ว่าด้วยวิธีการจีบบุรุษ

ตอนที่ 29 : บทที่ 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,519
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 248 ครั้ง
    24 ส.ค. 62






ชางหมินพาฟาหยางเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว   จวนสกุลซือแม้จะเป็นสกุลใหญ่ของขุนนางระดับสูง   แต่ของในจวนส่วนมากล้วนดูเรียบง่ายเน้นการใช้งานชนิดที่จวนสกุลเหวินยังออกจะดูฟุ่มเฟือยเกินไปในพริบตา  


หลังจากลัดเลาะมาพักใหญ่จนถึงเขตที่มีการคุ้มกันนาแน่นที่สุดอย่างสังเกตได้   เขาพานางมาหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่   สูดหายใจเข้าลึก   ท่าทางเกร็งจนนางเริ่มไม่สบายใจตาม   หญิงสาวเอื้อมมือไป   แตะศอกอีกฝ่ายเบาๆ   เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันมามองนาง   ยามเห็นว่าหญิงสาวกำลังมองด้วยสายตาห่วงใยเขาก็คลี่ยิ้ม   รอยตึงเครียดที่ระหว่างคิ้วจางลง


เขาเอ่ยขออนุญาตเสียงเรียบก่อนจะผลักเปิดประตูให้นางเดินเข้าไปก่อน   ยามเขาตามเข้าไปแล้วก็ปิดประตูตามหลัง   ดูจนสนิทแน่นดีเขาจึงพานางเดินเข้าไป


ห้องนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่งชนิดที่แทบไม่มีของตกแต่งอะไร   มีกลิ่นยาและสมุนไพรลอยอวนอยู่ตามลม   เขาพานางผ่านฉากกั้นฉลุลายอ่อนช้อย   ไปจนถึงเตียงนอนที่ตั้งอยู่ด้านใน   ม่านสีขาวระย้าลงบดบังสายตาจนมองผู้ที่นั่งบนเตียงได้ไม่ชัด


ฟาหยางหยุดเท้าอยู่ห่างจากเตียงนระยะที่ยังมองไม่เห็นผู้นอนบนนั้น   ปล่อยให้เขาขยับเข้าไป   ชางหมินก้มศีรษะลงเอ่ยทำความเคารพอีกฝ่าย   สักเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงขยับตัวบนผืนผ้า   เงาร่างนั้นยันตัวลุกขึ้นนั่ง


“กว่าจะโผล่หัวมาได้   ไปทำอะไรมา” น้ำเสียงแหบแห้งตอบกลับมาช่างเหินห่างเย็นชา   หลานชายก็เพียงเอ่ยขออภัยตอบกลับไป   น้ำเสียงเรียบเฉยไม่ต่างกัน


“เนื่องด้วยท่านถูกวางยาพิษ   ข้าจึงขออนุญาตปิดจวน   จากนี้ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ามาดูแลใต้เท้าซือจะมีเพียงพ่อบ้านเล่อและสาวใช้ที่ข้าพามา” เขาหันมาทางนาง   พยักหน้าเล็กน้อยให้เข้ามาใกล้


ความเย็นชาห่างเหินที่แผ่กระจายในห้องนั้นทำให้นางมือสั่นเทา   ฟาหยางก้าวเข้าไปช้าๆ   รู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ชื้นขึ้นมา   ยามเข้าไปข้างเตียงก็ยอบตัวลง   ทำความเคารพโดยไม่หาญเงยหน้าขึ้นมอง


“เอามาทำไม   แค่พ่อบ้านเล่อก็เพียงพอแล้ว” ชายชราว่า   มือเอื้อมไปหยิบจอกน้ำชา   หญิงสาวเห็นท่าทางนั้นจากหางตาก็ขยับตัวไปโดยไม่ทันได้คิด   หยิบกาน้ำชาขึ้นรินให้   เรียบร้อยดีก็วางลงด้านข้างเสียงเบา   กลับมายืนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยตามเดิม


“พ่อบ้านเล่ออาจต้องไปประสานงานข้างนอก   ช่วงนี้หลายๆอย่างมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย” ชางหมินตอบแต่น้อย   เลือกสงวนเนื้อหาหลายๆส่วนไว้ “นางชื่อฟาหยาง   เป็นสาวใช้ของจวนสกุลเหวินที่ไว้วางใจ   ใต้เท้าจะปลอดภัย”


หางเสียงเขาอ่อนลง   เกือบจะเป็นนุ่มนวล   ทั้งยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยและความกังวลใจ   ขุนนางซือไม่ตอบอะไร   เขามองจอกชาในมือเงียบๆ   ปล่อยบรรยากาศกระอักกระอ่วนให้แผ่ออกไป


“ตามใจเจ้า   นางก็ท่าทางคล่องแคล่วดี” ใต้เท้าซือว่าขึ้นก่อน   น้ำเสียงแม้จะยังเรียบเฉยแต่ความเย็นชาในนั้นจางหายไป “ออกไปกันได้แล้ว   ข้าจะพักผ่อน”


ชางหมินก้มศีรษะลง   ก่อนจะพาหญิงสาวกลับออกมาจากในห้องนั้น   ครั้นปิดประตูลงแล้วเขาก็ผ่อนลมหายใจยาวจนแทบจะเป็นถอนหายใจ   เหมือนกับเมื่อครู่เขากลั้นหายใจไว้ตลอดเวลา


ฟาหยางยังก้มหน้ามองมือตนเองอยู่   ความคิดในหัวตีรวนวนไปวนมา   ยังรู้สึกเกร็งอยู่มากแต่ยามได้ยินคนข้างกายถอนหายใจนางก็คล้ายจะผ่อนคลายลง


ชายหนุ่มหันมาทางหญิงสาว   กำลังนึกถ้อยคำปลอบใจด้วยเกรงนางจะหวาดกลัว   ทว่ายามเห็นนางเพียงขมวดคิ้ว   สายตามองมือตนเองที่หยุดสั่นแล้วเขาก็เลิกคิ้วสูง   เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เป็นอย่างไรบ้าง   คิดอะไรอยู่”


“ท่านไม่ได้เกลียดเขา”


คำตอบอันไม่เมีหัวมีท้ายทำให้ชายหนุ่มเป็นฝ่ายงุนงงแทน   หลังจากหลุดถ้อยคำนั้นออกมาแล้วฟาหยางจึงสะดุ้งขึ้นน้อยๆ   พึ่งได้สติตนเองกลับมา   นางเงยหน้ามองเขา   เห็นสายตาสงสัยปนคาดคั้นก็ลอบถอนหายใจ   นางคงกลบเกลื่อนไม่ทันแล้ว


“แรกเริ่มที่รู้เรื่องของท่าน   ข้าคิดว่าท่านอาจจะเกลียดขุนนางซือ   หรืออย่างน้อยก็คงดูเป็นศัตรูกันมากกว่านี้” นางว่าช้าๆ   คิ้วขมวดน้อยๆพยายามหาคำมาตอบ “แต่จากเมื่อครู่ข้าคิดว่าท่านไม่ได้เกลียดขุนนางซือ   อือ...อาจจะว่ารักขุนนางซือด้วยกระมัง”


สิ้นคำอธิบายกลับเป็นชางหมินที่เงียบไป   เขาเลิกคิ้วสูง   มองท่าทางไม่สบายใจของหญิงสาวเงียบๆก่อนจะค่อยๆคลี่ยิ้มช้าๆ   แววตาที่เคยว่างเปล่าเย็นชาในห้องนั้นหายไป   กลับเป็นความอบอุ่นนุ่มนวล   ทั้งยังมีประกายความเศร้าจางๆ


“เจ้าเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้   ทุกคนล้วนแต่คิดว่าข้าเกลียดเขา   มีแต่คนปลอบข้าด้วยความคิดเช่นนั้น” เขาขยับเดินไปเกาะราวระเบียง   แขนแกร่งสั่นน้อยๆ “แปลกใช่ไหม   ข้าเกลียดจวนนี้   ข้าเกลียดความรู้สึกกอ่อนแออึดอัดแทบไม่มีอากาศหายใจ   ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้รักข้า   แต่พอนับกันดูจริงๆแล้ว...ข้าก็ไม่ได้เกลียดเขาหรอกนะ”


ฟาหยางเพียงมองเขาเงียบๆ   จะว่าแปลกหรือก็คงไม่ใช่หรอก   ขุนนางซือเป็นญาติเพียงคนเดียวในชีวิตที่เขายังเหลืออยู่   และว่ากันตามจริงถึงเขาจะแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้รักแต่ก็ไม่ได้ทำร้าย   ไม่ได้ทอดทิ้ง   สำหรับเด็กชายที่ไร้ที่พึ่งแล้ว   นั่นก็เป็นความรักแบบเดียวที่เขารู้จัก


“ขุนนางซือเองก็ไม่ได้เกลียดท่านหรอก” ฟาหยางตอบเรียบๆ   ทว่าชายหนุ่มเพียงส่ายศีรษะ   แค่นหัวเราะเบาๆ


“น่าเสียดายที่เจ้ามองผิดไป   เขาเห็นข้าเป็นตราบาปของบุตรีย่อมเกลียดข้าจนแทบเข้ากระดูก” เขาว่า   รอยยิ้มนั้นแปรเป็นรอยยิ้มเศร้าโศกอ้างว้าง “ยามเด็กข้าไปบอกเขาว่าข้าจะไปเรียนกับองค์ชายมู่หลง   เขายังไม่สนใจ   ไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียว”


ฟาหยางขมวดคิ้วน้อยๆ   ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป   หญิงสาวเพียงขยับไปยืนข้างๆ   ปล่อยให้เขาค่อยๆตั้งสติตนเองเงียบๆ   เขาไม่ได้ต้องการใครปลอบใจ   เพียงต้องการช่วงเวลาสั้นๆให้ได้ระบายออกมา   เวลานี้นางก็เพียงอยู่ข้างๆ   ปล่อยให้ไออุ่นแผ่กระจายออกมา   ให้เขาค่อยๆสงบลง   ผ่อนคลายลง


ชางหมินสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหนักลับมา   มุมปากยกน้อยๆคลี่เป็นรอยยิ้มจางๆ   ดวงตามั่นคงอบอุ่นทั้งยังมีความหวานจางๆปนมามากกว่าปกติ “มาเถอะข้าจะพาเจ้าไปดูที่พัก”


เขาบอกนางไว้ก่อนแล้วว่าจะมีการปิดห้องส่วนของขุนนางซือ   ดังนั้นห้องนอนของนางจึงเป็นห้องที่อยู่ติดๆกัน   ระหว่างห้องของสาวใช้และขุนนางซือมีห้องเอนกประสงค์กั้นกลาง   มีประตูเชื่อมถึงกันระหว่างห้องเอนกประสงค์และห้องนอนของขุนนางซือ   ที่เรียกห้องเอนกประสงค์นั้นเพราะชางหมินบัญชาให้ขนข้าวของที่จำเป็นในการดูแลขุนนางซือเก็บแยกไว้ในนั้นต่างหาก   มีกระทั่งเตาถ่านทำอาหารติดไว้ตรงระเบียงห้อง


ห้องของนางเป็นห้องเดี่ยวขนาดกลงค่อนไปทางเล็ก   มีทั้งเตียง   ตู้เสื้อผ้า   และโต๊ะน้ำชา   ที่จริงนับว่าหรูหราใหญ่โตมากด้วยซ้ำเมื่อนึกถึงว่าเมื่อครั้งอยู่จวนสกุลเหวินนางต้องพักอยู่สาวใช้อีกหลายคน   มีได้มีห้องแยกเป็นของตนเอง


“ขอโทษด้วยที่ต้องให้เจ้าอยู่ห้องเล็กเช่นนี้” เขาว่า   คิ้วขมวดน้อยๆไม่สบายใจ “แต่ข้าบอกทุกคนว่าเจ้ามาในฐานะสาวใช้   หากข้าดูแลเจ้าดีเกินไปจะเป็นที่น่าสงสัยเอา”


“แค่นี้ก็หรูหราใหญ่โตกว่าห้องเดิมของข้ามากแล้วเจ้าค่ะ” นางว่า   มองไปรอบห้องอยากออกจะตื่นเต้น “ที่จริงสาวใช้เช่นข้า   ท่านให้นอนในห้องเอนกประสงค์นั้นก็ได้”


“ข้าจะดูแลสตรีที่ตนเองตกหลุมรักให้ดีสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร” เขาตอบหน้าตาย   ทั้งยังไหวไหล่น้อยๆราวกับจะบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง   กลายเป็นฟาหยางที่เขินจนหน้าแดงก่ำ   นึกอยากเอามุดหนีเข้าไปในตู้เสื้อผ้าข้างๆให้สิ้นเรื่องไป


“พ่อบ้านถูกย้ายเข้าไปนอนห้องเดียวกับใต้เท้าซือแล้ว   เพราะฉะนั้นเรื่องตอนกลางคืนก็ไม่ต้องห่วง   พ่อบ้านเล่อจะเป็นผู้ดูแลเอง   ข้าฝากเจ้าดูแลช่วงกลางวันด้วย”


ฟาหยางพยักหน้ารับเข้าใจ   นางเป็นสตรีอย่างไรเสียจะให้ไปดูแลถึงยามกลางคืนดึกดื่นก็ออกจะไม่ค่อยงามนัก   นางกวาดตาไปรอบห้องก่อนจะหยุดที่ประตูอีกบานหนึ่ง   นางมองแล้วก็เอียงศีรษะน้อยๆอย่างสงสัย   เอ่ยถามเขาว่ามันคือประตูเชื่อมไปที่ใดกัน


ชางหมินฟังแล้วก็ยิ่งยกยิ้มกว้าง   ยืดอกน้อยๆขึ้นตอบอย่างภาคภูมิใจ “ห้องหนังสือของข้าเอง   และข้าจะย้ายมานอนในนั้น   มีอะไรเจ้าก็เรียกข้าได้เลยอย่างไรเล่า   ดีหรือไม่”


หญิงงสาวอ้าปากค้าง   ไม่แน่ใจว่าตนควรรู้สึกโกรธหรือเขินอายดี   ยิ่งอีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างตาใสซื่อมาหาก็ยิ่งรู้สึกราวกับเส้นที่ขมับมันกระตุก   นางไม่ควรแปลกใจใช่หรือไม่   ห้องพักใดจะอยู่ใกล้ห้องของเจ้าของจวนมากไปกว่าหลานชายเจ้าของจวน


“แล้วเหตุใดท่านมานอนที่นี่เล่า   ห้องนอนของตนเองไม่มีหรือไร” นางถาม   ท้ายประโยคขึ้นเสียงน้อยๆอย่างนึกโมโห   ชางหมินเพียงก้มหน้าเข้ามาใกล้   เผยยิ้มกว้างจนตาเล็กหยี   ตอบนางไปด้วยทีท่าและน้ำเสียงจริงใจ


“หากเกิดอะไรขึ้นข้าจะได้เข้ามาปกป้องเจ้าได้ทันทีอย่างไรเล่า   ข้ารับปากคุณหนูน้อยไปแล้วนี่นา   เพราะฉะนั้นเจ้าก็อย่าลงกลอนประตูล่ะ   ข้าจะได้เข้ามาได้ทันเวลา”


ฟาหยางกัดฟันแน่   นึกอยากเถียงก็หาคำไม่ได้   แก้มแดงปลั่งจัดจ้าด้วยความเขินอาย   เขาเห็นก็หัวเราะรับพึงพอใจก่อนจะเปิดประตูเจ้าปัญหานั้นหายเข้าไปโดยไม่รอให้นางตั้งสติกลับมาโต้เถียงอะไรได้อีก


ที่เคยคิดว่าเขาเปิดเผยจริงใจ   บางทีอาจจะคิดผิดไป   เขาออกจะเจ้าเล่ห์ร้ายมากแผนการจนน่าโมโห!


 




ไป๋หลันมุ่งหน้ากลับจวนของตนเพื่อตระเตรียมข้าวของของตนเองให้เรียบร้อยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจวนสกุลเหวิน   ครั้นยามตนมาถึงกลับพบว่าเจ้าของจวนที่ควรมาต้อนรับนั้นไม่อยู่   หลังจากหันซายหันขวาสำรวจดูแล้วจึงหันไปกวักมือเรียกสอบถามพ่อบ้าน   เขาจำนางได้ว่าเป็นสหายสนิทของเจ้าของจวนจึงรายงานไป   ทั้งยังเชิญอีกฝ่ายเข้าจวนเรียบร้อย


หญิงสาวลอบถอนหายใจ   รู้สึกเสียใจนิดๆที่เหอซูมิได้ออกไปรอต้อนรับ   ครั้นมาถึงห้องของคุณหนูเฟยลี่ตามที่พ่อบ้านแจ้งแล้ว   กลับกลายเป็นนางที่นิ่งไป   ทั้งยังเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความงุนงงปนประหลาดใจ


เฟยลี่นั่งคลึงจอกชาในมืออยู่ที่เก้าอี้   ท่าทางเหงาหงอยเงียบกริบผิดจากที่เคย   พี่ชายที่เตรียมใจจะรับมือกับน้องสาวโมโหร้ายเอาแต่ใจ   ยามเจอเด็กสาวโศกเศร้าไม่สนใจก็พาลให้ยิ่งตระหนกไปมากกว่าเดิม


“อย่าเศร้าใจเลย” เหอซูขยับเข้าหาน้องสาว   มือหนาลูบศีรษะเด็กสาวเบาๆ “เจ้าคงเหงา   เช่นนั้นข้าจะไปหาสาวใช้คนใหม่มาให้ดีหรือไม่”


คำถามนั้นแทนที่จะทำให้เฟยลี่หันมาสนอกสนใจตนอย่างที่คาดกลับกลายเป็นว่าเด็กสาวยิ่งสลดหนักเข้าอีกจนไหล่ห่อเหี่ยว   ชายหนุ่มสะดุ้ง   ละล้าละลังเร่งพยายามปลอบใจ   ไม่ได้คาดว่าจะทำให้นางแย่ลงเลย


ไป๋หลันซึ่งตามมาเป็นคนสสุดท้าย   กอดอกยืนอิงเสาอีกด้านหนึ่ง   มองดูพี่ชายวุ่นวายไปมาสักเดี๋ยวก็ถอนหายใจยาว   ขยับเดินเข้าไปหา   ก่อนจะจัดแจงรุนหลังไล่บุรุษหนุ่มออกไปจากห้อง


“เจ้าทำอะไร   เฟยลี่กำลังเสียใจ” เหอซูที่พยายามฝืนร่างกายตนเองไว้เร่งเอ่ยทักท้วง   สายตายังมองไปที่น้องของตนอย่างเป็นกังวล   ไป๋หลันไม่สนใจคำนั้น   จัดแจงเร่งออกแรงดันให้อีกฝ่ายขยับออกไป


“สาวๆเขาจะคุยกัน   เรื่องลี่ลี่ให้ข้าจัดการเอง   เจ้าไปจัดการงานการของตนเองเสียที”


ไป๋หลันหันกลับมาหลังจากอัปเปหิพี่ชายออกนอกห้องสำเร็จ   ได้ยินเสียงโหยหวนโศกเศร้ายืดยาวลอดมาจากนอกประตูแต่นางไม่สนใจ   เวลานี้คนที่ควรเป็นห่วงคือเด็กสาวตัวน้อยในห้องมากกว่า


ข้าขอนั่งตรงนี้ด้วยคนได้หรือไม่” นางถาม   น้ำเสียงยังติดจะสั้นกระชับดังนิสัย   ทว่าก็มีความอ่อนลง   มีกระแสปลอบประโลมใจอยู่จางๆ   เฟยลี่มองแล้วก็พยักหน้ารับก่อนจะหันไปหยิบกาน้ำชาขึ้นริน   ส่งจอกชาให้หญิงสาวรับไว้   ไป๋หลันส่งยิ้มจางๆให้      เด็กสาวก้มหน้าลง   กลั้นน้ำตาเอาไว้ขอบตาแดงช้ำ   เห็นเป็นประกายหยดน้ำวับวาวอยู่ในนั้น


เป็นอย่างไรบ้าง   เหงาหรือ” นางถาม   ยกชาขึ้นจิบช้าๆ   รู้สึกว่าการถามอ้อมค้อมถนอมน้ำใจกันไปดูจะไม่มีประโยชน์อะไร “ฟาหยางไปทำงานเพียงไม่นาน   ไม่กี่วันก็สิ้นสุดงานแล้ว   รออีกสักสัปดาห์ให้แน่ใจว่าไม่มีใครฉวยโอกาสในขณะที่กำลังมีงานใหญ่โตลงมือทำอะไรไม่ดี   ชางหมินก็คืนตัวนางมาเอง”


เฟยลี่เงยหน้าขึ้นมอง   น้ำตาจางลงไปแล้วแม้ขอบตาจะยังแดงช้ำอยู่ก็ตาม   เรียวปากบางเม้มน้อยๆ   ครั้นเห็นอีกฝ่ายสบตามองมาอย่างตั้งใจนางก็ค่อยๆคลายลง


“ข้าไม่ได้หวง   ข้ารู้ว่าหยางหยางย่อมมีงานของตนเอง” เด็กสาวว่า   ก้มหน้าลงต่ำ   พยายามอดทนอย่างสุดกำลัง “แต่นางเป็นแค่สาวใช้ในสายตาผู้อื่น   หากนางถูกทอดทิ้งจะทำอย่างไร   หากนางอยู่ในอันตรายจะทำอย่างไร   ข้าอยากโวยวายอาละวาด   ข้าอยากจะยึดนางไว้   แต่หากข้าเอาแต่ใจเช่นนั้นหยางหยางจะโกรธ   จะเสียใจ   ข้าจึงทำอะไรไม่ได้เลย”


ไป๋หลันเลิกคิ้วขึ้น   มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้มกว้าง   สุดท้ายจึงก้มลงไป   โอบกอดเด็กสาวไว้ “เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกแล้วนะ   ฟาหยางกลับมานางต้องดีใจแน่ๆ”


“เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างไร   สุดท้ายข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” เฟยลี่เถียง   หน้ามุ่ยไม่พอใจทว่าก็ไม่ได้ขัดขืนจากอ้อมกอดนั้น   ที่จริงยังเริ่มจะโอนอ่อนตาม  


“เพราะว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาของสตรีอย่างพวกเราอย่างไรเล่า”  หญิงสาวว่า   ยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้นแตะริมฝีปาก   ท่าทางเจ้าเล่ห์ร้ายยั่วเย้า “ปล่อยให้เป็นเวลาของบุรุษหนุ่มรูปงามบ้างปะไร”


เฟยลี่เอียงศีรษะอย่างงุนงง   แต่เมื่อเจอถ้อยคำลึกลับกับท่าทางสนุกสนานตื่นเต้นของอีกฝ่ายแล้วตนก็คล้ายจะผ่อนคลายลง   ยามนางชวนสนทนาเรื่องอื่นๆต่อไปนางก็เปลี่ยนเรื่องตาม   รอยยิ้มบางๆเริ่มกลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง  


สองคนสนทนากันพักใหญ่จนเหอซูกลับมาเคาะประตูอีกครั้ง   เขาว่าถึงเวลาออกไปรับประทานอาหารกันแล้ว   ไป๋หลันจึงลุกขึ้นยืน   ส่งมือให้ชักชวนเด็กสาวออกไปรับประทานอาหารด้วยกัน


“แล้วท่านจะมาปกป้องข้าที่นี่หรือ” เด็กสาวถาม   รู้ว่ายังมีเรื่องที่ตนยังไม่เข้าใจอีกมากแต่อย่างน้อยตนก็อยากจะเข้าใจสถานการณ์ในเวลานี้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ “ข้าจะมีอันตรายหรือ   ทำไมเขาต้องอยากทำร้ายข้ากัน”


“เรื่องพวกนั้นมันยาก   เจ้าเก็บไว้ให้พี่ชายเจ้าคิดไปคนเดียวก็ได้” ไป๋หลันว่า   แทบจะเป็นการปัดความรับผิดชอบใดใดออกไปอย่างชัดเจน “คิดว่ามีพี่สาวมานอนกับเจ้าอีกคนเท่านี้ได้หรือไม่ลี่ลี่”


เด็กสาวก้มหน้าลงไม่ตอบอะไร   ไป๋หลันรออยู่สักเดี๋ยวก่อนจะลอบถอนหายใจยาว   หากนางฝันว่าสักวันจะทำให้เหอซูหันมารักตนได้ก็อาจต้องเริ่มต้นจากครอบครัวของเขาก่อน   ทว่าแค่เริ่มก็ดูท่าจะล้มเหลว   หญิงสาวหันกลับไป   กำลังจะก้าวออกนอกประตู   มือเล็กๆก็เอื้อมมารั้งชายแขนเสื้อของนางไว้   แก้มน้อยๆสุกแดง   เอ่ยพึมพำเพียงว่าไปรับประทานอาหารด้วยกัน


บางทีหนทางของนางอาจไม่ยากเท่าที่คิด








-------------------------------------

TALK

มาส่งข่าวกันว่ายังอยู่ดีจ้า 5555

ต้นฉบับก็ไม่ทันงานหนังสือตุลาจนได้   ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ   แสงไม่อยากเร่งเดี๋ยวมันจะออกมาไม่สนุก   แล้วแถมยังมีตอนพิเศษที่งอกเพิ่มจะเขียนอยู่ในใจ   ยังไม่เริ่มจัดพิมพ์อะไรให้เป็นรูปเป็นร่างเบยย

บทนี้ปล่อยเขาหวานกันไปก่อน   บทหน้าเราจะเริ่มเข้าพาร์ทสุดท้ายอย่างจริงจังแล้วฮะ   ใครแฟนคลับไป๋หลันเตรียมตัว   อรกสักสอง-สามตอนข้างหน้าเป็นนางล้วนๆออกเด่นๆเต็มบทกันเลยทีเดียววว

แสงเพลิง






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 248 ครั้ง

518 ความคิดเห็น

  1. #450 puynaruk2499 (@puynaruk2499) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 16:39

    ขออีกๆๆๆๆๆ
    #450
    0
  2. #449 mynameishiran (@mynameishiran) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 15:00
    น่ารักกกก
    #449
    0
  3. #448 whatmynam3z (@whatmynam3z) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 12:24
    ไรท์ขาาาา อย่าหายไปนานนนน
    #448
    0
  4. #447 What&Why (@enjoyyyyy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 10:57
    อยากโอ๋น้องลี่ น้องลี่ยังเป็นน้องน้อยในสายตาเราเสมอนะ งือ
    #447
    0
  5. #446 N' Namfon (@namfon-killua) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 08:42
    มีความเจ้าเล่ห์จริงๆ พระเอกของเรานี่
    #446
    1
    • #446-1 The angle black (@bumzazatv) (จากตอนที่ 29)
      24 สิงหาคม 2562 / 12:36
      โอ๋เอ๋น้องลี่ เดี๋ยวหยางหยางก็กลับมาแล้ว
      #446-1
  6. #445 NatthayaSrichan (@NatthayaSrichan) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 07:41
    ชางหมินตัวร้ายชัดๆ5555
    #445
    0
  7. #444 Sweetsmile2557 (@Sweetsmile2557) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 02:18

    "คิดว่ามีพี่สาวมานอนกับเจ้าอีกคนเท่านี้ได้หรือไม่หยางหยาง" หมายถึง ลี่ลี่ หรือเปล่าค่ะไรท์ พระเอกของเรานี่ก็แอบเจ้าเล่ห์ทะเล้นเหมือนกันนะคะ....ทำไมรู้สึกว่าน่ารัก อิอิ

    #444
    0
  8. วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 01:08
    ชางหมินก็ร้ายไม่เบานะ คุณหนูโตขึ้นแล้วแต่ก็ยังน่ารักอยู่ดี5555
    #443
    0