอม  เป็นอาสาสมัครที่โบสถ์  เขาจะมาสอนอักษรเบรลล์ให้จินยองจ้ะ

 

 

สวัสดีครับ  จินยอง  เรียกพี่ว่าพี่แจบอมก็ได้นะ

 

มือใหญ่อุ่นจัดแตะข้อมือเล็กเบา ๆ ระหว่างที่แนะนำตัว  ทว่าจินยองชักแขนกลับอย่างแรงเหมือนโดนไฟดูด  ใบหน้าขาวบูดบึ้งแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง

 

ผมไม่อยากเรียนอะไรทั้งนั้น  พี่มินยองฮะ  พาเขากลับไปเถอะ  ผมไม่เรียน

 

จินยอง! ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ

 

ก็ผมไม่อยากเรียน  ไม่อยากให้ใครมานั่งสมเพชกับสภาพตอนนี้ของผม  คุณ..อะไรนะ  แจบอมใช่ไหม  คุณกลับไปได้แล้ว

 

ว่าพลางกระถดตัวห่างจากร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วล้มลงนอนหันหลังลากผ้าห่มมาคลุมโปง  ทำเอาพี่สาวโกรธจนปั้นหน้าไม่ถูก  ปาร์ค มินยองลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว  พยายามดึงผ้าห่มออกจากตัวน้องชายแต่ก็สู้แรงน้องไม่ได้

 

จินยอง  ทำไมเสียมารยาทแบบนี้  ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ  จินยอง

 

 

เอ่อ ... ไม่เป็นไรหรอกครับคุณมินยอง  ผมว่าผมกลับดีกว่า

 

ชายหนุ่มยิ้มอย่างเข้าใจพลางขอตัวกลับ  ปาร์ค มินยอง จึงได้แต่ถอนหายใจแรง ๆ ยอมแพ้น้องชายแล้วตามลงไปส่งแจบอมหน้าบ้าน 

 

ฉันต้องขอโทษแทนน้องชายด้วยนะคะ  เจ้าเด็กนี่เรื่องดื้อดึงน่ะเป็นที่หนึ่งเชียวละ  แต่ฉันไม่คิดเลยว่าจินยองจะกล้าก้าวร้าวกับคนอื่นได้ถึงขนาดนี้

 

ไม่เป็นไรครับ  ผมเข้าใจ  ช่วงแรก ๆ จินยองคงจะรับไม่ได้  แล้วก็จะต่อต้านไปหมดทุกอย่าง  แต่ไว้อีกหน่อยก็จะดีขึ้นเองละครับ  ที่โบสถ์ก็มีแบบนี้หลายคนเหมือนกัน

 

ถ้าอย่างนั้น  คุณแจบอมช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ  ฉันอยากให้คุณมาอีก  มาจนกว่าน้องชายฉันจะยอมเรียนอักษรเบรลล์กับคุณ  ...ฉันสงสารจินยอง ไม่อยากเห็นจินยองอยู่ในสภาพแบบนี้เลย

 

ได้สิครับ  แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาใหม่ครับ

 

 

 

วันรุ่งขึ้น  อิม แจบอมโดนไล่ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูห้องนอน เช่นเดียวกับวันที่สามและวันที่สี่  ทว่าวันที่ห้าแจบอมมีธุระที่โบสถ์จึงทำให้มาช้ากว่าปกติ  จังหวะที่ร่างสูงเดินมาถึงรั้วบ้าน ขายาวก็ชะลอความเร็วลงเพราะเสียงเปียโนหวานเศร้าที่ดังมาตามลม  ชัดขึ้นทุกที  ทุกที 

 

กระทั่งแจบอมเดินถึงประตูหน้า  เขาก็พอจะเดาได้ว่าเสียงนั้นมาจากหน้าต่างห้องนอนของปาร์ค จินยอง

 

มาอีกแล้วเหรอ  คุณนี่ตื๊อจังนะ

 

จินยองทักด้วยน้ำเสียงดื้อดึงตั้งแต่แจบอมเปิดประตู  เด็กหนุ่มฟังเสียงเดินของแจบอมอยู่สี่ห้าวันจึงจำได้ตั้งแต่ร่างสูงเดินขึ้นบันไดบ้านมาด้วยซ้ำ  อิม แจบอมเดินมาหยุดข้างเตียง  ยิ้มบางให้เด็กดื้อที่ยังเห็นคราบน้ำตาจาง ๆ บนพวงแก้ม  แม้จะสงสัยอยู่บ้าง  แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรถาม

 

เพราะพี่รู้ว่าตื๊อมาก ๆ เข้า  สักวันจินยองจะยอมเรียนกับพี่

 

แล้วถ้าผมไม่ยอมเรียนล่ะ

 

ไม่ยอมเรียนวันนี้  พรุ่งนี้ก็ต้องยอม  พรุ่งนี้ไม่ยอม มะรืนก็ต้องยอม  ถ้าจินยองไม่ยอมเรียนก็ต้องเจอพี่มาตื๊ออย่างนี้ไปอีกเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น  แต่ถ้าจินยองรีบ ๆ เรียนให้จบ  จินยองก็จะไม่ต้องเจอหน้าพี่นานนัก  อย่างน้อย .. พอเรียนจบพี่ก็ไป  ... จะเอาอย่างไหนล่ะ

 

 

คิดว่า ... ผมอยากเจอคุณนักหรือไง

 

พูดเสียงเบาทั้งที่ยังเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง  เมื่อร่างสูงยังคงยืนนิ่งคล้ายกำลังรอคำตอบ  จินยองก็ยอมพูดอ้อมแอ้ม ตอบไม่เต็มเสียงนัก  ... ทว่า ... เป็นคำตอบที่ทำให้แจบอมยิ้มไม่หุบทีเดียว

 

เรียน .. ก็ได้..

 

 

การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความราบรื่น  แม้ช่วงแรกจินยองจะไม่ชอบให้แจบอมจับมือหรือแตะเนื้อต้องตัว  แต่เพราะรู้ว่าจำเป็นสำหรับการเรียนการสอนเด็กหนุ่มจึงว่าอะไรไม่ได้เต็มปากนัก  อีกทั้งอิมแจบอมยังเป็นสุภาพบุรุษพอที่จินยองจะไว้ใจ  เขาจึงยอมก้มหน้าก้มตาเรียนเงียบ ๆ อย่างที่พี่มินยองอยากให้เรียน

 

ใช่ .. ที่จินยองยอมเรียนเพราะสงสารพี่มินยอง  และแจบอมก็พอจะรู้  แต่ที่แจบอมไม่รู้คือสาเหตุความเศร้าในสีหน้าของเด็กหนุ่มที่มักเผลอแสดงออกมาทุกครั้งยามเหม่อลอยอยู่คนเดียว  และรอยน้ำตาที่แจบอมมักสังเกตเห็นทุกครั้งหากวันใดเขาได้ยินเสียงเปียโนเพลงเดิม ๆ ดังออกมาจากห้องจินยองก่อนที่จะขึ้นไปสอนอักษรเบรลล์

 

แจบอมเลือกที่จะไม่ถาม ... แม้จะรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นทุกวันก็ตาม

 

คุณแจบอม

 

หืม?

 

แจบอมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเรียนอักษรเบรลล์  มองสีหน้าแสนเศร้านั้นอย่างตั้งใจ

 

ที่ทำไปทั้งหมดคุณไม่คิดว่ามันเสียเปล่าเหรอ  คนไร้ค่า .. น่าสมเพชอย่างผม ... จะเรียนอักษรเบรลล์ไปทำไม

 

แจบอมพิจารณาใบหน้านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มือใหญ่จะทาบกุมมือเรียวบนตักแล้วบีบเบา ๆ  จินยองไม่ขัดขืน  แต่หันหน้าออกไปอีกทางราวกับไม่เต็มใจรับความอบอุ่นหรือคำปลอบใจใด ๆ นัก 

 

ทำไมถึงคิดอย่างนั้น  คุณค่าของคนเรามันต้องใช้ใจมองนะจินยอง  ถ้าหากเราเปิดใจเราก็จะมองเห็น  เหมือนอย่างที่จินยองยังเล่นเปียโนได้เพราะขนาดนั้นโดยไม่ต้องใช้ตามองไงล่ะ..

 

นี่คุณแอบฟังผมเหรอ!”

 

จินยองขัดด้วยน้ำเสียงโกรธกรุ่น  มือเรียวสะบัดออกจากการเกาะกุมแล้วลุกพรวดราวกับเก้าอี้กลายเป็นเหล็กร้อนขึ้นมากะทันหัน

 

พี่ขอโทษ  พี่ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง..

 

ออกไป

 

ว่าพลางชี้ไปยังทิศที่น่าจะเป็นประตูห้อง  ร่างบางสั่นน้อย ๆ เหมือนกำลังอดกลั้นความโกรธที่กำลังเดือดพล่านในอก  และนอกเหนือจากความโกรธ ... จินยองรู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าว ... น้ำตากำลังจะไหล

 

จินยอง...

 

บอกให้ออกไป  ออกไปเดี๋ยวนี้!!”

 

ว่าพลางคว้าของใกล้มือเขวี้ยงไปทางทิศที่ร่างสูงนั่งไม่ยั้ง  ทั้งสมุด  หนังสือ  หูได้ยินแจบอมถอยห่างออกไปช้า ๆ แต่ยังเดินไปควานหาหมอนข้างและตุ๊กตาบนเตียงมาเขวี้ยงไม่หยุด

 

กระทั่งได้ยินเสียงปิดประตูและเดินลงไปชั้นล่างนั่นแหละ  ร่างบางจึงทรุดลงนั่งบนเก้าอี้เปียโนสะอื้นไห้จนหลังไหล่ไหวโยน  สองมือตบคีย์เปียโนตึง ๆ ระบายความคับแค้น

 

จินยองอาจจะโกรธที่แจบอมแอบฟังเขาเล่นเปียโน  แต่เขาโกรธแค้นตัวเองยิ่งกว่า  เขารู้ว่าแจบอมพูดถูก ... สิ่งที่จินยองทำได้ก็คือสิ่งนี้  สิ่งที่จะทำให้คนตาบอดน่าสมเพชในสายตาพี่อี้เอินมีค่าขึ้นมาก็คือการเล่นเปียโน ... เล่นเพลงที่พี่อี้เอิน.. คนใจร้ายคนนั้นเป็นคนร้องให้ฟัง ...

 

จินยองอยากจะขำออกมาดัง ๆ ทั้งที่น้ำตายังไม่หยุดไหล ... ช่างเหมือนตลกร้าย...คนที่จุดประกายให้แจบอมชี้คุณค่าในตัวให้จินยองเห็นกลับเป็นคนเดียวกับที่เขาจะไม่มีวันได้เห็นอีกต่อไป ...

 

... ต้วน อี้เอิน ...

 

... จะขำหรือจะร้องไห้ดีนะ  ปาร์ค จินยอง ...

 

.................

 

 

เรียวปากสีสดยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเพลงที่เขาบรรจงแต่งเองบรรเลงจบลง  มือเรียวสวยถอดเฮดโฟนออก  หันหน้าไปยิ้มให้โปรดิวเซอร์ที่ยืนคอยอยู่ข้างตัว

 

พวกพี่ทำเพลงออกมาได้ดีมากเลยครับ  ตรงกับที่ผมคิดเอาไว้ตอนแต่งเลย  ผมชอบมากครับ

 

งั้นเหรอ  ก็เพลงนี้น่ะ .. พวกนักดนตรีแล้วก็ซาวด์เอ็นจิเนียร์ชมไม่ขาดปากเชียวว่านายแต่งออกมาเพราะเหลือเกิน  พี่ก็ชอบมากเหมือนกัน  เตรียมรอรับรางวัลปลายปีได้เลยนะจินยอง

 

ว่าพลางตบบ่าเล็กเบา ๆ อย่างชื่นชม  เด็กหนุ่มคนนี้แม้จะตาบอด หนำซ้ำยังอายุน้อย เพิ่งจะแต่งเพลงออกมาไม่กี่เพลง ทว่าได้รับคำชมจากโปรดิวเซอร์มือฉมังมานักต่อนัก  ไม่ว่าใครที่ได้ทำงานร่วมกับจินยองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจินยองมีพรสวรรค์  ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ไม่สามารถหยุดพรสวรรค์ของเด็กคนนี้ได้  ... ต่อให้มองไม่เห็นอย่างนี้ก็เถอะ

 

แล้วนี่ได้นักร้องที่จะมาร้องเพลงนี้รึยังครับ

 

ได้แล้วละ  พอดีไม่นานมานี้มีเด็กใหม่ที่เพิ่งออดิชั่นเข้ามา  ถึงจะไม่ได้อายุน้อยเหมือนนักร้องที่เขาฮิตกันสมัยนี้ เสียงก็ไม่ได้ดีมาก แต่ว่าเป็นเสียงต่ำๆ ของผู้ชายที่ฟังดูจริงใจจนบริษัทอยากจะดันให้เป็นศิลปินหน้าใหม่แซงคิวพวกเด็กฝึกเก่า ๆ ในบริษัทขึ้นมาเชียวละ

 

พี่เคยฟังเสียงเขารึยังครับ

 

เคยแล้ว  เสียงมาร์คจะต่ำหน่อย แต่ว่าถ่ายทอดอารมณ์ได้เหมือนออกมาจากใจจริง  เหมาะกับเพลงนี้ของนายมากเลยนะ  วันนี้จะเข้ามาอัดเสียงด้วย  จินยองจะอยู่เจอหรือเปล่าล่ะ  จะได้ฟังดูด้วยว่าโอเคไหม

 

ไม่ละครับพอดีผมนัดพี่สาวมารับด้วยเดี๋ยวพี่สาวจะรอ  ผมเชื่อหูพี่อยู่แล้วละครับ  ถ้าพี่บอกว่านักร้องคนนี้เหมาะกับเพลงของผมก็แสดงว่าเหมาะจริง ๆ   ... งั้นผมขอตัวกลับเลยนะครับ

 

พี่ไปส่งไหม

 

ไม่เป็นไรครับผมคุ้นกับทางที่นี่ดี  แค่ออกไปรอที่ล็อบบี้เท่านั้นเองไม่รบกวนดีกว่าครับ

 

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นโค้งลาโปรดิวเซอร์ก่อนจะใช้ไม้เท้าคลำทางออกไปจากสตูดิโอ  ร่างบางเลี้ยวขวาที่มุมแล้วเดินไปตามโถงทางเดินยาวด้วยความคุ้นชินเพราะมาที่บริษัทบ่อยครั้ง  โถงทางเดินไร้ผู้คนสะท้อนเสียงเดินของตัวเขาเองและเสียงไม้เท้าที่ใช้นำทาง  หากครู่หนึ่งจินยองก็ได้ยินเสียงเดินของคนอีกคนที่ปลายสุดโถง  เสียงนั้นทำเอาเขาตัวชาวาบ ... ยิ่งใกล้เข้ามา เด็กหนุ่มก็ยิ่งเดินช้าลงทุกที .. ทุกที ...

 

... เสียงเดินนั้นช่างคุ้นหู .. คุ้นจนไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินมันอีกครั้งหลังจากไม่ได้ยินมาสองปีเต็ม ...

 

ย่างก้าวของจินยองหยุดนิ่ง  รอให้เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ด้วยหัวใจไหวสั่น  สองปีที่ไม่ได้เจอกัน  ไม่ได้คุยกัน  ไม่ได้เห็นหน้ากัน  ... สองปีที่จินยองมีเพียงภาพความทรงจำของคนคนนี้อยู่ในสมอง  มีเพียงเสียงเพลงที่ผู้ชายคนนี้เคยเอื้อนเอ่ยให้ฟังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท

 

... สองปีที่ไม่เคยลืม ...

... สองปีที่ไม่เคยมีวินาทีใดเลิกรักคนคนนี้ได้เลย ...

 

... ต้วน อี้เอิน ...

 

ร่างสูงใหญ่มองเห็นจินยองตั้งแต่เดินอยู่สุดปลายโถง  ทุกย่างก้าวของต้วนอี้เอินมีแต่คำว่าคิดถึง  อยากจะทำตามใจตัวเอง .. วิ่งเข้าไปกอดจินยองแน่น ๆ กอดเอาไว้นานเท่าที่จะนานได้ .. อยากจะกระซิบข้างหูว่ารัก  ว่าคิดถึงมากมายเพียงใด  อยากจะขอโทษที่ทิ้งไปนานถึงสองปี .. อยากจะจูบริมฝีปากนุ่มที่เคยคุ้นให้สมกับความรู้สึกในใจทั้งหมดที่อยากถ่ายทอดให้รับรู้

 

ทว่าขายาวได้แต่ก้าวตามจังหวะเดิมกระทั่งสวนกับร่างบางที่หยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น  ไม่มีคำทักทาย ... มีเพียงสายตาอัดแน่นไปด้วยความรักความคิดถึงจับจ้องร่างบางจนคล้อยหลัง และรอยยิ้มอบอุ่นที่จินยองไม่มีวันได้เห็น

 

สองปีที่ผ่าน ... แม้อี้เอินจะไปสานต่อกิจการของครอบครัวที่อีกซีกโลกหนึ่ง  แม้จะไปพบกับหญิงสาวผู้เป็นภรรยาในอนาคตตามที่ครอบครัวกำหนด ... ทว่าหญิงสาวผู้นั้นเข้าใจความรู้สึกของเขาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน  และเธอเองก็มีคนรักอยู่แล้วเช่นเดียวกับเขา  เธอรู้ .. เข้าใจ .. และเป็นฝ่ายหนีการแต่งงานครั้งนั้นไปเสียเองเพื่อปลดปล่อยให้ตัวเธอและต้วน อี้เอิน เป็นอิสระ

 

สองปีที่ผ่าน ... ไม่มีวันใดเลยที่เขาจะไม่คิดถึงจินยอง  ไม่มีวินาทีใดที่อี้เอินจะไม่รักจินยอง .. ไม่มีเลย ..

 

อี้เอินทิ้งจินยองไปทั้งที่รู้ว่าจินยองตาบอดเพราะไม่อยากให้จินยองจมอยู่กับคนอย่างเขา  คนที่แค่จะใช้ชีวิตอยู่กับคนรักอย่างมีความสุขยังทำไม่ได้  แล้วจะให้จินยองทนอยู่กับคนที่ทำให้จินยองเจ็บปวดอย่างเขาได้อย่างไร

 

อี้เอินเจ็บแทบตายตอนที่อุ้มจินยองที่มีเลือดอาบศีรษะส่งโรงพยาบาล  และเจ็บยิ่งกว่าตอนที่ตัดสินใจวิ่งออกมาจากโรงพยาบาลโดยไม่กลับไปอีก  หลังจากได้ยินว่าจินยองตาบอด

 

เขาจะไม่กลับไปทำให้จินยองเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว  ต่อให้ตัวเองต้องทรมานอยู่กับความรักและความคิดถึงสักเพียงใดก็ตาม

 

 

 

 

 

จินยอง  เป็นอะไร  เกิดอะไรขึ้น  ร้องไห้ทำไม

 

พี่มินยอง

 

จินยองคว้าจับแขนพี่สาวอย่างตื่นเต้น  เนื้อตัวสั่นเทา  น้ำตาไหลอาบแก้ม  ทว่าเด็กหนุ่มมีรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างที่พี่สาวไม่เข้าใจ

 

ถ้อยคำของโปรดิวเซอร์ที่คุยกับเขาเมื่อครู่ดังขึ้นมาในห้วงคำนึง  เช่นเดียวกับคำพูดที่ต้วน อี้เอินเคยพูดกับเขาเมื่อนานมาแล้ว

 

... เสียงมาร์คฟังดูจริงใจ  เหมาะกับเพลงนี้ของนายมากเลยนะ ...

 

... สมัยเด็กพี่เรียนที่แคนาดา เพื่อนๆ ที่นั่นเรียกพี่ว่ามาร์ค 

 

... ตั้งแต่นี้ไปพี่จะปกป้องนายเอง เข้าใจไหม...

 

 

.

.

 

พี่มินยองครับ  พาผมกลับไปที่สตูดิโอหน่อยได้ไหมฮะ  ผมจะไปดูนักร้องใหม่ร้องเพลงของผมสักหน่อย

 

 

 

……….

 

 

พร้อมนะมาร์ค  เดี่ยวลองร้องคร่าว ๆ เที่ยวนึงก่อนแล้วค่อยเจาะรายละเอียด  โอเคมั้ย

 

ครับพี่

 

มาร์ค หรือ ต้วน อี้เอิน  กวาดตาดูชื่อเพลงและเนื้อเพลงอีกครั้ง  เมื่อครู่เขาลองฟังทำนองดูก็รู้สึกชอบ  ยิ่งกวาดตาดูเนื้อร้องอีกครั้งก็ยิ่งรู้สึกถูกใจ  รู้สึกว่า .. อยากจะถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาด้วยความรู้สึกทั้งหมด

 

ไล่สายตากลับขึ้นไปที่ชื่อเพลงตรงกลางหัวกระดาษ  แล้วก็เลยไปถึงชื่อคนแต่งตรงมุมขวาที่เขายังไม่ได้ดู  เมื่อเห็นชื่อผู้แต่งเต็มตา ... ประตูห้องอัดเสียงข้างนอกก็เปิดออก  เรียกความสนใจของทุกคนให้อยู่ที่เด็กหนุ่มร่างโปร่งบางซึ่งมีหญิงสาวหน้าตาละม้ายกันยืนประคองอยู่ด้านหลัง

 

여행 …A Short Journey…

… Junior …

 

 

มาร์คยิ้ม ... ขณะที่กำลังถ่ายทอดบทเพลงบนกระดาษออกมาด้วยหัวใจ  แม้คนที่เขายิ้มให้จะมองไม่เห็น  แต่ก็คงจะรับรู้ได้เพราะฝ่ายนั้นก็กำลังยิ้มเช่นกัน

 

จินยองยิ้ม ... ขณะฟังเสียงทุ้มที่คิดถึงขับกล่อมบทเพลงของเขา  แม้จะมองไม่เห็น  แต่ก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังยิ้มอยู่เช่นกัน  เพราะความรู้สึกเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาทางเสียงเพลงอย่างชัดเจนที่สุด

 

 

 

... พี่อี้เอินกลับมาหาผมแล้ว ...

 

 

 

 

…………………..EnD………………………….


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

334 ความคิดเห็น

  1. #253 PUSU (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 02:00
    <p>มาร์คก็ไม่น่าจะทิ้งจินยองไปแบบนี้ ตอนนั้นน้องต้องการกำลังใจมาก แล้วหายไป 2 ปี อยู่ๆ ก็มา. แล้ว จีบี อยู่ไหนหว่า</p>
    #253
    0
  2. #213 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 17:10
    โรแทนติกจังเลยค่ะ
    แต่ก็ยอมรับว่าไม่ชอบเลยที่มาร์คกลับมา

    #213
    0
  3. #203 eeepob (@ppoobb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 15:57
    อะไรอ่ะ ไม่ดีเลย จะกลับมาทำไม ทำไมไม่มาตั้งนาน เราว่ามันสายไปแล้วต่างหาก ไหนว่าเป็นความหวังครอบครัวไง จะมาเป็นนักร้องได้หรอ สงสารจินยองอ่ะ เสียตาไปเลย เห้อ ตอนนี้โป้งมาร์ค โป้ง!!
    #203
    0
  4. #126 norrijung (@norrijung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 22:00
    จินยองใจเด็ดมากอะ ในเมื่อไม่สามารถอยู่เคียงข้างคนรักได้ พร้อมที่จะไม่มีชีวิตอยู่ โครตมาก อ่านแล้วใจไม่มีดีเลย แต่มันยิ่งเหมือนกับตายทั้งเป็นเลยค่ะ ที่ตัวเองไม่ตายแล้ว กับต้องตาบอด แล้วต้องทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ จนได้พี่สาวช่วงชี้ทาง จนวันนึงหลุดพ้นกับความทรมานนี้ และได้ค้นพบสิ่งพิเศษในความสามารถของตนเอง ถึงตอนนี้จินยองจะไม่รู้ว่าจะมีวันได้เจอกับพี่มาร์คอีกไหม แต่สิ่งดีๆมันก็กำลังกลับเข้ามาในชีวิต และได้มีโอกาสกลับมาเจอสิ่งที่รัก ที่หายไปนาน ถึงไม่รู้ว่ามันจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ แต่สิ่งดีๆมันก็กำลังกลับคืนมา
    #126
    0
  5. #53 951024s (@951024s) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2558 / 04:21
    จินยองไม่น่ายิงตัวเองเลย T____T
    แต่จินยองรักอี้เอินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มากแบบก.ไก่ล้านตัว

    อั้เอินก็นะน้องตาบอดแล้วหนีไปเลย โคตรใจร้ายอะ ยังดีที่สุดท้ายยังกลับมา55555555
    #53
    0
  6. #37 Linin_94 (@yyen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 22:25
    ดราม่าและโรแมนติกมากเลยค่ะ เอ๊ะ ! ยังไง 

    จินยองในเรื่องนี้ดูบูชาความรักมาก ให้ความสำคัญกับความรัก ถึงขนาดจะคิดสั้นเลย ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้รอดกลับมาเจอกันอีกนะจินยอง ส่วนมาร์คเรื่องนี้ ไม่เด็ดขาดเลย ไม่สู้กับความรักเลย อะไรคือการที่พ่อแม่ให้กลับไปแต่งงานก็เลือกทิ้งกันไปง่ายๆ คะ ?? แต่เอาเถอะเห็นแก่เพลงเพราะๆตอนจบ จะให้อภัยก็ได้ แต่ตาที่จินยองเสียไปแล้วก็เอากลับมาไม่ได้อยู่ดี ถือว่าเป็นบทเรียนสำหรับคนทั้งคู่ละกัน ทั้งกับจินยองที่ควรรักตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเองมากกว่านี้ นี่จินยองไม่เห็นคุณค่าตัวเองสองครั้งเลยนะ ทั้งตอนยิงตัวเอง ทั้งตอนบอกกับแจบอม แล้วก็มาร์คด้วยการมองไม่เห็นของจินยองควรเป็นเคสตัวอย่างทำให้มาร์คเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวมากขึ้นเช่นกัน

    ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องนี้นะคะ ^^ 
    #37
    0
  7. #20 AlIIzabeTT's (@aliizabett2) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กันยายน 2558 / 00:41
    แง้ไรท์คะ เหมือนจะสุขแต่ก็สุขไม่สุดอ่าแง้ มีภาคต่อได้ไหมคะ ???????????? อยากรู้ว่าแม้นยองจะตาบอดแล้วพี่มาร์คก็จะยังคงรักนยองไม่เปลี่ยนใช่ไหมไรงี้ แง้ๆๆๆ
    #20
    0
  8. #15 Angalgel (@zinlanimie) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2558 / 01:28
    เหมือนจะสุข แต่ยังไงมันก็เศร้าอยู่ดี ความรักทำไมมันช่างยากเย็นนัก จินยองคงรักมาร์คมาก รักจนสามารถทำลายชีวิตตัวเองได้ แต่วินาทีนั้นเป็นพี่มาร์คคงเลือกอยู่กับน้องก่อนมั้ย ชีวิตคน เวลา มันเอากลับมาไม่ได้นะพี่ แต่คนขาดสติจะพูดอะไรก็คงไม่ทัน แอบคิดว่าจะให้แจบอมเป็นพระเอกซะอีก อิอิ ในที่สุดพี่มาร์คก็กลับมา ถึงยังไงจินยองก็ไม่มีโอกาสมองเห็นอยู่ดี /ขอฟิคหวานๆ น่านักบ้างนะคะ คิคิ ชีวิตขาดความหวานไม่ได้ค่ะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ <3
    #15
    0
  9. วันที่ 7 กันยายน 2558 / 23:20
    ว้าวววววว ชอบอ่ะ ชอบๆๆๆๆ

    ยิ่งฟังเพลงไปด้วยนี่ยิ่งเขินเลยอ้าาาา

    ยอมใจเลย ไรท์สู้ๆนะคะ
    #12
    0
  10. #5 EAHZ' (@Foxy_G) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 / 10:02
    เรื่องนี้ก็มาหน่วง ๆ แนวเจ็บปวดกับความรักอีกแล้ว นี่จะดราม่ากันตลอดเลยใช่มั้ยคะ? ถถถ
    แต่ก็ถือเป็นฟิคแนวที่ไม่ค่อยได้อ่านมากนัก พออ่านแล้วเลยดึงอารมณ์ได้ค่อนข้างเยอะเลย
    สงสารจินยองและรู้สึกโกรธอี้เอินมาก...จนกระทั่งรู้ความจริงถึงสาเหตุที่อี้เอินจากน้องไป
    ต่างคนต่างรักกันมาก จินยองรักและอยากครอบครอง อะไรโง่ ๆ ออกไปอย่างการฆ่าตัวตาย
    ส่วนอี้เอินก็รักน้องมากเช่นกัน แต่อยากผลักไสให้น้องเจอสิ่งที่กว่า จนลืมนึกถึงความรู้สึกน้อง
    เจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย จินนยองก็เอาแต่น้อยใจว่าตัวเองตาบอด ทำให้อี้เอินทิ้งไปไม่เหลียวแล

    แจบอมนี่เป็นเหมือนเจ้าขายขี่ม้าขาวเลย ดีงามมาก คนดี อดทนกับเด็กดื้ออย่างจินยองจริง ๆ
    อีกนิดจะเป็นพระเอกละ เป็นคนที่ดีแต่ไม่ใช่คนที่รัก ขอบคุณที่ช่วยเตือนสติและชี้ทางให้จินยอง
    ทำให้อนาคตที่มีแต่ความมืดมิดของจินยองมีแสงสว่างขึ้นมา และเจิดจ้าในที่สุด
    สุดท้ายอี้เอินก็กลับมา ถึงจะหายหน้าไปนานก็เถอะ อย่างน้อยก็รู้ว่าอี้เอินยังรักจินยองเต็มหัวใจ
    รักจนไม่มีใครแทนที่ได้ และพร้อมจะกลับมาเพื่อจินยองเสมอ ถึงจะจบแบบนี้แต่ก็ทำให้เรายิ้มตามได้

    ขอบคุณสำหรับฟิคมัคจินดี ๆ แบบนี้นะคะ ผลงานดีตลอดเลย :') รอเรื่องต่อไปน้า ~
    ขอแนะนำหน่อยนะคะ ตรงชื่อบทความ Seetakarn... อยากให้เพิ่มคำว่า MarkNior ลงไปตัว
    เผื่อว่าบางคนเวลาเสิร์ชหาฟิค MarkNior อ่าน จะได้เจิบทความนี้ ลองเปลี่ยนดูนะคะ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 กรกฎาคม 2558 / 10:04
    #5
    0
  11. #4 AliceJay (@alicejay) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 / 04:25
    จินยองดูรักอี้เอินมาก รักมากแบบมากๆ จนบางทีก็ดูจะรักตัวเองน้อยไปนิด
    อี้เอินก็ดูเป็นมนุษย์ขี้แพ้  รักน้องจริงทำไมไม่สู้ล่าาาา  รักมากก็ต้องสู้ดิ
    พี่เล่นหนีไปง่ายๆ แบบนี้ได้ไง  แล้วยิ่งพอตอนน้องมองไม่เห็นก็ยิ่งวิ่งหนี  โห เจอหน้าขอตีทีนึงได้ไหม
    นี่จินยองใจดีมากๆ เลยนะที่ยังรักยังแคร์  ถ้าเป็นเจย์นะ  บายข่าาาา
    ดีนะที่ยังมีสติกลับมาหาน้อง  แต่ตอนเดินสวนกันก็ไม่ทักน้องอีก ฮือ ปวดใจแทนจินยอง

    ช่วงตอนแจบอมมาสอนเล่นเปียโนนี่คิดแล้วว่า เอ๊ะ เปลี่ยนพระเอกมั้ย
    พิแจบอมดูเป็นคนดีมาก หล่อมากด้วย 555555555  ดีทุกอย่างเลยยกเว้นไม่ใช่คนที่จินยองจะรัก
    เจย์ไม่รู้ว่ามันเป็นซิกเนเจอร์ของพี่หรือเปล่าที่ตัวละครมักจะ end up ด้วยการพยายามฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาบางอย่าง (อิอิแซว)
    btw, ขอบคุณสำหรับฟิคดีงามเรื่องนี้ค่า  รอเรื่องต่อไปด้วยใจจดจ่อ <3
    #4
    0