ตอนที่ 23 : Chapter 22 เข้าค่ายสานสัมพันธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1482
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 ธ.ค. 58

 

Chapter 22 เข้าค่ายสานสัมพันธ์

               

 

 

                เบนซ์สปอร์ตสี่ประตูสีดำเมื่อมจอดสนิทที่ลานจอดรถของโรงเรียนมัธยมยองกวาง ทั้งที่น่าจะเป็นเรื่องชินชาของนักเรียนที่นี่แต่การที่นักเรียนมัธยมขับสปอร์ตราคาหลายสิบล้านมาโรงเรียนแบบนี้มันก็ไม่แปลกที่จะเป็นจุดสนใจแล้วยิ่งคนขับคือประธานนักเรียนคนดังแล้วด้วยล่ะก็แทบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยที่สายตาทุกคู่ของนักเรียนทั้งโรงเรียนจะเพ่งมองสปอร์ตคันนี้กันเป็นตาเดียว
 

                ..แน่นอนล่ะ..สิ่งนี้ทำให้ฮวังมิยองประหม่า..แม้ว่าน่าจะชินเพราะก่อนหน้าที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาจะแย่ลงเธอจะเป็นตุ๊กตาหน้ารถของเขาในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เถอะแต่มันก็อดจะรู้สึกแปลกๆกับสายตาเหล่านั้นไม่ได้นี่นา ..แล้วยิ่งตอนนี้เธอกับเขาเป็นพี่น้องกัน(แน่นอนว่าไม่มีใครรู้นอกจากเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของทั้งคู่)บวกกับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงทุกวันทำให้มิยองรู้สึกอึดอัดเป็นบ้าตั้งแต่ออกจากบ้านมาจนถึงโรงเรียน
 

                ถ้าเป็นปกติมิยองมั่นใจว่าแทยอนไม่มีทางให้เธอติดรถมาแน่ ..แต่เพราะวันนี้เป็นวันที่นักเรียนชั้นมัธยมสี่และห้าจะไปเข้าค่ายสานสัมพันธ์ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของพี่น้องบัดดี้ โดยจะเป็นการไปค้างแรมที่ต่างจังหวัด ตั้งแคมป์ไฟ กางเต็นท์นอนและสารพัดกิจกรรมที่หัดให้พวกนักเรียนคุณหนูทั้งหลายแหล่ของยองกวางรู้จักใช้ชีวิตสมถะและสัมผัสกับธรรมชาติมากกว่าเดินกรีดกรายในห้างสรรพสินค้าไปวันๆ นับว่ากิจกรรมนี้เป็นประเพณีที่ทำกันมารุ่นต่อรุ่นของโรงเรียนอีกกิจกรรมหนึ่งเลยทีเดียว..
 

                อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ..วันนี้เป็นวันที่เธอกำลังจะไปเข้าค่ายที่ว่า รวมถึงคำสั่งจากหัวหน้าฝ่ายนันทนาการอย่างควอนยูริที่ออกคำสั่งให้พี่น้องบัดดี้จับคู่อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกิจกรรมทำให้แทยอนต้องจำใจให้เธอติดรถมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะถ้าหากน้องหรือพี่บัดดี้คู่ไหนมาสายมีหวังโดนประจานไปตลอดเทอมในฐานะคู่พี่น้องที่ห่วยแตกที่สุดในโรงเรียน(โหดป่ะ???) ...ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้แทยอนคงไม่ยอมให้เธอติดรถมาด้วยแหงๆ ..มิยองเชื่อแบบนั้น..
 

                “ถ้ามัวแต่ชักช้าฉันจะไม่รอ..” เสียงหวานนุ่มกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบหลังจากที่เขาดับเครื่องยนต์ แทยอนปรายตามองมิยองที่นั่งตัวแข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบสัมภาระใบโตส่งให้ เขาไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเดินลงจากรถและส่งสายตาให้มิยองประมาณว่าถ้าเธอไม่ลงจากรถฉันจะขังเธอไว้เดี๋ยวนี้ทำให้เด็กสาวต้องรีบกุลีกุจอลงจากรถแทบไม่ทัน “รีบๆตามมาเร็วๆเข้า”
 

                “ค ค่ะ”
 

                “ชักช้าจริงๆ...” แทยอนสบถเบาๆแล้วดึงแขนมิยองให้เดินตามมา แม้จะไม่มีคำพูดใดระหว่างที่เราเดินไปสถานที่นัดพบใต้หอประชุมใหญ่แต่มิยองก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเธอมีความสุขแค่ไหนที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับแทยอนมากขึ้น ..บางทีเธออาจจะใช้เวลาสามวันที่ไปเข้าค่ายนี้พูดคุยปรับความเข้าใจกับเขาสักที
 

..เธอหวังไว้แบบนั้นนะ..
 

 

“ทันเวลาฉิวเฉียดไม่อย่างนั้นแกกับน้องของแกคงจะโดนหมายหัวว่าเป็นคู่บัดดี้ที่ห่วยแตกที่สุดในโรงเรียนแน่ๆ”
 

น้ำเสียงยียวนของเพื่อนตัวสูงผิวเข้มทำให้หางคิ้วบางของคิมแทยอนกระตุกเล็กๆ เขาปรายตามองควอนยูริที่ยักคิ้วกวนประสาทมาให้แล้วพ่นลมหายใจแรงเบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากจะเสวนาให้หงุดหงิดใจ ..คิดๆแล้วเขาไม่น่าให้มอบหมายให้อีกคนจัดการเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับกิจกรรมเข้าค่ายครั้งนี้เลยให้ตาย..รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ว่ายูริต้องขอความช่วยเหลือจากยุนอามาเล่นพิเรนแน่ๆล่ะ..

                “เอาล่ะในเมื่อมากันครบแล้วเราก็จะเริ่มออกเดินทางกันแล้วล่ะนะ ขอขอบคุณปาร์คกยูริที่เอื้อเฟื้อรถบัสจากบริษัทพีออนทราเวลกิจการทางบ้านให้พวกเราได้เดินทางกันสบายๆตั้งห้าคันรถ” ยูริกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างหลังจากจัดการเช็กรายชื่อนักเรียนที่ร่วมเดินทางเรียบร้อยแล้ว ดวงตาคมปรายตามองเพื่อนตัวเล็กที่ทำท่าจะเดินนำขึ้นรถไปคนแรกจงใจพูดเสียงดังแกล้งคนขี้เก๊กตามแผนที่วางให้กับยุนอา “แน่นอนว่าค่ายสานสัมพันธ์มีไว้สำหรับให้พี่น้องบัดดี้ได้ทำกิจกรรมหลายๆอย่างร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของพี่น้อง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะกินจะนอนจะเล่นเกม ทุกคนมีสิทธิอยู่กับคู่บัดดี้ตัวเองเท่านั้นห้ามแยกตัวเด็ดขาด”
 

                “และจะมีผลตั้งแต่วันแรกของการเข้าค่ายเป็นต้นไป..เพราะฉะนั้นเหมันต์เพื่อนรัก..ตลอดสามวันที่เข้าค่ายแกไม่มีสิทธิแยกตัวจากน้องของแกเด็ดขาดรวมทั้งเวลานั่งในรถด้วย” ยุนอาพูดเสริมพร้อมยิ้มบางผิดกับสายตาที่ช่างเจ้าเล่ห์แสนกลนัก
 

                “ฉันเป็นประธานนักเรียน”
 

                “แต่อย่าลืมว่าท่านประธานนักเรียนมอบหมายให้ฉันกับวสันต์จัดการเรื่องนี้ทั้งหมดโดยที่ลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าจะไม่ขอลงมายุ่ง แกจะคืนคำแบบนี้มันไม่น่าเชื่อถือเลยนะเหมันต์เพื่อนรัก” ยูริยิ้มกริ่มชอบใจที่เห็นสีหน้าหงุดหงิดของเพื่อนตัวเล็ก

                “........ฝากไว้ก่อนเถอะนะ” แทยอนพึมพำ ส่งสายตาเยือกเย็นให้แฝดนรกที่แข่งกันยิ้มยิงฟันกวนประสาทกลับมา เขาเหลือบตามองมิยองที่ยืนกุมมือตัวเองอยู่ข้างๆแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ “ฉันขึ้นรถได้แล้วใช่ไหม?” เอ่ยถามเสียงเย็นไม่รอให้เพื่อนตัวสูงตอบกลับมา เขาก็คว้าข้อมือของคนข้างๆเดินนำขึ้นรถไปก่อนทันที
 

                คนตัวเล็กลากเธอขึ้นมาบนรถ แทรกตัวเองนั่งลงที่เบาะนั่งริมหน้าต่างก่อนจะดึงร่างบอบบางให้นั่งลงข้างกัน แทยอนหยิบหูฟังยัดใส่หูและเริ่มเข้าสู่โลกส่วนตัวของตัวเองทันทีในขณะที่นักเรียนคนอื่นๆเริ่มทยอยขึ้นมาบนรถทิ้งให้มิยองเอาแต่นั่งก้มหน้างุดอยู่ข้างๆโดยไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งออกเดินทาง..
 

                เสียงเพลงที่ดังแว่วๆข้างในหูไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด แทยอนเพียงแค่หลับตานิ่งๆฟังเพลงเพื่อฆ่าเวลาในการเดินทางก็เท่านั้นปล่อยความคิดให้ลอยไปกับเสียงเพลง เขาเหลือบสายตามองร่างบอบบางข้าง             ๆที่ทำท่าลูบแขนตัวเองพอนึกขึ้นได้ว่าฮวังมิยองเป็นคนขี้หนาวแค่ไหนก็แสร้งทำเป็นยืดแขนขึ้นปรับองศาของเครื่องปรับอากาศที่เป่าหัวอยู่ให้เบาบางลงแล้วทำเป็นนั่งไม่รู้ไม่ชี้เมื่อเธอหันมามองกันอย่างแปลกใจ
 

                “ฉันหนาว...ไม่ได้ทำเพื่อเธอซะหน่อย อย่ามองแบบนั้น” เขาพูดเมื่อเห็นดวงตายิ้มที่ส่งมาให้ แทยอนแสร้งเอนศีรษะพิงหน้าต่างแล้วหลับตาลงทันทีก่อนที่เธอจะได้พูดขอบคุณ
 

แน่นอนว่าท่าทางเช่นนั้นเรียกรอยยิ้มของเด็กสาวได้ทันที มิยองอมยิ้มน้อยๆกับตัวเองพลางหยิบเสื้อคลุมตัวยาวขึ้นมาห่มยอมรับว่าเธอสุขใจเล็กๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่าอย่างน้อย..ถึงเขาจะพูดจาร้ายกาจและทำตัวเย็นชากับเธอแต่สุดท้ายมิยองรู้ดีว่าแทยอนก็ยังเป็นห่วงเธออยู่ดี ..ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่จำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเธอได้หรอกจริงไหมล่ะ??
 

..ท่าทางว่าไปค่ายครั้งนี้จะทำให้เธอยิ้มได้มากกว่าที่คิดนะ ^_____^..

               
 

                ดวงตาสีเข้มเหม่อทิวทัศน์ด้านข้างผ่านกระจกรถทัวร์ที่กำลังแล่นไปตามเส้นทาง เขาปล่อยความคิดให้ไหลไปกับเวลาที่กำลังเดินอยู่จนกระทั่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไป ร่างบอบบางที่ไม่ได้ขยับยุกยิกมาสักพักทำให้เขาเดาได้ทันทีว่าเธอคงจะหลับไปแล้ว แทยอนเหลือบตามองคนข้างกายแล้วต้องเผลอลอบยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าแสนหวานกำลังหลับตาพริ้มสีหน้าผ่อนคลายแบบนั้นเธอคงจะกำลังฝันดีอยู่กระมัง
 

                ..เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน..
 

                เขาคิดกับตัวเองในใจ เอื้อมมือไปขยับเสื้อคลุมที่เธอใช้ต่างผ้าห่มเพื่อหวังว่าจะลดทอนความหนาวให้เธอได้บ้าง ฝ่ามือเล็กปัดปอยผมหน้าผมออกเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามันคงทำให้เธอรำคาญ ..เขาเคยเฝ้าถามตัวเองมาตลอดว่าทั้งที่เขาสามารถทำเป็นไม่สนใจเธอได้แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ทำมัน ทุกครั้งที่เห็นเธอหลับ ทุกครั้งที่เธอไม่ได้มองมา ..สองตาของเขาก็จะแอบลอบมองเธอเสมอ ..ทุกคืนแทยอนจะแอบดูเธอหลับ เข้าไปห่มผ้าให้เธอ ลูบผมเธอและบอกฝันดีกับเธอเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว ..เหมือนกับว่าสิ่งที่สั่งให้เขาทำคือหัวใจไม่ใช่สมอง เขาทำทุกอย่างลงไปอย่างที่เขาไม่รู้ตัว..เหมือนมันเป็นอัตโนมัติไปแล้ว..บางทีมันอาจจะเป็นผลพวงมาจากความเคยชินที่เคยทำให้เธอในสมัยที่ความสัมพันธ์ของเรายังดีอยู่ก็ได้..
 

                ..หรือบางที..สิ่งที่เขากำลังทำมันอาจจะเกิดขึ้นด้วยเพราะอยากจะดูแล..ไม่ใช่ความเคยชินก็เป็นได้..

                แต่น้ำหนักที่ทิ้งลงมาบนหัวไหล่ขวาทำให้แทยอนหลุดออกจากภวังค์ของตัวเองทันที ใบหน้าใสเอียงคอมองเล็กน้อยทำให้ผิวแก้มสัมผัสกับเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน กลิ่นหอมจางของแชมพูที่เธอชอบใช้ทำให้เขาเผลอสูดกลิ่นหอมเข้าปอด ..กลิ่นที่คุ้นเคยเรียกรอยยิ้มเล็กๆบนเรียวปากบาง สายตาเย็นชาอ่อนลงยามที่ทอดสายตามองคนที่กำลังท่องอยู่ในห้วงนิทราด้วยสายตาเอ็นดูเพียงเสี้ยววินาทีก่อนสีหน้าจะกลับไปนิ่งเฉยเช่นเดิมเมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่สมควรจะไปหวั่นไหวหรือเผลอใจอะไรกับเธออีก..
 

                ..แต่ถึงกระนั้น..แทยอนก็ไม่ได้ขยับตัวหรือผลักคนที่กำลังหลับซบบ่าของเขาอยู่แต่อย่างใด.. แต่กลับขยับกายเล็กน้อยให้ฮวังมิยองซุกซบศีรษะกับบ่าของเขาได้ถนัดขึ้นก่อนที่คนตัวเล็กจะปิดเปลือกตาลงบ้างแล้วค่อยๆเอนหัวซบตอบกลับไปจนกระทั่งถึงจุดหมาย..
 

................................................................................................................................................................................
 

                “เจ๋งใช่ไหมล่ะ” เสียงตะโกนของเจ้าชายแห่งฤดูร้อนไม่ได้ทำให้เหล่าลูกคุณหนูแห่งโรงเรียนยองกวางรู้สึกสดชื่นหรือรู้สึกสนุกสนานเท่าไหร่นัก อย่างที่รู้ๆกันเด็กนักเรียนโรงเรียนยองกวางน่ะรักความสะดวกสบายจะตายไป ไอ้ที่ที่ไม่ค่อยจะอำนวยความสะดวกอย่างเช่นการให้มาทำอาหารหรือกางเต็นท์นอนเองมันไม่ค่อยจะน่าพิสมัยเท่าไหร่นักหรอกแม้ว่าบรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเริ่มผลัดใบเปลี่ยนสีเพราะเริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงก็เถอะ

                เสียงบ่นงึมงำของเหล่ารุ่นน้องมอสี่ดังกันระงมเมื่อเริ่มเดินตามเส้นทางได้สักระยะ ..นึกว่าจะได้มาพักรีสอร์ตหรือโรงแรมหรูๆสบายๆแต่กลับต้องลงจากรถเดินขึ้นเขาเนี่ยนะ กว่าจะถึงที่ตั้งแคมป์สงสัยได้หมดแรงระหว่างทางก่อนเหอะ แต่ดูเหมือนเสียงบ่นพึมพำขอเหล่ารุ่นน้องไม่ได้ทำให้พวกรุ่นพี่รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก เพราะด้วยรู้นิสัยของควอนยูริที่รักการผจญภัย ความท้าทายและความสมบุกสมบันดีล่ะมั้งเลยค่อนข้างจะชิน..

                ..จะว่าไปแล้วยูริเองก็ไม่ใช่คนเดียวหรอกที่รักความสมบุกสมบันแบบนี้ ..สภานักเรียนของยองกวางทั้งกลุ่มเองก็ชอบ ..ได้ข่าวแว่วๆมาว่าทุกปิดเทอมสภานักเรียนมักจะยกกลุ่มไปเที่ยวทะเลหรือไม่ก็ไปตั้งแคมป์ด้วยกันบ่อยๆแทบจะไม่น่าเชื่อเลยจริงๆว่ากลุ่มที่มีมาดคุณหนู สูงส่งอย่างเช่นสภานักเรียนจะชอบไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติแบบสมบุกสมบันกับเขาด้วย..

                “เอ้า อย่ามัวแต่ชักช้า เดี๋ยวเราจะเล่นเกมไม่ทันนะเพราะมันจะมืดเสียก่อน” ยูริตะโกนเร่งอย่างร่าเริงขณะที่ตัวเองเดินจูงมือซูยอนนำลิ่วไปไกลอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

                “อีกไกลไหมครับเนี่ยรุ่นพี่ พวกผมชักจะเมื่อยกันแล้วนะ” รุ่นน้องคนหนึ่งตะโกนถาม

                “อะไรกันพวกนายเป็นผู้ชายนะ บ่นเป็นคนแก่ไปได้ให้มันแข็งแรงหน่อยสิ อ่อนแอแบบนี้จะไปดูแลผู้หญิงได้ยังไงกัน”

                คำพูดของควอนยูริกลับทำให้รุ่นน้องผู้ชายหลายคนฮึดเดินจ้ำตามคนตัวสูงไปอย่างขันแข็ง คิมแทยอนได้แต่ส่ายหน้าหน่ายๆขณะที่สายตามองเพื่อนตัวสูงเดินลิ่วนำไปไวๆ เขาเหลือบมองคนน้องที่มีท่าทางเหนื่อยชัดเจนเล็กน้อย เห็นใบหน้าหวานที่มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าก็นึกเป็นห่วงลึกๆ

                ..มิยองเคยมาเดินลุยอะไรแบบนี้ที่ไหน..

                “ไหวหรือเปล่า” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโทนเดียวเป็นเอกลักษณ์แต่ยังเจือความห่วงใยให้คนฟังได้ชื่นใจบ้าง ฮวังมิยองฉีกยิ้มตาหยีแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร เด็กสาวกระชับสายสะพายของกระเป๋าเดินทางขึ้นบ่าแล้วเดินตามแทยอนอย่างระมัดระวัง “ทางมันค่อนข้างชัน..เดินระวังหน่อยล่ะ”

                “พี่ดูชำนาญทางจังค่ะ”

                “ฉันมาตั้งแคมป์ เดินป่าแล้วก็ปีนเขากับพวกนั้นบ่อยๆ”

                “เก่งจังเลย!!ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

                ดวงตาสีเข้มเหลือบมองมิยองที่ทำตาโตใส่ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ทำไม?ฉันดูไม่เหมาะกับอะไรพวกนี้หรือไง” อีกฝ่ายสั่นหน้ารัวเป็นการปฏิเสธทันทีที่เห็นสีหน้าตึงๆของคนเป็นพี่ เห็นเธอปฏิเสธเป็นพัลวันแบบนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ “ช่างเถอะ..รีบๆเข้า พวกนั้นบอกว่าเราต้องมีอะไรให้ทำอีกเยอะ...” พูดพร้อมพยักพเยิดไปทางคู่หูแฝดนรกที่เดินนำลิ่วไปไกล

                “พี่เดินนำไปก่อนก็ได้ค่ะ..ฉันเริ่มจะเมื่อยนิดๆแล้วเดี๋ยวตามไปค่ะ” มิยองตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าเงยหน้ามองแทยอนที่ยืนอยู่ข้างๆเพราะกลัวว่าเขาจะดุว่าเอาว่าเธออ่อนแออย่างนั้นไม่ได้เรื่องอย่างนี้

                แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอคิดจะผิดไปมากโข เมื่อมือขาวยื่นออกมาตรงหน้าโดยไร้คำพูดใดพอเงยหน้ามองเจ้าของฝ่ามือเล็กก็เห็นคิมแทยอนกำลังมองมาด้วยแววตาเฉยชา ..แต่คิดว่ามิยองมองไม่ออกงั้นหรือว่าในแววตาสีโกโก้คู่นั้นแฝงความเป็นห่วงอยู่ลึกๆ ..เด็กสาวมองฝ่ามือนั้นอย่างลังเลท่าทางของเธอดูเงอะงะเสียจนคนพูดน้อยเผลอชักสีหน้าหงุดหงิดออกมา แทยอนคว้ามือบางของเด็กสาวมาจับไว้ก่อนจะกระตุกเล็กน้อยเป็นการบอกว่าให้รีบเดินตามมา

                ..เชื่อไหมว่า..ความเหน็ดเหนื่อยได้มลายหายไปทันทีที่ฝ่ามือของเธอเข้าไปอยู่ในอุ้งมือแสนอบอุ่นของเขา.. ความอบอุ่นจากฝ่ามือเล็กที่ไม่เคยเปลี่ยนไปทำให้รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าแสนหวาน ฮวังมิยองส่งยิ้มจนดวงตายิบหยีให้คนเป็นพี่ที่เอาแต่เก๊กไม่ยอมมองหน้ากัน แต่กระนั้น..หัวใจของมิยองก็พองโตอย่างมีความสุข..เพราะมันคือสัญญาณที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ของเราแล้วล่ะ..

 

                “...นี่ ทำแบบนั้นใช้ได้ที่ไหนเล่า” เสียงหวานนุ่มทักคนหน้าหวานที่กำลังขะมักเขม้นกับการกางเต็นท์อย่างเอาเป็นเอาตาย ทันทีที่ถึงจุดหมายทุกคนก็เริ่มตั้งเต็นท์และจัดการกับสัมภาระของตัวเองทันทีโดยที่ไม่ได้นั่งพักให้หายเหนื่อย มิยองที่ไม่เคยมากางเต็นท์มาก่อนก็พยายามจะช่วยแทยอนเท่าที่จะทำได้แต่ไม่รู้ทำไมไปๆมาๆกลับยิ่งทำให้เสียเวลาไปเสียอย่างนั้นจนทำให้คนตัวเล็กที่ยืนมองอยู่เงียบๆเอ่ยทักขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
 

                เด็กสาวทำหน้าหงอย พึมพำขอโทษเสียงเบาแล้วก้มหน้างุดๆอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเสียเวลา เธอเหลือบตามองคนรอบข้างแล้วก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ คนอื่นเค้าก็ไม่เคยมากางเต็นท์แบบเธอแต่กลับรุดหน้านำคู่ของเธอไปเยอะ แต่ดูเธอสิ..นอกจากจะทำอะไรไม่ได้เรื่องแล้วยังจะเป็นตัวถ่วงของแทยอนอีก ..ไม่ได้เรื่องเลยฮวังมิยอง..
 

                “อย่าทำหน้าแบบนั้น” แทยอนพูด แล้วเดินเข้ามาจัดการเอง “เธออยู่เฉยๆเถอะ” ออกปากร้องห้ามเมื่อมิยองขยับเข้ามาช่วย เขาส่ายหน้าด้วยความระอาเมื่อเต็นท์ที่มิยองพยายามกางล้มลงมาไม่เป็นท่า ยกมือขึ้นกุมขมับเล็กน้อยก่อนจะออกปากสั่งให้เด็กสาวนั่งอยู่เฉยๆเสียงเข้มแล้วจัดการกางเต็นท์ด้วยตัวเองในเวลาไม่นาน “เข้ามาช่วยกันจัดที่นอนหน่อยสิ” เอ่ยปากเรียกคนน้องที่เอาแต่ยืนหน้าหงอยมองแทยอนทำนั่นทำนี่เพราะตัวเองทำอะไรไม่เป็น
 

เด็กสาวยิ้มร่าขึ้นมาทันทีที่ไม่ต้องนั่งเฉยๆดูแทยอนจัดการทุกอย่างคนเดียว เธอมุดเข้าไปในเต็นท์ตามเขาพลางช่วยเขาปูที่นอนอย่างขันแข็ง “โชคดีจังนะคะที่ทางอุทยานมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับกางเต็นท์ให้ด้วย ไม่อย่างนั้นเราต้องนอนบนพื้นแข็งๆแน่..ฉันว่าถุงนอนอย่างเดียวคงนอนไม่สบายเท่าไหร่” มิยองชวนแทยอนที่จัดการปูที่นอนเงียบๆ เขาเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ปฏิกิริยาเฉยชาของเขาทำให้เด็กสาวแอบพ่นลมหายใจก่อนจะนั่งคอตกหยิบถุงนอนและของอย่างอื่นออกมาจัดแทน
 

“คืนนี้น่าจะหนาว..เอาเสื้อมาเผื่อหรือเปล่า”
 

“คะ??”
 

ใบหน้าใสหันมองกันเล็กน้อย “เมื่อวานดูพยากรณ์อากาศเขาบอกว่าคืนนี้อากาศเย็นๆแต่มาอยู่กลางธรรมชาติแบบนี้จะหนาวกว่าปกติ..เธอเอาเสื้อกันหนาวมาเผื่อหรือเปล่า” เห็นหน้าตาเหลอหลาของคนน้องก็พ่นลมหายใจแรง “ทำหน้าแบบนั้นคงไม่ได้เอามาล่ะสิ ..ฉันช่วยเธอไม่ได้หรอกนะไม่รอบคอบเอง”
 

มิยองเม้มปากกับวาจาตัดรอนของเขา ได้แต่บ่นตัดพ้อน้อยใจอยู่ในใจเพียงเท่านั้นเพราะรู้ดีว่าถึงบ่นไปแทยอนก็คงไม่สนใจกันหรอก “...ไม่เป็นไรค่ะ ..ฉันคิดว่าฉันทนได้..คงไม่หนาวเท่าไหร่หรอก..มั้งคะ”
 

“...หึ ..แล้วจะคอยดู”

 
 

                “ทุกคนจัดการกับที่นอนของตัวเองเรียบร้อยแล้วนะ” ยูริถามเสียงใส กวาดตามองเต็นท์หลากสีที่ตั้งเป็นจุดๆก็พยักหน้ากับตัวเอง “ดีมาก..ดูท่าจะไม่มีปัญหาอะไรงั้นเรามาเข้าเรื่องต่อไปเลยแล้วกัน” คนตัวสูงหันไปขอใบกิจกรรมที่จะทำตอนบ่ายนี้กับยุนอา “เอาล่ะเดี๋ยวเราจะมาเล่นเกมส์กันเล็กๆน้อยๆ...วสันต์แจกโพยสิ”
 

                หัวคิ้วบางย่นเข้าหากันทันทีที่ไล่สายตาอ่านข้อความในกระดาษเอสี่ ริมฝีปากขมุบขมิบพึมพำคำสบถสาบานแบบไร้เสียงพลางคิดว่าไม่น่ายกหน้าที่การทำกิจกรรมครั้งนี้ให้แฝดนรกเลยให้ตายเหอะ “เอ่อ..ในนั้นให้เราทำอะไรเหรอคะ” เสียงแว่วหวานของมิยองถามขณะที่สาวเจ้าพยายามชะโงกหน้าดู ทันทีที่มิยองสบสายตาเฉยชาของเขาเธอก็รีบกลับไปยืนนิ่งๆทันที แทยอนคว้าแขนบางไว้ดึงเบาๆให้เธอมายืนใกล้ๆพร้อมยื่นกระดาษในมือให้เธออ่านเอาเอง
 

                “ตามที่แจกแจงไว้ในกระดาษ ..กติกามีอยู่ว่าพี่น้องทุกคู่จับคู่กันเพื่อตามหาของบางอย่างและของที่ว่านั่นคือลูกกุญแจสำหรับไขกุญแจข้อมือ” ยุนอาแจกแจงเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้ยินอย่างทั่วถึง “เราจะล็อกข้อมือของพี่น้องทุกคู่ไว้ก่อนเริ่มเกมโดยทุกคู่จะมีแผนที่คนละอันโดยปลายทางจะเป็นที่ซ่อนกุญแจ..ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้นอกจากแผนที่ ..และคู่ไหนที่ออกมาช้าที่สุดหรือหากุญแจไม่เจอ..จะต้องเป็นเวรทำอาหารตลอดสามวันที่อยู่ที่นี่ ตกลงนะ?”
 

                “เอ้าๆอย่าเพิ่งโวยวาย” ยูริยกมือปรามเสียงโอดโอยที่ดังระงม “ไม่ต้องห่วงว่าจะเสียเปรียบเพราะทุกคู่จะต้องร่วมเล่นเกมนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งฉัน..โดยเจ้าหน้าที่ของอุทยานเป็นคนเอาลูกกุญแจเหล่านั้นไปซ่อน..แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่รู้ว่าลูกกุญแจของฉันอยู่ที่ไหน..บทลงโทษของเกมนี้ไม่มีข้อยกเว้น ..แฟร์ดีใช่ไหมล่ะ” รอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้าคมคามเมื่อเสียงโวยวายเงียบไป “มีกำหนดเวลาให้ถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน..หากคู่ไหนที่ออกมาหลังพระอาทิตย์ตกดิน..ไม่ว่าจะหากุญแจเจอหรือไม่..คู่นั้นเป็นฝ่ายแพ้”
 

                “นอกจากแผนที่ที่สามารถนำติดตัวไปได้แล้ว เพื่อความปลอดภัยจึงมีการแจกวิทยุสื่อสารในรูปแบบของนาฬิกาง่ายต่อการพกพา ดูเวลาก็ได้ใช้สื่อสารก็ได้อภินันทนาการจากผู้อำนวยการโรงเรียน ฉันจะแจกให้คู่ละหนึ่งอันโดยสามารถติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่อุทยานที่เตรียมแสตนด์บายรอไว้ในกรณีฉุกเฉิน”
 

                คิมแทยอนกลอกตากับความคิดพิเรนของเพื่อนขณะที่จัดการล็อกข้อมือของตัวเองไว้กับข้อมือของมิยอง ..เขาสาบานว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นเพราะไอ้เกมนี้ล่ะก็เขาจะมาจัดการกับควอนยูริคนแรกเลยเชียว.. เหลือบตามองคนข้างๆเห็นสีหน้ากังวลของเธอก็เปรยขึ้นเบาๆ “ไปกับฉันไม่ต้องกลัว..”
 

                “ฉันรู้ค่ะ...” มิยองหันมายิ้มให้คนพูดน้อย ดวงตาหวานเปล่งประกายไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวอีกคนอย่างเต็มเปี่ยมพร้อมกับคำพูดที่เรียกร่องรอยสีแดงเรื่อบนพวงแก้มใสของเขาได้ทันที “ฉันรู้ดี..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่ต้องปกป้องฉันได้แน่ๆ..”
 

                “ฉันเชื่อในตัวพี่นะคะ พี่แทยอน”

               

                ..พูดเองก็เขินเอง..ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอพูดออกไปแบบนั้นแม้ความจริงเธอจะเชื่อในตัวเขาก็เถอะ แต่การพูดออกไปตรงๆแบบนั้นมันก็ทำให้ขัดเขินพิกลไม่ได้ล่ะน่า ปกติฮวังมิยองเป็นคนช่างพูดหรือกล้าที่จะบอกอะไรตามที่ใจคิดที่ไหนกันล่ะ??

ร่างบอบบางของเด็กสาวเดินเคียงข้างแทยอนไปต้อยๆโดยไร้คำพูดใด เส้นทางในแผนที่พาเราสองคนเดินเข้ามาในป่า แม้มันจะไม่ทึบเพราะทางอุทยานได้เคลียร์ให้เป็นเส้นทางสำหรับเดินป่าชมธรรมชาติอีกเส้นทางหนึ่งแต่มิยองก็อดกลัวไม่ได้ล่ะน่า ..เธอเคยมาสถานที่แบบนี้เสียที่ไหน แต่พอรู้ว่าจะได้มากับแทยอนก็อุ่นใจขึ้นมาเยอะเพราะเธอเชื่อว่าแทยอนต้องปกป้องและเป็นที่พึ่งให้กับเธอได้แน่ๆ
 

                “เราจะไปไหนกันเหรอคะ” เอ่ยถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบในขณะที่แทยอนเอาแต่อ่านแผนที่มาตั้งแต่ต้นทางแล้ว ใบหน้าใสนิ่งไปอย่างครุ่นคิดไล่สายตาอ่านเส้นทางในแผนที่ “ถ้าอ่านเส้นทางไม่ผิดเราน่าจะไปโผล่แถวน้ำตก..” เขาหันหน้าไปมองเด็กสาวที่กำลังมองมาตาแป๋ว “ถ้ามันเป็นไปตามที่เดานะ...ว่าแต่เธอเถอะ ไหวหรือเปล่า”
 

                “ฉันไหวค่ะ..แค่มีพี่ก็พอแล้ว..”
 

                แทยอนเงียบไปชั่วอึดใจกับน้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ ..ใช่ว่าไม่ได้ยินแต่เพราะได้ยินเต็มสองหูเขาถึงได้เงียบเช่นนี้ คำพูดตรงไปตรงมาแม้จะแผ่วเบาแต่เพราะบรรยากาศที่เงียบสงบทำให้เขาได้ยินมันชัดเจนเพราะไม่อย่างนั้นหัวใจของเขาคงไม่เต้นแรงแบบนี้หรอก.. แทยอนถอนหายใจออกมาเพื่อระงับอารมณ์อ่อนไหวของตัวเอง ..เขาจะหวั่นไหวกับเธอไม่ได้ไม่ว่าในด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม..บางอย่างในใจมันบอกว่าไม่ควรเลยแม้แต่จะคิด
 

                “เดินกันต่อเถอะ..ถ้าไม่ไหวก็บอกจะได้พัก”
 

 

                “เดินระวังด้วยล่ะ..ทางมันค่อนข้างชัน..!!

                แต่เสียงหวีดร้องของมิยองได้กลืนคำพูดของเขาเสียหมด ดวงตาสีเข้มของแทยอนเบิ่งกว้างเมื่อหันไปมองต้นเสียงก็เห็นมิยองกำลังจะหล่นลงไปพร้อมกับแรงกระตุกที่แขนข้างซ้ายส่งผลให้ร่างบอบบางที่พยายามเดินตามแทยอนไปติดๆบนเส้นทางที่แสนชันก้าวพลาดและมิยองคงจะตกลงไปแล้วถ้าแทยอนไม่กระตุกแขนที่ล็อกกุญแจข้อมือไว้แล้วเหวี่ยงแขนโอบรอบเอวคอดดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว มือเล็กข้างซ้ายที่ถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจข้อมือคว้าเอาราวเชือกสำหรับใช้ปีนเขาเต็มแรงเพื่อรั้งไม่ให้เราทั้งคู่หล่นลงไปพร้อมกัน
 

                คิมแทยอนทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น แขนข้างหนึ่งโอบร่างบอบบางขณะที่อีกมือยังคงยึดเชือกไว้แน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ เขาหอบหายใจแรงขณะที่มิยองซุกตัวเข้ากับอ้อมกอดของเขาแผ่นหลังของเธอที่สั่นสะท้านทำให้แทยอนรู้ได้ทันทีว่าเธอหวาดกลัวแค่ไหนกับวินาทีเฉียดตายเมื่อครู่ เขาก้มหน้ามองคนที่กำลังซุกหน้ากับอกเขาเงียบๆ ความชื้นที่ซึมผ่านเสื้อทำให้แทยอนแทบจะไม่ต้องเดาเลยว่ามิยองกำลังน้ำตาคลอเพราะความหวาดกลัว วงแขนเล็กที่โอบรอบเอวคอดกระชับกอดเธอแน่นขึ้นแม้ว่าเขาจะสั่นกลัวไม่แพ้กันก็เถอะ ..แต่ถึงจะหวาดกลัวแค่ไหนแต่ตอนนี้สิ่งที่เขาควรจะสนใจคือคนที่กำลังนั่งตัวสั่นกอดเขาแน่นมากกว่า.. ด้วยเพราะความเป็นห่วงที่มีมากกว่าเหตุผลใดแทยอนกดริมฝีปากบนขมับของเด็กสาว พรมจูบซ้ำๆพร้อมกระซิบปลอบเธอว่า.. ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรแล้ว.. ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเธอเงยใบหน้าหวานที่เอ่อคลอด้วยน้ำตามองเขา
 

                “....พี่คะ...”
 

                “ไม่เป็นไรแล้วนะ..ฉันอยู่นี่..ไม่ต้องกลัว..”
 

                น้ำเสียงหวานนุ่มที่กระซิบปลอบทำให้ความหวาดกลัวเบาบางลง มิยองค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นยืนโดยมีอ้อมแขนเล็กคอยประคอง ขาของเธอสั่นไปหมดยามที่พยายามพยุงตัวยืน ใบหน้าหวานที่ซีดเผือดไร้สีเลือดทำให้คนมองเกิดความกังวลขึ้นมา แทยอนเกลี่ยนิ้วโป้งบนผิวแก้มนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “เธอโอเคหรือเปล่า” เห็นอีกคนพยักหน้าตอบกลับมาแม้จะมีสีหน้าหวาดกลัวเล็กๆก็วางใจไปเกือบครึ่ง เขาเอื้อมมือไปกอบกุมมือบางของเธอไว้ กระชับแน่นเพื่อหวังจะให้เธอหายกลัว “..เดินต่อไหวหรือเปล่า?สละสิทธิ์ไหม?”
 

                “...ฉัน ...ฉันไหวค่ะ..”
 

                คนตัวเล็กเงยหน้ามองท้องฟ้าหลังจากที่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามเบาๆแถมอากาศยังแปลกๆเสียจนเขารู้สึกได้ ร่องรอยความกังวลปรากฏบนใบหน้าใส ดวงตาจ้องมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มมาแต่ไกลก็หันไปกระตุกมือร่างบอบบางทันที “รีบเดินต่อกันเถอะ..ก่อนที่ฝนจะตกแล้วเราสองคนจะแย่กัน”

 

                ยังไม่ทันขาดคำความกังวลของเขาก็เป็นจริง หยดน้ำเม็ดโตหล่นลงมาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนจะกลายเป็นสายฝนที่ค่อยๆโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แทยอนถอดเสื้อแจ็กเก็ตลายทหารที่คาดเอวไว้หลวมๆแล้วเหวี่ยงขึ้นคลุมหัวของมิยอง ..เพราะรู้ดีว่าเธอไม่สบายง่ายถึงยอมสละเสื้อให้เธอไว้คลุมศีรษะแม้ว่าจะได้ยินเสียงค้านห้ามแต่เขาก็ไม่สน แทยอนส่งสายตาดุตอบกลับไปเมื่อเห็นว่ามิยองเตรียมถอดเสื้อคืนให้ เราสองคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าสายฝนที่เริ่มตกหนักเมื่อตัดสินใจว่าจะไปหาที่หลบฝนก่อนเพื่อให้ฝนซาแล้วค่อยออกไปตามหาลูกกุญแจที่ถูกซ่อนไว้ต่อ
 

                “พี่คะตรงนั้นมีถ้ำ” เสียงหวานของเด็กสาวเอ่ยให้แทยอนที่หันรีหันขวางหาที่หลบฝนมองตาม รู้สึกโล่งใจนิดๆที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งตากฝนหาที่หลบอีก ..ลำพังตัวเขาเองไม่เป็นอะไรหรอกเพราะร่างกายเขาแข็งแรงพอที่จะตากฝนนานๆได้แต่มิยองนี่นะสิ ขี้หนาวไม่พอยังอ่อนแอไม่สบายง่ายอีกต่างหาก ข้อนี้แทยอนรู้ดีตั้งแต่เหตุการณ์ที่เธอโดนผลักตกน้ำเมื่อเทอมที่แล้วนั่นแหล่ะเพราะเหตุนี้แทยอนถึงอยากหาที่หลบฝนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็เท่านั้น
 

                แขนเล็กโอบไหล่บางให้ร่างของเธอเข้ามาแนบชิดเพื่อไม่ให้ละอองฝนกระเด็นมาโดนเธอ เขาพยักพเยิดไปทางที่เธอชี้เพื่อเป็นสัญญานบอกว่าควรจะไปหลบฝนในนั้นก่อนซึ่งเด็กสาวก็ยอมเดินตามมาแต่โดยดี ดวงตาสีเข้มกวาดตามองไปรอบถ้ำถึงอากาศจะค่อนข้างชื้นแต่มันก็ไม่ถึงกับอับมากนัก อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันยังพอเป็นที่พักชั่วคราวจนกว่าฝนจะหยุดได้ล่ะนะ แทยอนหันมองร่างบอบบางที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นสภาพของที่สั่นริกเหมือนลูกนกแบบนั้นก็แทบจะเดาได้ทันทีเลยว่าเธอกำลังหนาวแต่คำถามคือเขาจะไปหาไฟที่ไหนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้เธอล่ะ?
 

                “ที่นี่น่าจะมีเศษไม้แห้งๆอยู่บ้าง..” แทยอนพึมพำกับตัวเองขณะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเศษไม้ที่ว่า สองขาเล็กเดินตรงรี่เข้าไปในถ้ำพลางประคองร่างบอบบางให้เดินตามไปด้วยกัน น่าแปลกที่ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่อากาศกลับยิ่งอบอุ่นมากขึ้นไม่เหมือนตอนอยู่ที่ปากถ้ำสักนิด “เดี๋ยวเรานั่งหลบฝนในนี้จนกว่าฝนจะซาก็แล้วกันนะ” เขาพูดกับเธอที่เอาแต่ยืนกอดตัวเองเพราะความหนาว สายตาเฉยชากลับทอดแสงอ่อนยามที่เห็นมิยองเอาแต่ยืนกอดตัวเองอยู่อย่างนั้น “รอสักพักนะฉันจะจุดไฟให้เธอจะได้อุ่นขึ้น”

                “แล้ว..พี่จะจุดยังไงกันคะในเมื่อเราไม่มีไฟ...” มิยองถามเสียงแผ่ว สองแขนกอดตัวเองแน่นขึ้น ดวงตาหวานมองไฟแช็กอันเล็กที่เขาล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงก็ร้องค้าน “แต่เราไม่มีพวกกระดาษหรืออะไรที่เป็นเชื้อเพลิงเลย..”
 

                “แผนที่นี่ไง”
 

                “เอ๋?ต แต่..ถ้าเราไม่มีแผนที่เราจะไปตามหากุญแจที่ไหนล่ะคะ แล้วถ้าเราหากุญแจไม่เจอเราจะแพ้เกมนะคะ” คนน้องพูดละล่ำละลัก พยายามร้องห้ามเมื่อแทยอนเตรียมจะจุดไฟแช็กเผากระดาษแผนที่เพื่อทำเป็นเชื้อเพลิง “ฉัน..ไม่อยากให้พี่มาเดือดร้อนเพราะฉันอีก..เพราะฉะนั้นไม่ต้อง...”
 

                “เธอสำคัญกว่าเกมบ้าๆนั่นตั้งเยอะ”

                เสียงกระซิบแผ่วเบาคล้ายกับเจ้าตัวกำลังบ่นกับตัวเองแต่เพราะในพื้นที่คับแคบแบบนี้ทำให้เสียงของเขาสะท้อนจนมิยองได้ยินเต็มสองหู และใบหูที่แดงจัดของคนพูดน้อยทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าคนฟอร์มจัดท่ามากกำลังเขินกับคำพูดของตัวเอง แทยอนแสร้งกระแอมไอเพื่อลดอาการประหม่าแปลกๆหลังจากรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป เขาเชิดหน้าขึ้นโดยไม่ยอมหันมามองเธอแม้แต่น้อยก่อนจะพูดด้วยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจหายวูบ
 

                “เพราะถ้าเธอเป็นอะไรไปพ่อคงได้ด่าฉันอีกที่ดูแลลูกสาวคนโปรดของเขาไม่ดี”

                ..เจตนาของคนพูดอาจจะพูดออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างตามประสาคนฟอร์มจัดแต่เขาจะรู้ไหมว่าคนฟังกลับคิดไปไหนต่อไหนแล้วกับประโยคตอกย้ำสถานะที่แฝงไปด้วยอาการประชดประชันนั่น..

                ฮวังมิยองไม่ได้พูดอะไรอีกนับจากนั้น..เธอได้แต่เดินตามแรงประคองของเขาทรุดตัวนั่งตรงมุมถ้ำและมองเขาหยิบเศษไม้แห้งที่กองอยู่ใกล้ๆวางกองตรงหน้า และมองเสี้ยวหน้าที่ดูตั้งอกตั้งใจของเขายามที่เขาจุดไฟเผาแผนที่ในมือเพื่อเป็นเชื้อเพลิง เปลวไฟสีแดงส้มเริ่มปะทุเบาๆหลังจากที่แทยอนก่อกองไฟสำเร็จในเวลาไม่นาน ที่ว่ามาตั้งแคมป์กับพวกเพื่อนๆในกลุ่มของเขาบ่อยๆก็ท่าจะจริงเพราะท่าทางของเขาดูชำนาญเสียจนมิยองยังแปลกใจและคิดว่ามีอะไรบ้างไหมที่คิมแทยอนคนนี้ทำไม่ได้..แต่เธอคงลืมไปว่าในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง..รวมถึงแทยอนด้วยเช่นกัน
 

                ..เพราะถ้าคิมแทยอนคนนี้สมบูรณ์แบบจริงอย่างที่เธอคิด ..เขาคงจะไม่ปล่อยให้อะไรๆระหว่างเรามันคลุมเครือจนถึงวันที่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแบบนี้..ถ้าแทยอนเข้าใจเธอเสียหน่อยเขาคงจะไม่ทำให้เธอเสียใจร่ำไปแบบนี้ ..คิมแทยอนอาจจะเก่งไปเสียทุกอย่าง..แต่สิ่งหนึ่งที่แทยอนไม่เคยเข้าใจเลยคือความรู้สึกของฮวังมิยอง..
 

               

                เราสองคนนั่งฟังเสียงเปลวไฟประทุไปเรื่อยๆโดยไร้บทสนทนาใด ดวงตาเอาแต่จ้องมองเปลวไฟสีแดงส้มที่ลุกไหม้ราวกับกำลังเต้นรำปล่อยความคิดให้ลอยไปอย่างไร้จุดหมายระหว่างที่รอฝนด้านนอกซาลง มิยองแอบเหลือบมองแทยอนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเครื่องสื่อสารบนข้อมือตัวเอง เห็นสีหน้าเฉยชาแสดงความหงุดหงิดออกมาบ่อยครั้งเมื่อพบว่ามันไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากประดับไว้สวยๆบนข้อมือ
 

                “ฝนตกแบบนี้สัญญาณไม่มี..แล้วจะมีเครื่องนี่ไว้ทำอะไรนะ” คนตัวเล็กบ่นงึมงำกับตัวเอง ขมวดคิ้วบางจนหน้าผากยับย่น “เปลืองเงินโดยใช่เหตุจริงๆให้ตาย..” สุดท้ายคนตัวเล็กจึงถอดเครื่องสื่อสารทิ้งไว้ข้างตัวหลังจากพบว่ามันไร้ประโยชน์อย่างที่คิดไว้จริงๆ เขาถอนหายใจแล้วยกแขนขึ้นกอดตัวเองหลวมๆเมื่อเสื้อที่เปียกชื้นจากการตากฝนเริ่มทำให้เขารู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กๆ
 

                เสียงเป่าปากเบาๆข้างกายทำให้แทยอนละความสนใจจากกองไฟตรงหน้าแล้วหันไปมองคนข้างๆที่นั่งเงียบมาได้หลายนาทีแล้ว ร่างบอบบางที่นั่งกอดตัวเองแน่นสั่นน้อยๆเพราะความเหน็บหนาว สีหน้าเขาแสดงความกังวลออกมาเล็กน้อยเมื่อพบว่ากองไฟที่เขาก่อขึ้นมานั้นไม่ได้ให้ความอบอุ่นกับเธอสักเท่าไหร่ เรียวปากบางเม้มแน่นเหมือนกำลังชั่งใจก่อนจะเอ่ยปากให้คนน้องหันใบหน้าหวานๆมามองกันด้วยสีหน้าแปลกใจ
 

                “...ขยับมาใกล้ๆนี่สิ...ถ้าหนาว”
 

                “ค คะ???”
 

                คิมแทยอนพ่นลมหายใจเล็กน้อยขณะที่อีกคนมีสีหน้าเหมือนไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน แขนซ้ายกระตุกเล็กๆเป็นสัญญาณให้อีกคนขยับมาใกล้กันอีกหน่อย เห็นร่างบอบบางขยับเข้ามาอย่างว่าง่ายก็ใช้แขนขวาตวัดเอาร่างบอบบางขึ้นมานั่งบนตัก หยิบเสื้อลายทหารที่เริ่มแห้งแล้วหลังจากเอาไปผิงไฟขึ้นมาคลุมตัวเองและคนในอ้อมแขนเพื่อแบ่งปันความอบอุ่น
 

                “แบบนี้คงจะอุ่นขึ้น..” เขาพึมพำเสียงเบาเหมือนทั้งขัดเขินและรักษาฟอร์ม “นั่งกันแบบนี้จนกว่าฝนจะหยุดตกแล้วกัน” แขนขวาที่เป็นอิสระโอบเอวคอดให้ร่างของเธอแนบชิด สิ่งที่ขั้นระหว่างเราไว้มีเพียงแขนซ้ายของเขากับแขนขวาของเธอที่ถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจมือเพียงเท่านั้น..แต่นั่นมันก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะลดความประหม่าและขัดเขินที่กำลังเกิดขึ้นได้แม้จะเล็กน้อยก็ตามที “อุ่นขึ้นไหม?”
 

                “....ค่ะ..”
 

                “......พิงได้นะถ้านั่งไม่สบายล่ะก็..”
 

                ได้ยินคำชวนกลายๆแบบนั้นมีหรือว่าฮวังมิยองจะไม่คว้าโอกาสเอาไว้? ..หาโอกาสจะใกล้ชิดแทยอนมาตั้งแต่เราผิดใจกันพอได้ยินแบบนี้มิยองจึงไม่ลังเลเลยที่ขยับกายเล็กน้อยในวงแขนของเขาแล้วเอนกายอิงแอบเขา ซบศีรษะกับบ่าเล็กที่แสนอบอุ่นพร้อมหลับตาพริ้ม ..นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้นั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขาแบบนี้.. นับตั้งแต่วันงานเต้นรำเมื่อเทอมที่แล้วหรือเปล่าหนอ.. มันอาจจะผ่านมาไม่นานเท่าไหร่นักแต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำให้มิยองรู้สึกว่ามันนานเหลือเกินที่เราไม่ได้ใกล้ชิดกันแบบนี้..
 

..นานเสียจนมิยองคิดถึงไออุ่นจากอ้อมกอดของเขา ..คิดถึงแววตาที่แสนอบอุ่นองเขา ..คิดถึงรอยยิ้มอ่อนโยน.. คิดถึงน้ำเสียงหวานนุ่มที่กระซิบถ้อยคำมากมายให้เธอได้เขินอายเสมอ.. คิดถึงแม้กระทั่งจูบแสนหวานของเขา.. มิยองคิดถึงและโหยหาทุกอย่างที่เป็นคิมแทยอน.. คิมแทยอนผู้แสนอ่อนโยน..เจ้าชายหิมะอุ่นคนนั้น..
 

“...พี่คะ..”
 

“.....หืม”
 

ดวงหน้าหวานละจากบ่าเล็กเพื่อเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของเขาเงียบๆ เธอขานเรียกเขาอีกครั้งขณะที่สองตายังจับจ้องเขาไม่ห่างจนกระทั่งแทยอนยอมเอียงหน้ามามองกันเล็กน้อย ..แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับมิยอง..ขอแค่เขาหันมาสนใจกันบ้างแม้จะเล็กน้อยเธอก็พอใจแล้ว มือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถูกพันธนาการเอื้อมมายึดชายเสื้อของเขาไว้ ดวงตาหวานยังคงจ้องตาเขาไม่ละไปไหนราวกับจะสื่อให้เขารู้.. ให้แทยอนได้รู้ว่ามิยองคิดถึงเจ้าชายหิมะอุ่นคนนั้นมากแค่ไหน..
 

“พี่คะ ฉัน...”
 

เธอพูดได้เท่านั้นก็เงียบไป.. มือที่ยึดเสื้อของเขาไว้คราวแรกสอดแขนโอบรอบเอวเล็กหลวมๆก่อนจะซุกหน้ากับอกอุ่นของเขาขยับซุกไซ้คล้ายจะหาไออุ่นและออดอ้อนกลายๆ และท่าทางเช่นนั้นทำให้แทยอนอมยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “อ้อนเอาอะไร หืม?” เอ่ยถามเสียงนุ่มพร้อมกดจูบบนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเบาๆ
 

“เปล่าค่ะ..ฉันแค่...อยากกอดพี่”
 

“ก็กอดอยู่ไม่ใช่หรอ?” เอ่ยถามหยอกเย้า ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มบาง คำหยอกของเขาทำให้เด็กสาวที่ซุกหน้าอ้อนอยู่คราวแรกผละกายออกห่างเล็กน้อย ดวงตาหวานส่งค้อนวงใหญ่กลับมาเป็นของแถม แต่ท่าทางแบบนั้นกลับทำให้คนพูดน้อยหลุดมาดเอาเสียง่ายๆ แทยอนหัวเราะเบาๆในลำคอพร้อมใช้มือขวาดึงร่างบอบบางเข้ามากอด กดเรียวปากบนขมับซ้ำๆ “แค่นี้ทำหน้างอไปได้ ..ขี้งอนเหลือเกินนะ” กระซิบกล่าวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ปลายจมูกคลอเคลียพวงแก้มนวลอย่างแสนรัก การกระทำที่แสนคุ้นเคยทำให้ทั้งคู่นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่มีกันอีกครั้ง แทยอนจูบย้ำบนผิวแก้มนุ่ม กลิ่นกายหอมอ่อนๆของมิยองทำให้หัวใจดวงนี้เต้นแรงได้เสมอ..
 

..หอมเสียจนทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง..ลืมว่าเขาไม่ควรเผลอไปหวั่นไหวกับเธอ ลืมแม้กระทั่งสถานะของเราตอนนี้..ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง..เพราะถ้าเขารู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่สองแขนของเขาคงไม่กอดร่างบอบบางไว้เต็มอ้อมแขนแบบนี้ ริมฝีปากของเขาคงไม่พรมจูบทั้งขมับทั้งพวงแก้มของเธออย่างไม่รู้เบื่อแบบนี้ และดวงตาของเขาคงไม่มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนและลุ่มหลงเช่นนี้..
 

คิมแทยอนผู้เย็นชากำลังพ่ายแพ้ให้กับเด็กสาวฮวังมิยองอย่างเต็มรูปแบบ
 

“....มิยอง..” เรียวปากกระซิบข้างหูเธอเสียงพร่า น้ำเสียงหวานนุ่มของเขาที่เรียกชื่อเธอเบาๆทำให้เด็กสาวแก้มแดงเรื่อ ฮวังมิยองช้อนสายตามองใบหน้าใสที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนเปลือกตาบางจะปิดลงเมื่อความสัมผัสนุ่มนวลเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก
 

 

..รสจูบของเขา..ยังอบอุ่นและหวานละมุนไม่เปลี่ยนไปเลย..
 

วงแขนข้างที่ว่างยกขึ้นเกี่ยวคอของเขาไว้ขณะที่เธอเอียงหน้าเพื่อปรับองศาให้ริมฝีปากของเราแนบสนิทกันยิ่งขึ้น สัมผัสนุ่มนวลที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่กลับทำให้ร่างกายร้อนรุ่มไปหมดและพาลให้หัวใจเต้นแรงกว่าที่เคย เสียงหัวใจเต้นรัวท่ามกลางความเงียบยามที่ริมฝีปากของเราแนบสนิท ..นานมากแล้วที่เราไม่ได้จูบกันแบบนี้..ความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านทำให้สติของคิมแทยอนกำลังกระเจิงจนห้ามไม่อยู่ ฝ่ามือเล็กข้างที่ว่างยกประคองดวงหน้าหวานที่กำลังหลับตาพริ้มตอบรับจูบของเขา ปลายลิ้นเล็กเลาะเล็มริมฝีปากล่างที่แดงช้ำของเธอก่อนจะสอดลิ้นเข้ากวาดหาความหวานละมุนที่แสนคิดถึง รสจูบที่แสนดูดดื่มส่งผลให้เสียงหวานครางเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ถูกปิดสนิทฝ่ามือบางเลื่อนจากลำคอเล็กสอดใต้กลุ่มผมสีบรอนซ์ขยุ้มเส้นผมนุ่มเล็กน้อยยามที่ลิ้นเล็กของเขากวาดไล้ไปทั่วโพรงปากเกี่ยวลิ้นบางของเธอให้กระชับตอบอย่างซุกซน
 

ฮวังมิยองบิดกายเร่าบนตักของคนตัวเล็กยามที่ฝ่ามืออีกข้างสอดผ่านชายเสื้อขึ้นสูงแม้ว่าข้อมือของเราจะถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจมือแต่มันกลับไม่ได้เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นักสำหรับแทยอน มือเล็กลากผ่านผิวนุ่มของหน้าท้องราบเชื่องช้าขณะที่ริมฝีปากละจูบออกเลื่อนต่ำลงมาแถวลำคอหอมกรุ่นที่เด็กสาวเอียงหน้าเปิดโอกาสให้เขาซุกซนได้อย่างเต็มที่ ลิ้นเล็กที่แตะไล้แผ่วเบาตรงผิวลำคอทำให้มิยองครางออกมาเบาๆ พวงแก้มของเธอแดงเรื่อเมื่อรู้สึกถึงความรู้สึกหวามไหวที่เกิดขึ้น ...เธอกำลังห้ามตัวเองไม่ได้กับสัมผัสที่เขามอบให้..มิยองรู้ดี..เพราะความคิดถึงที่มีมากเกินไปทำให้เด็กสาวไม่อาจห้ามความรู้สึกได้อีกแล้ว..
 

..ณ ตอนนี้หากแทยอนปรารถนาจะครอบครอบร่างกายของเธอมิยองก็จะยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นของเขาแต่โดยดี..ด้วยความเต็มใจ..

“มิยอง...เธอน่ารักมาก..” น้ำเสียงหวานนุ่มกระซิบพร่าข้างหู มันเต็มไปด้วยความหลงใหลเสียจนคนฟังรู้ดีว่าเขากำลังหลงละเมอในตัวเธอจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง สัมผัสที่เน้นหนักตรงลำคอ ความเจ็บแล่นปราดอย่างรวดเร็วเมื่อเขาขบกัดและดูดผิวขาวเนียนจนเกิดขึ้นเป็นรอยช้ำ ฝ่ามือเล็กซุกซนเข้ากอบกุมเนื้อนุ่มที่ปกปิดด้วยบราสีอ่อนและแรงสัมผัสจากฝ่ามือส่งผลให้เด็กสาวผวาเข้ากอดเขาแน่น

“อา...พี่คะ..ฉัน....”

แต่ทุกอย่างกลับหยุดลงทันทีเมื่อเสียงหวานของมิยองกระซิบข้างหูพร้อมกับฝ่ามือที่ขยุ้มผมของเขาจนรู้สึกถึงแรงดึง แทยอนละจูบจากลำคอหอมกรุ่นออกมาหอบหายใจแรงราวกับกำลังระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก ดวงตาสีเข้มกวาดตามองเครื่องหน้าที่กำลังแดงจัดของเด็กสาว ไล่ต่ำลงมายังลำคอที่มีรอยดูดแดงชัดและเสื้อเชิ้ตสีชมพูที่ถูกปลดกระดุมจนหมด...ทั้งหมดมาจากฝีมือของเขาเอง..

....ทำอะไรลงไป..บ้าไปแล้วหรือไงคิมแทยอน..นั่นน้องสาวของแกนะ ลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอ..

ริมฝีปากสีสดเม้มแน่น ใบหน้าใสเครียดขึ้งเสียจนเห็นได้ชัด.. ดวงตาหวานปรือตามองใบหน้าที่ซีดเผือดของเขา แววตาที่เจ็บปวดและสับสนทำให้มิยองกังวลตามไปด้วย “พี่คะ...เป็นอะไรไป...” ฝ่ามือบางยกขึ้นกุมแก้มใสแต่กลับต้องชะงักเมื่อเขาเบนหน้าหนีปฏิเสธความห่วงใยจากเธอ.. และการกระทำของเขาทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบ

“........ขอโทษ”

คำพูดที่แสนสั้นแต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของคนรับกลับปวดร้าวนัก.. อาจเพราะน้ำเสียงที่อยู่ในคำขอโทษนั้นมันทั้งปวดร้าวและแผ่วเบาจนน่าใจหาย ..มันทำให้เธอรู้สึกว่าคิมแทยอนที่ใจดีคนนั้นกำลังจะถูกคิมแทยอนที่เย็นชากลืนกินอีกครั้งและเธอก็เดาไม่ผิดเลยจริงๆ.. เมื่อสองมือของเขา..ดันตัวเธอให้ลงจากตักเปลี่ยนเป็นนั่งข้างๆเช่นเดิมก่อนที่เขานั่งเงียบจ้องมองกองไฟที่ลุกไหม้ตรงหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเลย..

..ทิ้งให้มิยองนั่งมองเขาด้วยดวงตาที่ปริ่มน้ำ..และความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาในใจกับความเย็นชาที่เกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง..

................................................................................................................................................................................

                เสียงตะโกนโหวกเหวกท่ามกลางความมืดมิดจากด้านนอกทำให้คนตัวเล็กตื่นจากนิทราหลังจากเผลอหลับไปชั่วเวลาหนึ่ง อากาศที่เย็นชื้นและหยดน้ำที่ตกลงมาเป็นพักๆทำให้แทยอนเดาว่าฝนคงจะหยุดตกแล้ว และเสียงตะโกนเมื่อครู่คงจะเป็นเสียงของยูริกับกลุ่มคนบางส่วนที่ออกมาตามหาเขากับมิยอง ..ก็สมควรอยู่หรอก..นี่มันเลยเวลาสิ้นสุดของเกมมาตั้งสองชั่วโมงแล้วนี่.. แทยอนคิดขณะที่มองตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอวิทยุสื่อสารในรูปแบบของนาฬิกา

                คนตัวเล็กเอียงหน้ามองร่างบอบบางที่นั่งชันเข่ากอดตัวเองเล็กน้อย เห็นใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมาอย่างงัวเงียก็กระตุกแขนเล็กๆเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าควรจะลุกขึ้นและเดินออกไปนอกถ้ำได้แล้วซึ่งเด็กสาวก็ทำตามแต่โดยดี เราสองคนเดินออกมาจากด้านในถ้ำเคียงข้างกัน..เพียงแต่คราวนี้มิยองไม่มีอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นคอยประคองก็เท่านั้น

                เสียงไอค่อกแค่กของเด็กสาวทำให้แทยอนชะงักเล็กน้อย เขาหันไปมองเธอที่สูดจมูกฟุดฟิดเหมือนคนไม่สบายก็เอ่ยถามว่าไม่สบายหรือเปล่าซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้ากลับมา ยังไม่ทันที่จะเอื้อมมือแตะหน้าผากของคนหน้าหวานอย่างที่ใจคิดเสียงตะโกนเรียกชื่อเขาก็ทำให้แทยอนชะงักมือไว้เสียก่อน..กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าใครเป็นคนเรียกก็ถูกใครบางคนโถมเข้ากอดเสียจนหน้าแทบคว่ำ

                “ฮือออ ไอ้บ้า!!แกหายไปไหนตั้งสองชั่วโมง ฉันนึกว่าแกเป็นอะไรไปแล้วซะอีก” ควอนยูริสะอื้นฮึกฮักหลังจากโถมเข้ากอดเพื่อนตัวเล็กซะเต็มรัก

ส่วนคนถูกกอดกลอกตาเล็กน้อยและตบหลังเพื่อนตัวสูงที่เอาแต่กอดรัดเขาแน่นเบาๆ “ฉันไม่เป็นไร..”

“แกรู้ไหมว่าฉันแทบสติแตกตอนที่เลิกเกมแล้วไม่เห็นแกแม้แต่เงา”

“อืม รู้”

“แล้วแกหายไปไหนมา!!

“ฝนตก..เลยไปหาที่หลบฝนแล้วไอ้เครื่องสื่อสารซังกะบ๊วยของแกก็ดันใช้การไม่ได้เลยสักนิด” แทยอนตอบเสียงเรียบ “แต่ที่สำคัญกว่านั้น..กลับไปที่โรงเรียนฉันจะจัดการกับแกเป็นคนแรกโทษฐานเป็นตัวต้นคิดเกมบ้าๆนี่ขึ้น”

คำขู่ของคนตัวเล็กทำให้คนฟังหน้าซีดเผือด ยูริหัวเราะแหะๆแล้วรีบพูดกลบเกลื่อนความผิดทันที “เอ่อ..ในกรณีของแกมันเป็นเหตุสุตวิสัยเพราะฉะนั้นฉันจะยกบทลงโทษของแกละกัน เอาเป็นว่าคู่ของแกกับน้องมิยองไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราเพราะฉันจะให้แม่บ้านของที่นี่ทำอาหารเลี้ยงพวกเราตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ตกลงไหม?”

“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว...” แทยอนกระตุกยิ้มมุมปากเล็กๆ “...เดี๋ยวหายาแก้หวัด....” คำพูดที่เหลือถูกกลืนกินด้วยความเงียบเมื่อเหลือบสายตาไปเห็นร่างบอบบางที่อยู่ข้างๆ ดวงตาวูบไหวทันทีเมื่อเห็นร่างสูงของนิชคุณที่ตามพวกยูริมาด้วยเดินเข้าไปถามไถ่เธออย่างห่วงใยหลังจากที่ข้อมือของเราถูกปลดให้เป็นอิสระ

“อะไร?”

“ช่างเถอะ....”

“แกเอายาแก้หวัดไปทำไม?แกไม่สบายเหรอ”

“เปล่า” แทยอนพูดเสียงเรียบเบือนหน้าหนีภาพบาดตาของนิชคุณกับมิยองที่กำลังพูดคุยด้วยความห่วงใย ..ตัวจริงของมิยองมาแล้ว..เขาก็คงหมดหน้าที่..กลับมาสู่ความจริงได้แล้ว.. คิดได้เช่นนั้นคนตัวเล็กก็ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเดินตามเจ้าหน้าที่อุทยานกลับที่พักเงียบๆทิ้งให้ยูริยืนมองแผ่นหลังเล็กด้วยแววตาครุ่นคิด

..แผนกระชับความสัมพันธ์ล้มเหลวหรือเนี่ย..

 
 

“พวกสาวๆอยากจะตามมาด้วยแต่ผมห้ามเอาไว้เพราะมันค่อนข้างมืดและอันตรายน่ะ” นิชคุณอธิบายเมื่อเพื่อนสาวหน้าหวานถามถึงเพื่อนสนิทอีกสามคน มิยองพยักหน้าทำความเข้าใจแล้วไม่ลืมยิ้มขอบคุณความห่วงใยของเพื่อนหนุ่ม

“ขอบคุณนะคะนิกคุณที่ออกมาตามหาฉันกับพี่”

“มิยองเป็นเพื่อนของผม ส่วนรุ่นพี่แทยอน...เค้าก็เป็นรุ่นพี่ที่ผมนับถือ..ผมก็เป็นห่วงทั้งคู่นั่นแหล่ะครับ” นิชคุณยิ้มกว้างให้เพื่อนสาว มือหนาวางบนเรือนผมนุ่มโยกศีรษะเพื่อนสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู “ในสายตาผม..มิยองก็เหมือนน้องสาวที่ผมต้องคอยดูแลคอยเป็นห่วง..มันไม่แปลกไปใช่ไหมเนี่ย” พูดแล้วก็หัวเราะเบาๆกับความคิดของตัวเอง

“นิกคุณก็เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ชายของฉันเหมือนกันค่ะ”

ความจริงใจในแววตาของทั้งคู่สื่อถึงกันเงียบๆ พวกเขามองสบตากันแล้วหัวเราะให้กันอย่างสบายใจ ..น้อยนักที่จะหารักที่บริสุทธิ์โดยที่ไม่มีอะไรแอบแฝงในความสัมพันธ์ของเพื่อนต่างเพศ แต่มันกำลังเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของมิยองและนิชคุณ ..ความสัมพันธ์ที่รู้กันแค่สองคนว่าเรารักกันเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้องและไม่มีวันที่จะแปรผันเป็นอย่างอื่นได้ทั้งคู่มั่นใจ.. สิ่งที่มีให้กันมีเพียงความปรารถนาดีอย่างไม่มีเงื่อนไขใด เหมือนที่พี่น้องมีให้กันก็เท่านั้น..

แต่มิยองไม่อาจรู้ได้เลยว่าเสียงพูดคุยเบาๆเคล้าคลอกับเสียงหัวเราะของเธอและเพื่อนหนุ่มกำลังทำให้ใครบางคนที่เดินนำหน้าไปก่อนเข้าใจผิดไปไหนต่อไหน คิมแทยอนกล้ำกลืนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในหัวใจจนร้าวระบม ..เสียงหัวเราะร่าเริงของเธอ..มันเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาที่เธออยู่กับนายนิชคุณคนนั้นผิดกับเวลาที่อยู่กับเขา..น้อยครั้งนักที่จะได้ยินเสียงหัวเราะแบบนั้นของเธอ..

..ชัดเจนแล้ว..ชัดเจนทุกอย่าง..มิยองคงมีความสุขที่ได้อยู่กับนิชคุณมากกว่าเขา..เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ควรที่จะอ่อนไหวหรือเผลอใจกับเธออีก..ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะขอทำตามใจตัวเองเพราะทันทีที่กลับไปโซล..เขาจะขอเป็นคิมแทยอนผู้เย็นชาคนเดิม..เพราะฉะนั้นทุกเวลาที่อยู่ที่นี่..ทุกนาทีที่เขาได้อยู่กับเธอเพียงสองคนมันไม่ผิดใช่ไหมที่จะขอตักตวงความสุขอย่างเต็มที่..ไม่ผิดใช่ไหมที่จะขอหลอกตัวเอง..

..ว่ามิยองรักคิมแทยอนคนที่ดูแลเธอไม่เคยได้ คนที่พูดคำหวานไม่เป็นคนนี้.. ไม่ใช่นิชคุณที่ให้เธอได้ทุกอย่าง..

................................................................................................................................................................................

                เสียงไอแหบๆที่ดังขึ้นจากข้างกายทำให้แทยอนลืมตาตื่นขึ้น เขาขยับกายเล็กน้อยก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ชะโงกหน้ามองร่างบอบบางที่นอนขดตัวอยู่ในถุงนอนครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม “ไม่สบายเหรอ” แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้ตอบอะไรนอกจากนอนขดตัวนิ่งๆเท่านั้น ท่าทางของมิยองทำให้เขาเป็นห่วง..เกรงว่าเธอจะไม่สบายเพราะมิยองโดนละอองฝนไปก็เยอะพอดูแถมเมื่อตอนกินข้าวเย็นเธอยังมีท่าทางเหมือนคนไม่ค่อยสบายอีก..

                ..อีกอย่าง..อากาศตอนกลางคืนแบบนี้มันก็หนาวพอดูล่ะ และท่าทางว่าเสื้อหนาวตัวบางที่เธอใส่มันจะให้ความอบอุ่นไม่พอซะด้วยสิ..

                ดวงตาสีเข้มมองร่างบอบบางที่ขดตัวนอนเงียบๆ เห็นเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมนก็แปลกใจทั้งที่อากาศก็ออกจะหนาวไม่ได้ร้อนมากมายแต่การที่เหงื่อออกแบบนี้มันค่อนข้างผิดปกตินะ ไวเท่าความคิดมือเล็กทาบลงบนหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อแล้วกลับต้องชักออกมาแทบไม่ทันเมื่อพบว่าอุณหภูมิของร่างกายเธอร้อนจัด “ตัวร้อน??” ร้องออกมาอย่างร้อนรน เรียวปากบางเม้มแน่นแล้วหันไปค้นข้าวของในกระเป๋าเป้ใบโต จัดแจงแกะยาแก้ไข้ที่พกมาด้วยออกมาสองเม็ดคว้าเอากระติกน้ำพกพาข้างกายขึ้นมาวางไว้แล้วประคองร่างบอบบางที่อ่อนแรงไว้ในอ้อมแขน

                “..มิยองอา...ทานยาหน่อยนะ” เสียงหวานนุ่มที่กระซิบอ่อนโยนทำให้เด็กสาวปรือตาที่หนักอึ้งขึ้นมอง ใบหน้าใสที่ลอยอยู่ใกล้ๆนั้นแฝงไปด้วยความเป็นห่วงชัดเจน ฮวังมิยองส่ายหน้ากลับไปเมื่อเห็นเม็ดยาสีขาวบนฝ่ามือเล็กเธอขยับตัวเข้ากอดแทยอนซุกหน้ากับบ่าของเขาแน่นบ่นงึมงำว่าไม่เอาไม่กินจนคนฟังอ่อนใจในความดื้อรั้นนัก “ อย่าดื้อสิมิยองอา..เธอตัวร้อนนะ”

                “งื้อ...ไม่เอา..มิยองไม่อยากกิน...”

                “ถ้าเธอไม่กินฉันจะตีเธอนะ”

                “พี่ใจร้าย” เสียงบ่นงึมงำด้วยความน้อยใจเรียกรอยยิ้มบางบนใบหน้าใสได้ทันที แทยอนกระชับอ้อมแขนกอดเธอเอาไว้ กดจูบลงบนหน้าผากมนชุ่มเหงื่อกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสียงจนคนฟังยอมช้อนสายตาขึ้นมองหน้ากัน “...ทานยานะคะเด็กดี..จะได้หายไวๆไงคะ”

                “พี่จะดูแลเธอเองนะเด็กดี”

                สิ้นถ้อยคำอ่อนโยน มิยองก็ยอมเอื้อมมือมาหยิบยาเข้าปากแต่โดยดี ใบหน้าหวานยู่เล็กๆเมื่อเม็ดยาขมๆไหลลงคอก่อนสองแขนจะตวัดกอดเอวเล็กของเขาแน่น “..พี่..มิยองหนาว..พี่กอดมิยองได้ไหมคะ” เอ่ยออดอ้อนเสียงอ่อยพร้อมทั้งกระชับอ้อมกอดแน่นเพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้โกหกและการกระทำนั้นทำให้แทยอนกดจูบบนขมับของเธอเบาๆแทนคำตอบ “พี่จะกอดมิยองไว้ทั้งคืนเลยนะคะ ...หายไวๆนะเด็กดี..”

                รอยยิ้มสุขใจปรากฏบนใบหน้าแสนหวาน.. หัวใจของมิยองอิ่มเอมไปด้วยความสุขยามที่ได้ยินน้ำเสียงหวานนุ่มกระซิบกล่าวอย่างอ่อนโยน.. หากแทยอนจะอ่อนโยนและใจดีกับเธอแบบนี้..มิยองก็ขอให้เธอไม่สบายตลอดไปเลยจะได้ไหมนะ..เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังมีเขาคอยดูแลไม่ห่างกายอย่างนี้เรื่อยไป..

                คิมแทยอนตระคองร่างบอบบางวางลงกับที่นอน สองแขนยังคงกอดเธอเอาไว้แน่นและทันทีที่หัวถึงหมอนคนป่วยก็ขยับเข้ามากอดเข้าไว้อย่างรู้งาน เขาก้มมองใบหน้าหวานที่ซุกหน้ากับอกของเขาแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู ฝ่ามือเล็กลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเบามือ เรียวปากพรมจูบบนกระหม่อมบางซ้ำๆยามที่ได้ยินเสียงงึมงำออดอ้อนของคนน้อง เขากระซิบบอกฝันดีแผ่วเบาก่อนจะเป็นฝ่ายปิดเปลือกตาลงบ้างเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง..พร้อมกับฝันเห็นเราเดินจับมือเคียงข้างกันตลอดคืน..

 

                เสียงนกร้องในยามเช้าทำให้เด็กสาวปรือตาตื่น ฮวังมิยองขยับกายเล็กน้อยในถุงนอนสีชมพูของตัวเอง ดวงตาหวานกวาดตามองไปรอบเต็นท์แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของคนที่กอดเธอเอาไว้ตลอดคืนเช่นคิมแทยอน.. เด็กสาวถอนหายใจเบายกสองแขนกอดตัวเองเงียบๆ..ไออุ่นจากอ้อมกอดและกลิ่นหอมอ่อนๆของเขายังไม่จางหายไปทำให้เธอรู้ว่าแทยอนคงตื่นก่อนเธอได้ไม่ถึงชั่วโมง..

                ..แต่ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนกันนะ??..

                รางซิบถูกรูดลงพร้อมกับร่างเล็กที่มุดเข้ามาในเต็นท์ ดวงตาสีใกล้เคียงสองคู่สบตากันเล็กน้อยก่อนที่คนตัวเล็กจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน ชามพลาสติกที่ใส่ข้าวต้มร้อนๆถูกยื่นมาให้เด็กสาวที่กระพริบตาถี่อย่างคนที่ยังไม่ตื่นดี “ฉันเอาข้าวต้มมาให้..เธอออกไปล้างหน้าล้างตาซะจะได้ทานข้าวแล้วก็กินยา..”

                “.........”

                “ห้ามอาบน้ำนะเธอยังมีไข้อยู่เดี๋ยวพาลจะเป็นหนักเสียเปล่าๆแล้ววันนี้ก็ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรนอนพักผ่อนซะ”

                “แต่ว่า......” คนป่วยทำท่าจะร้องค้านเมื่อคิดว่าตัวเอาเอาเปรียบเพื่อนคนอื่นเกินไป

                “ฟังที่ฉันพูดซะถ้าไม่อยากเป็นหนักกว่าเก่า”

                “.....มิยองไม่อยากอยู่คนเดียว...”

                แทยอนเงียบไปอึดใจกับน้ำเสียงอ่อยๆของคนน้อง เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วพูดด้วยถ้อยคำที่ทำให้คนป่วยยิ้มกว้าง “งั้นฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเอง”

                “พี่จะแอบอู้ล่ะสิ มิยองรู้นะคะ”

                “ถ้าพูดมากจะปล่อยให้อยู่คนเดียวซะ”

                “อ๊า ไม่เอานะ” มิยองส่งเสียงงอแงพร้อมโผเข้ากอดแขนเล็กทันที ใบหน้าหวานที่ยังคงซีดเซียวงอง้ำกับคำขู่ ..ที่เคยได้ยินว่าคนป่วยจะงอแงและขี้อ้อนเป็นพิเศษเห็นว่าจะจริงไม่อย่างนั้นฮวังมิยองที่แสนขี้อายคงจะไม่มาทำหน้างอแงและออดอ้อนกันแบบนี้หรอก.. เด็กสาวมุดหน้ากับแขนเล็กพูดเสียงอ่อย “พี่จะทิ้งมิยองให้อยู่คนเดียวจริงๆเหรอคะ..ใจร้ายที่สุดเลย..”

                “ฉันใจร้ายได้กว่านี้อีกถ้าเธอยังจะดื้อ”

                “.....รู้แล้วล่ะค่ะ..ไม่งั้นพี่คงไม่ทำให้มิยองช้ำใจอยู่ทุกวันนี้หรอก.....”

                ความเงียบเข้าปกคลุมทันทีที่เด็กสาวพูดประโยคนั้นจบ.. แทยอนเบือนหน้าหนีสายตาเศร้าสร้อยคู่นั้น เขาเลือกที่จะวางชามข้าวต้มลงข้างๆอย่างระมัดระวัง “เธอรีบไปจัดการตัวเองเถอะเดี๋ยวฉันจะบอกยูลให้ว่าเธอไม่สบาย” พูดได้เพียงเท่านั้นคนตัวเล็กที่ผละกายมุดออกไปนอกเต็นท์และทิ้งให้มิยองนั่งมองเขาด้วยแววตาเศร้าสร้อยอยู่อย่างนั้นคนเดียว..

 

                ..ตอนนี้ใบหน้าหวานที่ซีดเซียวเพราะพิษไข้กำลังมีรอยยิ้มกว้างเสียจนดวงตาคู่หวานของเธอโค้งยิบหยี..

                เชื่อเถอะว่าที่คนป่วยยิ้มแป้นแบบนี้ได้เพราะมีพยาบาลจำเป็นอย่างคิมแทยอนนะสิ.. การมีคนที่เรารักมาคอยป้อยข้าวป้อนน้ำ มาดูแลตอนไม่สบายเนี่ยมันรู้สึกดีเป็นบ้าเลยล่ะ ..ที่เคยได้ยินว่าหากอยากจะรู้ว่าคนที่เรารักเป็นห่วงเราหรือไม่ให้ดูตอนที่เราไม่สบายมิยองเชื่อสนิทใจเลย ก็ดูใบหน้าใสนั้นสิ..แม้จะเย็นชาเรียบเฉยสักแค่ไหนแต่แววตาของเขาในยามนี้ปิดเธอไม่มิดหรอก ..แววตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงฉายชัด.. พาลให้เธอนึกไปถึงความทรงจำแสนหวานของเรา ..เวลาที่เธอไม่สบายก็จะมีแทยอนมาดูแลเธอแบบนี้แหล่ะ

                “...อีกคำนะ” แทยอนกล่าวพร้อมกับตักข้าวต้มอุ่นๆจ่อปาก มิยองเองก็อ้าปากงับอย่างว่าง่าย ใบหน้าหวานดูอิ่มเอมนักยามที่กลืนข้าวต้มลงไปแต่ละคำ ..ทั้งมีความสุขที่แทยอนมาป้อนข้าวดูแลกันแบบนี้ทั้งอร่อยกับข้าวต้มร้อนๆที่กำลังถูกส่งเข้าปากเรื่อยๆ.. กินไปก็มโนไปว่าข้าวต้มชามนี้เป็นฝีมือของคนตัวเล็กแต่คิดชีวิตก็มีความสุขแล้วล่ะ

                ..แต่มิยองไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เธอมโนน่ะมันเป็นความจริง..แทยอนลงทุนตื่นแต่ฟ้ายังไม่สว่างและเดินทางไปยังจุดประชาสัมพันธ์ด้านล่างเพื่อขอใช้ครัวลงมือทำข้าวต้มให้คนป่วยกินเองกับมือ ไม่อยากจะคาดเดาเลยว่าถ้ามิยองรู้ว่าแทยอนเป็นคนทำข้าวต้มให้เธอทานมิยองจะยิ้มหน้าบานขนาดไหนหนอ?..

                น่าแปลกที่คราวนี้คนป่วยไม่งอแงเวลากินยาอีกแล้ว ..แต่แทยอนก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการที่เธอไม่งอแงปฏิเสธการกินยามันทำให้เขาพอใจได้ไม่น้อย ..ไม่ใช่ไม่อยากดูแลแต่แค่ไม่อยากเห็นมิยองต้องทรมานเพื่อพิษไข้ก็เท่านั้น.. เพราะทุกครั้งที่เธอไม่สบายใจของแทยอนก็พาลจะหายไปเสียทุกครั้ง ..ทั้งกังวลทั้งเป็นห่วงเสียจนทำอะไรไม่ถูก..ไม่รู้ทำไมชอบทำตัวให้เป็นห่วงนักก็ไม่รู้นะ.. พอเสร็จสิ้นจากการดูแลคนป่วยให้กินยาลดไข้เรียบร้อยแล้วคนป่วยก็จัดแจงขยับตัวเข้ามากอดแขนซบหัวทุยกับไหล่เล็กเป็นการออดอ้อนทันทีเมื่อเห็นว่าแทยอนทำท่าจะออกไปจากเต็นท์อีกครั้ง

                “....พี่จะไปไหนคะ..ไหนบอกจะอยู่กับมิยองไง...”

                “จะเอาชามไปล้างเฉยๆน่ะ..ไม่หายไปไหนหรอก”

                “งื้อ..แต่ว่า...” เสียงหวานที่ตั้งท่าจะร้องงอแงเงียบไปทันทีเมื่อโดนดีดเข้าที่หน้าผากเบาๆ เห็นสายตาดุๆที่ปรายตามองมาก็ได้แต่นั่งกอดอกทำหน้างอ แต่คนตัวเล็กไม่มีทีท่าว่าจะสนใจกันสักนิดเลย..ใจร้ายชะมัด แต่มิยองก็ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองไปอย่างนั้นล่ะเพราะไม่ว่ายังไงแทยอนก็ไม่สนใจกันอยู่ดี

                “เลิกทำหน้างอได้แล้ว” เขาพูดเมื่อมุดกลับเข้ามาด้านในเต็นท์อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าคนป่วยจะยังไม่หายงอนเท่าไหร่นะดูใบหน้าหวานๆนั้นสิงอง้ำหนักกว่าเก่าอีกต่างหากหลังจากที่เขาใช้น้ำเสียงห้วนๆกับเธอ แทยอนถอนหายใจ “ขี้งอนอะไรขนาดนี้นะ..จำไม่เห็นได้เลยว่าเธอขี้งอนขนาดนี้”

                “ใช่สิคะ มิยองไม่สำคัญกับพี่นี่นา..พี่ถึงจำอะไรเกี่ยวกับมิยองไม่ได้เลยสักอย่าง..เพราะมิยองไม่เคยอยู่ในสายตาของพี่เลยใช่ไหมล่ะคะ”

                “....ไปกันใหญ่แล้ว”

                “ก็มันจริงนี่คะ!!

                “ฮวังมิยอง..เกิดวันที่หนึ่งสิงหาคม อายุสิบหกปี เลขที่ยี่สิบเจ็ด มัธยมสี่ห้องเอ สังกัดชมรมดนตรีสากลในตำแหน่งนักร้องเสียงหลักคนที่สาม เครื่องดนตรีที่ถนัดคือเปียโนกับฟลุ๊ต..เธอจบมัธยมต้นมาจากโรงเรียนสตรีโซจัง เป็นลูกพี่ลูกน้องของชางมิน ประธานชมรมดนตรีสากลรุ่นที่แล้ว สอบเข้ามัธยมยองกวางด้วยคะแนนติดอันดับท็อปของการสอบภาคปฏิบัติในด้านความสามารถพิเศษ..เกรดเฉลี่ยเทอมที่แล้วคือสามจุดสองห้า วิชาที่ถนัดคือภาษาอังกฤษและคหกรรม ส่วนวิชาที่ไม่ชอบคือวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณทั้งหมดไม่ว่าจะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เคมี ชีวะหรือฟิสิกส์.. อุปนิสัยมองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะไม่ชอบมีเรื่องกับใครจึงยอมคนเสมอ ขี้อาย พูดน้อยแต่ขี้งอนและขี้อ้อนยิ่งกว่าอะไรแถมยังป่วยง่ายโดนฝนนิดหน่อยก็ไม่สบายแล้ว ไม่ชอบกินยาและมักจะงอแงทุกครั้งเวลาไม่สบาย.. ชอบสีชมพูและสัตว์ทุกชนิดแต่ว่ายน้ำไม่เป็น.....”

                “...............”

                “...มีอะไรที่ฉันจำไม่ได้อีกไหมเกี่ยวกับเธอ..?”

                พวงแก้มนวลของฮวังมิยองแดงเรื่อหลังจากที่แทยอนพูดในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับตัวเธอออกมาทั้งหมดอย่างครบถ้วน หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อพบว่าเขาจำทุกอย่างเกี่ยวกับเธอได้ทั้งหมด ..สิ่งเล็กๆน้อยๆที่คิดว่าเขาน่าจะลืมไปแล้วแต่แทยอนกลับไม่เคยลืมเลย..ไม่เลยสักนิด.. นั่นทำให้มิยองปลื้มใจจนห้ามรอยยิ้มของตัวเองไว้ไม่ได้อีก ดวงตาหวานโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวยามที่ริมฝีปากอิ่มแย้มรอยยิ้มกว้างขับให้ใบหน้าหวานชวนมองแม้จะยังคงซีดเซียวเพราะพิษไข้ก็ตาม..

                “....พี่จำได้ด้วยเหรอคะ...”

                “...ก็ทั้งหมดที่ฉันรู้..” แทยอนตอบเสียงเบา เบนหน้าที่เริ่มขึ้นสีชมพูเรื่อบนพวงแก้มไปทางอื่นเพื่อซ่อนความเขินอาย คนตัวเล็กนั่งตัวแข็งทื่อเมื่อร่างบอบบางโผเข้ากอดเต็มรักหันใบหน้าใสมองคนหน้าหวานที่ปีนขึ้นมานั่งบนตัก “ทำอะไร...” เอ่ยถามเสียงตะกุกตะกักเมื่อวงแขนบางของมิยองยกขึ้นโอบรอบคอแล้วนั่งนิ่งขณะที่เด็กสาวเกยคางมนบนบ่าเล็ก แทยอนไม่ได้พูดอะไรนอกจากปล่อยให้เธอกอดอยู่อย่างนั้น เขายกมือขึ้นอย่างลังเลก่อนจะยกมือขึ้นโอบกอดเอวคอดเบาๆ

                “....ขอบคุณนะคะ..ที่คอยดูแลเสมอเลย..ตั้งแต่มิยองเข้ามาเรียนที่นี่..ทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่ทำให้มิยองมาตลอดมันมากมายเสียจนมิยองไม่รู้จะตอบแทนพี่ยังไงจริงๆ...”

                “..............”

                “พี่เชื่อไหมคะว่ามิยองไม่เคยมีเพื่อนสนิทจริงๆสักคน..เพราะมิยองเอาแต่ขี้อาย..ไม่กล้าพูดไม่กล้าคุยกับใครทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อน..คนที่เข้ามาล้วนแต่จะใช้ประโยชน์จากมิยองทั้งนั้น..จนกระทั่งมิยองมาเรียนที่นี่มิยองมีทั้งเพื่อนสนิทที่น่ารักทั้งสามคน..มีรุ่นพี่ที่ใจดีแบบพี่ๆกลุ่มสภานักเรียน..แล้วยังจะได้มาเจอพี่...”

                “พี่แทยอน..เจ้าชายหิมะอุ่นของมิยอง..ที่ดูแล..ปกป้อง..คอยเป็นห่วงและเคียงข้างมิยองเสมอไม่ว่ามิยองจะทำอะไร คอยจับมือมิยองเวลาที่มิยองเจอกับปัญหา ..คอยช่วยเหลือมิยองเวลาที่มิยองเดือดร้อน..คอยซับน้ำตาให้เวลาที่มิยองร้องไห้..ทุกอย่างที่พี่ทำให้มิยอง..ทำให้มิยองรู้สึกว่ามิยองมีค่าและมีความสำคัญ..”

                “พี่อาจจะหัวเราะก็ได้ถ้ามิยองพูดออกไปว่ามิยองรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงเวลาที่มีพี่อยู่ข้างๆ.. พี่เหมือนเจ้าชายที่คอยปกป้องและดูแลมิยองเสมอ..ขอบคุณนะคะ...” เสียงหวานเริ่มสั่นเครือเล็กๆพร้อมกับความเปียกชื้นบนไหล่ซ้ายของเขา แผ่นหลังบางที่สั่นน้อยๆทำให้แทยอนรู้ว่ามิยองกำลังร้องไห้ เขายกมือลูบหลังปลอบใจเธอเบาๆโดยไม่ได้พูดอะไร เด็กสาวหลุดสะอื้นออกมาเล็กๆ “...แม้ว่ามิยองจะเคยเสียใจกับความเย็นชาของพี่ตั้งแต่สถานะของเราเปลี่ยนไป..แต่สุดท้ายมิยองก็ได้รู้ว่าพี่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย..พี่ยังเหมือนเดิมเสมอ..เพียงแต่สถานะที่เราเป็นอยู่มันบีบบังคับให้ความสัมพันธ์ของเราต้องเป็นแบบนี้...”

                “......ถ้า...ถ้าสถานะของเราไม่เป็นแบบนี้..ถ้าเราไม่ใช่พี่น้องกัน...เราก็คง....”

                “พอเถอะ....ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” แทยอนแทรกขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบ เขายกมือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มให้เด็กสาวอย่างทะนุถนอม ..เขาไม่อยากจะรับรู้อะไรแล้วว่าสถานะของเราคืออะไร..ขอแค่ตอนนี้..เวลานี้..ที่เรามีกันและกันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ..ทุกวินาทีที่มีนั้นมีแค่เรามันก็เพียงพอแล้ว..ขอให้เขาได้ซึบซับความรู้สึกนี้ก่อนจะออกไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้ไหม “ไม่ต้องคิดถึงอะไร..คิดซะว่าตอนนี้..มีแค่เราก็พอ..”

                “.....พี่คะ มิยอง...”

                ดวงตาหวานที่ฉ่ำน้ำตาช้อนสายตามองเขา ริมฝีปากอิ่มสีชมพูเผยอเล็กๆเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เจ้าตัวกลับเม้มปากเงียบไปเสียอย่างนั้น ใบหน้าหวานเบนหนีสายตาอ่อนโยนของแทยอนได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกฝ่ามือเล็กจับให้หันไปมองหน้ากันอีกครั้ง แทยอนกดปลายจมูกบนพวงแก้มนวลที่ยังคงแดงเรื่อ “ทุกอย่างที่เคยพูด..มันยังคงเหมือนเดิมเสมอ..” กระซิบเสียงเบาพร้อมทั้งกดเรียวปากย้ำบนผิวแก้มนุ่ม ฮวังมิยองเอนกายซบในวงแขนเล็กซุกหน้ากับซอกคอของเขาแล้วหลับตาพริ้ม “...มิยองควรจะตอบแทนพี่ยังไงดีคะกับทุกอย่างที่พี่ทำให้มิยองเสมอ...”

                “..ตอนนี้..ขอแค่นี้ก็พอ...” เสียงหวานนุ่มกระซิบ ปลายนิ้วเล็กเชยคางมนให้เงยหน้ามามองกันอีกครั้ง ดวงตาหวานของเธอหลุบต่ำอย่างสะเทิ้นอายยามที่แทยอนทอดสายตาอบอุ่นตอบกลับไป สุดท้าย..มิยองก็ยอมหลับตาให้เขาโน้มใบหน้าลงมาเชยชิมความหวานบนริมฝีปากเธออีกครั้ง เรียวปากสีสดค่อยๆเลาะเล็มริมฝีปากที่แห้งแตกเพราะพิษไข้เบาๆกดจูบย้ำจนมันเปลี่ยนเป็นสีช้ำ เรียวปากของเราบดเบียดเข้าหากันอย่างโหยหาผลัดกันขบงับริมฝีปากของกันและกันอย่างรู้จังหวะ เพราะอารมณ์เคลิบเคลิ้มกับรสจูบที่แสนหวานหอมนั้นทำให้มิยองไม่รู้เลยว่าแผ่นหลังของเธอถูกดันให้นอนลงกับพื้นฟูก ฝ่ามือบางข้างหนึ่งถูกกุมประสานไว้ด้วยฝ่ามือของเขาขณะที่ริมฝีปากของเรายังคลอเคลียกันไม่หยุด

                “.......แฮ่ก ..พี่คะ..”

                แทยอนไม่ปล่อยให้มิยองได้กอบเอาอากาศหายใจเพื่อชดเชยอากาศที่เสียไปนานนัก เขาประกบริมฝีปากลงไปอีกครั้ง ..ทั้งนุ่มนวลและร้อนแรงเสียจนมิยองรีบยกแขนคว้ากอดเขาเอาไว้ หัวใจเธอเต้นโครมครามไปหมดยามที่เขาบดจูบลงมา ภาพที่เราจูบกันจนเกือบจะเกินเลยไปถึงไหนต่อไหนเมื่อวานแล่นเข้ามาในหัว สัมผัสที่แสนอ่อนโยนจากฝ่ามืออุ่นของเขายามที่ขยับเข้ากอบกุมทรวงอกของเธอทำไมมิยองจะจำไม่ได้...แต่คำถามคือแทยอนจะหยุดตัวเองได้ไหมในเมื่อยามนี้ไม่มีอะไรมาห้ามอีกแล้ว

                ..แล้วถ้าเขาห้ามตัวเองไม่ได้ล่ะ? มิยองจะยอมไหม..คำตอบคือยอมอย่างไม่มีข้อแม้..เพราะฮวังมิยองรักคิมแทยอนมาก..มากเสียจนยอมให้เขาเชยชมเธอได้ตามใจชอบหากเขาต้องการและเธอเองก็เต็มใจ..แม้จะรู้ดีว่าสถานะของเราคือพี่น้องร่วมครอบครัวเดียวกันก็เถอะ..

                แต่ทว่า...คิมแทยอนกลับเลือกที่จะหยุดไว้เพียงแค่นั้น.. เขาตั้งใจจะหยุดไว้เพียงแค่จูบ.. เรียวลิ้นที่ซุกซนในโพรงปากผ่อนช้าเมื่อแทยอนค่อยๆละริมฝีปากออกห่าง ดวงตาสีเข้มมองสบตากับเธอเงียบๆก่อนที่เขาจะปิดเปลือกตาลงเมื่อมิยองยกมือลูบพวงแก้มของเขาแผ่วเบาแล้วเปลี่ยนเป็นสวมกอดคนตัวเล็กเอาไว้แน่น

                ...ฉันรักพี่...

                ฮวังมิยองได้แต่พร่ำบอกเขาในใจเพียงเท่านั้นระหว่างที่เราสวมกอดกันเอาไว้ เธอขยับซุกกายเข้าในอ้อมแขนอบอุ่นเมื่อแทยอนทิ้งตัวลงนอนข้างๆแล้วดึงเธอเข้าไปกอด เขากดเรียวปากบนหน้าผากของเธอเบาๆแล้วกระซิบตอบกลับมา “...ตอนนี้ขอแค่นี้ก็พอแล้ว..เอาไว้ฉันคิดออกเมื่อไหร่จะบอกแล้วกันนะ...”

                ...เขาพูด..พร้อมกับรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนเป็นการยืนยัน..ว่าเจ้าชายหิมะอุ่นของมิยองกลับมาแล้ว..แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วเวลาสั้นๆที่อยู่ที่นี่ก็ตามที..

=======================================================================

© themy�butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

963 ความคิดเห็น

  1. #611 petcharin_love95 (@petcharin_love95) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 / 14:42
    พี่คุณคร่ไปหาพี่วิกกี้ได้แล้ว คุณคิมนี้ก็เหลือเกิน
    #611
    0
  2. #203 coke (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 07:06
    แทยอนเลิกใจแข็งสักที สงสารน้องนา
    #203
    0
  3. #192 ฟรีไทร์ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:32
    คิมแทเมื่อไรจะยอมใจอ่อนสงสารมิยอง
    #192
    0
  4. #73 Puii (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 15:22
    แทยอนเลิกใจแข็งได้แล้วรักเค้าก็ทำตามหัวใจตัวเองเถอะทำไมต้องฝืนด้วยสงสารมิยองจะแย่ร้องไห้ตลอดเลย
    #73
    0