ว่าด้วยวิธีการจีบบุรุษ

ตอนที่ 30 : บทที่ 30

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 275 ครั้ง
    31 ส.ค. 62











ฟาหยางกำลังฝนหมึกอยู่เงียบๆในห้อง   ท่ามกลางความงุนงงของตนเอง


หากจะเริ่มคงต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อยามเช้ามาถึง   ฟาหยางผู้ตื่นเช้าเป็นประจำอยู่แล้วก็ยิ่งตื่นเร็วขึ้นอีกด้วยความไม่คุ้นเคยกับเตียงนอนของตน      หลังจัดการตัวเองเรียบร้อยดีแล้วนางจึงตัดสินใจเริ่มลงมือเตรียมอาหาร


เมื่อวานพ่อบ้านแจ้งอาการของขุนนางซือโดยคร่าวแล้ว   ชายสูงวัยมีร่างกายแข็งแรง   ประกอบกับพบเจอพิษค่อนข้างเร็วการรักษาจึงเป็นไปได้ไว   อาการกลับมาเป็นปกติค่อนข้างมาก   เหลือแค่อาการอ่อนเพลียที่เพียงพักผ่อนอีกสักพักก็จะฟื้นฟูได้ดังเดิม


เหตุนั้นฟาหยางจึงเลือกทำข้าวต้มปลาที่ไม่เละจนเกินไปนัก   ทั้งยังเลือกผลเก๋ากี้ใส่เพิ่มให้ได้รสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสดชื่น


หญิงสาวปิดฝาหม้อก่อนจะหันไปทางประตูเชื่อม   ลังเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขออนุญาต   รอครู่หนึ่งจึงผลักเปิดประตูเข้าไป


ขุนนางซือตื่นแล้ว   กำลังกึ่งนั่งกึ่งเอนบนเตียง   คล้ายพยายามลุกขึ้นนั่ง   ฟาหยางขยับเข้าไป   เพียงยื่นแขนไปให้เขาจับเพื่อพยุงตัว   ไม่ได้ประคองให้อย่างคนป่วย


ดูจากนิสัยแล้วหากช่วยมากเกินไปเกรงจะกลายเป็นนางถูกตะเพิดด่าเสียเอง


ขุนนางซือมองมือของหญิงสาวนิ่ง   จริงอยู่ว่าเขาไม่ชอบการถูกช่วยเหลือ   ทว่าเมื่อนางเพียงยื่นมือเข้ามารอให้เขาเป็นผู้เอื้อมออกไป   อีกทั้งหญิงสาวยังทำสีหน้าเรียบเฉยราวกับจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด   ความขุ่นเคืองนั้นก็คล้ายจะลดลง


"เจ้าคือคนที่ชางหมินพามาเมื่อวานสินะ" ชายชราว่าขึ้นก่อน   น้ำเสียงติดจะแหบนิดๆเพราะพึ่งตื่นนอน   นางหันมองรอบตัว   เห็นกาน้ำชาตั้งอยู่จึงยกไปตั้งไฟใหม่   นึกอยู่ว่าคราวหน้าต้องเตรียมน้ำสะอาดไว้หัวเตียงให้ดื่มตอนเช้าด้วย


"ข้าน้อยนามว่าฟาหยางเจ้าค่ะ   เป็นสาวใช่จากจวนสกุลเหวิน   คุณชายชางหมินส่งข้ามาช่วยดูแลใต้เท้าซือเจ้าค่ะ" นางหันมายอบตัวตอบเขาระหว่างรอ   ครู่เดียวน้ำก็เดือด   หญิงสาวจึงหันไปรินใส่ถ้วย   ประคองมันมาส่งให้ "ระวังร้อนนะเจ้าคะ   ข้าน้อยไม่ทันเตรียมต้องขออภัยจริงๆ"


เขารับถ้วยไป   ไออุ่นจากถ้วยกระเบื้องในมือแผ่ออกมา   เขายกมันขึ้นจิบช้าๆ   ความร้อนนั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายลง   ความสดชื่นค่อยๆกลับคืนมา


ฟาหยางรั้งอยู่เงียบๆเช่นนั่น   รอจนกระทั่งพ่อบ้านเปิดประตูกลับเข้ามาแล้วนางจึงกลับไปห้องอเนกประสงค์เพื่อดูหม้อข้าวต้มของตนต่อ   ปล่อยให้พ่อบ้านยกอ่างน้ำมาให้เขาจัดการตนเองให้เรียบร้อย


หญิงสาวกลับมาพร้อมข้าวต้มสองถ้วยกลิ่นหอมฟุ้ง   เวลานั้นกลับพบว่าขุนนางซือที่เมื่อครู่ยังมีสีหน้าผ่อนคลายกลับมีรอยตึงเครียดที่หัวคิ้ว   นางเลิกคิ้วน้อยๆ   กวาดตามอง   เห็นเป็นชางหมินนั่งส่งยิ้มจางๆมาให้ที่โต๊ะด้วยก็คล้ายจะเข้าใจขึ้นมา


บรรยากาศของสองตาหลานก็ยังประหลาด   กระอักกระอ่วนเช่นเดิม


"วันนี้เป็นข้าวต้มปลาใส่เก๋ากี้เจ้าค่ะ" ฟาหยางว่าเสียงเรียบราวกับไม่ได้มีอะไรผิดประหลาด   มือวางถาดใส่ถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะ   พ่อบ้านขยับเข้ามา   ใช้เข็มเงินตรวจสอบพิษก่อนจะแบ่งหนึ่งคำออกใส่ถ้วยใบเล็กเพื่อทดสอบ   มั่นใจว่าปลอดภัยดีแล้วจึงได้ยกมันให้กับขุนนางซือและหลานชาย


"ดีจริงๆที่ได้ข้าวต้มยามเช้า" ชางหมินว่า   มุมปากหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ขอบใจเจ้ามากที่ทำมาเผื่อ"


ฟาหยางเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยอบตัวลงโดยไม่เอ่ยอะไร   แน่ละนางบอกเขาไม่ได้ว่าตนเตรียมมาให้พ่อบ้าน   มิใช่ของเขาสักคำ


"วันนี้นึกอย่างไรจึงมากินมื้อเช้าที่นี่"


ชายชราถามขึ้น   เสียงเปรยราบเรียบ   ทั้งยังออกจะระแวดระวัง   ฟาหยางหันไปมองเห็นชางหมินก็ยังเพียงตักข้าวต้มเข้าปากเงียบๆไม่ตอบอะไรนางก็ได้แต่ขมวดคิ้ว


บุรุษจวนนี้เหตุใดจึงชอบอมพะนำ   ไม่พูดไม่จากันแล้วก็คิดไปเองฝ่ายเดียวกันอยู่ได้


ขุนนางซือนิ่งไปนิด   รอจนรู้แน่แก่ใจว่าหลานชายคงไม่ตอบเขาก็ยกช้อนขึ้นตักข้าวต้มบ้าง   เขาทานมันช้าๆ   กลายเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงช้อนและชามกระทบกันเบาๆ


ครู่ใหญ่จนบุรุษทั้งสองทานอาหารเรียบร้อยแล้ว   ชางหมินรอจนเห็นว่าตาของตนวางช้อนจึงเอ่ยแจ้งเรียบๆว่าตนจะออกไปทำงานบางประการ   ก่อนจะหันมาทางฟาหยาง


“ขอบคุณ   ข้าวต้มอร่อยมาก” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มมุมปากจางๆ   รู้สึกได้ด้วยน้ำสียงว่าเขากำลังเย้าแหย่ตนอยู่   หญิงสาวฟังแล้วก็ยอบตัวลงขอบคุณกึ่งประชดประชัน   ทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะในลำคอออกมาสั้นๆจนต้องกระแอมกระไอกลบเกลื่อน   พลางเร่งลุกมุ่งหน้าออกไปจากห้อง


ฟาหยางที่เคยชินกับกิริยาเช่นนั้นอยู่แล้วก็เพียงเก็บถ้วยชามบนโต๊ะนั้น   รวบซ้อนกันขึ้นมาเตรียมเอาไปล้าง   ยามหันไปพบพ่อบ้านจึงเอ่ยแจ้ง “ยังมีข้าวต้มในหม้อด้านหลังนะเจ้าคะ   พ่อบ้านเล่อสามารถไปรับประทานได้   ข้าน้อยขอตัวไปทำความสะอาดก่อน   หากท่านพ่อบ้านจะไปทำธุระด้านนอกแล้วโปรดเรียกข้าได้เลยเจ้าค่ะ”


“เดี๋ยวก่อน” ขุนนางซือเอ่ยเรียก   มืออีกข้างยกกวักให้พ่อบ้านเล่อเข้ามาใกล้ “เจ้าเอามันไปทำความสะอาดแล้วไปกินข้าวต้มเสียก่อนมันจะหายร้อน   ส่วนเจ้าข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”


หญิงสาวกระพริบตางุนงง   หากแต่พ่อบ้านเล่อเร่งก้มศีรษะรับคำสั่งว่องไวโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิดสงสัย   เขาก้าวเข้ามา   คว้าถ้วยทั้งหมดในมือของนางไป   ก่อนจะก้มศีรษะลงอีกครั้ง   หายเข้าไปหลังประตูห้องอเนกประสงค์   ฟาหยางหันมองรอยตัวเล็กน้อย   ยังรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่   แต่ขุนนางซือก็ไม่ได้สนใจ   ชายชราเพียงลุกขึ้นไปที่โต๊ะหนังสือ   นั่งลงพลิกเปิดม้วนกระดาษออกอ่าน


ฟาหยางยืนเคว้งคว้างได้เพียงชั่วอึดใจ   ครั้นเขาไม่พูดอะไรสักทีนางจึงขยับเข้าไป   เอ่ยขออนุญาตเบาๆก่อนจะลงมือฝนหมึก   ห้องนี้สะอาดเรียบร้อยเกินไปสิ่งที่นางทำได้ในเวลานี้ก็เหลือแค่นี้


"เจ้า...ดูจะสนิทสนมกับชางหมิน"


ฟาหยางที่งุนงงอยู่เดิมว่าเหตุใดตนต้องมายืนอยู่ตรงนี้   ยามได้ยินเสียงแหบทุ้มต่ำนั้นก็ยิ่งงงมากเข้าไปอีก


หรือเขากำลังโกรธเคืองว่านางไม่เคารพหลานชายของเขาหรือ


"เรียนใต้เท้า   ข้าน้อยพอจะรู้จักพูดคุยกับคุณชายอยู่บ้างเนื่องจากข้าน้อยเป็นสาวใช้ของคุณหนูเฟยลี่   บุตรีคนเล็กของขุนนางเหวิน   จึงมีโอกาสได้พบคุณชายอยู่บ้างเจ้าคะ" นางตอบอย่างเป็นกลางที่สุด   ในเมื่อไม่รู้และคาดเดาไม่ได้นางก็ต้องระแวดระวังท่าทีให้มาก


"อ้อ   ดูเหมือนว่าเจ้านั่นจะสนทนากับสาวใช้คนหนึ่งมากกว่าจะพูดกับตาแท้ๆอย่างข้าเสียอีก"


ถ้อยคำนั้นทำให้สาวใช้นิ่งงันไป   กึ่งตกใจกึ่งงุนงง   น้ำเสียงของเขานั้นนางแปรความว่าอิจฉาได้ใช่หรือไม่   ดูเต็มไปด้วยความเศร้าใจ   แต่ชางหมินเคยบอกนางเองว่าขุนนางซือรังเกียจตน


...หรือบุรุษสองคนกำลังอยู่ในโลกคนละใบ   โลกที่คิดว่าอีกฝ่ายเกลียดตนเอง


"ข้าน้อยเข้าใจว่าใต้เท้าเกลียดคุณชาย" นางเอ่ยขึ้นมา   คล้ายหลุดปากโดยไม่ตั้งใจ   แต่ยามเขาหันมามองนางก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย   ท่าทางนอบน้อมไม่หาญปะทะ   แต่ปากก็ยังเอ่ยในสิ่งที่ตนคิดต่อ "จากสิ่งที่ท่านทำ   หากคุณชายจะเสียใจจนไม่อยากสนทนาด้วยก็อาจไม่แปลกนะเจ้าคะ   ท่านควรต้องนึกถึงจิตใจของคุณชายบ้าง"


เหมือนนางลำเอียง   แต่สายตาเศร้าสร้อยของบุรุษในหัวข้อสนทนามันยังติดค้างในสายตา   นางเป็นห่วงเขาทั้งยังรู้สึกว่านี่มันไม่ยุติธรรม


ในเมื่อไม่เคยรักแล้วจะมาคาดหวังความรักอะไรตอนนี้


ขุนนางซือนิ่งไป   ห้องตกอยู่ในความเงียบจนเหลือแต่เพียงเสียงฝนหมึกเป็นจังหวะ   นางเดาไม่ออกเลยว่าเขากำลังจะโกรธตนหรือไม่   แม้มานึกบ่นตนเองภายหลังว่าปากช่างหาเรื่องแต่ก็ไม่ได้นึกเสียใจที่พูดออกไป   สุดท้ายจึงทำได้แค่ตั้งอกตั้งใจฝนหมึกไปเงียบๆ


“ปากคอเราะร้ายนัก   สมแล้วที่เป็นคนของเด็กนั้น” ชั่วขณะของความเงียบที่ตนนึกว่าจะถูกเฉดหัวออกจากห้องเสียแล้วชายชราก็ว่าขึ้นก่อน   ทั้งยังหัวเราะในลำคอต่ำๆ   เสียงหัวเราะนั้นช่างเหน็บหนาว   ไม่ได้มีความรื่นเริงอยู่เลย


“จริงอยู่   เมื่อก่อนข้ามองคราใดก็เห็นความอัปยศของบุตรี   จะอย่างไรก็ให้หักใจโอบอ้อมอารีไม่ลง” เขาว่าก่อนจะนิ่งไปนิด   หลุบสายตาตนลง   ท่าทางไตร่ตรอง “ไม่สิ   ข้าคงมองเห็นความผิดบาปของตัวข้าเองในตัวเด็กคนนั้น   ราวกับทั้งชางหมินและมารดาของเขากำลังต่อว่าข้า   เป็นข้าเองที่ทำให้พวกเขากลายเป็นเช่นนั้น”


และเพราะเห็นว่าเป็นความผิดของตนจึงยิ่งยากแก่การยอมรับ   ยากแก่การยอมจ้องมองเข้าไป   ทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนทำผิด   ได้แต่ผลักไสออกไปให้ห่าง   ทำเป็นไม่รับรู้อะไร   มันง่ายกว่าการยอมรับว่าตนเองผิด


ฟาหยางนิ่งไปเล็กน้อย   มือที่ฝนน้ำหมึกชะงักไป   นางเป็นคนนอก   หากมองจากตรงนี้ก็คล้ายจะเข้าใจ   แต่ความเข้าใจกับความรู้สึกล้วนแต่เป็นคนละเรื่องกัน   และผู้ถูกกระทำก็เป็นคนที่นางพึงใจ   อย่างไรก็อดลำเอียงไม่ได้จริงๆ


หญิงสาวชะงักไปอีกรอบกับคำที่โผล่มาในศีรษะตน   บุรุษที่นางพึงใจหรือ?   แต่คำนี้ก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกแย่อะไร   ที่จริงยังออกจะอุ่นๆในใจดี


นางละมือจากการฝนหมึกโดยไม่พูดอะไร   นางขยับไปล้างมือในอ่าง   เช็ดให้เรียบร้อย   ก่อนจะเดินไปยังกาน้ำชาที่ไม่มีควันแล้ว   มันยังอุ่นอยู่นางจึงรินมันลงจอก   พลิกล้างให้จอกอุ่นแล้วเทน้ำชาที่เย็นแล้วทิ้ง   ก่อนจะเทมันลงจอกใหม่อีกครั้ง  


ฟาหยางวางจอกชาลงบนโต๊ะ   ท่าทางลังเลไม่มั่นใจ   แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าว่างเปล่าของชายหนุ่มในหัวข้อสนทนานางก็เอ่ยออกไป “คุณชายรู้สึกกังวลต่อความรู้สึกของใต้เท้าเสมอ   แล้วใต้เท้าเล่าเจ้าคะ   รู้สึกผิดต่อคุณชายบ้างหรือไม่เจ้าคะ”


ชายชราเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าที่เคยเรียบดุมีรอยอ่อนล้า   เขาถอนหายใจยาว   ท่าทางดูราวกับเขาแก่ลงไปอีกหลายปี   คำตอบที่เอยก็ดูเลื่อนลอย   ไร้เรี่ยวแรงไร้พลัง   ไม่รู้ว่าเพราะความเศร้าโศกในใจหรือเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี


“ข้ารู้สึกผิดมาตลอด   ข้ารู้ดีว่านี่ล้วนแต่เป็นผลลัพธ์จากความผิดบาปของข้าเอง”


“เช่นนั้นพวกท่านก็ควรคุยกัน”


“มันสายเกินไปแล้ว” เขาว่า   ส่ายศีรษะช้าๆอย่างอับจนหนทาง “หากข้าไม่สั่งให้กลับจวนมาบ้างเจ้านั่นก็คงไม่โผล่มาแล้ว   เด็กนั้นต่อต้านข้าทุกทาง   ทั้งที่รู้ว่าพี่ชายมีโอกาสได้เป็นถึงฮ่องเต้ก็กลับไปเข้าข้างคู่แข่งอย่างองค์ชายมู่หลง   เจ้าเด็กนั้นคงเกลียดข้าจนไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว”


“ทำได้หรือไม่ได้หากไม่ลองย่อมไม่มีทางรู้หรอกนะเจ้าคะ” ฟาหยางว่าพลางขยับห่างออกมา   ก้มศีรษะลงเกือบเป็นการร้องขอ “โปรดลองเปิดใจสนทนากันสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ   ปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมมีแต่คนเสียใจ”


ขุนนางซือไม่ได้ตอบอะไรเพียงนิ่งมองนาง   หญิงสาวก็เพียงว่าจะไปเตรียมขนมมาให้   ร่างเพรียวลุกไปหยิบจับกาน้ำชา   เทน้ำชาที่เริ่มเย็นแล้วทิ้งเพื่อเตรียมต้มน้ำใหม่   นางเคลื่อนไหวต่อเนื่องลื่นไหลราวกับไม่รับรู้ถึงสายตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องนิ่งมาที่ตน


แค่เขาไม่เอ่ยปากไล่นางออกจากห้องก็บุญโขแล้ว


ฟาหยางเดินไปที่ประตูเชื่อมยังห้องอเนกประสงค์   กำลังนึกว่ามีขนมอะไรที่ทานคู่กับน้ำชาได้บ้าง   มีหลายอย่างที่พ่อบ้านและชางหมินหามาเก็บเผื่อเอาไว้   แม้นางจะไม่มีความสามารถในการทำขนมแต่เรื่องขนมที่เหมาะทานคู่กับน้ำชานางค่อนข้างมีความรู้ดี   ที่จริงก่อนหน้านี้เฟยลี่ก็เคยถามตนว่าความรู้พวกนี้ไปร่ำเรียนมาจากที่ใด   จะให้ตอบไปตามตรงว่าเหล่าพี่สาวคนามในหอนางโลมล้วนแต่เป็นผู้สอนสั่งผสมกับเรียกใช้งานจนตนเองคุ้นเคยก็ไม่กล้าเอ่ยออกไป   เด็กสาวยังอ่อนวัยเกินกว่าต้องมารู้จักกับอะไรแบบนี้


หญิงสาวถือจานขนมเดินมาวางไว้ที่ข้างจอกน้ำชา   กำลังนึกลำดับว่าตนควรทำอะไรต่อไป   ชายแก่ก็เอ่ยขึ้นมา


“เจ้าดูจะใส่ใจชางหมินมาก   ทั้งยังมากกว่าที่ข้าคาดไว้ไปมาก” เขาถาม   ดวงตาคมดุพลันเฉียบแหลมจนราวกับพุ่งทะลุทลวงเข้าไปในอก “เจ้าเป็นสาวใช้ของสกุลเหวินไม่ใช่หรือ   หรือข้าเข้าใจสถานะใดของเจ้าผิดไป”


ฟาหยางนิ่งไปเล็กน้อย   แววตาเรียบเฉยกลับมีรอยเยียบเย็นจนเหน็บหนาวขึ้นมา   มันอ้างว้างว่างเปล่า   ทั้งยังลึกเกินกว่าจะเป็นความเจ็บปวดเพียงชั่วครั้งชั่วคราวที่ผ่านมา


“เพราะไม่ควรมีใครมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่เหลือใครแล้วนอกจากตนเอง   มันเจ็บปวดเกินไป” นางหลุบตาลง   พึ่งจะรู้สึกตัวว่ามีอารมณ์บางอย่างผ่านตนมากเกินไป “การรับรู้ว่ายังมีใครสักคนที่เป็นครอบครัวของเรารักเราและรอเราอยู่มันเป็นเรื่องที่ดีและอบอุ่นมากนะเจ้าคะ   ไม่ว่าจะเพื่อน   หรือคนรักก็ไม่อาจมีค่าทดแทนกันได้”


หญิงสาวว่าจบก็นิ่งไป   รู้สึกว่าตนดูจะปล่อยให้อารมณ์ของตนเองเข้าไปมีผลต่อการกระทำมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น   พอดีกับพ่อบ้านสูงวัยกลับเข้ามาหลังจากรับประทานอาหารแล้ว   นางจึงได้โอกาสเร่งขอเปลี่ยนตัว  


นางถอยออกมา   ยอบตัวลงด้วยท่าทีนุ่มนวลอ่อนหวาน   มุมปากยกเป็นรอยยิ้มจางๆแสนเศร้า “ตราบใดที่ยังมีชีวิต   ตราบใดที่มืออุ่นๆนี้ยังเอื้อมออกไปถึงก็พยายามเถิดเจ้าค่ะ   พยายามคุยกัน   พยายามทำความเข้าใจ   ให้รู้ว่าเขายังมีใครอีกคนที่ใส่ใจรอเขาตรงนี้   ให้ความรักมันมีค่าเถิดเจ้าค่ะ”


นางกล่าวเพียงแค่นั้น   เอ่ยขอตัวสั้นๆ   ก่อนจะหันหลังจากไปโดยไม่เอ่ยอะไรอีก








--------------------------------------------

TALK

ยังเปิดโปรเป็นช่วงปล่อยความหวานของสองคนนี้ไปอีกพักนึงก่อน 5555 เดี๋ยวกลับไปหาไป๋หลันที่จะเป็นช่วงเนื้อเรื่องหนักแล้ว   หยางหยางเราจะไปผจญเคราะห์กรรมอีกยก   ให้หยางหยางได้พักเหนื่อยก่อนเนอะ

กำลังอยู่ระหว่างเกลาต้นฉบับฮะ แล้วเดือนนี้แสงมีบินไปต่างประเทศด้วยเลยอาจจะช้าหน่อยน้า

แต่สัญญาว่าจะลงให้อ่านจนจบแน่นอนค่ะ (แต่ตอนพิเศษขออุบไปลงในเล่มน้า)

ไว้พบกันใหม่นะคะ

แสงเพลิง






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 275 ครั้ง

518 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 กันยายน 2562 / 23:45
    หยางหยางไปเจออะไรม๊าาาาา
    #460
    0
  2. #459 Sweetsmile2557 (@Sweetsmile2557) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 21:36

    ถ้ายังมีชีวิตก็ทำให้เข้าใจกันเถอะ เพราะหากอีกฝ่ายไม่อยู่แล้วถึงตอนนั้นคงต้องเสียใจที่ไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน......^_^

    #459
    0
  3. #458 licey (@licey) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 16:40
    ชอบการพูด ภาษาที่ใช้ และความคิดของหยางๆมาก มันนุ่มนวล แต่ก็กระแทกลงบนแผลแบบจังๆ
    #458
    0
  4. #457 ทองม้วน (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 15:22

    ไรท์เดินทางปลอดภัยค่า ท่านตา ชางหมิน หยางหยาง จะช่วยเอง๕๕

    #457
    0
  5. #454 The angle black (@bumzazatv) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 00:55
    ถ้าหยางหยางอยู่ในโลกปัจจุบันคงเป็นนักจิตวิทยาที่เก่งมากๆแน่เลย 555+
    #454
    0
  6. #453 What&Why (@enjoyyyyy) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 22:50
    ถ้าเข้าใจกันได้มันก็ดีกว่าจริงๆ อย่างที่ฟาหยางพูดนั่นแหละมันใช่สุดๆเลย
    #453
    0
  7. #452 Poonchanit (@poonchanit) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 22:40
    ขอบคุณมากค่ะ
    #452
    0
  8. #451 puynaruk2499 (@puynaruk2499) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 22:14

    เอาอีกๆๆๆๆ
    #451
    0