ตอนที่ 12 : Chapter 11 : เสียงคำรามของปีศาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    16 ม.ค. 58

Chapter 11 : เสียงคำรามของปีศาจ

 


“เฮ้!!เธอกำลังพูดตลกอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ??ให้มิยองรับผิดชอบทั้งหมดคนเดียวเนี่ยนะ!!จะบ้าไปแล้วหรือไง กายูน!!” จองซูยอนตะโกนใส่อีกคนอย่างเหลืออดหลังจากที่ได้รับคำสั่งมาสดๆร้อนๆ เพราะเช้าวันนี้เป็นวันแรกที่ยองกวางจัดงานสถาปนาโรงเรียนจึงทำให้ห้องมัธยมสี่ห้องเอต้องมารวมตัวกันแต่เช้าแบบนี้และเสียงเอ็ดตะโรของสาวสวยประจำห้องทำให้เพื่อนๆทั้งครึ่งห้องที่มาช่วยงานในวันแรกหันมามองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว


“ไหนๆเพื่อนของเธอก็เป็นลูกศิษย์คนโปรดของอาจารย์ยองแอไม่ใช่หรือไงก็ไม่น่าจะเกินความสามารถหรอกมั้ง”


“งั้นเธอก็ให้ฉันหรือวิกตอเรียไปช่วยมิยองคนหนึ่งสิ!!


“มาให้พวกฉันเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วแต่งชุดเมดบ้าบอแบบนี้ฉันไม่บ่นหรอกนะ แต่ไอ้ที่เธอให้มิยองไปรับผิดชอบเรื่องขนมกับเครื่องดื่มคนเดียวแบบนี้มากไปหน่อยมั้ง”


“วันนี้ห้องเรามีไม่ถึงยี่สิบคนเองนะที่มาช่วยงานน่ะ ถ้าให้เธอคนใดคนหนึ่งไปช่วยเพื่อนเธอแบบนั้นเกิดรับลูกค้ากันไม่ทันจะทำยังไงไม่ทราบ!!” จียุนสวนกลับไปเสียงกระด้าง


“แล้วใครมันคิดพิลึกแบ่งกันทำงานวันละครึ่งห้องกันล่ะยะ!!” วิกตอเรียแผดเสียงแหลมอย่างเอาเรื่อง “ห้องเรามีแค่สามสิบคนเองนะ!!สามสิบ!!แล้วปีนี้ห้องเราก็ทำร้านใหญ่กว่าปีของรุ่นพี่ด้วยรองรับคนตั้งสิบห้าโต๊ะแล้วไหนจะยังลูกค้าที่ซื้อกลับบ้านอีกแล้วดูเธอจัดสรรคนสิ!!มันสมดุลกันที่ไหนล่ะ!!


“สามคนไปแจกใบปลิวหน้าโรงเรียน อีกสองคนไปแจกใบปลิวในงาน เด็กเสิร์ฟชายหญิงอย่างละสองแล้วไม่นับพวกสมาชิกชมรมเต้นและการแสดงที่ไปช่วยงานทางชมรมอีกสามคนหนึ่งในนั้นรวมยัยฮยอนอาเพื่อนของเธอด้วยแล้วอีกสองคนที่เหลือไม่ทราบว่าจะเอาไว้ทำอะไรยะ ไม่เอามาช่วยมิยองล่ะ”


“ก็เด็กล้างจานไง” กายูนลอยหน้าลอยตาตอบในแบบที่ซูยอนและวิกตอเรียอยากจะจิกหัวตบสักทีสองทีนักเชียว


“เด็กล้างจานสองคน!!ทำไมไม่มีแค่คนเดียวแล้วเอาอีกคนมาช่วยมิยองล่ะยะ!!” ซูยอนตวาดแว้ดด้วยความโมโห


“...ฉันทำได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก” เสียงหวานแหบรีบพูดขึ้นก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปยิ่งกว่านี้ทำให้เพื่อนทั้งสองที่กำลังของขึ้นเงียบไปทันที ฮวังมิยองในชุดนักเรียนเรียบร้อยส่งยิ้มบางให้เพื่อนสาวคนสนิททั้งสองเพื่อจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงมากเกินไปนัก รอยยิ้มของมิยองทำให้คนที่กำลังหัวเสียจำต้องถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด


..กี่ครั้งแล้วที่มิยองยอมให้ยัยตัวแสบพวกนั้นเอาเปรียบและกลั่นแกล้งโดยไม่ทำอะไรแบบนี้..


สุดท้ายแล้วซูยอนและวิกตอเรียก็ต้องยอมไม่เอาเรื่องเพราะรอยยิ้มและแววตาเว้าวอนของมิยองอีกตามเคย เพื่อนทั้งสองปรายตามองกายูนและจียุนที่เดินนวยนาดออกไปแจกใบปลิวในงานด้วยแววตาชิงชัง


..ไอ้งานแจกใบปลิวในโรงเรียนน่ะสบายที่สุดเสียด้วยซ้ำอยากจะไปแรดไปอ่อยเด็กผู้ชายจากโรงเรียนอื่นที่มางานวันนี้ให้เต็มที่สินะ ยัยพวกนี้!!!..


สองสาวพามิยองเดินเข้าไปถามเพื่อนผู้ชายสองสามคนที่มาช่วยงานในวันนี้จัดเตรียมตกแต่งร้านที่ได้จากการทำเรื่องขอยืมห้องอาหารพิเศษของอาจารย์ในโรงเรียนมาเป็นร้านเค้กเฉพาะกิจ เผื่อว่าจะได้ช่วยอะไรบ้างพอได้รับคำตอบว่าไม่ต้องพร้อมรอยยิ้มจริงใจ ทั้งสามก็ตกลงว่าจะทำอะไรดีก่อนช่วงเวลาร้านเปิดซึ่งเหลืออีกหลายชั่วโมงอยู่


“รุ่นพี่มีแสดงเปิดงาน...” มิยองพึมพำเสียงเบาพร้อมก้มหน้างุดเพื่อหลบสายตากรุ้มกริ่มของเพื่อนสาวทั้งสอง


“เราพามิยองน้อยไปดูรุ่นพี่เหมันต์ที่รักร้องเพลงเปิดงานก่อนดีกว่าแล้วค่อยกลับมาเตรียมตัวกัน ร้านเราเปิดตั้งสิบโมงนี่นะ” วิกตอเรียยิ้มล้อเลียนเพื่อนสาวขี้อายแต่ซูยอนกลับมีสีหน้ากังวลแทน


“แต่เราจะเตรียมขนมทันเหรอ ของก็ยังไม่ได้ซื้อเลยนี่นา อะไรก็ยังไม่ได้เตรียมสักอย่าง..”


แต่เสียงกริ๊ตกร๊าดจากนักเรียนหญิงหลายคนกลับดึงความสนใจจากพวกเธอไว้ทันที ซูยอนและวิกตอเรียร้องอุทานออกมาอย่างตกตะลึงเรียกมิยองให้มองไปยังทิศทางเดียวกัน ร่างเล็กคุ้นตาสวมเสื้อกล้ามสีดำเข้ารูปทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวแบบไม่ติดกระดุมกับกางเกงยีนส์เข้ารูปสีเดียวกับเสื้อกล้ามและรองเท้าหนังราคาแพง สร้อยคอเส้นบางและจี้รูปเกล็ดหิมะที่ทำจากเงินเป็นประกายวาววับสะดุดตาพาดบนลำคอขาว..แต่นั่นก็ยังไม่เท่า..


..เรือนผมสีน้ำตาลเข้มกัดปลายทองอ่อนแบบที่สะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกเห็นและผมหน้าม้าที่เคยยาวปิดคิ้วบางของแทยอนถูกเปลี่ยนเป็นสีบรอนซ์ทองขับให้ดวงหน้ากระจ่างใสที่เรียบตึงจนติดเย็นชานั้นชวนมอง..แม้ใบหน้าใสจะคงความเย็นชาแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือแววตาคู่นั้นยามที่ทอดมองมายังเธอ..


แววตาของเขาช่างอ่อนโยนนักยามที่ได้มองเด็กสาวที่ชื่อฮวังมิยอง


..เขา..ผมยาวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ.. มิยองได้แต่คิดในใจขณะที่ดวงตาหวานใต้กรอบแว่นยังคงถูกตรึงด้วยดวงตาของคนตัวเล็กผมทองที่เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ สองตาก็ไม่อาจละไปไหนได้เลย ดวงตาหวานเหลือบมองเรือนผมสีทองที่ยาวประบ่าอย่างที่ไม่มิยองเองก็ไม่รู้ว่าผมของเขายาวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่อาจเพราะความใกล้ชิด..เลยทำให้เธอไม่อาจสังเกตว่าจากผมสั้นคลุมท้ายทอยเมื่อครั้งแรกที่พบกันตอนนี้มันยาวเกือบประบ่าและผมหน้าม้าที่เคยยาวปิดคิ้วบางบัดนี้กลับยาวพอที่เจ้าตัวจะปัดรวมไว้ข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกะกะต่อการมองเห็น


แต่ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็แล้วแต่..มิยองปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคิมแทยอนที่ยืนตรงหน้าเธอตอนนี้..


..เขาดูดีมากจริงๆ..


ดูดีเสียจน..หัวใจของเธอเต้นแรงไม่หยุดเลยล่ะ..


“ฉัน..เอาของมาส่ง..” เสียงหวานนุ่มพูดเกริ่นเพื่อทำลายความเงียบที่น่าขัดเขิน ร่องรอยสีชมพูเรื่อปรากฏบนโหนกแก้มใสของเขาอย่างหาได้ยาก ..คนพูดน้อยแถมเย็นชาจนคนรอบข้างหวาดกลัวเกินที่จะกล้าเข้าใกล้กำลังขัดเขินกับสายตาหวานๆของเด็กสาวแว่นหนาที่กำลังจ้องมองเขาชนิดตาไม่กะพริบ แทยอนหันไปเรียกรุ่นน้องในชมรมให้หอบลังกระดาษลังใหญ่ที่บรรจุข้าวของจำเป็นและกล่องกระดาษที่บรรจุขนมหลากหลายชนิดเข้ามาด้านในร้านที่จัดแต่งเกือบเสร็จแล้ว


“ของ????”


“อืม..ฉันไปสั่งขนมจากร้านประจำเมื่อวานก่อนกลับบ้านรวมถึงไปขอยืมของที่จำเป็นสำหรับวันนี้มาจากห้องที่ทำร้านกาแฟปีที่แล้วด้วย” แทยอนตอบคำถามของซูยอนและวิกตอเรียแทนคนที่เอาแต่ยืนเงียบจ้องหน้าเขานิ่ง คนตัวเล็กพยายามไม่สบตาหวานๆของเธอเพียงเพราะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับสีผมใหม่ของตัวเองนัก “ทุกอย่าง..เรียบร้อยดีนะ”


“เรียบร้อยดีค่ะว่าแต่พี่เหมันต์ดูดีจังเลยนะคะ” วิกตอเรียเอ่ยชมเสียงใสแบบที่แทยอนสัมผัสได้ว่ามันเต็มไปด้วยความจริงใจไร้การเสแสร้ง


“สีผมนี้เหมาะกับพี่จริงๆนะคะเนี่ย” ซูยอนชมบ้างพร้อมส่งยิ้มกว้างกลับมาให้


แต่แทยอนเพียงแค่พยักหน้าน้อยๆแล้วหันไปจ้องคนที่เอาแต่ยืนเงียบด้วยแววตาเหมือนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก แต่เชื่อเถอะว่าแค่มิยองเอ่ยปากชมมาคำเดียวก็สามารถเรียกความมั่นใจของแทยอนได้มากโขเลยล่ะ “ฉัน..ดูเป็นยังไงบ้าง”


“เอ่อ..คือ....” เสียงหวานพูดได้เท่านั้นก็เงียบไป พวงแก้มนวลสีเลือดฝาดกลับขึ้นสีจัดก่อนสาวเจ้าจะก้มหน้างุดหลบสายตาและซ่อนพวงแก้มสีแดงของตัวเองเสียอย่างนั้น แต่กระนั้นมิยองก็เลือกที่จะพูดออกไปตามตรง “รุ่นพี่..ดูดีมาก..จริงๆค่ะ..คือ..รุ่นพี่ทำผมสีนี้แล้ว...”


“....แล้ว..”


“........หล่อ...มากค่ะ...”


สองคำที่แสนสั้นแต่น่าแปลกที่กลับเรียกพวงแก้มใสของคนเย็นชาให้แดงเรื่อแบบที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นนัก ใบหน้าของแทยอนแดงก่ำจนดูน่ารักเสียจนสมาชิกหนุ่มๆที่ยังคงหลงเหลือในร้านเค้กเฉพาะกิจแห่งนี้ต่างครางออกมาด้วยความหลงใหลกับความน่ารักที่หาดูได้ยากนั้น คิมแทยอนกระแอมไอสองสามครั้งเพื่อแก้เขินหลังจากยืนอึ้งกับคำฮุกแสนเบาแต่กระแทกเข้ากลางใจจังๆจากเด็กสาวขี้อายเบื้องหน้า


“..แล้วเธอชอบหรือเปล่า” เอ่ยถามอีกครั้งคล้ายจะขอความมั่นใจ อีกฝ่ายเพียงแค่หยักหน้าหงึกๆตอบกลับมาให้เขาได้ยิ้มออก “ถ้าเธอชอบ..ฉันก็ดีใจ..” กล่าวแสนเบาให้ได้ยินกันแค่สองคนแล้วก็ต้องกระแอมไออีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบ “อืม..อีกไม่ถึงชั่วโมงฉันกับพี่ชายของเธอต้องร้องเพลงเปิดงานในฐานะตัวแทนของชมรมดนตรีสากล....”


“.....ค่ะ”


“เธอ..จะไปดูใช่ไหม?”


ฮวังมิยองเงยหน้ามองคนตัวเล็ก ..เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดที่เห็นแววตาเว้าวอนในดวงตาสีโกโก้ของคิมแทยอน เขากำลังยืนรอเพื่อขอคำตอบว่าเธอจะไป.. ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้างจนดวงตายิบหยีแม้พวงแก้มจะยังคงสีเรื่อพร้อมกับเอ่ยคำตอบแบบที่ทำให้แทยอนยิ้มออกมาด้วยความพอใจ


“ฉันจะไปแน่นอนค่ะ...”

 

................................................................................................................................................................................

               

“มากันแล้วเหรอ??” ควอนยูริร้องทักขึ้นอย่างร่าเริง ร่างสูงก้าวยาวๆเข้ามาคว้ามือของซูยอนไปจับทันใจ “เหมันต์จองที่ให้พวกเธอสามคนไว้แล้วล่ะ” คนผิวเข้มยิ้มกว้างให้รุ่นน้องอีกคนสองคนที่ยืนตาแป๋วพอเห็นสีหน้าสงสัยของรุ่นน้องคนสำคัญของเพื่อนตัวเล็กก็อธิบายต่อ “ที่นั่งของสภานักเรียนน่ะ..นั่งรวมกับผู้อำนวยการพ่อของเจ้าวสันต์มัน”

           
“จะ จะดีหรือคะรุ่นพี่ยูริ”

               
“ดีสิใครว่าไม่ดี” ยูริยิ้มแฉ่งเหมือนไม่ใช้เรื่องสำคัญอะไรนัก “ไหนๆก็ไหนๆแล้วรู้จักกันไว้เถอะลุงอิมน่ะใจดีจะตายไป..อีกอย่างเธอควรจะทำความรู้จักกับท่านไว้นะเพราะสำหรับลุงอิมแล้ว..ไอ้เหมันต์เปรียบเสมือนลูกคนอีกคนเชียวล่ะ”

               
“มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากพ่อคนที่สองของไอ้เหมันต์อยากจะรู้จักเจ้าหญิงของมันหรอกใช่ไหมล่ะ???”

 


พิธีเปิดงานโรงเรียนถูกจัดในห้องประชุมใหญ่ซึ่งเป็นห้องประชุมเดียวกับที่พวกเธอเคยไปนั่งฟังอบรมจริยศาสตร์ที่แสนน่าเบื่อเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากเป็นที่เดียวที่สามารถจุนักเรียนทั้งโรงเรียนได้อย่างไม่แออัด จากที่ฟังจากยูริระหว่างที่เดินมาห้องประชุมนี้ก็ทำให้พวกเธอพอจะรู้คร่าวๆว่าพิธีเปิดงานจะเริ่มจากรองผู้อำนวยการจะขึ้นมาปราศรัยสองสามประโยคก่อนจะเริ่มเปิดการแสดงด้วยเพลงบรรเลงหนึ่งเพลงจากวงออร์เคสตราของชมรมดนตรีสากล หนึ่งเพลงของชมรมเต้น จากนั้นจึงปิดด้วยการโชว์พลังเสียงจากสุดยอดนักร้องจากชมรมดนตรีสากลอีกเช่นกัน ซึ่งสุดยอดนักร้องนี้ได้การันตีด้วยตำแหน่งประธานชมรมและรองประธานชมรมของโรงเรียนยองกวาง


ร่างบอบบางของฮวังมิยองถูกจัด(กึ่งบังคับ)ให้นั่งลงข้างร่างใหญ่ของชายวัยกลางคนซึ่งมิยองจำได้ว่าเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนและยังเป็นหนึ่งในห้าคณะกรรมการที่ร่วมทดสอบความสามารถของเธอในตอนสอบเข้าด้วย ผู้อำนวยการอิมเป็นชายร่างใหญ่หน้าตาดูใจดี เรือนผมสีดอกเลาไว้รองทรง ดวงตาสีนิลดูอบอุ่นและมีเมตตาเหมือนยุนอาไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนที่นั่งถัดไปเป็นที่นั่งของยุนอาและยูริตามลำดับ ผู้อำนวยการส่งยิ้มอบอุ่นให้เด็กสาวที่ผงกศีรษะทักทายด้วยท่าทีขัดเขินและผายมือเชื้อเชิญด้วยท่าทางใจดี


“...เราเพิ่งพบกันครั้งแรกสินะ..หนู...”


“ฮวังมิยองค่ะ..” มิยองยิ้มขัดเขิน และรอยยิ้มใจดีของชายตรงหน้าก็ทำให้เด็กสาวคลายความเกร็งไปมาก


“มิยอง..แปลว่ากลีบดอกไม้ที่บอบบาง..” เขายิ้มบางขณะที่ดวงตาสีนิลมองเธอด้วยแววตาพินิจแต่ไม่มากจนพาลให้เธอใจฝ่อ ก่อนรอยยิ้มจะกว้างขึ้นเหมือนยินดีกับอะไรบางอย่างในใจ “..สมแล้วที่ฤดูหนาวจะปกป้องมากกว่าทำร้าย..” ครั้นเห็นคนที่อ่อนกว่าทำหน้างุนงงเล็กๆก็เสเปลี่ยนเรื่องไปเสียอย่างนั้น “ฉันรู้จักแทยอนมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก..เมื่อก่อนเขาเป็นเด็กน่ารัก ร่าเริงและซนที่หนึ่งเชียว..แต่พอแม่เค้าตายหลายๆสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นก็กลืนกินความร่าเริงและรอยยิ้มของเขาไปเสียอย่างนั้น...พ่อเค้าเองก็เอาแต่โหมงานจนกลายเป็นว่าไม่มีเวลาให้ เพราะต้องพยายามยืนหยัดและทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอดเลยทำให้เค้ากลายเป็นคนเย็นชาก็ได้กระมัง..”


“..แม้คนอื่นจะมองเค้าว่าเย็นชาแต่สำหรับหนู..เค้าคือฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่นค่ะ” เสียงหวานแหบของเด็กสาวแว่นหนาและรอยยิ้มอ่อนที่ระบายบนใบหน้าหวานทำให้ชายร่างใหญ่หยุดพูดเพื่อตั้งใจฟัง “ส่วนเรื่องพ่อของรุ่นพี่..หนูคิดว่าท่านคงมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นค่ะ..เพียงแต่อาจเป็นเหตุผลที่บอกใครไม่ได้หรือเป็นเหตุผลที่ใครไม่อาจเข้าใจไปมากกว่าตัวเองบางสิ่งบางอย่างยังต้องใช้เวลาในการรักษาความสัมพันธ์ของรุ่นพี่กับคุณพ่อเองก็เช่นกัน..บางทีเวลาอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาได้แม้อาจจะนานสักหน่อยแต่หนูเชื่อว่ารุ่นพี่กับคุณพ่อจะเข้าใจในสักวันแน่นอนค่ะ”


ริมฝีปากหนาของผู้อำนวยการอิมคลี่ยิ้มกว้างอย่างนึกถูกใจในคำพูดคำจาของเด็กสาวธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นคนนี้..คราวแรกก็นึกแปลกใจอยู่ว่าทำไมเด็กที่เงียบขรึมไม่สนใจใครอย่างคิมแทยอนถึงให้ความสนใจกับเด็กคนนี้นัก แต่พอวันนี้ได้มาพบหน้าและได้ฟังคำพูดของเด็กสาวมิยองคนนี้เขาก็พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าทำไม


..เหมือนนัก..เหมือนกันเหลือเกิน..เด็กคนนี้ช่างเหมือนกับหญิงสาวผู้เป็นรักเดียวของคิมซูฮยอนนัก..


“...เหมือน..หนูเหมือนผู้หญิงคนนั้นมาก..ฉันพอจะรู้แล้วว่าทำไมแทยอนถึงเลือกเธอ”


ฮวังมิยองเอียงคออย่างสงสัยแต่กลับไม่ถามอะไรออกไปอย่างที่ใจคิด เธอเพียงแต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจขณะที่คนตรงหน้าเอาแต่มองเธอด้วยแววตาอบอุ่นเช่นเดิม


“เมื่อก่อนผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของแทยอนมีเพียงแค่คนเดียวคือ เบซูจี แม่ของเขา..แต่ตอนนี้หนูคือผู้หญิงคนสำคัญอีกคนในชีวิตของคิมแทยอน..” เสียงทุ้มลึกกล่าวด้วยสุ่มเสียงอ่อนโยน ฝ่ามือกร้านลูบเรือนผมนุ่มของเด็กสาวอย่างนึกเอ็นดูนัก “แม้เปลือกนอกของแทยอนจะเข้มแข็ง..แต่หัวใจของแทยอนอ่อนไหวกว่าใครแล้วฉันก็มั่นใจว่าข้อนี้หนูรู้ดี..เพราะฉะนั้นคอยประคับประคองแทยอนแบบนี้ตลอดไปนะ เพราะหนูคือความแข็งแกร่งของแทยอน”


บทสนทนาของผู้อำนวยการและเด็กสาวฮวังมิยองดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ยูริและยุนอาต่างฉีกยิ้มกว้างพอใจให้กันเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวัง ดูเหมือนพ่อของยุนอาจากโปรดปรานมิยองมาก..นี่แหล่ะที่พวกเขาหวังกันไว้เพียงเพราะนอกจากพ่อของยุนอาจะเป็นคนที่แทยอนนับถือเหมือนพ่ออีกคนแล้วยังเป็นเพื่อนสนิทของพ่อแทยอนด้วย ฉะนั้นคงไม่แปลกที่พวกเขาอยากจะให้ทั้งสองคนรู้จักกันไว้..เพื่อว่าถ้าอนาคตข้างหน้าหนทางของทั้งคู่ไม่ราบรื่นอย่างน้อยก็ยังมีตัวช่วยคนสำคัญ


แสงไฟในห้องประชุมใหญ่ดับสนิทเมื่อการแสดงของชมรมเต้นได้เริ่มขึ้น ไฟจากสปอร์ตไลท์ส่องไปบนเวทีพร้อมกับผ้าม่านสีแดงสดถูกร่นเปิด เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังตามมาเมื่อฉากหลังผ้าม่านได้ปรากฏให้ได้เห็น พื้นที่บนเวทีถูกเนรมิตขึ้นประหนึ่งโรงอุปรากร เสียงดนตรีที่ถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่ด้วยฝีมือของประธานและรองบประธานชมรมถูกสมาชิกวงออร์เคสตราสิบกว่าชีวิตบรรเลงผสมผสานกับเสียงออร์แกน กลองชุด ฮาร์โมนีกาและกีตาร์ไฟฟ้าอย่างลงตัวเสมือนถูกแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ของผู้เรียบเรียงที่สามารถจับเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดมาบรรเลงร่วมกันได้ลื่นหูก่อนที่สมาชิกของชมรมเต้นจะปรากฏตัวบนเวทีวาดสเต็ปแด๊นซ์อย่างพร้อมเพรียงและหนักหน่วงตามจังหวะ


เด็กนักเรียนหญิงที่มิยองไม่คุ้นหน้าในชุดเดรสเกาะอกสีขาวลุกขึ้นบรรเลงท่วงทำนองที่แปลงจากเพลงยอดนิยมในอดีตด้วยฟลุตสีทองและเมื่อเพลงบรรเลงจบลงนักเต้นอีกชุดก็ขึ้นมาแสดงความสามารถด้วยเพลงเดียวกัน ผู้อำนวยการอิมชวนมิยองคุยเป็นพักๆถึงเรื่องการแสดงบนเวทีบทสนทนาจะวนเวียนอยู่แค่การวิจารณ์การแสดงและมิยองเองก็ได้แต่พยักหน้าเออออไปตามระเบียบเพราะตอนนี้ดวงตาหวานกำลังมุ่งความสนใจกับการแสดงสุดท้าย..


“คอยดูนะมิยองน้อย...ต่อจากนี้ไปจะเป็นเสียงคำรามของปีศาจแห่งชมรมดนตรีสากลล่ะ” ซูยอนที่นั่งอยู่เคียงข้างเอนกายมากระซิบกับเพื่อนสาว คำบอกนั้นทำให้มิยองหันมามองใบหน้าสวยคมเล็กน้อยอย่างสงสัยก่อนจะหันกลับไปสนใจบนเวทีแทนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวกลับไปสนใจกับการแสดงบนเวทีอีกครั้ง


และเธอก็ได้เข้าใจเมื่อเสียงโซโล่กีตาร์ของรุ่นพี่ผู้ชายเจ้าของเรือนผมสีเงินจบลง..


..เด็กสาวผมสีบรอนซ์ทองไว้ยาวประบ่า เรือนร่างเล็กแต่แข็งแรงสวมเสื้อกล้ามสีดำอวดหน้าท้องขาวที่มีกล้ามหน้าท้องบางๆตามประสาคนชอบออกกำลังกายทับด้วยเสื้อนอกสีดำที่ทำจากขนนกสีเดียวกัน เครื่องแต่งกายสีดำทำให้ดวงหน้ากระจ่างที่แต่งจนเข้มล้อมด้วยเรือนผมสีทองดูดีราวกับเจ้าชาย..แต่มิใช่เจ้าชายแห่งดินแดนสวรรค์หรือเทพบุตรอย่างที่มิยองเคยพบเจออยู่ทุกวี่วันหากแต่เป็นเจ้าชายแห่งแดนปีศาจที่ลึกลับน่าค้นหา..





ฉันรอคอยอยู่ในอุโมงค์ยาว มาชั่วขณะหนึ่งแล้ว Night And Dayทั้งวันและคืน

ได้ยินเสียงคำรามยังกับว่าข้างในของฉัน มันจะระเบิด

ตอนนี้มันไม่สามารถหยุดได้แล้ว

               
เสียงหวานนุ่ม..ไม่หวานใสแต่ดังก้องกังวานสะกดผู้ฟังเสียงอยู่หมัด ฮวังมิยองได้แต่นั่งตะลึงกับเสียงของแทยอนที่เพิ่งได้ฟังเป็นครั้งแรก..สมแล้วกับตำแหน่งรองประธานชมรมและตำแหน่งสุดยอดนักร้องนำของโรงเรียน ทั้งสีหน้า แววตา อารมณ์และเสียงร้องต่างผสมผสานกับบทเพลงได้อย่างไม่มีที่ติ

               
..เชื่อแล้ว..คิมแทยอนเกิดมาเพื่อเป็นนักดนตรีจริงๆ..


Run Devil Run Run Devil Run

ไม่มีแม้ความเมตตา น้ำตาก็ไม่มี

ฉันจะทำลายมันให้หมด ทุกสิ่งทุกอย่าง        


ร่างสูงคุ้นตาของชิมชางมินในชุดสีดำเฉกเช่นเดียวกันเดินออกมายังหน้าเวทีด้วยท่าทีดุดันไม่เหมือนกับพี่ชายที่แสนดีที่มิยองเคยพบ ชายหนุ่มกราดดวงตาที่แข็งกร้าวรับเสียงชื่นชมก่อนจะออกปากร้องประสานเสียงกับแทยอนอย่างลงตัว..ให้สมกับตำแหน่งประธานและรองประธานชมรมดนตรีสากล..ผู้สร้างชื่อให้โรงเรียนมัธยมเอกชนยองกวาง


Run Devil Run Run Devil Run

ไม่มีแม้ความรัก ไม่ต้องมาทำหัวเราะ

ตอนนี้แหละ ฉันจะกระทืบเธอให้จมลงไปเลย

               
คำพูดของจองซูยอนที่พูดไว้ก่อนการแสดงชุดนี้จะเริ่มยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แม้ว่ามิยองจะพอเข้าใจในคำพูดนั้นแต่ก็ยังไม่อาจคลายความสงสัยให้เธอได้หมด..แต่พอคนบนเวทีเริ่มออกปากร้องเพลงอีกครั้งมิยองก็เข้าใจในทันที..


Runnnnnn!!!!! Runnnnnn!!!!! Ma Devil's Cry~~


เสียงของแทยอนและชางมินที่คำรามออกมา พลันให้ขนอ่อนทั่วทั้งร่างลุกชันกับน้ำเสียงที่มีพลังมหาศาลในการสะกดใจคนฟัง

               
..เสียงคำรามของปีศาจ..

 

               
“เสียงของพี่เหมันต์ยังน่าทึ่งไม่เปลี่ยนเลยเนอะ” วิกตอเรียชวนเพื่อนทั้งสองคุยหลังจากการแสดงจบลงพร้อมเสียงปรบมือเกรียวกราวประสานกับเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชม

               
และทันทีที่การแสดงจบลงพวกเธอทั้งสามก็รีบออกจากห้องประชุมมาทันทีเพื่อจะไปเตรียมตัวสำหรับการเปิดร้านที่จะถึงในเวลาไม่ถึงชั่วโมงนี้ ส่วนมิยองเอาแต่เดินเงียบไม่พูดไม่จา สีหน้าของเด็กสาวแสดงความผิดหวังเล็กๆทั้งที่ตั้งใจว่าจะรอเจอ แต่เพราะเธอยังมีภาระที่ต้องทำมิยองจึงจำเป็นต้องตัดใจเสียอย่างนั้น

               
..แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ..อย่างน้อยแค่เห็นหน้าก็ยังดีนี่นา..

           
“ทำไมทำหน้าหงอยแบบนั้นล่ะมิยองน้อย??” ซูยอนที่สังเกตเห็นถามอย่างเป็นห่วงเล็กๆเมื่อเห็นสีหน้าหงอยเหงาของเพื่อนสาวขี้อาย มิยองมองหน้าเพื่อนเล็กน้อยแล้วส่ายหน้าพรืดปฏิเสธคล้ายไม่อยากให้เพื่อนต้องเป็นห่วงเธอมากนัก ใบหน้าสวยคมมีแววครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอย่างพอจะเข้าใจสาเหตุ “อยากเจอพี่เหมันต์ก่อนสินะ..”

               
“มิยองน้อยได้รับบทบาทสำคัญทั้งทีก็คงอยากจะขอกำลังใจจากพี่เหมันต์ที่รักก่อนล่ะ” วิกตอเรียพูดเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ “ไม่เป็นไรหรอกมิยองน้อยเดี๋ยวพี่เหมันต์ก็มาหาเธออยู่แล้ว..เดี๋ยวพวกสภานักเรียนก็ต้องมาเดินดูความเรียบร้อยอยู่แล้วล่ะ”

           
พวงแก้มของคนขี้อายแดงเรื่อเล็กๆกับคำแซวของเพื่อนสนิททั้งสองคน ร่างบอบบางเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเรียบร้อยเป็นชุดคล่องตัวอย่างเช่นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกับกางเกงเข้ารูปสีดำแถมท้ายด้วยผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันให้เข้ากับตำแหน่งบาริสตาเพียงคนเดียวของร้าน สีหน้าของเด็กสาวฉายแววหนักใจเล็กน้อยกับสิ่งที่จะต้องรับผิดชอบในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ..แม้ปากจะบอกว่าไหวแต่มิยองก็ไม่อาจเดาได้เลยว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่าในเมื่อลูกค้าก็เข้ามาเรื่อยๆแบบนี้แต่เพราะไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองและเพื่อนคนอื่นๆต้องเป็นกังวลแถมต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ต้องทำเธอเลยเลือกที่จะพูดปฏิเสธความหวังดีเหล่านั้นไป..

               
..ทำให้ดีที่สุดเถอะมิยอง..เธอทำได้อยู่แล้ว..

           
ราวกับเป็นไปตามคาด.. ทันทีที่ร้านเปิดไม่ถึงยี่สิบนาทีลูกค้าก็หลั่งไหลกันเข้ามาจนมิยองแทบตั้งรับไม่ทัน แต่เพราะเด็กสาวตั้งสติได้ทันท่วงทีจึงไม่ค่อยมีปัญหาในช่วงแรกเท่าไหร่นัก ร่างบอบบางทำงานอย่างคล่องแคล่วและต้อนรับลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกายที่แม้ว่าจะมีแว่นสายตาอันโตก็ไม่อาจบดบังดวงตายิ้มที่มีเสน่ห์นั้นได้ เพราะความเป็นกันเองและรอยยิ้มหวานที่แจกจ่ายแก่ลูกค้าที่มาอุดหนุนทำให้เรื่องของระยะเวลาที่อาจจะช้าไปในนิดในการรอเค้กและเครื่องดื่มกลายเป็นปัญหาเล็กไป

               
ฮวังมิยองพ่นลมหายใจออกมาเพื่อระบายความเหนื่อยเล็กๆ แต่พอหันไปมองเพื่อนที่รับหน้าที่เด็กเสิร์ฟในร้านที่กำลังวิ่งวุ่นก็ทำให้เธอเข้าใจว่าพวกเขาเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน..ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนอีกสองคนที่ทำหน้าที่ล้างจานล้างแก้วที่ผลัดมาช่วยเธอเสมอเพื่อให้บริการกับลูกค้าได้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น

               
“พี่ขอคาปูชิโน่เย็นทานที่นี่แก้วหนึ่งครับ”

               
“ค่ะๆ รอสักครู่นะคะ” มิยองตอบขณะกำลังง่วนอยู่กับออเดอร์ล่าสุดจนไม่ได้สนใจเงยหน้ามองเจ้าของเสียงนั้นแม้ว่าจะคุ้นหูแค่ไหนก็ตาม แก้วพลาสติกใส่คาปูชิโน่เย็นส่งให้ลูกค้าเจ้าของออเดอร์มือหนาก็คว้าหมับที่มือของเธออย่างถือวิสาสะทันที คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันอย่างงุนงงก่อนจะชักมือออกอย่างสุภาพ “....รุ่นพี่ซีวอน..”

               
“ดีใจจังที่น้องมิยองจำชื่อพี่ได้เสียที” ซีวอนยิ้มแป้นท่าทางรู้สึกพึงพอใจไม่น้อยที่ได้จับมือกับเธอแม้ว่าตอนนี้มิยองจะดึงมืออกแล้วก็ตามที “เหนื่อยไหมครับ มีอะไรให้พี่ช่วยไหม”

               
“ไม่เป็นไรค่ะ..ขอบคุณมากนะคะ”

               
“น้องมิยองใส่ชุดนี้แล้วน่ารักดีนะครับ” ชายหนุ่มหยอดต่อตบท้ายด้วยรอยยิ้มกว้างที่ชนะใจสาวๆหลายคนมานักต่อนักแต่ดูเหมือนว่าจะใช้กับเด็กสาวตรงหน้าไม่เคยได้ผลเลย

               
“...ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปรุ่นพี่เดินไปนั่งที่โต๊ะดีกว่าไหมคะ พอดีมีลูกค้ารออยู่อีกหลายคนเลยค่ะ”

               
ชเวซีวอนอึ้งไปเล็กๆกับคำพูดนั้น.. เพราะนี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่เด็กสาวตรงหน้าพูดอะไรยาวๆกับเขาแบบนี้ ท่าทางที่จริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายทำให้ความสนใจในตัวฮวังมิยองของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ..เด็กสาวพูดน้อย ขี้เกรงใจแถมค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า(ในความคิดของซีวอน)บทจะจริงจังกับงานขึ้นมาก็ฉะฉานเอาจริงเอาจังน่าดู ..ดูน่ารักดีเหมือนกันแฮะ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอจากด้านหลังเป็นเชิงเร่ง ครั้นจะส่งยิ้มให้เด็กสาวอีกครั้ง มิยองก็หันไปรับแก้วเปล่าที่เด็กเสิร์ฟวางเอาไว้บนเคาน์เตอร์เล็กๆให้กับเพื่อนอีกสองคนแทนส่งผลให้รอยยิ้มกว้างต้องเจื่อนลงไปเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะซึ่งเป็นมุมที่มองเห็นเด็กสาวได้ถนัดแทน..

 

               
ร่างบอบบางเอนตัวพิงเคาเตอร์ด้วยความเมื่อยล้าเล็กๆระหว่างที่ร้านปิดในช่วงพักเที่ยง ฮวังมิยองเดินช้าๆไปนั่งสมทบกับเพื่อนสาวคนสนิททั้งสองที่นั่งพิงกันอย่างหมดสภาพ เธอทิ้งกายลงตรงฝั่งตรงข้ามของเพื่อนสาวแล้วส่งยิ้มอ่อนๆแทนคำตอบเมื่อถูกถามว่าเป็นยังไงบ้างก่อนนั่งฟังคำบ่นมากมายของซูยอนและวิกตอเรียแทน

               
“ชุดบ้านี่..ฉันล่ะอายจริงๆเวลาเดินไปไหนมาไหน” วิกตอเรียบ่นขึ้นมาคนแรก เธอจัดชุดของตัวเองแล้วพ่นลมหายใจหงุดหงิด “น่ารักตรงไหนกันเนี่ยให้ตายเหอะ..”

               
“ฉันอยากกลับบ้านไปตากแอร์คอนฯจัง
T^T” ซูยอนบ่นหงุงหงิงก่อนจะโซเซถลาเข้ากอดมิยองเต็มรัก “มิยองน้อย..ฉันปวดขาไปหมดแล้วง่า...”

               
“อดทนอีกนิดนะคะเดี๋ยวงานก็จบแล้วล่ะนะ”

               
“ต แต่ว่า....
T^T

               
กรุ๊งกริ๊ง
~

               
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับร่างคุ้นตาของสภานักเรียนทั้งสามเดินเข้ามาในร้าน ควอนยูริเป็นคนแรกที่ถลาเข้ามาหาซูยอนด้วยความเป็นห่วงทั้งยังถามไถ่ไม่ขาดว่าเป็นอย่างไรบ้างเหนื่อยหรือไม่และปล่อยให้แฟนสาวหันมาออดอ้อนตัวเองตามใจชอบเสียอย่างนั้น

               
“เอาข้าวกล่องมาฝากน่ะ...” เสียงหวานนุ่มของคิมแทยอนกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้มละไมเช่นเคย ข้าวกล่องร้อนๆครบจำนวนคนที่ช่วยงานในร้านถูกแจกจ่ายจนครบ ร่างเล็กทิ้งกายนั่งข้างเด็กสาว “เหนื่อยหรือเปล่า...”

               
“นิดหน่อยค่ะ...แล้วรุ่นพี่เดินตรวจตราความเรียบร้อยครบหมดหรือยังคะ”

               
“เหลืออีกไม่เท่าไหร่แล้วล่ะ..ไม่ต้องห่วงหรอกนะ” แทยอนกล่าวและแย่งช้อนจากมือของเด็กสาวมาเป็นฝ่ายป้อนให้อีกคนแทน “ฉันป้อนเอง..เธอเก็บแรงไว้ช่วงบ่ายเถอะ” พูดพร้อมส่งสายตาดุๆไปเมื่ออีกฝ่ายจะออกปากค้านจนมิยองยอมนั่งนิ่งให้แทยอนป้อนข้าวจนหมดแทน กล่องข้าวเปล่าถูกจับยัดใส่ถุงพลาสติกก่อนแทยอนจะไหว้วานให้รุ่นน้องคนหนึ่งในร้านไปทิ้งให้แล้วคนตัวเล็กก็กลับมานั่งท้าวคางมองมิยองที่กำลังดื่มน้ำผลไม้ที่เขาซื้อมาเผื่อเงียบๆ “..เหนื่อยแย่เลยนะ..”


“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ..เห็นแบบนี้ฉันแข็งแรงนะจะบอกให้” มิยองยิ้มสดใสเพื่อให้เขาคลายกังวลแม้ที่จริงแล้วเธอจะปวดขาแทบตายก็เถอะ


“ถึงเหนื่อยไปหน่อยแต่ก็สนุกดีนะคะพี่เหมันต์” วิกตอเรียพูดขึ้นระหว่างที่เล่าเหตุการณ์ในช่วงเช้าให้รุ่นพี่สภานักเรียนฟัง ก่อนใบหน้าสวยจะเปลี่ยนเป็นกรุ่นโกรธปนหมั่นไส้เล็กๆ “แต่พูดถึงแล้วอยากจะจับยัยรองหัวหน้าห้องมาบีบคอให้หายแค้นจริงๆให้ตายเถอะ”


“อ้าวทำไมล่ะ??” ยุนอาถามอย่างแปลกใจ


“ก็จะอะไรล่ะคะพี่ยุนอา ก็ยัยรองหัวหน้าห้องที่เป็นลูกไล่ของยัยฮยอนอาตัวแสบที่ชอบหาเรื่องแกล้งมิยองน้อยของเราตลอดนะสิ” วิกตอเรียตอบ “ยัยกายูนอะไรนั่นน่ะสั่งให้มิยองน้อยเป็นคนรับผิดชอบเรื่องขนมและเครื่องดื่มทั้งหมดในวันงานโรงเรียนแถมพวกฉันสองยังโดนจับแยกกับมิยองอีกต่างหาก!!


“...ก็เท่ากับเธอก็ต้องทำคนเดียวทั้งหมดเลยนะสิ..” ยูริหันมองเด็กสาวขี้อายที่ยิ้มน้อยๆตอบกลับไป “เออ..งั้นเอาอย่างนี้..เดี๋ยวถ้าเราตรวจความเรียบร้อยเสร็จแล้วเรามาช่วยมิยองน้อยกันเถอะ”


“ฉันเห็นด้วยนะ..อย่างน้อยมิยองจะได้ไม่เหนื่อย...”


“เอ่อ..ม ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน....”


“นี่ๆ..ไม่อยากจะคุยหรอกนะแต่เมื่อปีที่แล้วฉันกับยูริน่ะตัวเรียกแขกเลยรู้ไหม??” ยุนอาส่งยิ้มอ่อนโยนให้เด็กสาวทั้งสามที่มีสีหน้าเกรงใจเล็กๆ “ไม่ต้องห่วงด้วยว่ารองหัวหน้าห้องเธอจะโวยวายเพราะในเมื่อสภานักเรียนเป็นฝ่ายออกปากเองว่าจะช่วย..พวกนั้นไม่กล้ามีปัญหาหรอกน่า..”


“แต่ว่า.....” เสียงหวานที่ตั้งท่าจะค้านกลับต้องกลืนคำพูดไปเพราะฝ่ามือเล็กอุ่นที่วางบนกลุ่มผมนุ่มของเธอ ใบหน้าหวานหันมองเจ้าของมือ ..และทันทีที่ได้สบตากับเขา.. ความเหนื่อยล้าและกังวลใจก็หมดไป..


เพราะรอยยิ้มและดวงตาคู่นั้น..


“ฉันไม่อยากเห็นเธอเหนื่อย...” แทยอนพูดเสียงนุ่มพร้อมส่งยิ้มน้อยๆให้ ฝ่ามือเล็กที่วางบนศีรษะของเด็กสาวโคลงน้อยๆด้วยความเอ็นดู “เอาเป็นว่าฉันจะรีบมาช่วย..เธออย่าปฏิเสธฉันเลยนะ”


“...รุ่นพี่...”


คิมแทยอนไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น..เขาเพียงแค่ยิ้มอบอุ่นให้เธอเหมือนเคยและก่อนที่มิยองจะได้พูดค้านอะไร ใบหน้าใสก็โน้มเข้ามาใกล้..และริมฝีปากสีสดที่อุ่นจัดก็ค่อยๆทาบลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา กดเน้นหนักเพื่อแทนคำสัญญา เขาแนบหน้าผากกับเธอทั้งที่รอยยิ้มน้อยๆยังคงอยู่บนใบหน้า


“อย่าดื้อ...และไม่ต้องเกรงใจเพราะมันคือความเต็มใจของฉัน..เข้าใจไหม?”


“.......ค่ะ รุ่นพี่”


“ดีมาก...” เรียวปากบางคลี่ยิ้มกว้างขณะที่ปลายจมูกคลอเคลียพวงแก้มนวลที่เริ่มขึ้นสีเรื่อกับการกระทำที่อุกอาจนี้ แม้สัมผัสที่ได้จากเขาจะเกิดขึ้นบ่อยจนเธอควรจะชินแต่มิยองก็ไม่สามารถทำใจให้ชินกับมันได้แม้แต่น้อย ไหนจะยังสายตาอยากรู้อยากเห็นจากเพื่อนหนุ่มสามสี่ในร้านอีกเล่า “...ถ้าเราอยู่กันสองคน..ฉันคงจะจูบเธอเบาๆเป็นการให้กำลังใจไปแล้ว..แต่ว่า...” ดวงตาสีเข้มเหลือบมองคนในร้านที่พากันหลบสายตาก่อนจะพ่นลมหายใจเบาและตัดสินใจกดริมฝีปากบนพวงแก้มนวลฟอดใหญ่แทน “...เอาเป็นว่า..หอมแก้มไปก่อนแล้วกัน”


“แล้วถ้าเสร็จงานเมื่อไหร่..ฉันจะจูบเธอเป็นรางวัลและแทนค่าเหนื่อยวันนี้นะ...”

 


..คนบ้า..รุ่นพี่บ้าที่สุดเลย..จูบเป็นรางวัลอะไรกัน..


ฮวังมิยองได้แต่ยืนพึมพำกับตัวเองคนเดียว พวงแก้มนวลที่ถูกฝากสัมผัสหนักไว้เมื่อครู่ยังคงแดงก่ำ สัมผัสร้อนยังคงตราตรึงเหมือนแทยอนเพิ่งจะฝังจูบบนแก้มไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า เด็กสาวพ่นลมหายใจขณะยกมือพัดหน้าที่เห่อร้อนของตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเปิดร้านต่อในช่วงบ่าย ร่างบอบบางแสร้งเดินไปเดินมาทำตัววุ่นวายเพียงเพราะไม่อยากจะตอบสายตาสงสัยของเพื่อนคนอื่นและหลบหลีกสายตาล้อเลียนของเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วย


ร้านเค้กถูกเปิดขึ้นในช่วงบ่ายอีกครั้ง.. และเป็นไปตามคาดเมื่อลูกค้ายังคงหลั่งไหลในจำนวนที่ไม่ต่างกับช่วงเช้าเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าการที่วิ่งวุ่นตั้งแต่เช้าทำให้ฮวังมิยองถูกตัดกำลังลงไปมากโขมันจึงไม่แปลกนักที่สีหน้าของเด็กสาวจะดูเหนื่อยล้าเล็กๆและความเร็วในการทำงานจะลดลงไปเยอะ สองหรือสามหนที่มิยองจัดรายการเค้กและเครื่องดื่มผิดจนเกือบถูกลูกค้าตำหนิเอาแต่นับว่าโชคยังดีที่ดวงตายิ้มที่เป็นเอกลักษณ์และท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยไว้ไม่ให้ลูกค้าต้องอารมณ์ขุ่นมัวไปมากกว่านี้..นี่ยังไม่นับชเวซีวอนที่คอยมาป้วนเปี้ยนให้เธอรู้สึกรำคาญใจเล็กๆด้วยนะ


แผ่นหลังของเด็กสาวจากต่างโรงเรียนเดินออกจากร้านเดินสวนกับคนตัวเล็กที่ผลักประตูเข้ามาพอดี รอยยิ้มโล่งใจของมิยองปรากฏบนใบหน้าแสนหวานทันทีที่เห็นคิมแทยอนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆเช่นเคย เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่เคาเตอร์โดยไม่สนใจสายตาของเด็กสาวจากโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียนที่จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาปานจะกลืนกินเท่าไหร่นัก หรือบางทีเขาอาจจะซ่อนความอึดอัดจากสายตาเหล่านั้นไว้ใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยก็เป็นได้


“คนเยอะนะ...” เสียงหวานนุ่มเปรยขึ้นราวกับจะไม่เจาะจงเอาคำตอบ ใบหน้าใสหันมองรอบร้านที่ลูกค้านั่งกันเต็มและไหนจะยังคนที่กำลังต่อคิวอีกหลายสิบคน ดวงตาสีเข้มหยุดที่ร่างสูงคุ้นตาชั่วครู่..พอรู้ว่าเป็นมุมที่เห็นเคาเตอร์ได้ถนัดจึงเข้าใจขึ้นถึงเจตนาของชายหนุ่มคนนั้นขึ้นมาทันที แทยอนพ่นลมหายใจสั้นๆก่อนจะเดินอ้อมเคาเตอร์ไปยืนเคียงข้างกับเด็กสาวขี้อาย “มีผ้ากันเปื้อนไหม?”


“คะ????”


แทยอนก้มลงค้นข้าวของจากกล่องกระดาษที่วางสุมไว้ใต้เคาเตอร์ ผ้ากันเปื้อนสีดำถูกหยิบออกมาจากกล่องกระดาษและผูกไว้ที่เอวเล็ก เขาพับแขนเสื้อไว้เหนือข้อศอก จัดแจงรวบเส้นผมสีทองที่ยาวประบ่าไว้เป็นหางเล็กๆด้านหลังก่อนจะหันมาหยิบใบรายการจากมือมิยองไปเสียอย่างนั้น “เรื่องกาแฟฉันจัดการเอง..เธอจัดการเรื่องเค้กไปเถอะ”


“เอ่อ..แต่ว่า”


“ให้รุ่นพี่เหมันต์ช่วยเถอะมิยอง..เดี๋ยวจะไม่ทันเอานะ” ซูยอนตอบพร้อมวางถาดใส่แก้วเปล่าบนเคาเตอร์แล้วเดินกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ


“ง งั้นฝากด้วยนะคะ รุ่นพี่...”

 


..ไม่รู้ว่าฮวังมิยองคิดไปเองหรือเปล่าว่าลูกค้าดูจะเพิ่มจำนวนขึ้นเยอะเลยตั้งแต่แทยอนมาช่วย นี่ไม่นับที่ยูริและยุนอาที่ตามมาช่วยหลังจากนั้นด้วยนะ แถมส่วนมากก็เป็นลูกค้าผู้หญิงทั้งนั้นเลยด้วย..แล้วสายตาที่มองมาก็... เอาเป็นว่ามิยองเห็นสายตาที่ผู้หญิงเหล่านั้นมองแทยอนแล้วรู้สึกไม่ชอบใจสุดๆเลยล่ะ..


ดวงตาหวานหลังกรอบแว่นหนาเหลือบมองคนตัวเล็กที่กำลังชงกาแฟอย่างคล่องแคล่วก็นึกแปลกใจว่าเขาไปหัดมาจากไหนกันนะแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรนอกจากหันไปทำหน้าที่ของตัวเองเงียบๆ เข็มนาฬิกาบนฝาหนังทำหน้าที่ของมันตามเวลาที่ผ่านไปเรื่อยจนกระทั่งลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านไป ร่างสูงของชเวซีวอนที่นั่งตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิดก็เดินยิ้มกว้างเข้ามาหาเด็กสาวที่กำลังวุ่นวายกับการนับเงินที่ได้มา


“มิยอง...” คนตัวเล็กเดินเข้าไปโอบเอวของเด็กสาวจากด้านหลังในขณะที่เด็กหนุ่มอีกสองคนที่ทำหน้าเช็ดล้างก็พากันเดินหลบเลี่ยงไปเหมือนไม่อยากจะเป็นก้างเท่าไหร่ ดวงตาสีเข้มเหลือบมองรอยยิ้มที่ค่อยๆเหือดหายจนกลายเป็นบึ้งตึงของซีวอนเล็กน้อยแล้วหันมาสนใจร่างในอ้อมกอดต่อ “เป็นยังไงบ้าง..ได้เยอะไหม” ถามพร้อมวางคางบนไหล่ลาดเอียงหน้าให้ปลายจมูกสัมผัสกับพวงแก้มนวล


“..ไม่เอาค่ะ คนอยู่กันเยอะนะ” มิยองเอ่ยปรามเมื่ออีกคนทำท่าจะฉวยโอกาสกับพวงแก้มเธออีกแล้ว เธอขืนกายด้วยท่าทางขัดเขินพอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์นิดๆของอีกคนก็ฟาดมือกับบ่าเล็กแรงๆ “...ฉันเหงื่อเต็มตัวแบบนี้อย่ากอดเลยค่ะ เหม็นเหงื่อ”


ปลายจมูกหอมแก้มนวลที่ขึ้นสีเรื่อเล็กๆฟอดใหญ่คล้ายจะโชว์ให้ชายหนุ่มที่ยืนหน้าตึงอยู่ด้านหลังเห็นเต็มตา “เหม็นที่ไหน..ยังหอมเหมือนเดิม..” ริมฝีปากบางกระซิบข้างกกหูไม่วายฉวยโอกาสหอมแก้มนุ่มอีกฟอดใหญ่ “..เดี๋ยวเธอต้องให้รางวัลฉันด้วยนะที่มาช่วย”


“หืม เจ้าเล่ห์จังนะคะ ทั้งที่ตัวเองก็อาสามาช่วยแท้ๆ”


คำบ่นอุบอิบของเด็กสาวเรียกเสียงหัวเราะที่หาได้ยากจากคนพูดน้อยได้ทันที “ฮื้อ..ไม่รู้ล่ะยังไงก็ต้องให้รางวัลด้วยนะ ไม่งั้นไม่ปล่อย” ใบหน้าใสปรากฏรอยยิ้มกว้างทันทีเมื่ออีกคนพยักหน้ารับด้วยความเอียงอาย แทยอนยอมคลายวงแขนปล่อยให้ร่างบอบบางทำงานส่วนของตัวเองต่อ ริมฝีปากบางยกยิ้มพอใจเล็กๆเมื่อหันไปแล้วพบว่าซีวอนเดินจากไปด้วยท่าทีกรุ่นโกรธ


“พรุ่งนี้พอจะมีเวลาว่างใช่ไหม?” แทยอนเอ่ยถามคนที่กำลังเก็บของอีกครั้ง มิยองทำหน้าลังเลเล็กน้อยแล้วพยักหน้าตอบเขาก็ออกปากพูดรวบรัดทันทีว่าพรุ่งนี้จะชวนไปเดินเที่ยวงานโรงเรียนด้วยกันก่อนจะเดินแยกไปช่วยคนอื่นเก็บโต๊ะโดยไม่รอคำตอบจากเธอเลยแม้แต่น้อย

               
ดวงตาหวานมองตามร่างเล็กแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจกับนิสัยเอาแต่ใจไม่มีใครเกินของเขา ..แทยอนมักเป็นแบบนี้เสมอเลยพักหลังๆมานี้ บทจะอ้อนก็อ้อนเสียให้เธอใจสั่นแต่บทจะเอาแต่ใจขึ้นมาก็เผด็จการเสียจนเธอตั้งตัวไม่ทัน ..แน่นอนว่าเรื่องที่มักจะเอาแต่ใจเสมอก็เรื่องที่ชอบฉวยโอกาสนั่นแหล่ะ เดี๋ยวก็กอด เดี๋ยวก็หอม เดี๋ยวก็จูบ ยิ่งเวลาอยู่กันสองคนล่ะตัวดีเลยเชียว ..คิดแล้วก็พลันหน้าแดงเรื่อขณะที่นึกไปถึงคราวที่แทยอนมาที่บ้านเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ต่อหน้าแม่ล่ะเรียบร้อยนักแต่พอแม่เธอออกไปทำงานฝากฝังให้แทยอนดูแล คนเจ้าเล่ห์ก็เอาใหญ่.. ฉวยโอกาสทั้งกอดทั้งหอมไม่หยุดแถมยังอ้อนแบบเอาแต่ใจกลายๆจะขอจูบอีกด้วย

               
..แต่ถึงอย่างนั้นแทยอนก็สุภาพพอที่จะไม่ทำอะไรเกินเลยกับเธอไปมากกว่านี้..นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เธอมักจะตามใจเขาเสมอล่ะ..

           

           
“งานวันนี้เป็นยังไงบ้าง”

               
“เหมือนจะเป็นไปตามที่เราตั้งใจ..ถ้าไม่มี...”

               
“ไม่มีอะไร” ฮยอนอาถามเสียงเข้ม หล่อนชักสีหน้าไม่พอใจทันที

               
“ถ้าไม่มีพวกรุ่นพี่เหมันต์ รุ่นพี่คิมหันต์และรุ่นพี่วสันต์มาช่วยยัยนั่นน่ะสิ” กายูนตอบด้วยท่าทีหงุดหงิดไม่แพ้กัน

               
“ตอนแรกทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนอยู่หรอกนะ แต่พอพวกพี่เหมันต์โผล่มาเท่านั้นแหล่ะ” จียุนพ่นลมหายใจแรง ตวัดสายตามองฮยอนอาที่นั่งเงียบ “..เราจะเอายังไงดีฮยอนอา จะปล่อยให้ยัยนั่นได้หน้าจากพี่เหมันต์ไปมากกว่านี้เหรอ?”

               
“ไม่มีทางซะหรอก” สาวผมแดงยกยิ้มร้าย “ถ้าวันนี้มันได้หน้า..พรุ่งนี้ก็ทำให้มันอับอายซะสิ” ใบหน้าสวยหันมองเพื่อนสาวอีกสองคน “ชุดนั่น..ยัยสองคนนั้นโวยวายหรือเปล่าตอนที่ใส่” ถามถึงเพื่อนสนิททั้งสองคนของเด็กสาวขี้อายที่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าพอๆกัน

               
“จะเหลือหรือไง” กายูนหัวเราะชอบใจ “ชุดนั่นจะว่าน่ารักก็น่ารักดีอยู่หรอก..แต่จะหาคนใส่น่ะมันยากเพราะมันค่อนข้างสะดุดตาพวกโอตาคุเสียส่วนใหญ่..แถมโรงเรียนเรานักเรียนชายที่เป็นโอตาคุก็เยอะอยู่”

               
“เฮ้ หรือว่า...”

               
“ขนาดยัยสองคนนั้นที่หน้าหนาหน้าทนยังอับอายขายขี้หน้าขนาดนั้นตอนใส่ชุดนั่นแล้วเธอสองคนไม่คิดเหรอว่าหน้าบางๆอย่างยัยมิยองนั่นจะไม่รู้สึกอะไรเลย..แล้วลองคิดดูสิว่าถ้าพี่เหมันต์มาเห็นจะเป็นยังไง??มีหวังได้มองยัยแว่นนั่นด้วยสายตาเหมือนเห็นตัวประหลาดล่ะสิไม่ว่า....หึ”

                 
“..เอาชุดนั่นให้มันใส่ซะ แล้วเราก็คอยชมผลงานหลังจากที่พี่เหมันต์มาเห็นก็แล้วกัน”


................................................................................................................................................................................

               
สองมืออุ่นกอบกุมประสานกันอย่างแนบแน่นยามที่เจ้าของมือก้าวเดินไปพร้อมกันอย่างช้าๆ สายลมยามเย็นที่พัดผ่านทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองกว้างขึ้นไม่จางหาย เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะหยอกเย้ายังคงดังเคล้าคลอไม่หยุดระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เป็นประจำที่ที่มิยองจะเชื้อเชิญให้แทยอนเข้ามานั่งพักเหนื่อยในบ้านก่อนไม่ว่าวันนั้นแม่ของเธอจะอยู่หรือไม่ก็ตามจนแทบจะกลายเป็นว่าคนตัวเล็กสามารถเข้าออกบ้านของเธอจนแทบจะกลายเป็นบ้านของเขาแล้วล่ะ ก็เอาง่ายๆ..แทยอนมาบ้านเธอบ่อยกว่าวิกตอเรียและซูยอนเพื่อนสนิททั้งสองเสียอีก

               
..แต่ลืมบอกไปว่า ถึงแทยอนจะมาบ้านเธอบ่อยแต่ก็ไม่ได้แปลว่าแทยอนจะได้ขึ้นไปนั่งเล่นบนห้องนอนของเธอตามใจชอบหรอกนะ และตัวเขาเองก็ไม่เคยเอ่ยปากขอขึ้นไปบนห้องนอนของเธอด้วยแม้ว่าแม่ของมิยองยุให้ขึ้นไปทุกวันก็เถอะ..

               
..บอกแล้วว่าแทยอนสุภาพมากพอ..

               
“แม่เธอไม่อยู่หรือ”

               
“วันนี้คุณแม่กลับช้านะค่ะ..รุ่นพี่จะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยไหมคะฉันจะได้ทำไว้เผื่อ” มิยองถามเสียงใส เพราะความใกล้ชิดที่มักจะเกิดขึ้นกับเราสองคนบ่อยๆทำให้ความประหม่าและขัดเขินไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว..ถ้าไม่นับตอนที่ถูกอีกคนฉวยโอกาสทีเผลอล่ะก็นะ    

               
“อืม..ก็เอาสิ ว่าแต่วันนี้จะทำอะไรล่ะ” แทยอนถาม เบือนหน้าจากรายการโทรทัศน์ไปมองหน้าเด็กสาวที่นั่งดูทีวีอยู่ข้างกัน “..ฉันอยากกินหมูผัดกิมจิ”

               
“งั้นเดี๋ยวฉันจะทำให้นะคะ” มิยองยิ้มน้อยๆ”เดี๋ยวฉันไปเตรียมอาหารก่อนดีกว่า..รุ่นพี่ตามสบายเลยนะคะ”

               
“เดี๋ยวสิ....” แทยอนเอ่ยรั้งพร้อมกับคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ ออกแรงเพียงนิด..ร่างบอบบางก็เซล้มตัวนั่งบนตักของเขาอย่างพอดิบพอดี คนพูดน้อยแต่เจ้าเล่ห์เหลือร้ายรีบใช้โอกาสนี้สวมกอดเรือนร่างนุ่มนิ่มไว้เต็มอ้อมแขนทันที แทยอนหอมแก้มนุ่มของอีกคนฟอดใหญ่ถึงแม้มิยองจะร้องห้ามและออกแรงขัดขืน ..แต่เพราะแรงที่มีน้อยกว่าทำให้คนขี้อายยอมนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาให้อีกคนกอดรัดได้เต็มที่ “หอมจริงๆด้วยแก้มของเธอ...” เสียงหวานนุ่มกระซิบอ้อนข้างกกหู คลอเคลียปลายจมูกเล็กกับพวงแก้มนวลที่เริ่มขึ้นสีเรื่อไม่หยุดเหมือนลูกหมาตัวน้อย “...ขอรางวัลหน่อยสิ...นะ...”

               
“คนเจ้าเล่ห์...” เธอเพียงแค่บ่นอุบอิบกลับมา ตวัดสายตาหวานมองค้อนวงโตให้คนเจ้าเล่ห์ที่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวแล้วพาลคิดกับตัวเองว่าจะมีสักกี่คนกันที่ได้เห็นมุมน่ารักๆและรอยยิ้มกว้างของเขาแบบนี้ ฮวังมิยองไม่ได้อยากจะเข้าข้างตัวเอง..แต่เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคงมีเพียงเธอคนเดียวที่ได้เห็นตัวตนจริงๆของคนที่ใครต่อใครบอกว่าเย็นชาคนนี้

               
“...น่า..นะ เด็กน้อยของฉัน...”

               
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยคนบ้า..ถ้าเกิดคุณแม่กลับมาเห็นจะทำยังไงคะ”

               
“เธอก็รีบให้รางวัลฉันสิ..” ดวงตาสีเข้มเป็นประกายเว้าวอนยามที่ทอดมองเด็กสาวในอ้อมกอด ฝ่ามือเล็กลูบไล้พวงแก้มนวลขยับแว่นสายตาที่วางบนสันจมูกโด่ง.. ครั้นจะถอดมันออกเพื่อจะได้สบตาหวานนั้นชัดขึ้นกลับต้องชะงักมือเมื่อมิยองจับข้อมือเขาไว้พร้อมส่ายหน้าปฏิเสธ “...เมื่อไหร่เธอจะถอดแว่นให้ฉันเห็น...”

               
ฮวังมิยองไม่ตอบอะไรนอกจากช้อนสายตามองใบหน้าใสที่ยังคงฉายแววไม่เข้าใจ และก่อนที่แทยอนจะเอ่ยปากถามหรือเอื้อมมือมาถอดแว่นเธออีกครั้ง เด็กสาวยกวงแขนโอบรอบคอเขาแล้วโน้มหน้าเข้าไปทาบจูบลงบนริมฝีปากบางนั้นอย่างนุ่มนวลทันที สัมผัสอุ่นจัดและรสหวานละมุนยามที่ริมฝีปากของเราบดเบียดกันเชื่องช้ากำลังกระตุ้นให้หัวใจของเราเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น.. ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดบอกกล่าวความรู้สึกเพราะเพียงแค่ยามที่ริมฝีปากของเราบดเบียดกัน ความรู้สึกมากมายที่มันอัดอยู่ในหัวใจก็ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านสัมผัสนุ่มนวลเหล่านั้น

               
วงแขนเล็กโอบกระชับร่างบอบบางในอ้อมกอด ฝ่ามือประคองดวงหน้าหวานเกลี่ยผิวแก้มนุ่มด้วยนิ้วโป้งอย่างทะนุถนอมสุดใจ แทยอนถอนจูบออกมาเล็กๆก่อนจะกดจูบบนริมฝีปากอิ่มที่เริ่มขึ้นสีช้ำอีกครั้งด้วยจูบที่ร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม มิยองกอดเขาเอาไว้แน่นสอดฝ่ามือใต้กลุ่มผมสีทองของเขา.. ออกแรงขยุ้มเบาๆเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นกับรสจูบที่ร้อนแรงกว่าเดิม แม้จะไม่มีการรุกล้ำด้วยเรียวลิ้นอย่างที่เธอจินตนาการถึงมัน..แต่ยามที่ริมฝีปากของเขาบดเบียดลงมากดย้ำและขบงับแสนเบาก็ทำให้เธอแทบหลอมละลายคาอ้อมกอดของแทยอนได้แล้วด้วยซ้ำ

               
เสียงหวานแหบชวนฝันเปล่งเสียงครางเล็กๆในลำคอยามที่ความรู้สึกวาบหวามแล่นริ้ว เรียวปากของเราที่กำลังบดเบียดกันมันทำให้ลืมทุกอย่างไปได้จริงๆนะ..เพราะความรู้สึกเดียวที่รับรู้ได้คือหัวใจที่พองโตในอกและความรู้สึกเบาหวิวเหมือนกำลังล่องลอยบนท้องฟ้า ..อยากโต้ตอบกลับไปเพื่อให้เขาพอใจบ้างแต่ยังไม่กล้าพอที่จะทำเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน มิยองกลัวว่าถ้าทำผิดพลาดแล้วแทยอนจะอารมณ์เสียกับจูบที่ไม่ได้เรื่อง เธอจึงทำได้แค่บดเบียดริมฝีปากตัวเองตอบกลับไปเบาๆและปล่อยให้เขางับริมฝีปากล่างของเธอเพียงเท่านั้น

 

           
..อืม..หวานจริงๆ..เธอทำให้ฉันอยากจูบเธอทั้งวันเลยรู้ตัวหรือเปล่า เด็กน้อยของฉัน..

               
ปลายลิ้นเล็กฉ่ำแตะไล้ริมฝีปากอิ่มที่กลายเป็นสีช้ำ.. เลาะเล็มกลีบปากแผ่วเบาเหมือนกับเขากำลังจูบปะเหลาะเธอให้เปิดโอกาสให้เขาได้ส่งลิ้นเข้าไปเก็บเกี่ยวความหวาน แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่เราเริ่มจูบกัน.. มิยองขืนกายออกและเบือนหน้าหนีเป็นการปฏิเสธและแทยอนเองก็ใจกว้างพอที่จะไม่บังคับเธอ มิยองยังไม่พร้อม..แทยอนรู้ดี.. และถ้าเธอยังไม่พร้อมให้เขาเชยชิมรสหวานจากจูบมากกว่านี้แทยอนก็จะไม่บังคับเธอ ริมฝีปากบางส่งยิ้มเล็กๆให้เด็กสาวที่นั่งหน้าแดงก่ำแล้วเปลี่ยนเป็นจุมพิตเบาๆที่หน้าผากมนแทน..

               
..เด็กน้อยของเขายังไม่พร้อมและเขาก็จะไม่บังคับ..แม้หัวใจของเขาจะปั่นป่วนจนเข้าข่ายคลุ้มคลั่งยามที่ได้อยู่ใกล้และได้เชยชิมริมฝีปากอิ่มนั้นก็ตาม แต่เมื่อเลือกที่จะรัก..ก็ต้องรู้จักคำว่าอดทน..มิใช่หรือ??..

               
เพราะคิมแทยอนไม่ใช่คนช่างพูด..ฉะนั้นทุกการกระทำมันจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มีต่อเธอ เขารู้ว่าเธอรับรู้ถึงมันได้ สัมผัสถึงความรู้สึกนี้ได้..เพราะแทยอนรู้..ว่าฮวังมิยองคือคนที่เข้าใจเขามากที่สุด..โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย..

 

====================================================================================

© themy  butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

963 ความคิดเห็น

  1. #777 Chompoo76 (@Chompoo76) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 16:10
    พี่แททท กอมแก้มมิยิงจนช้ำแล้วนะคะ
    #777
    0
  2. #740 DevilJ (@DevilJ) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มีนาคม 2559 / 19:59
    เขินนนน><
    #740
    0
  3. #600 petcharin_love95 (@petcharin_love95) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 / 10:43
    หวานเหลือเกิน ><
    #600
    0
  4. #535 พยกส (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กันยายน 2558 / 18:06
    ไม่มีคำบรรยาย.. >///<
    #535
    0
  5. #516 my mixi_mum (@toonkidy) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2558 / 21:04
    คือฮยอนอานี่อัลไล 
    #516
    0
  6. #194 coke (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 / 06:42
    เขิลอ้า >\\<
    #194
    0
  7. #176 ฟรีไทร์ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 02:13
    พี่เหมันต์ฉวยโอกาสกับมิยองตลอดเลย เขิล
    #176
    0
  8. #55 Puii (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มกราคม 2558 / 05:00
    อร้ายยยยเขินอยากจะละลายไปกับรสจูบของพี่เหมันต์แทนมิยองจริงๆ >\
    #55
    0