เมื่อคีตาแห่งเทพสวรรค์เริ่มบรรเลง◆BL,YAOI (END)

  • 100% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 36,557 Views

  • 424 Comments

  • 2,884 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    167

    Overall
    36,557

ตอนที่ 14 : บทที่ 12 หลับตา... หลบหน้า... ไม่ใกล้...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    24 มิ.ย. 58







ความเดิมตอนที่แล้ว

ทหาร! องค์ชายใหญ่ออกคำสั่ง จับกุมองค์ชายหก! กบฏแห่งภพสวรรค์ลอบสังหารองค์เทพสูงสุด จะอย่างไรก็ต้องจับกุมมารับโทษทัณฑ์ให้ได้!!!!” เสียงทหารโห่ร้องตอบรับดังก้อง

เทพสวรรค์ที่หอบหิ้วข้าทำเพียงแค่ยิ้มเยาะ เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงระดับธรรมดา แต่เหล่าผู้อื่นโดยรอบกลับยื่นนิ่งหยุดฟังราวกับเสียงดังไปทั่วบริเวณ

ลาก่อนเจ้าพวกเทพทหารโง่เขลา

ฉับพลันก็มีกลุ่มคลื่นสีดำวงใหญ่ปรากฏออกมา องค์ชายหกดึงข้าเข้าไปด้วยมือเดียว ตัวข้าก็ลอยตามเขาเข้าไปในกลุ่มคลื่นสีดำอย่างง่ายดาย

ในกลุ่มคลื่นสีดำที่หมุนเวียนอย่างบิดเบี้ยวสะท้อนภาพตำหนักเล็กๆในภูเขาที่ดูร้างผู้คนออกมา

ตำหนักสีดำสนิท ประตูห้องขัง

 

            โซ่สีดำ รอยยิ้มที่ชวนขนลุกและพัดสีดำที่โบกวูบเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็น

จากนั้นภาพเบื้องหน้าก็มืดมิดลง

 

 





 

 

บทที่ 12

หลับตาหลบหน้าไม่ใกล้

 



 

            ตึ่ง

          ตึ่ง

 


          ตึ่ง...

          เสียงหยดน้ำกระทบกับพื้นห้องดังไปทั่วบริเวณห้องขังสีดำมืดถูกสร้างขึ้นมาด้วยปูนหนาหลายชั้น บริเวณด้านในสุดของห้องมีโต้ะไม้เก่าๆตัวหนึ่ง สีมุมถูกเชื่อมไว้ด้วยโซ่เหล็กหนาสีดำยาวจากมุมผนังไปจรดตรงกลางห้อง

            เทพสวรรค์วัยอายุยี่สิบของมนุษย์หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ทอดสายตาเหม่อมองหยดเลือดร่วงหล่นลงสู่พื้น โซ่สีเงินบางที่ย้อมไปด้วยโลหิตถูกตรึงออกมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายทำหน้าที่คล้ายกับท่อลำเลียงเลือด

            และเป็นเลือดจากหัวใจ

            ไม่นานนักหลังจากถูกองค์ชายหกลักพาตัวกลับมาด้วย ข้าก็มาอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เช่นนี้แล้วบริเวณด้านหน้าห้องขังที่ปิดทึบมีประตูเข้าออกบานเดียวนี้ถูกเฝ้ายามด้วยเทพสวรรค์สององค์

            เมื่อยามก่อนนี้ซักครู่หนึ่งได้ยินเสียงองค์ชายหกคำรามด้วยความเดือดดาล ครู่ใหญ่จึงตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของเทพผู้เคราะห์ร้าย ดูเหมือนว่าองค์เทพสูงสุดจะยังไม่สิ้นพระชนม์ เหล่าองค์ชายองค์อื่นๆกำลังพยายามยื้อชีวิตกันอยู่

 

            แอ๊ดดดด…..

          องค์ชายหกที่หน้าตาไม่ค่อยจะสบอารมณ์นักก้าวเข้ามาในห้อง คนเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่งจึงคิดมาระบายอารมณ์ใส่ข้า

            น่าเสียดายที่ตอนนี้คอข้าแห้งจนคิดอยากด่าเขาให้สาสมก็ด่าไม่ได้

            ใบหน้าหล่อเหลาราวกับบัณฑิตผู้หนึ่งขององค์ชายหกค่อยๆยกยิ้มมุมปากขึ้น หยาดเลือดสีแดงค่อยๆย้อมนิ้วเรียวขาวผุดผ่องที่กำลังลูบไปตามโซ่สีเงิน

            จากนั้นโซ่ก็ถูกกระตุกโดยแรง!

            “อึกก!” ข้ากัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมา โซสีเงินหลุดออกมาจากบริเวณหน้าอกข้าเลือดสีแดงสาดเป็นวงบริเวณพื้น องค์ชายหกเอื้อมมือมาง้างปากข้าออกก่อนจะส่งลูกกลอนลงตามไป

            ทรมาณข้าจากนั้นก็ตามด้วยรักษาข้า ไม่ต้องเสียเวลาใคร่ครวญเท่าไหร่นัก เทพสวรรค์ตรงหน้าข้าต้องไม่ปกติเป็นแน่

องค์เทพสูงสุดลูกชายของท่านพอจะมีผู้ใดมีจิตใจปกติบ้าง

            ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้นหรอกยิ่งทำสายตาเยี่ยงนี้ข้ายิ่งอาลัยอาวรเจ้ามากกว่า

            เจ้า…..” เสียงเบาหวิวแบบอ่อนแรงดังขึ้นมา

            ดูเหมือนลูกกลอนข้าจะทำให้เจ้าพอเอ่ยปากได้บ้างแล้วองค์ชายหกยกมือขึ้นมาฉีกเสื้อข้าออก นิ้วเรียวลูบไปตามรอยแผลที่เริ่มปิดสนิทอย่างพอใจ

            ..!!!”

            “เจ้าอยากจะพูดอะไรกันหืม?รอยยิ้มที่ร้ายกาจราวกับเย้ยหยันใบหน้าไม่พอใจของข้า ร่างกายสั่นสะท้านต่อความเจ็บที่ถูกขยี้ตุ่มไตสีชมพูบนหน้าอก

            องค์ชายหกดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากสาบเสื้อแล้วยัดมันเข้าปากข้า เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี มือด้านขวาคลึงเม็ดสีชมพูบนหน้าอกข้าจนแดงก่ำ

          ข้ากัดผ้าเช็ดหน้าแน่นสะกดกลั้นอารมณ์และความอับอายที่พุ่งขึ้นมา

            “!!!!!”

ฝ่ามืออุ่นจู่โจมลูบไล้อยู่บริเวณต้นขาด้านใน จากนั้นก็หยิกมันเต็มแรง! “เจ้าตัวสั่นปานนี้ ข้าหลงนึกว่าเจ้าทำกับไรเซลไปเรียบร้อยแล้วเสียอีกศีรษะข้าเชิดขึ้นเปล่งเสียงร้องทั้งๆที่ไม่มีเสียง ข้าหลับตาลงหยาดน้ำตาค่อยๆไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้

น่าเหลือเชื่อยิ่งที่เจ้ายังคงไม่ถูกแตะต้องสิ้นเสียงคำพูดเบื้องหน้า ฝ่ามือที่น่าขยะแขยงก็เลื่อนไปยังจุดอ่อนไหวลูบไล้เบาๆผ่านเนื้อผ้า เสียงซวบซาบดังไปทั่วห้องขัง เมื่อราวแปดร้อยปีก่อน เรื่องที่ลือไปทั่วภพสวรรค์ของเขาก็คือ การที่ผูกสัมพันธ์กับเหล่าเทพสวรรค์หน้าตาดีไปทั่ว เรียกได้ว่าเทพสวรรค์หน้าตาดีไม่ว่าชายหรือหญิงย่อมต้องผ่านมือเขามาแล้วทั้งนั้น

ข้าเบือนหน้าหนีไม่รับฟัง จุดประสงค์ของเขาก็คือการปั่นป่วนกลั่นแกล้งข้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ดูเหมือนการเบือนหน้านีจะก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่เทพสวรรค์ผิดปกติองค์นี้

หึ ไม่ใช่ว่าไม่มีน้ำยา แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะเขารู้สึกผิดต่อเจ้าก็ได้”

!!!!” ตัวข้าสะดุ้งขึ้นมาพยายามขยับหนี ฝ่ามืออีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสอดเข้าไปในชั้นในอย่างฉวบฉวย ความรู้สึกเนื้อแนบเนื้อที่ถูกสัมผัสก่อให้เกินความรังเกียจจนแทบจะทานทน


ก็อก ก็อก!

องค์ชายหกเบ้หน้าอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะยอมถอนฝ่ามือออกจากชั้นในและตุ่มไตบนหน้าอกที่บวมช้ำของข้า ทหารยามหน้าห้องกระซิบบางอย่างที่ข้างหูสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที

ข้ารู้สึกโล่งอกเมื่อคิดว่าตัวเองรอดพ้นจากการกลั่นแกล้งระบายอารมณ์แล้ว

เฝ้าไว้ให้ดีส่วนเรื่องอื่นนั้นเจ้ากระทำได้แค่ใช้มือสัมผัสเข้าใจหรือไม่

คำสั่งที่องค์ชายหกถ่ายทอดต่อทหารยามทำให้อารมณ์ดีใจของข้าดิ่งวูบ หันหน้าไปทันเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายที่ส่งให้ก่อนออกจากห้องไป

 

 

 

อือ!!” หยาดน้ำขาวขุ่นถูกปลดปล่อยออกมาเต็มฝ่ามือ

ข้าหอบหายใจอย่างหนัก ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปให้โซ่พยุงอย่างเต็มแรง น้ำรักถูกปลดปล่อยออกมาโดยมือของทหารเทพสององค์เบื้องหน้ารอบที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ ชั้นในและชุดคลุมถูกปลดออกไปจนร่างเปล่าเปลือย

            เจ้าว่าเราปลดโซ่เอาลงมาเช่นนี้ดีกว่าหรือไม่

            “ถ้าเจ้าเทพสวรรค์นี่มันหนีไปเล่า ข้าเข้าใจว่าท่าเดียวมันไม่สาแก่ใจนัก แต่หากมันหนีไปลำพังหัวเจ้ารับผิดชอบไหวหรือ

            เจ้าเทพสวรรค์นี่ดูท่าจะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว อีกทั้งเจ้าก็ทราบว่าประโยชน์ของมันหมดไปพร้อมๆกับโซ่สีเงินที่ถอดไปก่อนหน้านี้แล้ว

            “เจ้าอย่าได้พูดมาก…”

            “อือ….” ข้าเปล่งเสียงออกมาอย่างลำบาก ทหารยามทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากปากข้า

            ไม่ไหวแล้วปล่อยข้าลงแล้วข้าจะยอมทำทุกอย่างไม่ปริปากบอกองค์ชายหก…”

            ข้ามองหน้าพวกเขาอย่างอ่อนแรงและอ้อนวอน ทหารยามทั้งสองมองกันอย่างลังเล พวกเขาหันหลังกลับไปคุยกันซักพักก่อนจะหันกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยตันหาราคะ

            แกร็ก!

          มือสองข้างและข้าสองข้างของข้าถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ร่างกายของข้าร่วงหล่นลงไปนอนกองอยู่กับพื้นทันทีทหารยามทั้งสองต่างรีบนั่งลงและก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าหื่นกระหาย

            อย่าคิดตุกติก อ้าขาของเจ้าออก…”

            ข้าค่อยๆแยกขาออกตามคำสั่งก่อนจะยันมือลงกับพื้นหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ฟาดขาเข้าที่ท้ายทอยของทหารยามคนหนึ่ง ใช้ขาล็อคคอของทหารยามอีกองค์ก่อนจะฟาดลงกับพื้น นอนแน่นิ่ง

            แท้จริงแล้วพลังกายของข้าเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ได้ยาลูกกลอนขององค์ชายหก เพียงแต่พลังเทพกลับยังไม่ฟื้นฟูเท่านั้น หลังจากปลดโซ่สีดำออกไปแล้วพลังเทพที่ถูกกักกั้นก็ค่อยๆพวยพุ่งขึ้นมา

            ข้าจัดการเปลื้องชุดทหารยามออกมาสวมอย่างรวดเร็ว ประตูเหล็กหนาสีดำที่ขวางกั้นถูกทวนสามแฉกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย 

            โดนเพศเดียวกันลวนลามไม่ใช่เรื่องน่าอดสูเท่าไหร่นักบนภพสวรรค์ ข้าจึงทำเพียงแค่เดินออกมาจากห้องขังด้วยมาดทหารยาม พร้อมทิ้งศีรษะสองศีรษะไว้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแก่องค์ชายหกผู้วิปริต

           



            หลังจากเดินวนในตึกมาได้ซักชั่วยามหนึ่ง ในตัวตึกนั้นไม่มีผู้ใดอยู่เลยข้าเดินไล่ลงมาจากด้านบนสุดจากห้องขังในตอนแรกจนมาถึงชั้นสุดท้าย มองเห็นประตูบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกอยู่เบื้องหน้าแล้ว นอกจากทหารเทพในตอนแรกก็ไม่พบผู้ใดอีก

            เหตุใดเวรยามถึงหละหลวมถึงเพียงนี้...?

            ข้ามองไปรอบๆบริเวณหน้าประตู เห็นห้องทำงานห้องหนึ่งที่ประดับไปด้วยข้าวของหรูหราคล้ายกับตำหนักไรเซล ดูท่าห้องนี้จะเป็นห้องทำงานขององค์ชายหกไม่ผิดแน่ภายในห้องนอกจากการจัดวางแล้วแทบจะมีสิ่งของไม่ต่างไปจากห้องไรเซลเท่าไหร่นัก เหลือบตาไปแสงสะท้อนจากกระจกบานหนึ่งก็แยงเข้ามา กระจกที่คุ้นตาถูกวางนิ่งอยู่บนโต๊ะดึงดูดให้เข้าไปหยิบมัน

            กระจกบานนี้เป็นของไรเซลไม่ผิดแน่ ข้าเคยเห็นมันวางอยู่ในลิ้นชักตั้งหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งใช่แล้ว จนกระทั่งเหตุการณ์ที่มีคนบุกตำหนักครานั้น!

            ผู้ที่บุกไปทำลายห้องทำงานของไรเซลจนกระจัดกระจายเห็นทีจะต้องเป็นคนขององค์ชายหกผู้นี้

            ข้าซุกกระจกเก็บไว้ในสาบเสื้อก่อนจะรีบเดินออกมาจากห้อง ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีทหารยามแต่ไม่แน่ว่าซักพักอาจมีทหารยามบินมาจากไหนก็ทราบก็เป็นไปได้ ข้าเปิดประตูบานใหญ่ออก รีบเก้าท้าวออกไปให้พ้นจากตึกสีดำชวนขนลุกนี่ ในใจนึกถึงไรเซลและเหตุการณ์วุ่นวายภายนอกว่าเป็นอย่างไรบ้าง

            เคร้ง! ตูม! ตูม!

          เสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นมาทันทีที่ข้าก้าวพ้นออกมาจากเขตตึกสีดำ เหล่ากองทัพทหารเทพมากมายบินฉวัดเฉวียนเต็มท้องฟ้า ทั้งหมดจับอาวุธขึ้นสู้กับเทพสวรรค์ด้วยกันบ้าง บุคคลปริศนาในชุดสีดำบ้าง รวมไปถึงฝูงปีศาจจำนวนมหาศาลด้วย ควันสีดำแดงขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าย้อมท้องฟ้าให้แดงก่ำดังโลหิต

            ข้ากางปีก เรียกทวนสามแฉกคู่ใจออกมาแล้วบินขึ้นสู่ฟ้าทันทีข้าบินหาไรเซลไปเรื่อยๆ ฟาดฟันกับปีศาจที่เข้ามาจู่โจมเป็นระยะๆ ปีศาจพวกนี้ถึงจะมากมายแต่กลับไม่ได้ร้ายกาจเท่าไหร่นัก กลับกันแล้วเหล่าบุคคลชุดดำที่ลอบโจมตีกับมีฝีมือดีอยู่มาก เพื่อไม่ให้เสียเวลาพอเจอพวกเขาข้าจึงหลีกเลี่ยง เคราะห์ดีที่พวกเขาก็ไม่ได้ไล่ตาม

            ท่านนาเรม!” เสียงร้องเรียกดังมาจากด้านล่างในป่า ข้าดิ่งลงไปตามที่มาของเสียงทันที

            คุลอาล!” คุลอาลในตอนนี้สภาพไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ไม่ได้ย่ำแย่แต่ก็ไม่ได้ดูปกติดี แขนซ้ายของคุลอาลเห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บเกินจะยกไหวอีก ที่ด้านหน้ายังมีบุคคลในชุดดำอีกสองคนยื่นอยู่ สภาพก็ไม่ได้ดีไปต่างกันนัก

            ข้าไม่เป็นไร!” คุลอาลตะโกนพร้อมยกกระบี่สีฟ้าอ่อนขึ้นมาป้องกัน ท่านไปทางด้านหลัง!!” เสียงคุลอาลคำรามลั่น ดันคนในชุดดำกระเด็นไปชนต้นไม้คนนึง ก่อนถือกระบี่มาขวางหน้าข้าไว้

            ที่รักของท่านอยู่ด้านหลัง ไปได้แล้ว!!”

            คุลอาลที่ร้ายกาจ! แม้กระทั่งคราวคับขันเขายังสามารถหยอกล้อข้าได้

            ข้าวิ่งฝ่าป่าด้วยสองเท้ามายังด้านหลังเรื่อยๆ ใบไม้มากมายบาดตามลำตัวไปเป็นแนวยาวแต่กลับไม่รู้สึกเท่าสัมผัสที่ข้ารู้ได้จากบริเวณนี้ ข้าวิ่งอย่างรวดเร็วสายตาจับจ้องไปที่ด้านหน้า ภาพด้านข้างทั้งหมดกลับลืมจนหมดสิ้น… 

            ไรเซลอยู่ตรงนั้น ไม่ผิดแน่

            ภาพด้านหลังองค์ชายหกปรากฎสู่สายตา ข้าไล่สายตามองไปเรื่อยๆเห็นองค์ชายหกนั้นกำลังเงื้อพัดขึ้นสูงเลือดมากมายชโลมไปทั่วแผ่นหลัง ที่ด้านหน้ามีเทพสวรรค์สีทององค์นึงคุกเข่าข้างนึงอยู่บนพื้น เสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งหมดแทบจะกลายเป็นสีแดงฉาน

            เพียบแค่พริบตาข้ากลับไปยืนอยู่ด้านหลังองค์ชายหกที่กำลังเงื้อพัดสูงขึ้น

            เสียงทวนสามแฉกคำรามลั่นแหวกอากาศลงมา เลือดกระฉูดออกมาจากบาดแผลร่างตรงหน้าเป็นแนวยาวข้าเดินอ้อมร่างที่กำลังมองข้าด้วยความเคียดแค้นปนตกใจไปยังด้านหน้า ก้าวไปหาไรเซล

            มือใหญ่ของไรเซลสั่นระริก ค่อยๆลูบใบหน้าข้าอย่างอ่อนโยน

            ดีแล้วที่เจ้าปลอดภัย

            ข้าปลอดภัยดี ส่วนเขาต่างหากที่เป็นผู้ที่ใกล้ไปเยี่ยมเยียนภพวิญญาณ!

            “นาเรมมานี่ข้ายังไม่ทันจะอ้าปากด่าเทพสวรรค์สีทองที่ไม่พิจารณาสภาพตัวเองซักที ร่างกายก็ถูกดึงไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังที่คุ้นเคยสีหน้าของไรเซลเคร่งเครียดสายตามองไปด้านหน้า องค์ชายหกถูกบุคคลชุดดำพยุงไว้ ที่บริเวณโดยรอบยังมีบุคคลชุดดำอีกสามคน

            ไปจับมา!!” เสียงคำรามอย่างเคียดแค้นตามด้วยเสียงหัวเราะวิปริตดังสะท้อนไปมาในป่า บุคคลในชุดดำสามคนพุ่งตรงมา ไรเซลคว้าข้อมือข้าดึงวิ่งไปทางขวา

            ไรเซลให้ข้าช่วยท่าน!” ข้าตะโกนบอกพร้อมจับทวนสามแฉกในมือมั่น ไรเซลมองหน้าข้าอย่างลังเล แต่สุดท้ายเขาก็ยอมปล่อยมือข้ากับไรเซลหันหลังชนกัน

            ข้าร่ายรำทวนในมือต่อสู้กับคนในชุดดำคนหนึ่ง ส่วนไรเซลนั้นถือดาบสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะเป็นของวิเศษจากภพปีศาจ รับมือกับคนชุดดำสองคน

            เคร้ง!

          สู้ไปมาซักพักอาวุธในมือคนชุดดำที่ต่อสู้กับข้าก็หักลง ดูเหมือนพวกเขาแข็งแกร่งแต่ยังไม่แข็งแกร่งพอ ไรเซลก็ดูจะได้เปรียบอย่างมาก ดาบวิเศษของเขาสามารถล่องหนได้ตอนถือข้าจับทวนในมือ พลังเทพเร่งเร้าถึงขีดสุดจนทวนอาบไปด้วยแสงสีทองเตรียมปิดฉาก

            ซูมมมม!

            ฉับพลันที่ด้านข้างปรากฎคลื่นพลังมหาศาลพุ่งเข้ามา ข้ากางปีกบินหลบขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

            ตูมม!!!

          ควันคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วบริเวณป่า คนชุดดำหนึ่งคนที่ดูเหมือนจะหลบไม่ทันกระเด็นไปติดต้นไม้ต้นหนึ่ง ชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆกระจัดกระจายเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งดังขึ้นอย่างยาวนาน

            แม้แต่องค์เทพสูงสุดที่ควรจะตายได้แล้วก็คงไม่นึกถึงวันนี้

            ท่ามกลางควันที่ค่อยๆซาลง ปรากฎเป็นเงาของบุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายไม่มีตรงไหนไม่มีบาดแผลหรือไม่มีเลือด มือสองข้างค้ำยันไว้กับดาบสีดำที่ถูกปักลงพื้น ใบหน้าที่อาบไปด้วยเลือดของเขาหันมองรอบตัวราวกับค้นหาอะไร อย่างไม่สนใจใยดีสภาพตัวเอง

            ไรเซล!”

            ข้าบินลงไป สายตาของเขาที่มองอย่างร้อนรนหันมาสบตากับข้าก็ทอประกายโล่งใจ

            ดวงตาของข้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุองค์เทพไรเซลผู้โง่เขลา ตัวเขาเองใกล้จะไปเยี่ยมภพวิญญาณก่อนข้าแท้ๆกลับยังเป็นห่วงคนอื่นถึงเพียงนี้

ข้าเบิกตากว้างมองไรเซลยกแขนออกจากดาบข้างนึงอย่างไม่เจียมตัวเอง ก่อนจะรีบตะโกนห้าม ห้ามท่านขยับตัวเด็ดขาด!” แขนข้างนั้นหยุดชะงักกึกทันใด

คิดไม่ถึงพอข้าบินเข้าไปใกล้เขา แขนอีกฝ่ายกลับดึงตัวข้าเข้าไปกอดทันที

คะใครให้ท่านขยับ!” ข้าเสียงดังใส่ไรเซล ทั้งโกรธทั้งเขินอาย

อย่าเพิ่งพูดอะไรทั้งนั้นไรเซลกระซิบข้างหูข้าด้วยเสียงเคร่งเครียด หยดเลือดมากมายเปียกชุ่มไปทั่วตัวของข้า น้ำหนักจากคนที่กอดอยู่ทิ้งตัวลงมาทันใดนั้นข้าก็รู้ถึงความหมายของเขาทันที ข้ากลั้นน้ำตาที่เริ่มคลอออกมา

ไรเซลไม่สามารถสู้ต่อได้อีกแล้วเพียงแค่ยืนตอนนี้ก็ฝืนเต็มที เขาไม่ให้ข้าพูดอะไรเพราะกลัวเรื่องนี้จะเปิดเผย เหตุการณ์จะย่ำแย่ลงไปกว่านี้

ข้าหันตามสายตาของไรเซลไปหาองค์ชายหกทันที

ดูเหมือนคนของท่านจะซุกซนไม่เบาเลยนะองค์ชายหกที่เริ่มยืนได้แล้วแกว่งกระจกที่ตกจากสาบเสื้อของข้าตอนไหนไม่รู้ไปมา มืออีกข้างโบกพัดสีดำอย่างยั่วเย้าอารมณ์โมโห

ดูเหมือนเจ้าก็ซุกซนไม่เบาเหมือนกันนาล์ฟเฟไรเซลตอบอย่างเย็นชา

องค์ชายหกนาล์ฟเฟยกยิ้มขึ้นมาอย่างถูกใจ ดูเหมือนท่านพี่สี่ก็ซุกซนเช่นกัน

หมอกเมฆอึมครึมปกคลุมระวังความสัมพันธ์พี่น้อง  ข้าคาดเดาว่าคงไม่ใช่ท้องเดียวกัน ได้ยินว่าองค์เทพสูงสุดมีสนมมากมายจนแทบล้นตำหนัก

แค่ก!”

ไรเซล!” ข้าเอื้อมมือไปเช็ดเลือดที่มุมปากของเทพสวรรค์ตรงหน้า พอเห็นสายตาที่ร้อนรนของข้า ไรเซลก็ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆตอบ แล้วขยับปากอย่างไม่มีเสียง

อยากจูบ

โง่เขลาสิ้นดี! สิ่งที่ข้าอยากได้ยินที่สุดตอนนี้จากปากเขาคือเช่นว่า ข้ามีแผนข้าขยับปากด่าแบบไม่มีเสียงกลับอย่างโกรธเคือง กลบเกลื่อนใจที่อบอุ่นอย่างน่าประหลาด

ท่านพี่สี่คงใกล้ยืนไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่? กลบเกลื่อนไปก็ไร้ประโยชน์ อีกไม่นานท่านก็จะตามองค์เทพสูงสุดไปเป็นคนโปรดเหมือนเช่นเคย!” องค์ชายหกตะโกนอย่างโกรธแค้น พัดสีดำในมือเขาโบกสะบัดส่งคลื่นพลังที่รุนแรงออกมา

เป็นคลื่นแบบเดียวกับที่ลอบโจมตีข้าในครานั้นตอนที่ข้ากลับจากตำหนักศึกษา

ไรเซลกระชากตัวข้าไปด้านหลัง เขาดึงทวนสามแฉกในมือข้าออกไป

ตูมมม!

ควันมากมายพวยพุ่งขึ้นมารอบตัว เสียงทุ้มหอบหายใจอย่างรวดเร็วสลับกับเสียงไอ มือที่จับบ่าข้าสั่นระริก น้ำหนักที่พิงลงมาก็เริ่มหนักขึ้นทุกที

เคร้ง!

ทวนสามแฉกในมือของไรเซลหล่นลงบนพื้นก่อนร่างที่ใหญ่โตขององค์ชายสี่แห่งภพสวรรค์จะค่อยๆทรุดลง มือใหญ่ปิดปากที่ไอออกมาเป็นเลือด ข้าประคองไรเซล คลำหาลูกกลอนในอาภรณ์ของเขาอย่างร้อนรน

ทำไมท่านถึงไม่กางปีก ลูกกลอนของท่านเล่า?

ไรเซลพิงตัวมาที่ข้า เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างอยากลำบาก ไม่มีแล้ว

เป็นเรื่องที่รู้กันว่ายามเมื่อเทพสวรรค์กางปีก อาวุธเทพจะสำแดงฤทธิ์ได้สูงสุดนอกจากไรเซลจะไม่กางปีกเพื่อต่อสู้เต็มที่แล้ว เขายังไม่บินหนีเพื่อหลบอีก องค์ชายอย่างไรเซลมีปีกถึงสองคู่ด้วยซ้ำ 

องค์ชายหกเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเรา เขายังคงแกว่งกระจกในมือไปมา รอยยิ้มอันชั่วร้ายถูกประดิษฐ์ประดอยขึ้นอย่างจงใจ เขาใช้ดวงตาที่เต็มไปดวงเพลิงแห่งความแค้นมองมาที่ข้าก่อนถามคำถาม

 “เรามาเล่นปริศนากันต่อจากตอนนั้นดีกว่าเจ้าว่ากระจกนี้คือสิ่งใดกัน?องค์ชายหกคราวนี้ไม่รอข้าตอบคำถามแต่อย่างใด ดูเหมือนเขาจะรีบร้อนมากที่จะเฉลย น้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่ยียวนราวกับบัณฑิตเหมือนเคย แต่มันกระชับและอัดแน่นไปด้วยอารมณ์แห่งความแค้นมากมาย

กระจกอันนี้มีเรื่องเล่ามากมายเมื่อสองปีที่แล้วมีเหตุสะเทือนขวัญขึ้นทั่วภพสวรรค์ หอจารึกกาลที่จะเคลื่อนย้ายทุกดวงดาวกระพริบแสง ไม่เคยมีผู้ใดบุรุกได้สำเร็จมาก่อนกลับถูกบุกรุกสำเร็จ

ทางหอจารึกกาลไม่ได้ประกาศว่ามีสิ่งใดหายไป ทำเพียงแค่ย้ายที่ตั้งไปให้ค้นหายากกว่าเดิม… หากแต่ข้ามั่นใจมากท่านพี่สี่ ข้ามั่นใจตั้งแต่ที่เห็นใบหน้านี้…” องค์ชายหกค่อยๆเลื่อนนิ้วมาที่หน้าข้า ข้ามั่นใจว่าคนบุกรุกต้องเป็นท่านไม่มีผิดเพี้ยน

 “ข้ามั่นใจมากว่าประจกบานนี้จะต้องเป็น กระจกส่องอดีตของเทพนักษัตร!” องค์ชายวิปริตปาดหยดเลือดจากบาดแผลข้าขึ้นมา ว่ากันว่ากระจกส่องอดีตเมื่อหยดเลือดลงไปจะสะท้อนอดีตภพที่แล้วออกมา

ไรเซลไม่สนใจในสิ่งที่องค์ชายหกพูดแม้แต่น้อย ดวงตาสีทองของเขาจับจ้องที่ใบหน้าข้าสะท้อนแต่ความห่วงหา ริมฝีปากหยักได้รูปขยับแบบไม่มีเสียง

เป็นข้าที่ผิดเอง

ข้าขอโทษ

หลังจากนั้นไม่ใช่ความผิดของเจ้า

มันเป็นบทลงโทษของข้า

นาเรม

ข้าเสียใจ


แปะ

เสียงหยดเลือดกระทบกับผิวกระจกดังขึ้น

 

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันคลุ้มคลั่ง เบื้องหน้าข้าสะท้อนเป็นหน้าตัวเองในกระจกดึงตัวข้าจมลงสู่ในอดีต

ข้ามองเห็นริมฝีปากของไรเซลขยับเป็นครั้งสุดท้าย

 

ไม่ว่าอย่างไรข้าก็รักเจ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกวันที่xx เดือนxx ปีxxxx

ในวันนี้ ข้าได้แต่ภาวนาโดยที่ข้าไม่เคยทำมันมาก่อน

 

◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆



-       ก่อนอื่นต้องขอโทษที่หายไปนานมากค่ะ (เลยใส่ความเดิมตอนที่แล้วให้ด้วยเลย555) ช่วงนี้ชีวิตเราเคลียร์เรื่องทุกอย่างเกือบหมดแล้ว 

-        พ่อของเราที่ป่วยหนักตอนแรกก็เสียแล้วค่ะ เลยไม่ว่างจริงๆ U_U ยังดีกับฟ้าหลังฝนเราสอบผ่านข้อเขียนสาขาที่เราอยากเข้า เหลือแต่สัมภาษณ์ ลุ้นกันสุดพลัง

-        เดี๋ยวมาต่อนะคะคงวันสองวันนี้ ใกล้จบภาคแล้วเฮ ซียูว์เน็กซ์แช้ปเตอร์ รักผู้อ่านนะคะ <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #375 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 23:09
    ขอดูด้วยคนค่ะ //เหลือบมองกระจก
    #375
    0
  2. #318 mangpor43 (@por2543) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 11:07
    สงสัยโซ่นั่นอ่ะ
    #318
    0
  3. #258 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 20:37
    โซ่สีขาวนั่นหมายความว่าไง ทำไมนาเรมถึงหมดประโยชน์หลังจากถอดโซ่นั่นออก

    แล้วก็นะ ไอ่พสกสกปรก อย่ามาแตะต้องนาเรมนะ ไรเซลกับคุลอาลอุตส่าห์ดูแลมาอย่างทะนุถนอม บังอาจมาแตะต้องนาเรมได้ ตายๆไปซะได้ก็ดี

    ส่วนองค์ชายหก เป็นบ้ารึไง วิปริต จิตใจไม่สมประกอบชัดๆ แล้วนั่นจับมือกับพวกปีศาจเพื่อทำลายภพสวรรค์อย่างนั้นหรอ

    แต่เรื่องที่จะเปิดเผยหลังจากนี้ อยากให้นาเรมเข้าใจ อยากให้นาเรมเชื่อในคำพูดของไรเซล ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นยังไงก็ตาม อยากให้นาเรมเชื่อไว้จริงๆ
    #258
    0
  4. #204 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มกราคม 2559 / 11:45
    เสียใจด้วยนะคะ
    #204
    0
  5. #197 nstthiya Buranachaitawee (@nattiyabu) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2558 / 22:09
    ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปด้วยใจจริงนะคะ.
    #197
    0
  6. #196 nstthiya Buranachaitawee (@nattiyabu) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2558 / 22:07
    ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อนะคะ.
    #196
    0
  7. #122 Undergrond (@blove237) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 17:41
    ไรเซลไม่มีปีกแล้ว? นี่เป็นบทลงโทษหรือเปล่า? ความจริงทั้งหมดคืออะไรกัน?...
    #122
    0
  8. #101 A.Iliad (@minerva_18) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2558 / 05:57
    ทหารยามขององค์ชายหกโดนแบบนั้นสมควรแล้วโทษฐานมาลวนลามนาเรม เมื่อสองปีก่อนเป็นท่านไรเซลนี้เองที่ขโมยของมา
    #101
    0
  9. #81 Minhakim (@wisakimsung) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 09:41
    สู้ๆนะไรต์ เป็นกำลังใจให้ นิยายสนุกมาก
    #81
    0
  10. #80 ลี ฮายอน (@mejik) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 02:06
    กลับมาอัพต่อน้าาาา
    อย่าทำกับเราแบบนี้เลย
    ค้างง่ะ ค้างงงง
    #80
    0
  11. #79 Nam Saranya Klintuesin (@name-nam) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2558 / 22:23
    เย้ๆๆอัพแล้ว^^~
    #79
    0