:: Seetakarn's GOT7 Fiction Room :: MarkJin , 2JAE

ตอนที่ 32 : [SF] 菊花 (Chrysanthemum) [JB x Mark x Jinyoung] # Part 3 {EnD}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    29 มิ.ย. 62

Title : 菊花 (Chrysanthemum - จวี๋ฮวา)
Paring : JB x Mark x Jinyoung  
Category : พีเรียดจีน, ดราม่า
About Characters : เจบี คือ หลินไจ้ฟ่าน - มาร์ค คือ ต้วนอี้เอิน - จินยอง คือ เผียวเจินหรง - แจ็คสัน คือ หวังเจียเอ่อร์
Note : ตอนจบแล้ว ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ที่มีให้เสมอมานะคะ คิดถึงคุณผู้อ่านมากเลย หวังว่าเราคงได้พบกันอีกน้า สำหรับพาร์ทนี้ก็คอมเมนต์ได้ตามสะดวกเช่นเคยนะคะ คิดเห็นอย่างไรใส่เต็มที่ได้เลย ขอบคุณล่วงหน้ามากๆเลยค่า รักนะ <3





3



“ท่านอ๋อง องค์ชายเจินหรงขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

ไม่มีเสียงตอบรับจากท่านอ๋อง หากครู่หนึ่งกลับมีสัญญาณจากขันทีรับใช้ส่งมาจากด้านในตำหนักว่าต้วนอ๋องอนุญาตให้เข้าเฝ้า

เผียวเจินหรงเดินตัวตรงเข้าไปด้วยจังหวะย่างก้าวมั่นคงเมื่อประตูเปิด มือหยาบกร้านที่อี้เอินทำแผลให้ก่อนไปค่อนข้างเกร็งเมื่อต้องถือถาดยาบำรุงที่ตนไม่ค่อยได้ถือ ที่ผ่านมาเขาพบเสด็จพ่อแต่เพียงเวลาเข้าท้องพระโรงเพื่อเรียนรู้การว่าราชการ ยิ่งช่วงหลังซึ่งท่านอ๋องประชวรก็ยิ่งไม่ได้พบหน้า ทว่าหากกล่าวถึงการพูดคุยอย่างสนิทสนมฉันพ่อลูกนั้น...เจินหรงไม่ได้ทำมานานพอควรแล้ว

ไม่สิ...หากเป็นการพูดคุยส่วนตัวฉันพ่อลูกอย่างแท้จริง ต้องบอกว่าเขาไม่เคยทำต่างหาก

ท่านแม่ของเขากรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเมื่อก่อนต้วนอ๋องทั้งรักทั้งหลงพวกเขามากเพียงใด ท่านอ๋องไปที่ตำหนักของท่านแม่ของเจินหรงเสมอมิได้ว่างเว้นจนกระทั่งเขาเติบโตพอจะแยกตำหนัก และแม้ช่วงหลังท่านจะไม่ได้ไปมาหาสู่ แต่เสื้อผ้า หนังสือ และอาวุธสำหรับฝึกซ้อมวิชาบู๊ใหม่เอี่ยมคุณภาพดีก็ถูกส่งมาให้ ลูกรัก เช่นเผียวเจินหรงมิได้ขาด

ขณะที่บุตรชายคนโตเช่นต้วนอี้เอิน กลับได้รับเพียงสายตาเย็นชาแม้ยามเข้าเฝ้าเนื่องในโอกาสกลับบ้านเกิดหลังจากไปร่ำเรียนที่รัฐฉีมาแปดปี

ลูกต้องเหนือกว่าองค์ชายใหญ่ ลูกต้องเป็นที่รักยิ่งกว่าองค์ชายใหญ่ ลูกต้องสืบทอดบัลลังก์อ๋อง

นั่นคือสิ่งที่แม่ของเขาพร่ำบอก

เจินหรงทำตามคำบอกของมารดากลายเป็นความเคยชิน เหล่าเสนาบดีต่างประจบเอาใจเขาเพราะเล็งเห็นแล้วว่าเขาคืออนาคตแห่งรัฐหาน เจินหรงได้ทุกอย่างมาไว้ในมือเสียจนคิดว่าการที่เขาจะได้ครอบครองทุกสิ่งคือเรื่องแน่นอน เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยได้ครอบครอง...และกระทั่งยอมทิ้งศักดิ์ศรีร้องขออย่างตรงไปตรงมาก็ยังไม่ได้รับ

รอยยิ้มของต้วนอี้เอินที่มักมอบให้หลินไจ้ฟ่าน มอบให้เสนาบดีหลินพ่อของไจ้ฟ่าน หรือกระทั่งมอบให้สหายใหม่เช่นหวังเจียเอ่อร์

รอยยิ้มที่เจินหรงไม่เคยได้รับ

มือที่ประคองถาดยาบำรุงยังคงสั่น เขาเดินมาถึงข้างแท่นบรรทมของท่านอ๋องแล้ว เสด็จพ่อซึ่งนอนพักผ่อนเพราะอาการป่วยอยู่นั้นหันหน้ามายิ้มให้เขา เจินหรงนึกถึงคำพูดของมารดาอีกครั้ง...เพียงเจ้ารอเวลา แล้วทุกอย่างก็จะเป็นของเจ้า...มารดาพูดขณะที่ยื่นถาดใส่ยาบำรุงถาดนี้ให้เขา

ทุกอย่าง...ที่ตัวเจินหรงเองต้องการให้หมายรวมถึงต้วนอี้เอินด้วย

“ท่านพ่อ”

เจินหรงยิ้ม เขาวางถาดเอาไว้ที่โต๊ะข้างแท่นบรรทมแล้วเข้าไปประคองต้วนอ๋องให้ลุกขึ้นนั่ง

“ยาบำรุงนี้ทูตแห่งรัฐเว่ยส่งมาเพราะเห็นว่าท่านพ่อไม่สบาย เห็นว่าเป็นสมุนไพรล้ำค่าหายากที่เก็บได้เฉพาะพื้นที่รัฐเว่ยเท่านั้น ท่านแม่จึงให้ลูกยกมาให้ท่านพ่อ”

“ขอบใจนะ”

ต้วนอ๋องประคองถ้วยยาที่เจินหรงยกมาจ่อถึงปาก กลั้นใจดื่มรวดเดียวจนหมด ระยะหลังมานี้รัฐเว่ยส่งของขวัญและสมุนไพรบำรุงต่างๆ มาให้บ่อยครั้ง แสดงน้ำใจและการสนับสนุนที่มีต่อรัฐเล็กเช่นรัฐหาน และรัฐเว่ยเองก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะสนับสนุนเผียวเจินหรงให้ขึ้นเป็นอ๋องน้อย เช่นเดียวกับเหล่าเสนาบดีฝ่ายต่างๆ

ดวงตาที่ฝ้าฟางลงไปกว่าเดิมทอดมองบุตรชายคนเล็กด้วยความเอ็นดู เด็กคนนี้เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นอนาคตที่แข็งแกร่งของรัฐหานดังคำเสนาบดีหลายคนว่าไว้

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเผียวเจินหรง...ก็คือเดินบนเส้นทางที่มารดาขีดเอาไว้อย่างซื่อตรงจนเกินไป

“เจินหรง พ่อจะสอนสิ่งหนึ่งแก่เจ้า”

“พะยะค่ะ”

“จำคำพ่อเอาไว้ จงอย่าคิดว่าการกระทำและคำพูดทั้งหลายมีเพียงที่ผู้อื่นแสดงให้เราเห็นเท่านั้น สิ่งที่เขาไม่ได้กระทำและสิ่งที่เขาไม่ได้พูด คือสิ่งที่เราต้องค้นหาให้พบ แม้ไม่พบ...ก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ว่ามันมีอยู่ มิฉะนั้นกว่าเจ้าจะรู้ความจริงทุกอย่างก็จะสายเกินแก้”

เจินหรงไม่รู้เลยว่า คำสอนที่เขาไม่เข้าใจนี้ จะกระจ่างแก่ใจของเขาในอีกสองปีต่อมา

.

.

...

“ท่านอ๋องสิ้นแล้ว!!!

เสียงประกาศแสนเศร้าดังกังวาน ในจวนอ๋องมีแต่ข้าราชบริพารวิ่งวุ่นวาย ขันทีคัดลอกใจความจากจดหมายที่ต้วนอ๋องถือเอาไว้ก่อนหมดลมหายใจ ก่อนจะส่งให้เสนาบดีหลิน เสนาบดีหลินกำม้วนกระดาษนั้นด้วยมือสั่นเทา หากฝีเท้าที่เดินออกจากตำหนักใหญ่กลับหนักแน่น เขาเรียกทหารจากหน่วยพิเศษที่ตนฝึกฝนเอาไว้มาสองคนแล้วส่งม้วนกระดาษให้ ให้รีบนำไปมอบให้องค์ชายต้วนอี้เอินที่รัฐฉีโดยเร็วที่สุด

เสนาบดีคนอื่นๆ กระซิบถามข้อความในจดหมายเอาจากเสนาบดีหลิน แต่ได้รับเพียงการส่ายหน้า แม้คาดคั้นเอากับขันทีที่เข้าเฝ้าต้วนอ๋องจนวาระสุดท้าย ขันทีเหล่านั้นก็บอกเพียงว่าต้องรอจนกว่าองค์ชายใหญ่จะกลับมาถึง จึงจะเปิดเผยข้อความในนั้นได้

เพียงเท่านี้เสนาบดีที่ค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกับพระสนมเผียวก็ทำตาโต เขารีบไปรายงานข่าวให้พระสนมเผียวทรงทราบ

“อะไรนะ!

มือเรียวงามทุบโต๊ะไม้แรงจนน้ำชากระฉอกออกจากถ้วย เมื่อขันทีไม่ยอมแจ้งข้อความในจดหมายจนกว่าต้วนอี้เอินจะมาถึงเช่นนี้ นางก็คาดเดาไปได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้วว่าเนื้อหาในนั้นจะเป็นอย่างไร ที่เหลือก็ได้แต่รอให้ถึงเวลาประกาศออกมาอย่างแน่ชัดเท่านั้น

แต่หากมัวนั่งนิ่งรอการประกาศอย่างเป็นทางการจริง ทุกอย่างก็จะสายเกินไปสำหรับบัลลังก์ที่ควรเป็นของเจินหรง

“อวิ๋นอวิ๋น”

“พะยะค่ะพระสนม”

“เอานี่ไปให้ม้าเร็วของข้านอกประตูเมืองฝั่งเหนือ บอกให้ออกเดินทางทันที ห้ามหยุดพัก และบอกด้วยว่าข้าจะให้ค่าจ้างสามเท่า”

พระสนมเผียวยื่นหยกประดับที่นางแขวนติดตัวพร้อมจดหมายพับใส่ห่อผ้าเช็ดหน้าปักลวดลายงดงามสีแดงสดให้สาวใช้นามว่าอวิ๋นอวิ๋น นางรับคำแล้ววิ่งออกจากตำหนักอย่างไม่รอช้า พระสนมมัวแต่คิดเรื่องต่างๆ ด้วยความคับแค้นเสียจนไม่ได้มองบุตรชายของตนที่นั่งอยู่ด้วยกันในห้อง

เจินหรงมาที่ตำหนักพระมารดาเพราะจะรอฟังข่าวอาการประชวรของท่านอ๋อง เขาได้ยินเสียงประกาศของทหารประจำตำหนักใหญ่เรื่องท่านอ๋องสิ้นแล้ว ทว่าตั้งแต่เสนาบดีคลังมารายงานให้ท่านแม่ของเขาทราบเรื่องจดหมายที่ไม่เปิดเผยของท่านอ๋อง เจินหรงก็ไม่ได้ยินคำกล่าวอย่างอาวรณ์และไม่เห็นท่าทีเสียใจใดๆ จากท่านแม่ของเขาแม้แต่น้อย

ซ้ำร้าย ท่าทีเช่นนั้นยิ่งตอกย้ำความจริงบางอย่างให้เจินหรงรู้สึกวูบโหวง เขารู้ว่าเมื่อครู่มารดาส่งม้าเร็วไปยังรัฐเว่ย ท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจนของรัฐเว่ยให้เขาขึ้นเป็นอ๋องน้อยทำให้เจินหรงนึกถึงยาบำรุงที่เขายกไปให้ท่านอ๋องในระยะหลัง ยาบำรุงที่ได้รับการอวดอ้างสรรพคุณดีเลิศจากรัฐเว่ยไม่ได้ทำให้บิดาของเขาอาการดีขึ้นแม้แต่น้อย แต่กลับย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และมารดาของเขาก็ยังคงคะยั้นคะยอให้เขายกยาบำรุงไปบ่อยๆ

ก่อนหน้านี้เจินหรงเพียงทำตามที่มารดาสั่ง เขาไม่เคยคิดเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด

ดวงตากลมโตแดงเรื่อ หัวใจสะท้านวูบ เจินหรงกำลังสั่น สั่นไปทั้งตัว

.

.

แม้ยามที่เจินหรงคุกเข่าต่อหน้าพระบรมราชโองการ โดยมีพระเชษฐาอย่างต้วนอี้เอินคุกเข่าอยู่ข้างๆ กลางท้องพระโรงอันพร้อมพรักด้วยเสนาบดีทุกหมู่เหล่า เจินหรงก็ยังไม่อาจควบคุมมิให้ตนสะท้านสั่นได้

จดหมายที่ต้วนอ๋องเขียนและถือเอาไว้เป็นสิ่งติดตัวยามสิ้นใจ คือพระบรมราชโองการให้องค์ชายต้วนอี้เอินขึ้นเป็นอ๋องแห่งรัฐหาน

ทันทีที่พระบรมราชโองการได้รับการประกาศออกไป เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นในท้องพระโรงทันที เหล่าเสนาบดีต่างตกใจและรู้สึกผิดคาดยิ่งนัก บางคนเริ่มลนลานเพราะเกรงว่าการที่ตนไม่เคยแสดงท่าทีสนับสนุนต้วนอี้เอินจะนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่พอใจ แต่ทุกคนล้วนไม่กล้ามองหน้าองค์ชายเผียวเจินหรงที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ ทั้งที่ได้รับการสนับสนุนมาตลอด

ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายใหญ่ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากท่านอ๋อง ซ้ำยังถูกส่งไปร่ำเรียนที่ต่างเมืองคล้ายจะให้ไปไกลหูไกลตาเช่นนั้น จึงได้ขึ้นครอบครองบัลลังก์อ๋องแห่งรัฐหาน

แม้ชอบธรรมด้วยความเป็นองค์ชายใหญ่ ทว่ากลับค้านความรู้สึกของทุกคนจนมีแต่ความกระอักกระอ่วน

 

หลังเสร็จพิธีทั้งพิธีศพของอ๋องพระองค์ก่อนและพิธีสืบทอดบัลลังก์ของต้วนอี้เอิน เหล่าเสนาบดีก็พากันกลับไปพักผ่อน อี้เอินมองไปรอบๆ แล้วก็ถอนหายใจ เขาอยากจะวิ่งลงจากบัลลังก์กลับตำหนักแล้วซุกในอ้อมกอดของไจ้ฟ่านสักสองชั่วยาม หรือไม่ก็นั่งดื่มน้ำชากับท่านลุงหลิน หรือไม่อย่างนั้นก็ฟังเรื่องตลกของเจียเอ่อร์แล้วหัวเราะจนลืมเลือนความเป็นจริงไปเสีย ทว่าอี้เอินกลับไม่อาจทำดังใจคิดได้เลย

เจียเอ่อร์รีบกลับรัฐฉีหลังเสร็จพิธีโดยที่ยังไม่ทันได้กล่าวลาเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ ไจ้ฟ่านกับท่านลุงหลินก็รีบออกไปส่งเจียเอ่อร์ราวกับมีสิ่งใดต้องหารือ ไจ้ฟ่านไม่เคยห่างจากเขาโดยไม่จำเป็นนานถึงเพียงนี้ ยิ่งเมื่อเป็นองครักษ์ของอ๋องแห่งรัฐยิ่งไม่ควรทิ้งให้อ๋องอยู่นอกสายตานานนัก กระนั้นอี้เอินก็คิดว่าตนเป็นผู้ใหญ่พอสำหรับการเป็นอ๋องวัยสิบเจ็ดปี เขาไม่โวยวาย ไม่เผยความอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น ข้ารับใช้และขันทียังอยู่ข้างกาย ไม่ใช่กาละและไม่ใช่เทศะที่สมควรทำสิ่งใดตามใจ

ตาคมมองไปยังที่นั่งที่เป็นของเจินหรง อีกสิ่งหนึ่งที่อยากทำก็คือเข้าไปพูดคุยกับเจินหรง เขารู้สึกได้ถึงความอึดอัดคับข้องจากพระอนุชา และยังรู้สึกถึงความเศร้าอันเลือนรางที่แผ่ซ่านออกมาด้วย ทว่าความค้างคานั้นไม่ได้รับการคลี่คลาย เจินหรงหันหลังจากไปทันทีที่จบพิธีเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คล้ายไม่ต้องการพูดคุยหรือมองหน้าเขาอีกแม้เพียงชั่วครู่เดียว

อี้เอินลงจากบัลลังก์อ๋อง เขาหันหลังมุ่งหน้าสู่ตำหนักใหญ่ที่จะเป็นของตนนับแต่นี้ไป

....

“ต้วนอ๋องทรงทราบว่าไม่ควรไว้ใจรัฐเว่ย ทรงทราบมาแต่แรก”

เสนาบดีหลินเอ่ยเสียงนิ่ง ระดับเสียงนั้นแผ่วเบาจนได้ยินในระยะเพียงไม่กี่ก้าวที่พวกเขานั่งห่างกันเท่านั้น แม้ต้วนอี้เอินจะกำชับให้ข้ารับใช้ทุกคนในตำหนักออกไปอยู่รอบนอกแล้ว แต่พวกเขาก็จะประมาทไม่ได้

คนที่ชราที่สุดในที่นี้ทอดสายตามองผู้เพิ่งนั่งบัลลังก์มังกรหมาดๆ ด้วยความเอ็นดู ดวงตาของ ต้วนอ๋อง พระองค์ใหม่สั่นเทา แสงเทียนสะท้อนให้เห็นน้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาคู่นั้น อย่างไรต้วนอี้เอินก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี รัฐหานแม้เล็กกะจิดริดเมื่อเทียบกับรัฐใหญ่เช่นเว่ยหรือฉี หากยังคงเป็นภาระอันใหญ่หลวงและหนักหนาเกินกว่าไหล่เล็กๆ นั้นจะแบกเอาไว้แต่เพียงลำพัง

กระนั้น ต้วนอี้เอินก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียวที่พระบิดาได้เลือกเอาไว้

มือใหญ่หยาบกร้านของหลินไจ้ฟ่านเลื่อนไปกุมมือสั่นเทาเอาไว้ ความร้อนจากมือขององครักษ์ส่วนพระองค์ถ่ายทอดให้มือเย็นจัดอุ่นขึ้น และความอบอุ่นนั้นก็แผ่ซ่านสู่หัวใจอย่างช้าๆ

ท่าทีเย็นชาไม่ใส่ใจของต้วนอ๋องที่ต้วนอี้เอินได้รับมาตลอดจนกลายเป็นแผลเป็นในใจนั้นที่จริงคือแผนตบตารัฐเว่ย...ความเป็นจริงข้อนี้ทำให้เขาเหมือนถูกของแข็งตีศีรษะอย่างแรง ความรู้สึกต่างๆ ผสมปนเปจนไม่รู้ว่าคือความดีใจ ซาบซึ้ง หรือเจ็บปวด

มันคือวิธีที่ท่านพ่อใช้ปกป้องเขา...ปกป้องบุตรชายคนโตผู้กำพร้าแม่ ซ้ำยังไม่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊คนนี้

“การสนับสนุนของรัฐเว่ยคือการสนับสนุนที่มีจุดประสงค์แฝง และพระสนมเผียวกับเผียวเจินหรงก็ถูกรัฐเว่ยใช้เป็นเครื่องมือมาตลอด ตอนนี้เราต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งกระหม่อมได้เตรียมกองกำลังพิเศษเอาไว้แล้ว กองกำลังนี้พร้อมปฏิบัติการทั้งคุ้มกันท่านอ๋องและนำท่านอ๋องบุกฝ่าศัตรูออกไปทุกเมื่อหากได้รับคำสั่งจากไจ้ฟ่าน และกระหม่อมก็ได้พูดคุยกับหวังเจียเอ่อร์บุตรชายของแม่ทัพหวังแห่งรัฐฉีเพื่อเตรียมกองกำลังพร้อมช่วยเหลือทุกเมื่อหากได้รับสัญญาณจากหอสัญญาณเช่นกัน”

ต้วนอี้เอินตะลึงงัน เขาไม่คิดว่าท่านลุงหลินจะเตรียมการทุกอย่างเอาไว้มากมายขนาดนี้ ถ้าจำไม่ผิด เขาเห็นไจ้ฟ่านไปฝึกกับกองกำลังพิเศษตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนที่พวกเขากลับมารัฐหาน และตอนกลับไปไจ้ฟ่านก็แวะตรวจสอบหอสัญญาณที่เขตแดนรัฐ

ความฉลาดและการวางแผนของเสนาบดีหลินเป็นเรื่องน่ายกย่องอย่างยิ่ง หากที่น่ายกย่องยิ่งกว่าคือความจงรักภักดีและความรักที่เสนาบดีหลินมอบให้เขาไม่ต่างจากบุตรแท้ๆ หากไม่รักเขาท่านลุงก็คงไม่ทำถึงเพียงนี้

“ท่านลุง ชาตินี้ข้าคงไม่อาจตอบแทนบุญคุณท่านได้หมดเป็นแน่”

เสนาบดีหลินส่ายหน้าพลางยิ้ม เขาเอ่ย “มิได้เป็นบุญคุณอันใดเลยพะยะค่ะ กระหม่อมรักพระองค์เช่นเดียวกับที่รักไจ้ฟ่าน และพระองค์เป็นประมุขแห่งแผ่นดินหานที่กระหม่อมอาศัย ทุกการกระทำคือสิ่งสมควร สิ่งจำเป็น สิ่งซึ่งกระหม่อมยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ”

บิดาของไจ้ฟ่านยิ้ม สายตาทอดมองบุตรชายแท้ๆ ที่ยังคงกุมมือคนที่ตนต้องปกป้องเอาไว้แล้วเอ่ยต่อ “หากจะทรงตอบแทน ขอเพียงให้บุตรชายของกระหม่อมได้ปกป้องพระองค์ด้วยตัวและหัวใจก็เพียงพอ”

ทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมปกป้องอ๋องแห่งรัฐด้วยตัวและหัวใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งยวด ทว่าคำพูดและสายตาของเสนาบดีหลินกลับทำให้เด็กสองคนรู้สึกคล้ายอุณหภูมิในห้องบรรทมตำหนักใหญ่แห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นกะทันหัน สองแก้มของอี้เอินขึ้นสีแดงระเรื่อ ไจ้ฟ่านเองแม้หน้าจะนิ่งแต่ใบหูก็กลับแดงจัด

“กระหม่อมไม่รบกวนแล้ว เข้าบรรทมเถิดพะยะค่ะ”

เสนาบดีหลินทำความเคารพอย่างง่ายๆ ก่อนจะออกจากตำหนักไป ทิ้งให้บุตรชายอยู่อารักขาอ๋องของตน

จันทราเคลื่อนคล้อย เทียนในห้องบรรทมถูกเป่าให้ดับ เหลือเพียงแสงสลัวจากภายนอกให้พอมองเห็นยามเปลื้องอาภรณ์ตัวนอกออกเหลือเพียงชุดสีขาวข้างใน แท่นบรรทมของอ๋องกว้างขวางกว่าทุกที่ที่อี้เอินเคยนอน อาจเพราะเหตุนี้เขาจึงรู้สึกถึงความอ้างว้างได้ง่ายดายกว่าปกติ ร่างโปร่งบางขยับเข้าไปนอนด้านในแล้วชูสองมือเหมือนเด็กน้อย รอให้อีกคนสอดตัวเข้าผ้าห่มแล้วสวมกอดให้แน่นที่สุด

“เจ้าทิ้งให้ข้าอยู่ในท้องพระโรงคนเดียว” เสียงนั้นเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด ราวกับไม่ใช่คนเดียวกับอ๋องบนบัลลังก์ผู้นั้น

“กระหม่อมต้องออกไปพูดคุยเตรียมการกับเจียเอ่อร์ก่อนที่เขาจะกลับไปเตรียมทัพที่ฉี”

“ข้าเหงา ข้ากลัว”

“ทรงเป็นอ๋องแล้วนะพะยะค่ะ”

หากไจ้ฟ่านก้มลงมองตอนนี้ คงจะเห็นใบหน้างอง้ำของเด็กสามขวบในร่างอ๋องวัยสิบเจ็ดปีเป็นแน่

“เจ้าแค่พูดว่าขอโทษไม่ได้หรือ”

ไจ้ฟ่านอมยิ้ม มือใหญ่ลูบศีรษะทุยเบาๆ อย่างปลอบโยน เขาก้มลงจุมพิตที่กระหม่อมแล้วก็ลูบศีรษะนั้นไปเรื่อยๆ

“ไจ้ฟ่านขอโทษนะอี้เอิน”

ใบหน้าเล็กซุกลงในอกอุ่นเป็นการตอบรับคำขอโทษนั้น เขารักเสียงทุ้มนุ่มของไจ้ฟ่าน รักอ้อมกอดของไจ้ฟ่าน รักที่จะฟังไจ้ฟ่านเอ่ยเรียกเขาว่าอี้เอินเฉยๆ และแทนตัวเองว่าไจ้ฟ่าน ไม่ใช่ กระหม่อม กับพระองค์ ตามด้วยราชาศัพท์ทุกคำ

อี้เอินเงียบไปพักใหญ่จนไจ้ฟ่านคิดว่าอีกฝ่ายหลับแล้ว ทว่าจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นจากอกตัวเอง

“ข้าอยากช่วยเจินหรง เจินหรงคู่ควรกับบัลลังก์อ๋องยิ่งกว่าข้า”

ไจ้ฟ่านดันร่างเล็กออกจากอกตัวเองเพื่อมองสบตาคู่นั้น ทว่าอี้เอินยังคงหลุบตาลงไม่ยอมเงยขึ้นสบตากับเขา ไจ้ฟ่านรู้ว่าอี้เอินพูดออกมาจากใจจริง แต่เขาไม่เข้าใจ

“กระหม่อมเคารพการตัดสินพระทัย แต่สองประโยคที่ตรัสมาไม่สอดคล้องกันนะพะยะค่ะ ถ้าองค์ชายเจินหรงขึ้นเป็นอ๋อง องค์ชายเจินหรงจะกลายเป็นใบเบิกทางให้รัฐเว่ยเข้ามายึดอำนาจ และองค์ชายก็จะทรงถูกปลดในเวลาอันสั้น หรืออาจถึงขั้นถูกสังหารเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้วจะเป็นการช่วยองค์ชายเจินหรงได้อย่างไรเล่า”

“เจ้าไม่เข้าใจ...” อี้เอินเงยหน้าขึ้น ไจ้ฟ่านมองเห็นความรู้สึกหลายอย่างในดวงตาคู่นั้น

“ใช่ กระหม่อมไม่เข้าใจ”

“ข้าจะทำให้ประโยคนั้นสอดคล้องกัน หากถึงเวลาอันเหมาะสม แผ่นดินหานจะเป็นของเจินหรง แต่จะไม่กลายไปเป็นของรัฐเว่ยอย่างแน่นอน”

.

.

.

เวลาอันเหมาะสมมาเยือนรวดเร็วยิ่งนัก

สายของเสนาบดีหลินสืบทราบมาพักใหญ่แล้วว่าเผียวเจินหรงมีกองกำลังเล็กๆ ของตนเอง และทางรัฐเว่ยก็มีการเตรียมกองกำลังเอาไว้ส่วนหนึ่ง เหลือเพียงรอเวลา ซึ่งทางสองพ่อลูกตระกูลหลินและต้วนอี้เอินก็รอเวลานั้นเพื่อดำเนินการตามแผนเช่นกัน

เมื่อลมหนาวแรกพัดมา อาทิตย์อัสดง แสงสีส้มลำสุดท้ายที่ขอบฟ้าขับให้เงาตะคุ่มบนเนินเขาฝั่งเหนือของรัฐหานเด่นชัดขึ้น ม้าเร็วซึ่งประจำอยู่ที่ชายแดนเบิกตากว้าง ยิ่งเงาตะคุ่มนั้นขยายออกไปเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งขนลุก

ทหารเว่ยมากมายเหลือคณนา มากจนแน่ใจได้ว่ามากกว่าจำนวนทหารทั้งหมดในรัฐหานเสียด้วยซ้ำ

ม้าเร็วออกวิ่ง เขาไปยังม้าพ่วงพีคู่ใจที่ผูกเอาไว้ชายป่า กระโดดขึ้นควบพุ่งทะยานไปยังจวนอ๋อง

ม้าเร็วแทบหมดลมเมื่อวิ่งสุดฝีเท้ามาถึงเบื้องหน้าหลินไจ้ฟ่าน ไจ้ฟ่านฟังคำม้าเร็วแล้วก็หันกายกลับเข้าตำหนักใหญ่ เขามีเรื่องต้องทำ ทว่าความห่วงใยที่มีให้คนในตำหนักนั้นมากเหลือเกิน

“เริ่มแล้วสินะ”

อี้เอินเอ่ยทันทีที่เห็นไจ้ฟ่านเดินหน้าเครียดเข้ามา ไจ้ฟ่านผ่อนลมหายใจ ร่างสูงใหญ่ทรุดลงกับพื้นตรงหน้าร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่บนแท่นบรรทม

มือใหญ่กอบกุมมือเรียวงามที่เขาหวงแหน ไจ้ฟ่านไม่พูด แต่อี้เอินรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่ในใจ

“ไปเถอะไจ้ฟ่าน เจ้าเท่านั้นที่จะฝ่าอุปสรรคออกไปจุดไฟที่หอสัญญาณเพื่อบอกกล่าวแก่เจียเอ่อร์ได้ เจ้าเท่านั้นที่ข้าไว้ใจมากที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดสำหรับการนี้”

“แต่องค์ชายเจินหรง...”

“หากเจ้ายังอยู่กับข้า เจินหรงจะผิดสังเกต และแผนเราจะพินาศกันทั้งหมด หากเจินหรงมา ข้าจะพูดกับเขาเอง อย่างน้อยข้าก็พอจะยืดเวลาได้ เจ้าไปเถอะ ไปทำงานให้เสร็จสิ้นแล้วรีบกลับมาหาข้า...นะ ไจ้ฟ่าน”

อี้เอินยิ้ม เขาหยิบตราหยกที่เป็นของอ๋องแห่งรัฐหานออกมา จับมือใหญ่พลิกหงาย ตราหยกหนักอึ้งถูกวางลงบนมือนั้น ไจ้ฟ่านมองอี้เอินด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

“ข้าขอฝากสิ่งนี้ไว้กับเจ้า หากเจินหรงเข้ามาและยึดทุกสิ่งไปโดยข้าไม่อาจห้ามปราม อย่างน้อยที่สุด สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของรัฐหานก็ยังไม่ตกไปเป็นของเจินหรง เจินหรงจะได้รับสิ่งนี้ในเวลาที่เหมาะควรเท่านั้น และข้าเชื่อใจเจ้า”

รอยยิ้มเศร้านั้นบอกหลายสิ่งแก่ไจ้ฟ่าน เขารู้สึกจุกในอก คิดอยากจะคืนตราหยกนั้นให้เจ้าของแล้วบอกให้อี้เอินปกป้องมันด้วยตนเอง แต่อีกฝ่ายก็โน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขาเสียก่อน

อี้เอินถอนริมฝีปากออกอย่างอาวรณ์ มือเรียวสวยดันมือของเขา บอกด้วยสายตาและการกระทำว่านี่คือการขอร้องอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ

ไจ้ฟ่านจะกลับมา จะกลับมาปกป้องดอกจวี๋ฮวาของเขาให้จงได้

ร่างสูงฟังคำสั่งทิ้งท้ายจนครบถ้วนแล้วก็ลุกขึ้น หันกายเดินออกจากตำหนักใหญ่ ขึ้นม้า ออกจากจวนอ๋อง ควบอาชาพ่วงพีพุ่งทะยานฝ่าความมืดมิดแห่งราตรีไปยังหอสัญญาณ

ตาคมทอดมองตามหลังไจ้ฟ่านไปพักใหญ่ กระทั่งข้างนอกมืดมิดสิ้นแสงใดแล้วต้วนอี้เอินจึงกระชับสายรัดเอว สวมชุดออกว่าราชการของอ๋องแห่งรัฐ ย่างก้าวที่มุ่งสู่ท้องพระโรงมั่นคงกว่าครั้งใด

.

.

ต้วนอี้เอินขึ้นนั่งบนบัลลังก์ เวลานี้ท้องพระโรงร้างไร้ผู้คนด้วยไม่ใช่เวลาออกว่าราชการ ร่างโปร่งบางจึงยิ่งดูเล็กจ้อยเมื่อนั่งอยู่เพียงผู้เดียวกลางท้องพระโรงเช่นนี้ อี้เอินรู้สึกว่าทุกอย่างเงียบกว่าที่เขาเคยรู้สึก เงียบจนทำให้ว้าวุ่นมากกว่าจะรู้สึกสงบ เป็นความเงียบเฉกเช่นความสงบก่อนพายุโหมกระหน่ำ

ท่ามกลางความเงียบ อี้เอินคล้ายได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารในชุดเกราะเต็มยศ มันเริ่มต้นอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก กระทั่งค่อยๆ ชัดขึ้น จากฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ค่อยๆ ลดเหลือกลุ่มเล็กๆ ท้ายที่สุดเมื่อฝีเท้านั้นเข้าใกล้ประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทจึงเหลือเสียงฝีเท้าที่เขาคุ้นเคยของคนเพียงคนเดียว

ประตูใหญ่ถูกผลักเปิดออก ใบหน้างดงามนิ่งขรึมของพระอนุชาปรากฏต่อสายตา

เผียวเจินหรงสวมชุดตามบรรดาศักดิ์ ทับด้วยชุดเกราะขององค์ชาย มือที่เขาเคยทำแผลให้กำกระบี่รูปร่างเพรียวเงาวับเอาไว้ เจินหรงก้าวเดินไม่ช้าไม่เร็วมาถึงหน้าบัลลังก์ อี้เอินมองสบตาเจินหรงนิ่งๆ เขายังคงไม่ขยับเขยื้อนแม้ยามคมกระบี่จากมืออีกฝ่ายจ่ออยู่ที่คอ

“ข้าจะถามท่านพี่อีกครั้ง...ท่านพี่เป็นของข้าได้หรือไม่”

แววตาแข็งกร้าวเจือความเศร้าและความสงสารที่เจินหรงมองเห็นทำให้ท้ายประโยคสั่นเครือเล็กน้อย

“เจินหรง ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ให้เจ้าละทิ้งความปรารถนาที่จะครอบครองไปเสีย...” คำพูดนั้นชัดเจนในความหมาย หากเจินหรงกลับปฏิเสธที่จะรับรู้ “...ไม่ว่าเจ้าต้องการความรักจากผู้ใด จงอย่าคิดครอบครองเขา”

มือเรียวสวยตวัดผ่านมือที่กำกระบี่อยู่ เจินหรงรู้สึกเจ็บแปลบที่หลังมือ ด้วยความไม่ทันตั้งตัวจึงปล่อยกระบี่หล่นลงพื้น เสียงเคร้งดังกังวานในท้องพระโรงเรียกสติคนอายุน้อยกว่าให้กลับมามองพระเชษฐาผู้พลิกกลับมาเป็นฝ่ายกำกริชเล่มเล็กจ่อมาทางตน

เจินหรงไม่เข้าใจคำใบ้ที่อี้เอินแทรกเอาไว้ในประโยคนั้น

อี้เอินลุกขึ้น กดดันให้เจินหรงต้องก้าวถอย ผู้เป็นอนุชาชักมีดสั้นของตนที่พกเอาไว้ติดกายมาสู้ เขาแทงมีดใส่พระเชษฐา อี้เอินเบี่ยงตัวหลบแล้วฟาดกริชกลับ เจินหรงหันกายใช้เกราะที่ข้อแขนรับเอาไว้แล้วดันอย่างแรง กำลังที่มากกว่าของพระอนุชาทำให้อี้เอินเซถลา เมื่อนั้นแผลจากปลายมีดเมื่อครู่จึงปรากฏต่อสายตาให้คนมองใจกระตุก เขาเพิ่งเห็นว่ามีดที่อี้เอินหลบไปนั้นที่จริงไม่ได้พ้นเสียทีเดียว มันเฉียดผ่านข้างต้นแขนไป เลือดซึมออกมาจากแขนเสื้อชุดอ๋อง ทว่าอี้เอินผู้ไม่ได้มีเกราะป้องกันเช่นเขากลับยังคงกัดฟันไม่แสดงอาการเจ็บปวด

เจินหรงไม่ได้ต้องการจะทำร้ายพระเชษฐา แต่เขาก็ต้องป้องกันตัวเองจากกริชของอีกฝ่าย

อี้เอินรู้ดีว่าแม้เขาจะฝึกฝนทักษะบู๊จนเชี่ยวชาญกว่าเดิมและฝึกฝนร่างกายจนแข็งแกร่งกว่าเดิมแล้ว แต่เจินหรงก็ยังคงแข็งแกร่งและเก่งกาจกว่าเขา การพยายามเหวี่ยงอาวุธฟาดฟันให้อีกฝ่ายหลบและตอบโต้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการถ่วงเวลา เพราะหากเจินหรงจับตัวเขาได้ก่อนไจ้ฟ่านจะจุดไฟสัญญาณเรียกกองทัพฉีมาช่วย ทุกอย่างจะจบสิ้น

อี้เอินเหวี่ยงแขนเปะปะ เขาไม่มีทักษะการต่อสู้โดยใช้กริชมากนัก เพราะที่ผ่านมาจะฝึกกับอาวุธยาวมากกว่า ดังนั้นเมื่อเจินหรงใช้มีดสั้นรับและแทงกลับ คมมีดจึงเฉียดผ่านผิวเนื้อไปหลายแผล อี้เอินหอบหายใจ ความเจ็บจากแผลมากมายทำให้เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก เขาพลิกตัวหลบ ถองศอกกลับไปบ้าง ใช้เท้าถีบอีกฝ่ายออกห่างบ้าง แต่การเคลื่อนไหวก็ค่อยๆ ช้าและอ่อนกำลังลงตามระยะเวลาที่ผันผ่าน

เจินหรงเองก็เริ่มหอบ แต่เขารู้ว่าตัวเองยังมีกำลังมากกว่าพระเชษฐา อีกทั้งยังไม่มีบาดแผลอื่นนอกจากแผลที่หลังมือเพราะส่วนอื่นมีชุดเกราะปิดบังเอาไว้ทั้งหมด ยิ่งเห็นชุดอ๋องมีเลือดซึมที่นั่นที่นี่มากขึ้นเขาก็ยิ่งภาวนาให้ต้วนอี้เอินยอมจำนนเสีย

นอกท้องพระโรง ทหารขององค์ชายเผียวเจินหรงกระจายกำลังควบคุมจวนอ๋อง พวกเขาคล้ายได้ยินเสียงทหารเว่ยบุกเข้ามาจากทางเหนือ เป็นสัญญาณบอกว่าไม่นานบัลลังก์จะเป็นขององค์ชายพระองค์เล็ก แม้การต่อสู้ในท้องพระโรงจะยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่ทหารทุกนายก็คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าผู้ใดจะกำราบผู้ใด

กระนั้น สิ่งเหนือการคาดการณ์ของพวกเขาก็เกิดขึ้นจนได้

เสียงทหารจำนวนมากดังมาจากอีกฝั่งของรัฐ...ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ กองกำลังจากรัฐฉีบุกเข้ามา จำนวนที่พอจะประมาณการณ์ได้นั้นอาจจะมากกว่าทหารเว่ยเสียด้วยซ้ำ

หวังเจียเอ่อร์และบิดานำอยู่เบื้องหน้า เป้าหมายคือช่วยเหลือสหายเจ้าของจวนอ๋องแห่งรัฐหาน

ไกลออกไปที่ชายแดนรัฐ ไฟบนหอสัญญาณลุกโชติช่วงโดดเด่นในความมืดมิด เสียงสู้รบระหว่างทหารเว่ยซึ่งบุกเข้ามาก่อนและปะทะเข้ากับทหารฉีแนวหน้าดังไปทั่วทุ่งกว้าง กลางสมรภูมิแห่งนั้น ชาวรัฐหานเพียงหนึ่งเดียวกำลังฟาดฟันศัตรูอย่างสุดชีวิต ทหารเว่ยสกัดหลินไจ้ฟ่านเอาไว้ขณะกำลังขี่ม้าจะกลับไปหาผู้ที่ตนต้องปกป้องด้วยตัวและหัวใจหลังจุดไฟบนหอสัญญาณเสร็จสิ้น

ตราหยกในอกเสื้อหนักอึ้ง ย้ำเตือนว่าเขาต้องกลับไปให้ได้

.

.

ท้องพระโรงที่มีเพียงเสียงกริชกับมีดสั้นกระทบกัน ผสมปนเปกับเสียงหอบหายใจของคนร่วมสายเลือด บัดนี้เงียบกริบจนได้ยินเสียงต่อสู้ของทหารเว่ยกับทหารฉีซึ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้จวนอ๋องมากขึ้นทุกขณะ กลิ่นควันไฟบางเบาลอยมากับสายลมหนาว ระหว่างการสู้รบคงมีที่ไหนสักแห่งถูกเผา แต่ตอนนี้สองร่างที่นั่งหอบหายใจพลางจ้องกันเขม็งนั้นไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก

ต้วนอี้เอินรู้สึกปวดร้าวเจ็บระบมไปทั้งตัว อีกไม่นานไจ้ฟ่านจะกลับมา อีกไม่นานเจียเอ่อร์จะบุกเข้ามาช่วย อีกไม่นานกองทัพฉีจะชนะกองทัพเว่ย และทุกอย่างจะจบสิ้น ขอเพียงเขาถ่วงเวลาเอาไว้ได้อีกหน่อย...แค่ครู่เดียวเท่านั้น

ร่างโปร่งบางฝืนใช้มือที่บาดเจ็บค้ำพื้นเพื่อลุกขึ้นยืน แม้จะสะท้านด้วยความหนาวและความเจ็บปวด แต่สองขาก็ยังก้าวเข้าไปหาพระอนุชา เจินหรงลุกขึ้น เมื่อเห็นอี้เอินแทงกริชเข้ามาก็ใช้ท่อนแขนปัดเบี่ยงแล้วแทงกลับตามสัญชาตญาณ

เรี่ยวแรงที่แทบไม่มีเหลือทำให้อี้เอินไม่อาจหลบได้ทันอย่างที่เจินหรงคิด มีดสั้นแทงเข้าอกบางจนมิดด้าม ดวงตากลมเบิกกว้าง มือที่กำมีดแน่นมาตลอดปล่อยออก ร่างของพระเชษฐาทรุดลง

เดิมที เจินหรงคิดว่าพวกเขาเหนื่อยมามากแล้ว เขาคิดจะเกลี้ยกล่อมให้พระเชษฐายอมจำนนเสียที ให้ยุติการฟาดฟันกันแต่เพียงเท่านี้ ทว่าเมื่อต้วนอี้เอินเดินเข้ามาฟาดฟันใส่เขา เจินหรงก็ต้องตอบโต้ไปตามปฏิกิริยาอัตโนมัติ เขาคิดเพียงว่าอี้เอินอาจหลบไม่พ้นแล้วได้แผลจากมีดกรีดที่ต้นแขนอีกสักแผล ไม่คิดจริงๆ ว่าจะคมมีดจะปักลงไปเต็มที่เช่นนี้

มือของเจินหรงสั่นเทาขณะเข้าไปประคองพระเชษฐา เขาตะลึงงัน มองน้ำตาที่อาบแก้มต้วนอี้เอิน มองมีดที่ยังปักคาอก มองแล้วก็ไม่รู้เลยว่าควรจะทำอย่างไร เจินหรงไม่ต้องการให้เป็นอย่างนี้ เขาต้องการบัลลังก์ ต้องการให้ต้วนอี้เอินมาเป็นของเขา แต่ไม่ได้ต้องการทำร้ายหรือกำจัดพระเชษฐาไปแม้แต่น้อย

น้ำตาเม็ดโตหยดจากดวงตากลมลงมาปะปนกับน้ำตาบนแก้มของต้วนอี้เอิน เจินหรงสั่นไปทั้งตัว

“เจินหรง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าโชคดีเหลือเกิน”

เจินหรงส่ายหน้า กระบอกตาร้อนผ่าว เหมือนมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ที่อกจนไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ ได้แต่ส่งคำถามผ่านทางสายตาที่เริ่มพร่าเลือนเพราะม่านน้ำตาเท่านั้น

“จงรู้ไว้เถิด ว่าเจ้าโชคดีเหลือเกิน...โชคดีที่แม้ว่าเจ้าจะละทิ้งความปรารถนาที่จะครอบครองไม่ได้ แต่ก็ยังคงมีคนขลาดเขลาคนหนึ่งรักเจ้า...รักเรื่อยมา...”

เจินหรงชาวาบไปทั้งตัว เสียงอ่อนแรงของต้วนอี้เอินกลับฟังดูนุ่มนวลอบอุ่นเหลือเกิน เขาก้มลงมองมือเรียวสวยที่พยายามแกะสายรัดเอวของตนออก แล้วยื่นมันให้เขา

“...ข้าอยากให้เจ้ารู้ ว่าแท้ที่จริงแล้วความรักที่เจ้าปรารถนานั้นเจ้าได้รับมันเสมอมา ความรักที่เจ้าคิดว่าตนไม่เคยได้ครอบครองนั้น...แท้จริงมันอยู่กับเจ้าเรื่อยมา”

มือสั่นเทาพลิกสายรัดเอวที่พระเชษฐาส่งให้ เขามองเห็นตัวหนังสือลายมือต้วนอี้เอินในแสงสลัว บทกวีหัวข้อจวี๋ฮวาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้ทดสอบและเย้ยหยันอีกฝ่าย ครั้งนั้นต้วนอี้เอินบอกเขาว่าทำไม่ได้ ทว่าแท้จริงกลับเขียนเอาไว้ในสายรัดเอวที่ผูกเอาไว้กับตัวเสมอ

บุรุษหนึ่งพึงใจได้ดมดอม     จวี๋ฮวาหอมกรุ่นหวนทวนลมหนาว

บุรุษหมองสองเราชื่นเพียงชั่วคราว    มิอาจก้าวคว้ากลีบขาวปลิวล่องไป

หากบุรุษเพียงย่างเท้าสาวตามติด    มิมัวคิดเศร้าหมองล่องไปไหน

จวี๋ฮวาลอยเคลียคลอข้างเคียงใจ    คู่ฤทัยบุรุษรื่นคืนเรือนเรา

.

.

อาทิตย์อุทัยสาดแสงขับไล่ความมืดมิดในท้องพระโรงขณะที่โลกของคนผู้หนึ่งกลับกำลังถูกความมืดมิดกลืนกิน แสงอรุณส่องให้เห็นแผ่นอกบางซึ่งมีมีดสั้นปักคาอยู่เคลื่อนขึ้นลงแผ่วเบา...เบา...จนค่อยๆ หยุดนิ่ง ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาทางประตูหน้าท้องพระโรง หอบเอากลิ่นหอมหวนของจวี๋ฮวาจากทุ่งกว้างนอกตัวเมืองเข้ามาทำให้เผียวเจินหรงรู้สึกวูบโหวง เขาไม่รู้สึกถึงความร้อนจากเปลวไฟซึ่งลามมาถึงส่วนหลังของท้องพระโรงและกำลังโหมแรงอยู่ข้างนอกแม้แต่น้อย

หลินไจ้ฟ่านพาร่างอันอ่อนแรงและเต็มไปด้วยบาดแผลขึ้นหลังม้าตัวที่ยังเหลือรอด ฟ้าสางเผยให้เห็นทุ่งจวี๋ฮวาขาวโพลน กลิ่นหอมของจวี๋ฮวาปะปนกลิ่นคาวเลือดในสมรภูมิรบ ม้าควบทะยานช้ากว่าหัวใจที่เร่งร้อน ไจ้ฟ่านมองเห็นเปลวไฟกองมหึมาตรงหน้า...ตรงจุดที่เป็นจวนอ๋อง...ดูโชติช่วงชัชวาลเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์รุ่งอรุณ

องครักษ์ส่วนพระองค์ของอ๋องแห่งรัฐหานกลั้นสะอื้น มือจับบังเหียนบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้น ตราหยกในอกเสื้อหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าตอนที่มือเรียวนั้นวางมันลงในมือเขา ทหารเว่ยถูกกำราบ ชัยชนะของทหารฉีมองเห็นได้อย่างรำไร

ไจ้ฟ่าน หากข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าจงมอบตราหยกนี้ให้เจินหรง เมื่อเราทำสำเร็จ เจินหรงจะหลุดพ้นจากการควบคุมของรัฐเว่ย และเมื่อนั้น...อนุชาของข้าจะเป็นอ๋องแห่งรัฐหานที่แข็งแกร่งที่สุด

.

.

ไจ้ฟ่าน ข้าเชื่อเหลือเกินว่า ต่อจากนี้ไม่ว่าผู้ครองรัฐจะเป็นผู้ใด แผ่นดินหานก็จะยังกรุ่นกลิ่นจวี๋ฮวาเสมอ

 



....................The EnD....................


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

334 ความคิดเห็น

  1. #333 theskyandsea (@thesky13) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 08:29
    จบแบบเศร้ามาก อี้เอินรักเจินหรง เจินหรงก็กับอี้เอิน แต่ความรักที่เค้ามอบให้กันมันคนละแบบ อี้เอินก็เลือกเสียสละตัวเองทำให้น้องเข้าใจในความรักของตัวเอง ส่วนไจ้ฟ่านคือขอบคุณมากๆ ที่คอยดูแลอี้เอินอย่างดี ความสัมพันธ์ของไจ้ฟ่านกับอี้เอินมันดูคลุมเครือ ไจ้ฟ่านเหมือนรู้สึกจริงๆ แต่อี้เอินมองเป็นคนที่สำคัญแต่ไม่ใช่คนรักอ่ะ แงงงงง
    #333
    0
  2. #332 Retroah7 (@Retroah7) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 19:21
    ยังไม่อยากให้จบเลยถึงจะจบเศร้าแต่ชอบมากเลยค่ะ หาอ่านยากแนวนี้ &#128077;&#128077;&#128077;
    #332
    0
  3. #330 ssomo (@s-supawan) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 08:51
    พี่รักน้องมานานแล้วแต่ที่นอนกับไจ้ฟานคืออะไรคือความสบายใจ&#8203; แต่ยังดีที่สุดท้ายน้องรู้ว่าพี่และพ่อสื่อสารอะไรให้&#8203; อยากให้เขารักกันอยู่ด้วยกันอะ&#8203; งอแงได้ไหมไรท์
    #330
    0
  4. #329 norrijung (@norrijung) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 09:44
    อ่านแล้วน้ำตาปริ่มเลยอะ สิ่งที่อีเอิ้นรู้สึกต่อเจินหรง ก็คงไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่อีเอิ้นต้องการให้เจินหรงรู้สึก คือการครอบครองที่ไม่ใช่มาจากการหลง ในอำนาจหรือการบังคับ แต่ต้องมาจากจิตใจที่รักจริงๆ เหตุนี้อีเอิ้นจึงมันใจว่า เจินหรงจะปกครองประเทศโดยไม่มีใครกุมอำนาจให้

    ถึงกระนั้นอีเอิ้นต้องเสียสละขนาดนี้ เพื่อให้เจินหรงเข้าใจเลยหรือ ในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่าพระเชษฐามีใจและต้องการตัวเองแค่ไหน (แต่เรื่องคำพูดคงไม่สามารทำให้เจินหรง เปลี่ยนในความรู้สึกทางอำนาจได้) สับสนในคอมเมนต์ตัวเองหละ 55555

    ขอบคุณไรท์นะคะ เขียนฟิคสนุกๆได้แง่คิดดีๆ บางครั้งคนเราต้องยอมเสียสละ เพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งมาที่ดีกว่าจากใจจริง แต่เป็นเรื่องที่จบแบบอ้างว้างมากเลยอะ
    #329
    0
  5. #328 mj422 (@pg1013) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 08:04
    ม่ายยยย สรุปแล้วอี้เอินรักเจินหรงมาโดยตลอดแต่น้องไม่รู้ แต่ก็งงๆที่อี้เอินนอนกับไจ้ฟ่าน หรือแค่เพราะอารมณ์พาไป แต่ไม่ได้รักกันแบบคนรัก แต่สุดท้ายต้องมาจากไป(?)เพราะฝีมือคนที่รักอีก ฮือออ เศร้ามากจะร้อง เค้ายังไม่ทันได้อยู่ด้วยกันเลย ไรท์ใจร้าย แงงงง
    #328
    0